Santa Wašté

Directions Contact the establishment

Santa Wašté แบ่งปันความรู้ประวัติศาสตร์ ตำนาน ชนพื้นเมือง ภาษาสเปน และเรื่องราวอื่นๆ ที่ผู้เขียนสนใจ This’s my free-area to share knowledge and the things I’m interested.

� Welcome to Santa Waste �

** (หากต้องการนำคอนเท้นเราไปเผยแพร่ลงที่อื่น รบกวนติดต่อมาก่อนนะคะ) **

เพจนี้สร้างขึ้นมาจาก passion ของเราที่หลงใหลในวัฒนธรรม ตำนาน และจิตวิญญาณของชนพื้นเมืองอเมริกา ละตินอเมริกา และอื่นๆ เป็นเพจอิสระที่ไว้แชร์องค์ความรู้และเปิดประเด็นต่างๆที่เราสนใจ อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการมาก แต่จะทำให้ดีที่สุด แวะเข้ามาพูดคุยกันได้นะคะ ~

Santa = Saint in Spanish
Waste = Good in Lakota / Useless in English

ชื่อเพจ เราตั้งให้มีความ paradox ในตัวความหมายด้วยกันเอง Santa ภาษาสเปนแปลว่านักบุญ / Waste ภาษาอังกฤษแปลว่าไร้ค่า แต่ภาษาลาโคตาแปลว่าความดี เลือกใช้ชื่อนี้เพื่อแสดงถึงความเชื่อพื้นฐานของเราที่ว่าทุกสิ่งล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือแย่ก็ตาม และเหนือไปกว่านั้น ทั้งสิ่งที่ ”ดี” และ “แย่” ต่างก็ถือกำเนิดมาจากจุดเดียวกัน คือจุดที่มีความเป็นกลาง


—สิ่งที่ตรงข้ามกับความรัก ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็น ”ความไม่ใส่ใจ”—

������� This page created from my passion that fascinated by culture, myth, and spiritual teachings of indigenous people, Native American, Latin and etc. Feel free to come talk with me. ~

Santa = Saint in Spanish
Waste = Good in Lakota / Useless in English

My intention on the page NAME is to make it have a paradox meaning in the word. Santa means “saint” in Spanish and Waste in English means “useless” but in Lakota means “good”. It shows my basic believe that everything is sacred in its own way, even good or bad. Moreover, the “good” and “bad” both are derives from the same neutral origin.

—The opposite of love is not hate, but “ignorant”.—

�������

ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณ ฮลุน โซโล่ ด้วยนะคะ เราทั้งเสียใจ และใจหายมาก เขาเป็นยูทูบเบอร์คนหนึ่งที่เราติดตามมานา...
07/30/2026

ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณ ฮลุน โซโล่ ด้วยนะคะ เราทั้งเสียใจ และใจหายมาก เขาเป็นยูทูบเบอร์คนหนึ่งที่เราติดตามมานาน เรานับถือทั้งจิตใจและมุมมองการใช้ชีวิตของเขา ช่วงหลังมานี้เรามีโอกาสเดินทางบ่อยขึ้น ก็ได้เขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากไปสำรวจตามที่ต่างๆ วันนี้เราเสียใจมากจริงๆค่ะ (ถึงกับต้องกลับเข้ามาอัพเพจ…🥲)

ตอนนี้เราอยู่ที่อเมริกา ได้ยินข่าวของเขาทำให้เรานึกถึงข่าวที่นี่ในช่วงที่ผ่านมา แต่ขอกำกับไว้ก่อนว่าหลังจากนี้ไม่เกี่ยวกับข่าวของคุณฮลุนแล้วนะคะ เราแค่นึกถึงเพราะเหตุเกิดที่โรงแรม และมันเป็นสถานที่ที่ใกล้ตัวเรามากๆ (ส่วนเรื่องของคุณฮลุน ส่วนตัวยังหวังว่าจะเป็นการป่วยนะคะ รอติดตามกันต่อไปค่ะ)

⚠️ ข่าวฆาตกรรม ค่อนข้างสะเทือนขวัญ ใครใจไม่ไหวเลื่อนผ่านเลยค่ะ
สัปดาห์ที่แล้วที่มีผู้ใช้ facebook คนหนึ่งประกาศตามหาญาติที่หายตัวไป และสุดท้ายร่างเขาถูกพบในชั้นใต้ดินของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Rapid City รัฐ South Dakota ในสภาพที่ถูกหั่นแยกชิ้นส่วน จากสภาพน่าจะถูกทิ้งไว้ในนั้นหลายเดือน มีผู้ต้องสงสัย 3 ราย ปัจจุบันยังสืบสวนหาสาเหตุกันอยู่ ส่วนผู้จัดการโรงแรมหนีไปเมืองอื่นแล้ว ไปที่ไหนก็ยังไม่ทราบ และเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นในโรงแรมนั้น

ที่บอกว่าข่าวนี้ใกล้ตัวเรามากๆ เพราะเราอยู่ในเมืองเดียวกันในช่วงที่เกิดเหตุ และเกือบจองเข้าพักในโรงแรมนั้นไปแล้ว แต่เห็นรีวิว 1 ดาวเต็มไปหมด ส่วนมากจะบ่นเรื่องความสะอาดและมารยาทของพนักงาน เลยเปลี่ยนใจไปจองที่อื่น รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ตัดสินใจไม่ไปที่นั่น ไม่งั้นอาจจะได้เป็นส่วนหนึ่งของข่าวไปแล้ว 🥲 link ข่าวเราใส่ไว้ในช่อง comment นะคะ

ตอนนั้นเรามีสองทางเลือกคือโรงแรมในข่าวที่ราคาถูกกว่า เดินทางสะดวกกว่า แต่รีวิวไม่ค่อยดี กับอีกโรงแรมที่ราคาแพงขึ้นมาหน่อย เดินทางไม่ค่อยสะดวก แต่รีวิวโอเคกว่า สุดท้ายเราเลือกอันที่รีวิวโอเคกว่าเพื่อความสบายใจ

เลยอยากจะฝากกับเพื่อนๆไว้ว่า เวลาจองโรงแรมเนี่ย ควรดูให้ละเอียดเลยนะคะ ยิ่งถ้าเป็นโรงแรมงบประหยัด ยิ่งต้องดูให้ละเอียด โดยเฉพาะการที่มีรีวิวว่าพนักงานบริการไม่ค่อยดีนี่มันสามารถสื่อไปได้หลายแบบเหมือนกัน
เราไม่มีทางรู้อนาคต แต่เรื่องไหนที่ป้องกันได้ก็ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เพราะถึงแม้ช่วงกลางวันเราอาจจะออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ช่วงกลางคืนก็ยังต้องกลับมาใช้ชีวิตอีกครึ่งวันในที่พัก

และเรื่องอื่นๆ ที่ควรคำนึง โดยเฉพาะถ้าเดินทางคนเดียว อันนี้เป็นเทคนิคที่เราจะใช้ตลอด

- ส่งชื่อโรงแรม ไฟลท์บิน ให้คนที่ไว้ใจ และคอยอัพเดตทุก 1-3 วันว่าเรายังอยู่ดี

- ซื้อประกันการเดินทาง

- ใส่ airtag ไว้ในกระเป๋าเดินทาง กันกระเป๋าหาย หรือถ้ากระเป๋าไม่มาตอนลงจากเครื่อง จะได้รู้พิกัดว่ามันค้างอยู่ที่ไหน

- แชร์โลเคชั่นกับคนที่ไว้ใจ ให้เขาสามารถเข้าไปเช็คได้ตลอดว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน (เราใช้ไอโฟน จะใช้แอพ find my )

- ดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้ป่วย ถ้าป่วยขึ้นมาต้องหยุดแพลนทุกอย่างที่มีโอกาสทำให้เป็นหนักขึ้น แล้วหันมารักษาตัวเองให้หายก่อน

