Naina มีหนังดีๆมากมายที่นี่อัพเดททุกวัน

นี่คือบทแปลและเรียบเรียงเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบ **วรรณกรรมภาษาไทย** เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความดราม่า ความเจ็บปวด และความลับอ...
08/22/2026

นี่คือบทแปลและเรียบเรียงเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบ **วรรณกรรมภาษาไทย** เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความดราม่า ความเจ็บปวด และความลับอันเงียบเชียบของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์ครับ:

---

เมื่อตั้งท้องได้หกเดือน สามีของฉันก็เอ่ยปากบอกว่า... เขาไม่ได้รักฉันเหมือนเดิมอีกแล้ว

ในตอนที่ฉันตั้งครรภ์ได้หกเดือน สามีของฉันก็วางช้อนส้อมลงบนโต๊ะอาหาร แล้วเอ่ยขึ้นราวกับกำลังชวนคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ:

"ฉันคิดว่า... ฉันไม่ได้รักเธอมากเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ"

ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างพังทลายลงภายในอก

ถึงกระนั้น ฉันก็ยังฝืนเค้นรอยยิ้มออกมา

"ถ้าอย่างนั้น... คุณต้องการจะบอกอะไรฉันเหรอคะ? อยากหย่าเหรอ?"

เอเดรียน เคลเลอร์ นิ่งอึ้งไปทันที

สายตาของเขค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมาหยุดอยู่ที่หน้าท้องของฉัน

ก่อนที่เขาจะเค้นรอยยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนออกมา

"ฉันแค่ล้อเล่นน่ะ เอเลน่า อย่าโกรธเลยนะ เธอกำลังท้องกำลังไส้อยู่"

ทว่าฉันรู้ดี... ว่านั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

เพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ฉันเพิ่งจะเห็นเขากอดผู้หญิงอีกคนกับตา

และฉันก็ได้ยินเต็มสองหู ในตอนที่เขาบอกกับเธอว่า หากวันหนึ่งพวกเขาได้คบหากันจริงๆ เธอจะต้องยินยอมที่จะอยู่ในสถานะ "ความลับ"

บ่ายวันนั้น ตอนที่ฉันกำลังเดินทางกลับมาจากโรงพยาบาล ฉันก็ได้รับสายจากมาร์คัส ผู้ช่วยของเอเดรียน

*"คุณนายเคลเลอร์ครับ พอดีคุณเอเดรียนมีปัญหานิดหน่อยในระหว่างมื้ออาหารค่ำเจรจาธุรกิจครับ"*

*"เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?"*

มาร์คัสลังเลไปครู่หนึ่ง

*"เขาชกหน้าตัวแทนของบริษัทคู่ค้าน่ะครับ"*

เอเดรียนไม่เคยหลุดการควบคุม

เขาเป็นผู้ชายประเภทที่สามารถนั่งฟังคำดูหมิ่นพร้อมถือแก้ววิสกี้ในมือ แล้วตอบกลับในอีกสิบนาทีต่อมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนเป็นคนโง่เง่า

เพราะฉะนั้น ฉันจึงรีบบึ่งรถไปยังร้านอาหารแห่งนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่อุ้มท้องหกเดือนจะอำนวย

ทว่าฉันยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าไปข้างใน

จากภายในรถ ฉันมองเห็นพวกเขาทั้งสองคน

ตรงม้านั่งยาวหน้าร้านอาหาร โซฟี มิลเลอร์ นักศึกษาฝึกงานคนใหม่ของบริษัทเขานั่งอยู่ตรงนั้น

เด็กสาววัยยี่สิบสามปีคนเดียวกับที่เอเดรียนมักจะเอ่ยถึงบ่อยเกินไปในช่วงหลังมานี้

เธอกำลังถือสำลีแผ่น คอยซับบาดแผลตรงหางคิ้วของเขาอย่างเบามือ

*"คุณเคลเลอร์คะ คุณไม่น่าไปมีเรื่องเพราะหนูเลย"* เธอสะอื้นไห้ *"นั่นมันโครงการมูลค่าหลายล้านเลยนะคะ หนูไม่ได้มีค่ามากมายขนาดนั้น"*

ฉันพอจะเดาเรื่องราวออกแล้ว

ลูกค้าคงจะดื่มหนักเกินไป พอเห็นโซฟีรินไวน์ให้ ก็เลยจ้องมองเธอหลายต่อหลายครั้ง และตอนที่รับแก้วมา ก็ถือโอกาสแตะต้องโดนมือเธอ

มันมีแค่นั้นเอง...