- ติดตามข่าวบ้านเมืองในที่ที่จะไป ว่ามีชุมนุมประท้วง หรือมีภัยธรรมชาติอะไรไหม

- ศึกษาสถานที่ แหล่งชุมชนในที่ที่จะไป แหล่งไหนไปได้ แหล่งไหนไม่ควรเข้าไป

- อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า อย่าทิ้งของๆเราไว้โดยไม่มีใครเฝ้า ทั้งกระเป๋าเดินทาง อาหารในร้าน แล้วก็อย่าให้คนอื่นทิ้งของๆเขาไว้กับเราด้วย

- บันทึกเบอร์ตำรวจของประเทศที่ไปไว้ในมือถือ

- ถึงแม้จะเป็นที่ๆเคยไปมาแล้ว หรือเป็นที่ๆขึ้นชื่อว่าปลอดภัย ก็ไม่ควรประมาท

- (ที่เมกาเจอบ่อย) ถ้าโฮมเลสมาขอเงิน…เราจะพูดภาษาไทยใส่ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ซอรี่ๆ แล้วเดินหนีไป แต่ทางที่ดีอย่าเอาตัวเองไปอยู่ในแหล่งที่มีโฮมเลส

ขอให้เพื่อนๆที่กำลังเดินทาง หรือมีแผนจะเดินทาง ได้เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ

สำหรับคุณฮลุน ที่ครั้งนี้เดินทางไปไกล ก็ขอให้ได้เดินทางไปในที่ๆคุณจะมีความสุขตลอดไปนะคะ .rip

🇺🇸 รัฐวอชิงตัน กับ วอชิงตันดีซี ห่างกันหลายไมล์ แต่ทำไมมีชื่อเหมือนกัน?สวัสดีวันที่ 1 เมษาค่ะ ตอนนี้เรากำลังเดินทางไปรัฐ...
04/01/2026

🇺🇸 รัฐวอชิงตัน กับ วอชิงตันดีซี ห่างกันหลายไมล์ แต่ทำไมมีชื่อเหมือนกัน?

สวัสดีวันที่ 1 เมษาค่ะ ตอนนี้เรากำลังเดินทางไปรัฐวอชิงตัน แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน คนที่บ้านก็ค่อนข้างเป็นห่วง ก่อนออกเดินทางแม่ก็ถามเราว่า…

แม่: หนูไปรัฐไหน
เรา: วอชิงตัน
แม่: แล้วทรัมป์อยู่รัฐไหน
เรา: วอชิงตันดีซี
แม่: % #^{% (เริ่มงอแง)

😂😂 ถ้าแม่ใจเย็นๆ และฟังหนูสักนิด คือว่าามันเป็นคนละที่กันนนน
เราจึงเปิดแผนที่ ชี้ให้เขาดูว่ามันคนละที่กันน้าแม่ อยู่ห่างกันคนละฟากฝั่งของประเทศเลย แค่ชื่อมันเหมือนกัน!

แล้วเพื่อนๆเคยสงสัยไหมคะ ว่าทำไมสองที่นี้ถึงได้มีชื่อเหมือนกันให้คนงงเล่นๆ? หรือใครที่เข้าใจว่ามันเป็นที่เดียวกันจนกระทั่งมาเห็นโพสต์นี้ ก็สารภาพมาเลยนะ! (สมัยก่อนเราก็เคยเข้าใจแบบนั้นค่ะ 5555)

ซึ่งคำตอบก็คือ ชื่อของทั้งสองที่นี้ตั้งเพื่อให้เกียรติแก่ George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาค่ะ

Wasnington D.C. หรือ District of Columbia ไม่ได้เป็นรัฐแต่เป็นเขตปกครองพิเศษ (federal district) โคลอมเบียในชื่อนี้มาจากคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา

ส่วนรัฐวอชิงตัน เดิมมีชื่อว่า Columbia มาจากชื่อแม่น้ำโคลอมเบียที่ไหลผ่านรัฐนี้ แต่ทางการก็กลัวว่าจะสับสนกับ District of Columbia ก็เลยเปลี่ยนชื่อรัฐนี้เป็นวอชิงตัน เพื่อรำลึกถึงจอร์จ วอชิงตันค่ะ (ซึ่งมันก็ยังชวนสับสนอยู่ดี เพราะไอ้อีกที่ก็มีคำว่าวอชิงตันเหมือนกัน…😅)

บางทีคนอเมริกันเองก็ยังสับสนเลยค่ะ
โดยปกติถ้าจะพูดถึงวอชิงตันดีซี ก็จะพูดชื่อเต็มว่า Washington D.C. หรือย่อว่า D.C. ส่วนถ้าจะพูดถึงรัฐวอชิงตัน ก็มักจะใช้คำว่า Washington State หรือบางคนอาจจะเรียก Washington Seattle วอชิงตันที่มีเมืองซีแอทเทิล เพราะซีแอทเทิลคือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐนี้ แค่พูดชื่อเมืองก็เข้าใจได้แล้วว่ามันเป็นคนละที่กับดีซี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีชื่อเดียวกัน แต่ทั้งสองที่ก็มีความแตกต่างกันมากทั้งในด้านภาพลักษณ์โดยรวมและภูมิศาสตร์ รัฐวอชิงตันอยู่ที่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ โดดเด่นในเรื่องธรรมชาติและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่วนดีซีอยู่ในฝั่งตะวันออก เป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการและพิพิธภัณฑ์ศูนย์การศึกษาต่างๆ แทบจะเป็นขั้วตรงข้ามของกันและกันเลยค่ะ

ที่มาของชื่อรัฐชื่อเมืองต่างๆในอเมริกา มีเรื่องราวน่าสนุกเยอะค่ะ
สุดท้ายนี้เรากำลังจะไปรัฐวอชิงตันจริงๆ ไม่ได้เอพริลฟูลนะ! 🤣 ถ้าเจออะไรน่าสนใจจะเข้ามาอัพเดตเรื่อยๆนะคะ ตอนนี้มีคอนเทนต์ที่อยากทำเต็มไปหมดเลยค่ะ เหลือแค่หาเวลาเขียนมันออกมา

ข่าวด่วน‼️🤯 ที่เม็กซิโกตอนนี้กำลังเดือดกันมากค่ะ หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มีค่าหัวสูงที่สุดเพิ่งเสียชีวิตระหว่างการจับกุมของกอ...
02/22/2026

ข่าวด่วน‼️🤯 ที่เม็กซิโกตอนนี้กำลังเดือดกันมากค่ะ หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มีค่าหัวสูงที่สุดเพิ่งเสียชีวิตระหว่างการจับกุมของกองทัพเมื่อวานนี้ (22 กุมภา) ทำให้ชาวแก๊งออกมาก่อจราจล ตอนนี้มีการประกาศสภาวะฉุกเฉินในเมืองใหญ่หลายเมือง ให้ประชาชนหลบอยู่ในสถานที่ปลอดภัยจนกว่าจะมีการประกาศครั้งถัดไป

เมืองที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- Jalisco
- Tamaulipas
- Michoacán
- Guerrero
- Nuevo León
ไฟลท์บินที่ไปลงเมืองเหล่านี้ถูกยกเลิก
❗️ความรุนแรงเกิดขึ้นในบางเมือง ไม่ใช่ทั่วประเทศ แต่หากใครมีแผนจะเดินทางไปเม็กซิโกในช่วงนี้ก็ต้องติดตามข่าวกันหน่อยนะคะ


ส่วนนี่เป็นรายละเอียดคร่าวๆ ที่เราสรุปมาค่ะ

ผู้เสียชีวิตคือ Nemesio Oseguera Cervantes เจ้าของฉายา El Mencho หัวหน้าแก๊งค้ายา Jalisco New Generation Cartel (JNGC) เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดทั้งฝั่งเม็กซิโกและสหรัฐฯ โดยรางวัลนำจับมีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวานนี้เขาถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยของเม็กซิโกเข้าจับกุมที่เมือง Tapalpa ซึ่งเป็นเมืองฐานทัพของแก๊งเขา มีการสู้กันระหว่างจับกุม ทั้งเขาและสมาชิกแก๊งจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตระหว่างทางที่กำลังจะถูกส่งตัวไปเม็กซิโกซิตี้

เหตุครั้งนี้จุดชนวนให้ชาวแก๊งออกมาก่อจราจลในหลากหลายเมือง ส่วนมากจะเป็นการเผารถเพื่อกีดขวางทางเดินจราจร ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ชาวแก๊งมักทำเพื่อก่อความวุ่นวาย เบื้องต้นมีการประกาศให้ประชาชนหลบอยู่ในที่ปลอดภัย และให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางในเมืองดังกล่าว ทางฝั่งประธานาธิบดีเม็กซิโกก็เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะวุ่นวาย แต่การเสียชีวิตของเขานับว่าเป็นชัยชนะของรัฐบาลเม็กซิโกในการต่อต้านแก๊งค้ายา และมีความเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ของเม็กซิโกและสหรัฐจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มักจะคอยกดดันให้เม็กซิโกรีบจัดการกับแก๊งพวกนี้ เพราะพวกนี้มักลักลอบขนยาผิดกฎหมายเข้าสหรัฐ ทรัมป์ถึงขั้นขู่ว่าถ้าไม่รีบจัดการเดี๋ยวจะส่งกองกำลังจากสหรัฐไปปราบปรามเอง ทางเม็กซิโกก็ไม่ยอมเนื่องจากมันจะเป็นการละเมิดระหว่างประเทศ

ไม่แน่ใจว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี หรือสัญญาณสู่ความวุ่นวายที่มากขึ้นไปอีก ก็รอดูสถานการณ์กันต่อไปค่ะ เปิดปี 2026 มาด้วยเหตุไม่ซ้ำเรื่องเลยจริงๆ

⚠️ แต่ขอย้ำว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะในบางเมือง ไม่ใช่ทั่วประเทศนะคะ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันเกินเหตุ อ่านข่าวกันอย่างมีสตินะคะ

เพื่อนๆน่าจะเห็นข่าว Billie Eilish กันแล้ว อันนี้แชร์มาขำๆค่ะ 5555555 /คนในภาพคือ Stand With A Fist ตัวละครจากเรื่อง Dan...
02/05/2026

เพื่อนๆน่าจะเห็นข่าว Billie Eilish กันแล้ว อันนี้แชร์มาขำๆค่ะ 5555555

/คนในภาพคือ Stand With A Fist ตัวละครจากเรื่อง Dances With Wolves เป็นคนขาวที่เข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเนทีฟ และได้ซึมซับวัฒนธรรมจนสามารถเรียกที่นั่นได้ว่า ‘บ้าน’

จะคล้ายๆ Abish จาก American Primeval แต่สาเหตุที่ทั้งสองเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี่ต่างกันมากเลยค่ะ ไปดูกันเองน้า ไม่อยากสปอย 😝

How Billie Eilish felt after she said “no one is illegal on stolen land”

⚱️ถ้าเราบอกว่าเมืองทองคำในตำนานอย่าง El Dorado นี่มันมีอยู่จริง เพื่อนๆจะเชื่อไหมคะ …ไม่ต้องเชื่อหรอก เมืองที่เห็นแบบในห...
02/02/2026

⚱️ถ้าเราบอกว่าเมืองทองคำในตำนานอย่าง El Dorado นี่มันมีอยู่จริง เพื่อนๆจะเชื่อไหมคะ

…ไม่ต้องเชื่อหรอก เมืองที่เห็นแบบในหนังมันไม่มีอยู่จริงค่ะ แต่ในประเทศโคลอมเบีย มีเมืองหนึ่งที่มักถูกนำไปเทียบกับ El Dorado เพราะเป็นเมืองในพื้นที่ห่างไกลที่ถูกปกคลุมไปด้วยป่าฝน ปกครองโดยชนพื้นเมือง มีประวัติเกี่ยวกับทองคำ แถมเมืองนั้นมีชื่อว่า Ciudad Perdida หรือแปลเป็นอังกฤษว่า Lost City ฟังดูเป็นชื่อที่น่าสนใจขึ้นมาเลยใช่ไหมคะ

เนื่องจากวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองชนพื้นเมืองในโคลอมเบีย วันนี้เราเลยอยากนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับที่นี่ให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ

เมือง Lost City (ชื่อนี้จริงๆค่ะ) ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขา Sierra Nevada de Santa Marta เป็นสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในโคลอมเบีย แต่คนต่างชาติไม่ค่อยรู้จักกันค่ะ เพราะมันห่างไกลเกินไป ที่นี่มักถูกเปรียบเทียบกับมาชูปิกชูในเปรู ว่าถึงแม้จะไม่แมสเท่า แต่ขนาดพื้นที่นี่กว้างใหญ่และเก่าแก่กว่ามาชูปิกชูอีกนะ ถือว่าเป็นหนึ่งใน hiking route ที่ดีที่สุดในโคลอมเบียเลยค่ะ

เมืองนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7-8 มีชื่อเดิมของคือ Teyuna เป็นชื่อภาษาพื้นเมืองของชนเผ่า Tayrona ซึ่งเป็นผู้ปกครองหลัก จนกระทั่งศตวรรษที่ 16 สเปนเริ่มบุกยึกอาณานิคมในอเมริกาใต้ ชนเผ่านั้นหายสาบสูญไป ทำให้เมืองถูกทิ้งร้าง เวลาผ่านไปต้นไม้เริ่มโตขึ้นปกคลุมจนทั้งเมืองจมหายไปในป่า

ในปี 1972 นักล่าสมบัติกลุ่มหนึ่งมาเดินป่าและพบขั้นบันไดที่ถูกปกคลุมไปด้วยมอส พวกเขาเริ่มทำการสำรวจต่อ ทำให้เมืองนี้ถูกค้นพบอีกครั้ง และได้ชื่อว่า The Lost City (แล้วพวกเขาก็แย่งสมบัติกันเอง ถึงกับฆ่ากันในนั้นเลยค่ะ)

หลังถูกค้นพบได้ไม่นานก็มีพวกรูปปั้นและอุปกรณ์ต่างๆที่ทำจากทองคำถูกขายกันเกลื่อนในตลาดมืดท้องถิ่น แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าทองคำเหล่านั้นมาจากที่นี่ แต่ช่วงเวลาในตอนนั้นมันก็เป๊ะเกินกว่าที่จะเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อทางการทราบเรื่องจึงจัดตั้งสถานที่นี้เป็นอุทยานแห่งชาติภายใต้การดูแล ทั้งเรื่องราวการค้นพบและการที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ El Dorado ทำให้เมืองนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

ส่วนตำนาน El Dorado นี่ต้นฉบับเองก็มาจากโคลอมเบียเหมือนกันค่ะ เป็นตำนานของเผ่า Muisca เผ่านี้มีพวกศิลปะที่ทำจากทองคำเยอะมากๆ

——

ปัจจุบันกลุ่มคนที่ปกครองเมืองนี้ก็ยังเป็นกลุ่มชนเผ่า โดยจะมี 4 เผ่า พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็นเสาหลักแห่งเมืองนี้ แต่ละเผ่ามีจำนวนประชากรประมาณ 10,000 คน