ทว่าเอเดรียนกลับลุกขึ้นชกหน้าเขา

ฉันเห็นเอเดรียนขมวดคิ้ว แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาออกจากแก้มของเธอเบาๆ

"พูดแบบนั้นได้ยังไงว่าเธอไม่มีค่า? เธอเป็น..."

เขาหยุดชะงักไป

โซฟีเงยหน้าขึ้นมองเขา

เอเดรียนเบือนสายตาหนีแล้วแก้ไขคำพูด:

"เธอเป็นพนักงานของฉัน ฉันต้องรับผิดชอบชีวิตเธอ"

เธอยิ้มออกมาด้วยความเศร้าสร้อย

"แค่แค่นั้นเหรอคะ?"

เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น

ทันใดนั้น โซฟีก็โผเข้ากอดแผ่นหลังของเขาเอาไว้แน่น

"ถ้าหนูเจอคุณเร็วกว่านี้... คุณจะแต่งงานกับหนูไหมคะ?"

หัวใจของฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ

เอเดรียนหลับตาลง

"ระหว่างเรา... มันเป็นไปไม่ได้หรอก"

"หนูไม่เชื่อค่ะ เวลาที่คุณอยู่กับหนู คุณมีความสุข หนูมองเห็นมัน"

โซฟีเขย่งปลายเท้าขึ้น แล้วก้มลงจูบที่ข้างมุมปากของเขา

เอเดรียนสามารถผลักเธอออกไปได้...

ทว่าเขากลับไม่ได้ทำ

ตรงกันข้าม เขากลับวาดแขนทั้งสองข้างเข้าโอบรัดร่างของเธอไว้

เขากอดเธอไว้แน่น...

ด้วยความแรงแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้กอดฉันมาตลอดหลายปี

หลังจากนั้น เขาก็พูดประโยคที่ฉันไม่มีวันลืมเลือนลงไปตลอดชีวิต:

"ฉันมีภรรยาอยู่แล้ว ลูกของฉันกำลังจะเกิดมาในไม่ช้านี้... ฉันหย่าไม่ได้"

เขาไม่ได้พูดว่า: *"ฉันรักภรรยาของฉัน"*

ทว่าเขาพูดว่า: *"ฉันหย่าไม่ได้"*

โซฟีปล่อยโฮออกมาแนบอกของเขา

"ถ้าอย่างนั้นก็ทิ้งเธอซะสิคะ แต่งงานกับหนู เธอให้ลูกคุณได้ หนูก็ให้ได้เหมือนกัน"

เอเดรียนทำเพียงแค่นิ่งเงียบ

และความเงียบของเขานั้น... มันช่างกรีดแทงใจยิ่งกว่าคำตอบใดๆ ในโลก

ฉันนั่งนิ่งอยู่ภายในรถ มือข้างหนึ่งลูบอยู่ที่หน้าท้อง รับรู้ได้ถึงโลกทั้งใบของตัวเองที่กำลังพังทลายลงมาท่ามกลางความเงียบสงบ

เมื่อหลายเดือนก่อน คนรู้จักคนหนึ่งเคยเตือนฉันแล้ว

เธอเห็นเอเดรียนเดินเข้าไปในร้านอาหารกับหญิงสาวคนหนึ่ง

ในตอนนั้นฉันทำเพียงแค่หัวเราะร่า

*"อาจจะเป็นใครก็ได้มั้งคะ เอเดรียนไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นกับฉันหรอก"*