🔸 เผ่า Kogi - เสาหลักแห่งความสงบ
พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็นลูกหลานของเผ่า Tayrona ที่เคยปกครองเมืองนี้มาตั้งแต่สมัยอดีต และพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองนี้แบบเงียบๆมานานก่อนที่การค้นพบครั้งใหม่จะเกิดขึ้น ชาว Kogi อาศัยห่างไกลจากชุมชน มีวิถีชีวิตที่ยึดถือวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เน้นความเรียบง่าย อาศัยในกระท่อมที่ทำจากหิน ดิน และใบปาล์ม สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ และเดินเท้าเปล่า ปลูกกาแฟเป็นธุรกิจเพื่อยังชีพ เมื่อมีผู้มาเยือน พวกเขามักเรียกตัวเองว่า “พี่ชาย” และเรียกเหล่าผู้มาเยือนว่า “น้องชาย”

🔸 เผ่า Wiwa - เสาหลักแห่งความอบอุ่น
อาศัยอยู่ในเขตหุบเขาและตีนเขา หมู่บ้านของชาว Wiwa เป็นศูนย์กลางพิธีกรรม การเฉลิมฉลอง การนัดประชุม ถือเป็นศูนย์รวมพลของเสาหลักทั้ง 4 ดนตรีและการเต้นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมของชาว Wiwa ค่ะ

🔸 เผ่า Arhuaco - เสาหลักแห่งความศรัทธา
พวกเขามีหลักปรัชญาที่ล้ำลึก ยึดในหลักธรรมชาติ บูชาป่าเขา จุดศูนย์กลางความเชื่อคือพระอาทิตย์ พวกเขาปลูกต้นยาสูบและโกโก้เพื่อยังชีพ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อของพวกเขาด้วย

🔸 เผ่า Kankuamo - เสาหลักแห่งความสมดุล
พวกเขามีหน้าที่ดูแลระบบนิเวศน์ ผืนแผ่นดินและธรรมชาติโดยรวมของที่นี่ และเป็นชนเผ่าที่ติดต่อกับโลกภายนอกน้อยที่สุดในหมู่เสาหลักทั้ง 4

นอกจากเมืองนี้แล้ว ตำนานท้องถิ่นเล่าว่ายังมีเมือง lost city อีกหลายแห่งที่รอการค้นพบ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันน้อว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง แต่ก็ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย ยิ่งในป่าอเมซอนนี่ครอบคลุมพื้นที่กว้างมาก อาจจะมีเมืองโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้นจริงๆก็ได้ เพื่อนๆคิดว่ายังไงกันบ้างคะ?

——

⚠️ บทความนี้เรียบเรียงโดยแอดมินเพจ ไม่มีการใช้เอไอทั้งในการเขียนและการทำภาพประกอบ สามารถนำเนื้อหาไปใช้เพื่อการอ้างอิงและการเรียนการสอนได้ แต่ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความค่ะ

หนังสือเก่าที่น่าสนใจ เกี่ยวกับชนพื้นเมืองใน great plains ค่ะเล่มนี้คือเก่ามากกก เราเคยซื้อมาดองไว้นานจนโดนน้ำท่วมปี 54 ...
01/31/2026

หนังสือเก่าที่น่าสนใจ เกี่ยวกับชนพื้นเมืองใน great plains ค่ะ

เล่มนี้คือเก่ามากกก เราเคยซื้อมาดองไว้นานจนโดนน้ำท่วมปี 54 ซัดไปหมดแล้ว เสียดายมากเลย ล่าสุดอ่านรีวิวจากเพจ ไ ท ว า ด ก็ชักจะอยากอ่านจริงๆแล้ว…

เลยลองเข้าไปหาในช็อปปี้แบบไม่คาดหวัง
…. เจอค่ะ! กดซื้ออย่างไม่ลังเล

เตรียมต้อนรับกลับเข้ากองดอง เร็วๆนี้ค่ะ 😊✨

ฮันตาโย : เลือดดาโกต้า
เขียนโดย Ruth Beebe Hill
แปลโดย บุศยา
2523
—————

นิยายเรื่องนี้ แปลมาจากวรรณกรรมอเมริกัน เรื่อง Hanta Yo: An American Saga เขียนโดย Ruth Beebe Hill อิงเรื่องราวชีวิตของกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกัน เผ่า Dakota หรือ Lakota ซึ่งเป็นชนเร่ร่อนในเขตที่ราบใหญ่ของอเมริกา ชาติพันธุ์กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักทั่วไปในชื่อว่าชนเผ่าซูส์ (Sioux)
โดยคำว่า “ฮันตาโย” เป็นวลีภาษา Lakota แปลว่า “จงเปิดทาง” เรื่องนี้ได้เล่าผ่านตัวละครหลัก ๆ คือ โอเลปี (Olepi) ชายหนุ่มผู้นำกลุ่มมาห์โต สาขาหนึ่งของเผ่าทิตุนวัน อันเป็นเผ่าดาโกต้าพวกหนึ่ง มาจนถึงรุ่นลูกชายนามว่าเพตา (Peta) หรือต่อมาใช้ชื่อ อาเบลซา (Ahbleza) ที่ต้องนำพาผู้คนในเผ่าเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินอเมริกาเหนือ ในช่วงปี 1800 กว่า ๆ โดยสมัยนั้น ฝรั่งผิวขาวยังไม่ได้บุกเบิกเข้าไปตอนในของแผ่นดินอเมริกาเหนือมากนัก เทียบกับของบ้านเรา ก็น่าจะตรงกับสมัยปลายรัชกาลที่ 1 ถึงต้นรัชกาลที่ 3
ฮันตาโยเรื่องนี้ พูดตรง ๆ เลยว่า ถ้าแอดมินไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องราวของอินเดียนแดง คงเลิกอ่านไปนานแล้วล่ะครับ (ฮา) แอดมินเริ่มอ่านเรื่องฮันตาโยเล่ม 1 ครั้งแรกเมื่อปี 2557 ในวัยทำงาน และเพิ่งมาอ่านจบเล่ม 2 เมื่อปีที่แล้ว หลังจากมีลูก รวมเวลา 11 ปีแน่ะ ทั้งที่เนื้อหาก็ไม่ได้ยาวอะไร มีแค่สองเล่มจบ สั้นกว่า the lord of the rings, Harry Potter, เพชรพระอุมา ตั้งเยอะ แต่ความที่เนื้อหาค่อนข้างเนิบนาบ ดำเนินเรื่องไปอย่างช้า ๆ สโลว์ไลฟ์ เหมือนเรานั่งดูสารคดีชีวิตครอบครัวตัวเอกและสมาชิกในเผ่าทำกิจกรรมต่าง ๆ เดี๋ยวไปหาปลา เดี๋ยวล่าวัว ขี่ม้า เก็บสมุนไพร แอ่วสาว ฯลฯ
และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นเรื่องของชาว Dakota ก่อนที่คนขาวจะเข้ามาในเขตที่ราบใหญ่ ดังนั้น อย่ารออ่านฉากอินเดียนแดงสู้กับคาวบอยเลย ไม่มีหรอกครับ มีแต่ซัดกันเอง เผ่านั้นตีเผ่านี้ เผ่านี้หลอยม้าเผ่าโน้น แถมชื่อตัวละครภาษาพื้นเมืองนี่ก็จำยาก บางคนตอนเด็กใช้ชื่อนึง พอผ่านพิธีกรรมก็ใช้อีกชื่อนึง ผ่านสงครามมาก็เปลี่ยนชื่ออีก บางทีมีการใช้ศัพท์ภาษา Lakota ปนในเนื้อหา เช่น วามบลี (นกอินทรี), มาห์โต (หมี), ชุนคา (ม้า), พเต (วัวป่า), วาปียา (โหร) แอดมินอ่านไป ง่วงไป จนหยุดอ่านเว้นวรรคไปหลายหน กว่าจะดึงตัวเองให้กลับมาอ่านต่อจนจบได้ 🤣
แต่สำหรับใครที่ชอบเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ ก็แนะนำครับ รายละเอียดเยอะมากจนเฉียดจะเป็นวิจัยเชิงคติชนวิทยาอยู่รอมร่อ เพราะผู้เขียน แม้จะเป็นสุภาพสตรีฝรั่งผิวขาว แต่ก่อนหน้านั้นก็ได้ศึกษาเรื่องราวชีวิตวัฒนธรรมชนพื้นเมืองอเมริกันมาไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้ได้เปิดมุมมองอีกแง่หนึ่งของชนกลุ่มนี้ ที่ไม่ใช่ภาพลักษณ์นักรบหลังม้าสวมหมวกขนนกจอมอหังการแบบในหนังคาวบอย แต่ยังมีโมเม้นต์ปัญหาครอบครัว การค้นหาตัวตน ชีวิตวัยว้าวุ่น ความมูเตลู ความขัดแย้งระหว่างชุมชน ฯลฯ ซึ่งบางทีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับชีวิตประจำวันของเราเลย
ฮันตาโยฉบับภาษาไทย ตีพิมพ์ตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อน และไม่เคยได้ยินว่ามีสำนักพิมพ์ไหนเอามาพิมพ์ใหม่ ก็น่าจะหายากเอาการครับ

✏️🇪🇸 วิธีการตั้งชื่อในภาษาสเปน 101สวัสดีปีใหม่(ย้อนหลัง)ค่ะ ปีนี้ตั้งใจจะกลับมาเขียนเพจแล้ว ขอเริ่มด้วยเรื่องการตั้งชื่อ...
01/30/2026

✏️🇪🇸 วิธีการตั้งชื่อในภาษาสเปน 101

สวัสดีปีใหม่(ย้อนหลัง)ค่ะ ปีนี้ตั้งใจจะกลับมาเขียนเพจแล้ว ขอเริ่มด้วยเรื่องการตั้งชื่อในภาษาสเปนนะคะ เผื่อเพื่อนๆเอาไปใช้เป็น reference ประกอบการสร้างตัวละคร เขียนนิยาย หรือเป็นความรู้ไว้เพื่อเข้าใจสังคมในกลุ่มผู้ใช้ภาษาสเปนมากขึ้น

ภาษาสเปนถูกใช้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่ในประเทศสเปน แต่รวมถึงหลากหลายประเทศอาณานิคมในอเมริกากลาง-อเมริกาใต้ เช่น เม็กซิโก เปรู ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ ฯลฯ (ยกเว้นบราซิล ใช้ภาษาโปรตุเกส) เพราะฉะนั้นหลักการนี้จะรวมถึงชื่อของผู้คนจากประเทศเหล่านั้นด้วยนะคะ

ชื่อ = Nombre
นามสกุล = Apellidos

ถ้าเคยเห็นชื่อของชาวสเปนหรือชาวละตินอเมริกันผ่านๆ จะสังเกตว่าเขามีอย่างน้อย 3 ส่วน โดยหลักทั่วไปคือ [ ชื่อตัวเอง+นามสกุลพ่อ+นามสกุลแม่ ] ไม่เหมือนคนไทยที่มีนามสกุลเดียว พอแต่งงานก็มีฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนตามอีกฝ่าย

ยกตัวอย่าง
👨 พ่อชื่อ Antonio García Rivera
👩‍🦱 แม่ชื่อ Paloma Sánchez Mendoza
👶 ลูกชื่อ Diego García Sánchez
ก็คือจะเอานามสกุลแรกของพ่อและแม่มาตั้ง ส่วนนามสกุลที่สองของทั้งคู่ก็จะไม่ได้ใช้ค่ะ

ตามหลักดั้งเดิมจะใช้นามสกุลพ่อ ต่อด้วยนามสกุลแม่ แต่ถ้าต้องการให้นามสกุลแม่ขึ้นก่อนอันนี้จะขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ อย่างประเทศสเปนและเม็กซิโกอนุญาตให้ใช้นามสกุลแม่นำได้ เป็นผลพวงจากกฎหมายเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ สำหรับประเทศอื่นๆ ก็ต้องไปเช็คเป็นรายประเทศอีกทีนะคะ

ที่สำคัญคือพี่น้องทุกคนจะต้องมีนามสกุลเรียงลำดับแบบเดียวกัน ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ ต้องการจะใช้นามสกุลแม่ขึ้นก่อนพ่อ ก็ต้องใช้แบบนี้กับลูกของคุณทุกคน เพื่อความสะดวกในการดำเนินเอกสาร และการระบุตัวตนพี่น้อง

หลักโดยทั่วไปมีเท่านี้ แต่ก็จะพ่วงมากับคำถามต่างๆ เช่น…

❓ถาม: ถ้าเป็น single mom?
✅ตอบ: ถ้าไม่ทราบว่าพ่อเป็นใคร สามารถใช้นามสกุลทั้งสองของแม่ได้เลยค่ะ สำคัญคือยังไงก็ต้องมีสองนามสกุล หรือถ้าสามารถระบุตัวตนพ่อได้ ก็แล้วแต่คุณแม่เลยค่ะว่าอยากจะให้ลูกมีนามสกุลพ่อ หรือใช้นามสกุลของตัวเองคนเดียว

❓ถาม: ถ้าเป็นเด็กที่ถูกรับเลี้ยง?
✅ตอบ: ถ้ารับเลี้ยงตอนอายุไม่เกิน 18 ใช้นามสกุลของพ่อ/แม่บุญธรรมได้เลยค่ะ แต่ถ้าเกิน 18 แล้ว จะถือนามสกุลเดิมหรือเปลี่ยนตามพ่อแม่บุญธรรมก็ได้ (ส่วนมากก็จะถือนามสกุลเดิมกัน)

❓ถาม: ถ้าแต่งงานกับชาวต่างชาติที่มีนามสกุลเดียว?
✅ตอบ: ขึ้นอยู่กับการตกลงกับคู่ครองว่าจะตั้งนามสกุลลูกอย่างไร แต่โดยทั่วไปจะพยายาม keep นามสกุลจากทั้งสองฝั่งไว้ อาจใช้หลักการเดียวกับข้างต้น หรือรวบทั้งสองนามสกุลเป็นคำเดียวก็ได้ค่ะ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับข้อปฎิบัติของแต่ละประเทศ

——

✏️ การเปลี่ยนนามสกุล

ปกติจะไม่ค่อยเปลี่ยนกันเพราะระบบการตั้งนามสกุลแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถระบุเส้นสายเครือญาติของทั้งฝั่งพ่อและแม่ได้อยู่แล้ว (ถึงแม้นามสกุลพวกเขาจะซ้ำๆกัน😅) ไม่มีระบบ maiden name เหมือนบ้านเราค่ะ

การเปลี่ยนนามสกุลอาจเกิดขึ้นได้ถ้าพวกเขาย้ายไปอาศัยในประเทศที่ไม่ได้มีระบบสองนามสกุล เพื่อความสะดวกในการดำเนินเอกสาร เพราะบางทีช่องกรอกข้อมูลในเอกสารมันที่ไม่พอสำหรับนามสกุลยาวๆ

ในเวลาทั่วไป หากต้องการเรียกแบบย่อๆ ตัดเหลือแค่นามสกุลเดียว ส่วนมากมักจะเรียกตามนามสกุลแรกค่ะ เช่น José Ramírez Vargas จะตัดเหลือแค่ José Ramírez ก็ได้ แต่ในเอกสารทางการก็ยังมีสองนามสกุลเหมือนเดิม

——

✏️ การเรียกแทนตัวบุคคล

👨 นาย/Mr. = señor (ซินญอ)
👩‍🦱 นาง/Mrs. = señora (ซินญอร่า)
👩 นางสาว/Ms. = señorita (ซินญอริต้า)

แบบทางการจะเรียกด้วยนามสกุลแรก
อย่างเช่น
José Ramírez Vargas
✅ จะถูกเรียกว่า señor Ramírez
✅ อาจเรียกว่า señor Ramírez Vargas
❌ แต่จะไม่เรียก señor Vargas