มาในตอนนี้ ประโยคนั้นกลับเหมือนฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของฉันอย่างแรง

ฉันไม่ได้ก้าวลงจากรถ

ไม่ได้เข้าไปสร้างฉากอาละวาด

ฉันไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะทำแบบนั้น

ฉันทำเพียงแค่ขับรถกลับบ้าน

ฉันต้องการเวลาทำความเข้าใจ... ว่าผู้ชายคนที่ก้มลงจูบหน้าท้องของฉันทุกคืน สามารถจ้องมองผู้หญิงคนอื่นด้วยสายตาแบบนั้นได้อย่างไร

คืนนั้นเอเดรียนกลับบ้านเร็วเป็นพิเศษ

ในระหว่างมื้ออาหารค่ำ เขาคงสังเกตเห็นว่าฉันเงียบขรึมไปอย่างประหลาด

และแล้ว โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าฉันได้รับรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว เขาก็ตอบประโยคนั้นออกมา:

"ฉันคิดว่า... ฉันไม่ได้รักเธอมากเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ"

ดวงตาของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

"คุณอยากหย่าเหรอคะ?"

เป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนเขาจะตกใจและหวาดกลัว

เขามองมาที่หน้าท้องหกเดือนของฉัน

"ฉันแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง"

ลูกน้อยในท้องดิ้นประท้วงอย่างแรงจนฉันไม่อาจกลั้นหยาดน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป

เอเดรียนลุกขึ้นยืนในทันทีแล้วเดินตรงเข้ามาหาฉัน

"เอเลน่า..."

เขาวาดแขนเข้าโอบกอดฉันไว้

"อย่าร้องไห้เลยนะ เห็นเธอเป็นแบบนี้หัวใจฉันแทบจะแตกสลาย"

จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงต่อหน้าฉัน วางมือลงบนหน้าท้องของฉันอย่างนุ่มนวล

"เจ้าตัวเล็ก พ่อเองนะ เป็นเด็กดีนะรู้ไหม? แม่เขาทำเพื่อเรามามากพอแล้ว"

น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและหวานหูเสียจนมีชั่วขณะหนึ่งที่ฉันอยากจะหลอกตัวเองว่า สิ่งที่เห็นทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้าย

ฉันจ้องมองชายคนที่อยู่ตรงหน้า

ผู้ชายคนเดียวกับที่คอยดูแลฉัน...

ผู้ชายคนเดียวกับที่คอยเตรียมอาหารเช้าให้ยามที่ฉันมีอาการแพ้ท้อง...

ผู้ชายคนเดียวกับที่เพิ่งจะโอบกอดผู้หญิงคนอื่น และวาดฝันอนาคตที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริงร่วมกับเธอ

และเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าใจความจริงอันน่าหวาดกลัวบางอย่าง:

ผู้ชายคนหนึ่งสามารถปฏิบัติต่อคุณด้วยความอ่อนโยนต่อไปได้...

ทั้งๆ ที่หัวใจของเขากำลังตกหลุมรักคนอื่นอยู่ก็ตาม

ทว่าสิ่งที่เอเดรียนไม่เคยรู้เลยก็คือ ในบ่ายวันนั้นเอง หมอได้ยื่นซองจดหมายซองหนึ่งให้แก่ฉัน

ซองจดหมายที่ยังคงซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าถือของฉัน

และหลังจากได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับโซฟี ฉันก็ไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าจะสมควรเปิดมันให้เขาดูหรือไม่

เพราะภายในซองนั้น... มีข่าวสารบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของลูกเราไปตลอดกาล...

รวมถึงชีวิตคู่ของเราด้วย!