มีข้อยกเว้นหากนามสกุลที่ 2 ไม่ได้เป็นนามสกุลที่ common ก็อาจเรียกด้วยนามสกุลที่ 2 ได้ค่ะ ศิลปินที่เราน่าจะรู้จักกันอย่าง Pablo Ruiz Picasso ก็ถูกเรียกว่า Picasso เพราะเป็นนามสกุลที่ไม่โหลเท่า Ruiz ทำให้สามารถระบุตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ

ในกรณีที่ไม่ทางการ จะเรียกแบบไหนก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคลเลยค่ะ เช่น Diego García Sánchez เรียกตัวเองว่า Diego Sánchez ได้ แต่ถ้าเป็นแบบทางการ ก็จะถูกเรียกว่า señor García หรือ señor García Sánchez

——

✏️ ชื่อเล่น

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือพวกชื่อจริงบางชื่อมักจะมี “ชื่อเล่น” อยู่ด้วย ไม่เหมือนกับของไทยที่ชื่อจริงชื่อหนึ่ง ชื่อเล่นอีกชื่อหนึ่ง
เช่น
ชื่อเล่นของ José คือ Pepe
ชื่อเล่นของ Antonio คือ Toño
ชื่อเล่นของ Francisco คือ Paco
ชื่อเล่นของ Dolores คือ Lola
ชื่อเล่นของ Alberto คือ Tito
เป็นต้น
* จะเอาชื่อเล่นมาตั้งเป็นชื่อจริงเลยก็ได้นะ

นอกจากชื่อเล่นที่มีมากับชื่ออยู่แล้ว ก็สามารถย่อชื่อเพื่อทำเป็นชื่อเล่นได้ค่ะ
หลักการย่อชื่อที่เห็นได้ทั่วไปคือการเติม -ito (ชาย), -ita (หญิง)
เช่น
José —> Joselito, Josito
Antonio —> Antoñito, Toñito
Ignacio —> Nachito
Juan —> Juanito

อาจย่อจากชื่อเล่นอีกทีก็ได้ค่ะ เช่น
Dolores —> Lola —> Lo**ta
José —> Pepe —> Pepito

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่จำเป็นต้องตามหลักการเสมอไป การตั้งชื่อเล่นขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนบุคคล แต่ส่วนมากก็จะย่อจากชื่อจริงไม่ทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ

✝️ ชื่อพิเศษที่มีชื่อเล่นหลายแบบมากๆ คือ María ซึ่งเป็นชื่อที่โหลมากกกก ชื่อนี้มาจากพระแม่มารีย์ ตามความเชื่อคาทอลิกพระแม่มีหลายอิริยาบถ และมีการประจักษ์หลายแห่ง (เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้น จะคล้ายๆกับ ปาง ในศาสนาพุทธ แต่ในเชิงบริบทก็ไม่คล้ายเท่าไรนะ) พ่อแม่อาจกำหนดชื่อลูกตามการประจักษ์หรืออิริยาบถของพระแม่ ซึ่งจะใช้ชื่อนั้นเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ได้
เช่น
María de los Ángeles —> Angeles
María del Pilar —> Pilar
María de la Luz —> Luz
María del Carmen —> Carmen
María de la Soledad —> Marison
บุคคลเหล่านี้อาจถูกเรียกตามชื่อเหล่านั้น หรือเรียกว่า María ก็ได้
จะตั้งชื่อลูกว่า María เดี่ยวๆ โดยไม่อ้างอิงพระแม่ประจักษ์ก็ได้นะคะ

ชื่อ Jesús ก็เป็นชื่อที่ common เช่นกัน แบบสเปนจะอ่านว่า เฮซุส
María ก็ไม่ได้อ่านว่า มาเรีย แต่จะเป็น หม่า-รี่-อะ

——

✏️ ในนามสกุลอาจมีคำบางอย่าง เช่น de, del, de la

De = of น่าจะคล้ายกับ ณ ในภาษาไทย แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ

ส่วนที่คล้าย คือใช้ตามสถานที่เกิด เช่น Lorenzo de Ávila
อันนี้เป็นการใช้ de ที่ common ที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นชนชั้นสูง ส่วนมากมาจากคนสมัยก่อนที่ตั้งนามสกุลตามสถานที่เกิด พอมีลูกหลานก็ยังคงนามสกุลเดิม

บางคำที่มีคำระบุเพศ จะใช้ Del สำหรับคำเพศชาย (เป็นการย่อยคำรวมกันของ de+el) หรือ de la สำหรับคำเพศหญิง
เช่น
Del Río = from the river
Del Toro = of the bull
de la Cruz = of the cross
*เป็นแค่เพศของคำในนามสกุล ไม่ใช่เพศของเจ้าของชื่อ

นอกจากนั้น de ยังแปลว่า “ของ” ได้ด้วย
ปกติคนแต่งงานแล้วจะไม่เปลี่ยนนามสกุล แต่ถ้าอยากแสดงความเป็นเจ้าของ อาจใช้ [ de + นามสกุลของอีกฝ่าย ] ได้
เช่น
María Ruiz Castillo แต่งงานกับ Antonio Rodríguez Delgado
อาจเรียกว่า María Ruiz de Delgado
หรือ María Ruiz Castillo de Delgado
แต่จะเป็นชื่อที่เรียกกันเองในวงสังคม ไม่ใช่ชื่อที่จดทะเบียนทางการ

——

✏️ ชื่อที่มีมากกว่า 3 คำ

บางคนอาจมีชื่อมากกว่า 3 คำได้ค่ะ อาจมาจากชื่อที่เป็นชื่อพ่วง หรือนามสกุลที่มากกว่าสองนามสกุล

ชื่อพ่วง เช่น Clara Isabel, Ana María, Juan María พวกนี้มีสองคำแต่เป็น “ชื่อจริง” ทั้งหมดค่ะ
เพราะนั้นจะทำให้ชื่อเต็มยาวขึ้นไปอีก เช่น Clara Isabel Rodríguez Castillo

การใช้ยติภังค์ - คั่นระหว่างนามสกุล ส่วนมากถูกใช้โดยชาวฮิสแปนิกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าทั้งแผงนี่คือนามสกุล ไม่ใช่ชื่อกลาง เช่น José Ramírez-Vargas

หรืออาจถูกใช้เพื่อให้นามสกุลทั้งสองถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลานก็ได้ค่ะ กรณีนี้อาจทำให้ลูกหลานมีนามสกุลที่ยาวขึ้น

บางครั้งแทนที่จะใช้ยติภังค์ สองนามสกุลก็ยุบรวมเป็นนามสกุลเดียวได้ค่ะ เช่น Jove-Llanos —> Jovellanos

ที่จริงยังมีรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆ อย่างเช่นชื่อทางศาสนา ชื่อที่ระบุเครือญาติทั้งสายของผู้คนในสมัยก่อน ฯลฯ
และชื่อคนสามารถยาววววได้มากกว่านี้อีก อย่างเช่นศิลปิน Pablo Ruiz Picasso ที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น ชื่อเต็มของเขาคืออออ… Pablo Diego José Francisco de Paula Juan Nepomuceno María de los Remedios Cipriano de la Santísima Trinidad Ruiz y Picasso !!! อันนี้ก็คือยกชื่อทางศาสนาและเครือญาติมาทั้งสายค่ะ พี่แกจำชื่อเต็มของตัวเองได้ตอนอายุเท่าไหร่น้อออ

——

คร่าวๆประมาณนี้ค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะคะ
บทความหน้าอยากให้เราเขียนเรื่องอะไร รีเควสเข้ามาได้นะคะ ทิ้งร้างไว้หลายปี ตอนนี้มีไฟกลับมาอัพเพจแล้วค่ะ🔥🔥

⚠️ บทความนี้เรียบเรียงโดยแอดมินเพจ ไม่มีการใช้เอไอทั้งในการเขียนและการทำภาพประกอบ สามารถนำเนื้อหาไปใช้เพื่อการอ้างอิงและการเรียนการสอนได้ แต่ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความค่ะ

ทรัมป์สั่งรื้อถอนนิทรรศการและป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชนพื้นเมืองที่ถูกรุกราน ในอุทยานแห่งชาติ กว่า 17 แห่ง เ...
01/29/2026

ทรัมป์สั่งรื้อถอนนิทรรศการและป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชนพื้นเมืองที่ถูกรุกราน ในอุทยานแห่งชาติ กว่า 17 แห่ง เพื่อ“คืนความจริง”ให้กับชาวอเมริกัน…‼️????

ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วเราตามอ่านข่าวว่าที่อเมริกาเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยเฉพาะนโยบายใหม่ๆของทรัมป์ ที่บางอันก็แปลกๆ บางอันก็ยอมรับว่ามันคงเป็นผลดีต่อสังคมอเมริกันโดยรวม แต่ข่าวล่าสุดนี่ ถึงกับทำเราที่หายจากเพจนี้ไปหลายเดือน(😭)ต้องลุกขึ้นมาอัพใหม่

อันนี้ไม่น่าจะใช่การคืนความจริงนะคะ….

ต้องเกริ่นก่อนว่าเดิมทีแผ่นดินอเมริกา“ทั้งหมด”เป็นของชนพื้นเมือง ที่ภายหลังคนจากยุโรปเข้ามายึดพื้นที่ ไล่ต้อนชนพื้นเมืองไปอยู่ในพื้นที่แออัดบ้าง สังหารหมู่บ้าง สร้างสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมบ้าง และสถาปนาประเทศอเมริกาขึ้นมา
แม้จะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก แต่ความจริงก็คือแบบนี้ค่ะ

มาดูกันในส่วนของข้อมูลที่ทรัมป์ต้องการให้เอาออก
• การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อชนพื้นเมืองอเมริกันโดยผู้ตั้งถิ่นฐาน
• การเหยียดเชื้อชาติและเพศในประวัติศาสตร์
• การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
• การค้าทาส
โดยเขาให้เหตุผลว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ดูหมิ่นชาวอเมริกัน เขาต้องการลบล้างข้อมูลพวกนี้เพื่อคืนความจริงและดึงสติชาวอเมริกัน …..ค่ะ!!! 😅

อุทยานที่หวยลงในครั้งนี้มี 17 แห่ง ทั่วรัฐมอนทานา โคโลราโด ไวโอมิง เท็กซัส ยูทาห์ และแอริโซนา ทั้งพวกอุทยานที่มีชื่อเสียงอย่าง Zion, Glazier, Grand Canyon, Big Bend พวกอุทยานเล็กๆน้อยๆ

อะไรที่ขัดกับอุดมการณ์ พี่แกเลือกลบหมดค่ะ คืนความจริงแบบใด อันนี้มันเรียกบิดเบือนประวัติศาสตร์แล้ว…

ข้อมูลเกี่ยวกับอุทยาน Glazier ที่กำลังจะหายไปเพราะภาวะโลกร้อนก็ถูกเอาออก เพราะ “มนุษย์เป็นผู้สร้างมลภาวะ” ซึ่งมันทำให้ภาพลักษณ์ของชาวอเมริกันดูไม่ดี เอาออกไปดีกว่า …???

บางเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อพวกนั้น ก็ถูกสั่งเอาออกแบบงงๆ อย่างเช่นเรื่องธรณีวิทยา ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ฟอลซิล วิทยาศาสตร์ ที่อุทยาน Big Bend เจ้าหน้าที่เองก็ งง ว่าป้ายพวกนั้นผิดอะไร ทำไมถึงโดนเอาออก ?!

Kristen Brengel รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการรัฐบาลของสมาคมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ ยังกล่าวไว้ว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เหล่านั้นคือความจริงที่ไม่ใช่เรื่องที่จะถกเถียงกันได้ และการกระทำครั้งนี้จะสร้างความไม่พอใจให้ชาวอเมริกันจำนวนมาก เจ้าหน้าที่อุทยานทุกคนต่างเข้าใจ แต่ก็ต้องจำใจทำตาม ไม่ฉะนั้นพวกเขาคงโดนไล่ออก

ถ้าจะบอกว่า ประวัติศาสตร์การขับไล่ชนพื้นเมืองทำให้ชาวอเมริกันในปัจจุบันดูไม่ดี เราว่ามันก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะคะ เรื่องราวมันโหดร้าย แต่มันก็เป็นเรื่องของคนละยุคกัน และย้อนไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว สิ่งที่ทำได้คือศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยความเข้าใจ และเรียนรู้จากมัน

เป็นอีกเรื่องที่น่าเสียดาย อเมริกาหลังจากนี้คงจะไม่เหมือนเดิม เริ่มสงสารคนอเมริกันรุ่นใหม่ที่อาจจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ยากขึ้น

เห็นว่าเหล่าเจ้าหน้าที่อุทยาน ถึงจะถูกบังคับให้เอาป้ายออก แต่พวกเขาก็ยังเอาป้ายเหล่านั้นไปเก็บไว้ในที่หนึ่งเพื่อหวังว่าสักวันจะได้เอาออกมาตั้งคืนที่เดิม

หวังว่าวันนั้นจะมาถึงในไม่ช้านี้นะคะ…

🦬🦬🦬 ไบซัน สัตว์มหัศจรรย์แห่งอเมริกันตะวันตกวันเสาร์แรกของเดือนพฤศจิกายนในทุกๆปี ที่อเมริกาเขาถือว่าเป็นวัน National Biso...
10/31/2025

🦬🦬🦬 ไบซัน สัตว์มหัศจรรย์แห่งอเมริกันตะวันตก

วันเสาร์แรกของเดือนพฤศจิกายนในทุกๆปี ที่อเมริกาเขาถือว่าเป็นวัน National Bison Day และปีนี้ก็ตรงกับวันพรุ่งนี้ วันที่ 1 พ.ย.ค่ะ

American Bison นี่เคยเป็นสัตว์ที่สำคัญกับอเมริกาตะวันตกในยุคแรกมากๆเลยค่ะ 🤠 เพราะเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่มีจำนวนมาก ผู้คนในยุคนั้นอาศัยอยู่ร่วมกับมัน และนำมันไปใช้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในหลายๆด้าน

ช่วงเดือนก่อนเราไปอุทยาน Badlands ที่ South Dakota ตรงหน้าศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวเขามีชิ้นส่วนจริงของไบซันมาให้จับได้ชมกัน (ขนมันนุ่มมากกกก) เราได้คุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานนิดหน่อย เขาบอกว่าไบซันคือไบซัน ไม่ใช่ควาย (buffalo) แต่รูปร่างมันใกล้เคียงกับควาย บางครั้งเลยถูกเรียกว่า buffalo

🪶 ชนพื้นเมืองในที่ราบเองก็มีคำเรียกไบซันที่แตกต่างกันไป เช่น
Blackfoot - iinniiwa
Lakota - tatanka
Navajo - ivanbito
Paiute - kuts

🦬 ร่างกายของไบซันทุกๆส่วน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดเลยค่ะ เช่น
เขา - ที่ตักอาหาร, เครื่องประดับ
กระโหลก - อุปกรณ์ทำพิธีกรรม
หาง - ที่ไล่แมลง
หนัง - เครื่องนุ่งห่ม, กระโจม
ลิ้น - ส่วนที่อร่อยที่สุด!
และอีกมากมาย!