"งานแต่งงานของเราจะถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด"พีรพัฒน์วางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะไม้ด้วยท่าทีเรียเฉยจนน่าใจหายฉันยืนนิ่งอ...
08/22/2026

"งานแต่งงานของเราจะถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด"

พีรพัฒน์วางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะไม้ด้วยท่าทีเรียเฉยจนน่าใจหาย

ฉันยืนนิ่งอยู่กลางห้องรับแขกในคอนโดมิเนียมหรูย่านทองหล่อ มือที่ถือแก้วน้ำอุ่นถึงกับสั่นเทาเล็กน้อยก่อนที่ปลายนิ้วจะชาดิก

ชื่อของฉันคือ นภัสสร อายุ 44 ปี ฉันใช้เวลาสี่ปีเต็มในการช่วยพีรพัฒน์สร้างบริษัทรับเหตก่อสร้างขนาดเล็กจนเริ่มตั้งตัวได้

เสียงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ภายในห้องทำงานดังฮัมเบาๆ กลบความเงียบที่น่าอึดอัดระหว่างเรา

สายตาของพีรพัฒน์ไม่ได้มองมาที่ฉันเลย เขากลับก้มลงมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงที่ฉันเป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว

ไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติมจากปากผู้ชายที่ฉันเคยคิดว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันไปจนแก่เฒ่า

ฉันกวาดสายตามองไปรอบห้อง สังเกตเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลแปลกปลอมวางอยู่บนชั้นวางรองเท้าใกล้ประตูทางเข้า

ซองเอกสารสีน้ำตาลยังวางอยู่บนชั้นวางรองเท้าใกล้ประตูทางเข้า

ฉันจำได้แน่ว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นตอนที่ฉันออกไปซื้อของใช้เข้าบ้านเมื่อช่วงสายของวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

พีรพัฒน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อเชิ้ตสีขาวของตัวเองอย่างใจเย็นราวกับว่าเรื่องที่เราเพิ่งคุยกันเป็นเพียงเรื่องนัดประชุมงานธรรมดา

"ผมมีธุระต้องรีบออกไปเคลียร์กับทางผู้รับเหมาข้างนอก คืนนี้คงไม่ต้องรอทานข้าวด้วยนะ" เขาพูดขึ้นโดยไม่สบตาฉัน

ฉันพยักหน้ารับช้าๆ โดยไม่เอ่ยปากรั้งเขาไว้แม้แต่คำเดียว หัวใจข้างในเหมือนถูกบีบอัดจนแทบไม่มีอากาศหายใจ

เสียงประตูกระจกห้องทำงานปิดลงเบาๆ เมื่อพีรพัฒน์เดินออกไป เหลือไว้เพียงฉันกับความเงียบงันที่น่ากลัวในห้องเดิม

ฉันก้าวเท้าช้าๆ ไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ตรงชั้นวางรองเท้าขึ้นมาพิจารณาอย่างเงียบเชียบ

ชื่อผู้ส่งที่มุมซองถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากเอกสารการเงินของบริษัท

กานต์ธิดา เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยที่เพิ่งย้ายเข้ามาช่วยดูแลบัญชีให้บริษัทเราเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

แผ่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ร่วงหล่นลงมาจากซองเอกสารมีลายมือเขียนข้อความสั้นๆ เอาไว้ด้วยหมึกสีดำ

หมายกำหนดการเดินทางไปต่างจังหวัดของสัปดาห์หน้าถูกแก้ไขชื่อผู้เดินทางใหม่ทั้งหมดอย่างชัดเจน

ฉันจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมาจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นมาที่เบ้าตา

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

“จะเซ็นใบหย่าดีๆ หรือจะให้ฉันฟ้องเอาสมบัติทั้งหมดคืน!”เสียงตะคอกดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์หรูย่านแจ้งวัฒนะฉัน กิ...
08/18/2026

“จะเซ็นใบหย่าดีๆ หรือจะให้ฉันฟ้องเอาสมบัติทั้งหมดคืน!”

เสียงตะคอกดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์หรูย่านแจ้งวัฒนะ

ฉัน กิตติชนก มั่นคงพาณิชย์ สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ทำแก้วกาแฟในมือหลุดร่วงแตกกระจาย

เศษแก้วบาดนิ้วเลือดซึม แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดในใจ

ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ศุภวิชญ์ มั่นคงพาณิชย์ สามีที่ฉันรักและทุ่มเททั้งชีวิตให้มาตลอดสิบปี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันยอมลาออกจากงานประจำที่กำลังรุ่งเรือง ยอมทิ้งความฝันของตัวเอง

เพื่อมาเป็นแม่บ้าน คอยดูแลปรนนิบัติเขา และเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของอาณาจักรธุรกิจของเขา

ฉันคิดว่าความรักและการเสียสละของฉันจะทำให้เรามีความสุขตลอดไป

แต่ฉันคิดผิด... เมื่อเขาสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ เขากลับมองเห็นฉันเป็นเพียงแค่เงาที่น่ารำคาญ

เขาเริ่มกลับบ้านดึก อ้างว่าติดงานประชุม แต่ความจริงคือเขามีผู้หญิงคนใหม่

ผู้หญิงคนนั้นเพิ่งเรียนจบใหม่ หน้าตาสะสวย และทำงานเก่ง เธอกล้าที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์กับศุภวิชญ์

และเรียกร้องให้เขาหย่ากับฉันอย่างเป็นทางการ

วันนี้ ศุภวิชญ์กลับมาพร้อมกับทนายความและเอกสารใบหย่าที่ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เขาไม่ได้มีความสงสารหรือเห็นใจฉันเลยแม้แต่น้อย มีเพียงสายตาเย็นชาและความรังเกียจ

“เธอไม่มีค่าอะไรแล้ว กิตติชนก” เขาพูดใส่หน้าฉัน “อย่าหวังว่าจะได้เงินสักบาทจากฉัน”

คำพูดของเขาเชือดเฉือนหัวใจของฉันจนแหลกสลาย ฉันได้แต่ยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

น้ำตาไหลอาบแก้ม ฉันไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตแต่งงานที่ฉันวาดฝันไว้จะจบลงแบบนี้

ทนายความยื่นเอกสารใบหย่าให้ฉันเซ็น มันระบุว่าฉันยินยอมหย่าโดยไม่มีเงื่อนไข

และฉันต้องย้ายออกจากคฤหาสน์แห่งนี้ภายใน 24 ชั่วโมง

ฉันมองไปรอบๆ คฤหาสน์ที่ฉันรักและทุ่มเทตกแต่งด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

ที่นี่คือความทรงจำทั้งหมดของฉัน แต่ตอนนี้มันกำลังจะกลายเป็นเพียงแค่อดีต

ฉันมองศุภวิชญ์อีกครั้ง เขากำลังก้มลงดูโทรศัพท์มือถือ ไม่สนใจฉันเลย

ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้า ฉันหยิบปากกาขึ้นมา

ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เซ็นใบหย่าเด็ดขาด!

ฉันไม่ได้ต้องการสมบัติของเขา แต่ฉันต้องการความยุติธรรม

ฉันเดินเข้าไปใกล้ศุภวิชญ์และมองหน้าเขาตรงๆ

“ฉันไม่เซ็น!” ฉันพูดเสียงดังฟังชัด

ศุภวิชญ์เงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยความโกรธเกรี้ยว “เธอว่าไงนะ!”

“ฉันบอกว่าฉันไม่เซ็น!” ฉันพูดซ้ำ “ถ้าคุณอยากหย่า คุณต้องไปฟ้องเอาเอง!”

ฉันหันหลังเดินหนีไปที่ห้องนอนของตัวเอง ล็อคประตูและร้องไห้โฮ

ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำอาจจะทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากขึ้นไปอีก แต่ฉันยอมไม่ได้

ยอมให้ผู้ชายคนนี้มาทำลายชีวิตของฉันอย่างง่ายดาย

คืนนั้น ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน ฉันคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไรบางอย่าง ฉันไม่สามารถยอมแพ้ได้

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นแต่เช้าและเตรียมตัวออกไปข้างนอก

ฉันนัดพบทนายความคนใหม่ ทนายความที่เก่งและเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีครอบครัว

ฉันจะให้ทนายความคนนี้ช่วยฉันฟ้องหย่าศุภวิชญ์

และฉันจะเรียกร้องสิทธิของฉันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดู หรือส่วนแบ่งทรัพย์สิน

ฉันจะทำให้ศุภวิชญ์รู้ว่าเขากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต!