นอกจากการใช้ประโยชน์ทางโลกแล้ว ก็ยังมีความเชื่อทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวกับไบซันด้วยค่ะ ด้วยความที่มันช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีพ ในหลายๆด้าน ทำให้ชนพื้นเมืองมองว่ามันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของขวัญจากเบื้องบน มีตำนานมากมายเกี่ยวกับไบซัน ที่เราคุ้นเคยที่สุดจะเป็นตำนาน white buffalo calf women ของชาวลาโคตา ที่เล่าถึงหญิงสาวศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถแปลงร่างเป็นไบซันเผือก และเป็นผู้สั่งสอนให้พวกเขาทำพิธีกรรมต่างๆที่เชื่อมโยงกับชีวิต

ไบซันเคยเป็นสัตว์ที่เกือบสูญพันธุ์เพราะมันถูกล่ามากเกินไปในช่วงยุค 18-19 ปัจจุบันสามารถฟื้นฟูจำนวนขึ้นมาได้จนไม่อยู่ในหมวดสัตว์ endangered แล้ว แต่ก็ยังเป็นสัตว์ที่ควรสงวนรักษาไว้ คนที่จะล่าได้จะต้องได้รับใบอนุญาติก่อน และอาจขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐอีกทีค่ะ

เราเพิ่งเคยเห็นไบซันตัวเป็นๆตอนที่ไป SD ตัวใหญ่มาก อยู่กันเป็นฝูง เดินต้วมเตี้ยมๆๆ น่ารักมากค่ะ ร้านค้าร้านอาหารต่างๆในเมืองติดรูปไบซันกันเยอะมาก เคยสั่งสเต็กเนื้อไบซันมากินครั้งหนึ่ง เหนียวๆ หอมๆ อร่อยดีค่ะ พูดแล้วก็อยากกินอีก🤤 (จบที่เรื่องอาหารได้ไง 555)

วันนี้ไว้เท่านี้ค่ะ ไว้เจอกันใหม่นะคะ ช่วงนี้อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ

ภาพนี้เราถ่ายมาจากอุทยานค่ะ 🦬

🇺🇸 เราเพิ่งดู American Primeval ใน Netflix จบ สนุกประทับใจมากค่ะ เรื่องของเรื่องคือเพิ่งกลับมาจากอเมริกาแล้วอยากหาหนัง W...
09/20/2025

🇺🇸 เราเพิ่งดู American Primeval ใน Netflix จบ สนุกประทับใจมากค่ะ เรื่องของเรื่องคือเพิ่งกลับมาจากอเมริกาแล้วอยากหาหนัง Western สนุกๆดูสักเรื่อง ไม่งั้นจะรู้สึกไม่มูฟออน 555 รู้สึกคุ้มค่าที่เลือกดูเรื่องนี้

หนังเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยูทาห์ในยุคที่กำลังก่อตั้งรัฐ มีอ้างอิงเหตุการณ์สังหารหมู่ Mountain Meadows Massacre ที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ความโหด ดิบ เถื่อน มาเต็มๆ บรรยากาศในหนังมีความสมจริง สำหรับคนที่อยากหาซีรีย์มันส์ๆดูสักเรื่อง แนะนำเรื่องนี้เลยค่ะ มี 6 ตอน ตอนละประมาณชั่วโมง มีฉากเลือดสาดและความรุนแรงตลอดทั้งเรื่อง พิจารณากันก่อนดูนะคะ

ส่วนนี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ถ้ารู้แล้วน่าจะทำให้เข้าใจบริบทในหนังมากขึ้นค่ะ

✝️ มอรมอน: ในหนังจะพูดถึงกลุ่มคน”มอรมอน”ตลอดทั้งเรื่อง มอรมอนคือกลุ่มความเชื่อหนึ่งในศาสนาคริสต์ที่มีคำสอนแตกต่างจากคริสต์กระแสหลักและมีคัมภีร์เป็นของตัวเอง คนกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์รัฐยูทาห์มากๆ เพราะชาวมอรมอนในยุคแรกเป็น pioneer ที่เดินทางไปตั้งรกรากในดินแดนนั้น
คำสอนของมอรมอนนี่จะมีความเชื่อเกี่ยวกับการแต่งงาน การสร้างครอบครัวว่าเป็นสิ่งพื้นฐานที่ควรทำในชีวิต และอาจไม่ได้เริ่มต้นจากความรักของคนสองคน จะเห็นได้ชัดจากเรื่องราวของ Abish และ Jacob ในหนังเรื่องนี้ค่ะ

🌅 Zion: เป็นคำที่สื่อถึงดินแดนในอุดมคติของชาวมอรมอน ในหนังจะได้ยินคำนี้บ่อยมากๆ

👨 บริกแฮม ยัง: ในหนังมีตัวละครหนึ่งชื่อนี้ เขามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เป็นผู้นำของมอรมอนและเป็นผู้ว่าการคนแรกของรัฐยูทาห์ (แคสเตอร์หน้าตาเหมือนจริงมากค่ะ ประทับใจ555) อันนี้ไม่ใช่ฉากสำคัญในหนังแต่ฉากที่ลุงบริกแฮมลงจากหลังม้าแล้วพูดว่า This is the place เคยเกิดขึ้นจริงและเป็นฉากที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ยูทาห์มากๆ เพราะเป็นตอนที่เขาเดินมาถึงซอลเลคเมืองหลวงของยูทาห์ และตัดสินใจจะตั้งรกรากกันที่นี่
นอกจากตาลุงบริกแฮมก็ยังมีตัวละครอื่นๆที่อ้างอิงมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ อย่างเช่น Jim Bridger นักสำรวจและผู้นำทาง, Wild Bill Hickman ผู้นำกองทัพฝั่งมอรมอนและบอดี้การ์ดของบริกแฮม

🪶 ชนพื้นเมือง: ชนพื้นเมืองในยูทาห์มีหลายกลุ่ม กลุ่มที่ในหนังพูดถึงจะมีเผ่ายูท ไพยูท ชอชอน (เราจำได้เท่านี้ มีอีกไหมนะ555) แต่ที่มีอยู่จริงนอกจากนี้ก็จะมีเผ่ากอชยูทและนาวาโฮด้วย ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีการวางตัวต่างกัน อย่างเผ่าชอชอนที่มีบทบาทมากที่สุดในเรื่องจะเป็นพวกรักสงบ โดนคนขาวมาไล่ที่ก็ยอมย้ายที่ไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีชอชอนอีกกลุ่มที่เรียกว่า wolf clan ที่ยืนหยัดจะต่อสู้กับคนขาวและพวกมอรมอน แล้วก็ๆ ชื่อรัฐ Utah เองก็มีที่มาจากชื่อของเผ่ายูท Ute ด้วยค่ะ

ส่วนตัวที่เราอินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษเพราะเคยอ่านประวัติศาสตร์รัฐยูทาห์มาบ้างคร่าวๆ แบบว่าเคยกางแผนที่เมกาแล้วปาหมุดมั่วๆ ว่าจะอ่านของรัฐไหนดี แล้วก็ไปลงที่รัฐนี้ค่ะ 555
แต่นี่ก็เป็นภาพยนตร์ อาจไม่ได้ตรงตามความจริง 100% ก็ถือว่าดูเพื่อความบันเทิงนะคะ

ถ้าใครดูจบแล้วมาเม้ากันได้นะคะ!

มุมนี้คุยเล่นๆ ไม่เกี่ยวกับหนังแล้ว…ช่วงที่เราอยู่อเมริกาว่าจะมาอัพเพจเรื่อยๆ แต่ตารางแน่นกว่าที่คิดมากเลยค่ะ (พอกลับมาแล้วก็ยังแน่นอยู่😭) แต่มีเรื่องราวมากมายที่เก็บไว้รอวันมาเล่า เดี๋ยวคงได้มาอัพเดตเร็วๆนี้ค่ะ 😉✨

Address

25216 Ben Reifel Rd
Interior, SD
57750

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Santa Wašté posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Establishment

Send a message to Santa Wašté:

Shortcuts

Share