ฉันเดินออกจากคฤหาสน์ด้วยความมั่นใจ ฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของศุภวิชญ์อีกต่อไป!

ฉันเดินไปที่รถที่จอดอยู่หน้าคฤหาสน์ ฉันจะขับรถไปพบทนายความ

แต่ในขณะที่ฉันกำลังจะเปิดประตูรถ ฉันก็เห็นรถยนต์หรูคันหนึ่งขับเข้ามาจอดขวางหน้าฉันไว้

ประตูรถเปิดออก และศุภวิชญ์ก็ก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา

“เธอจะไปไหน!” ศุภวิชญ์ตะคอกใส่ฉัน “ฉันบอกให้เธอเซ็นใบหย่า!”

ฉันมองศุภวิชญ์ด้วยสายตาเย็นชา ฉันไม่กลัวเขาอีกต่อไปแล้ว

“ฉันจะไปพบทนายความ!” ฉันพูดเสียงดังฟังชัด “ฉันจะฟ้องหย่าคุณ!”

ศุภวิชญ์อึ้งไปชั่วขณะ เขาไม่คิดว่าฉันจะกล้าทำแบบนี้

ผู้หญิงที่มากับเขาก็หน้าเสียไปเหมือนกัน

ฉันเปิดประตูรถและขึ้นไปนั่งบนเบาะคนขับ ฉันสตาร์ทรถและขับรถออกไปโดยไม่หันกลับไปมองศุภวิชญ์อีกเลย!

ฉันรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันอาจจะยากลำบากและยาวนาน

แต่ฉันก็พร้อมที่จะสู้ ฉันจะสู้เพื่อความยุติธรรม และฉันจะสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง!

ฉันจะไม่ยอมให้ผู้ชายคนนี้มาทำลายชีวิตของฉันอีกต่อไป!

และฉันจะทำให้ศุภวิชญ์รู้ว่าเขากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต!

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ? กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

เอาเอกสารชุดนี้ไปแก้ใหม่ทั้งหมดภายในสิบนาที ไม่งั้นก็เตรียมตัวเก็บของออกไปหางานใหม่ทำซะเสียงแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำเงินถูก...
08/18/2026

เอาเอกสารชุดนี้ไปแก้ใหม่ทั้งหมดภายในสิบนาที ไม่งั้นก็เตรียมตัวเก็บของออกไปหางานใหม่ทำซะ

เสียงแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำเงินถูกโยนกระแทกกับโต๊ะทำงานจนกระดาษด้านในปลิวว่อนกระจายลงพื้น

ปวีณา ชัยนิธิกุล ผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจอาคารสูงย่านพระรามเก้า ยืนกอดอกมองลงมาด้วยหางตาอันเย่อหยิ่ง

ท่าทีเหยียดหยามนั้นแสดงออกชัดเจนว่าเธอไม่เคยเห็นพนักงานต๊อกต๋อยอย่างฉันอยู่ในสายตาเลยสักนิดตลอดหกเดือนเต็มที่ผ่านมา

ปลายปากกาในมือของสรวิศ เกียรติกำจร หยุดชะงักกลางอากาศทันทีที่เสียงกระแทกดังสนั่นห้องโถง

เสียงคีย์บอร์ดรอบตัวเงียบลงพร้อมเพรียงกันในเสี้ยววินาที

สายตาของเพื่อนร่วมแผนกนับสิบชีวิตต่างพากันก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย

ฉันชื่ออรัญญา สุวรรณเลิศ

ในวัยยี่สิบเก้าปีนี้ ใครๆ ในตึกระฟ้าสูงเจ็ดสิบชั้นแห่งนี้ต่างคิดว่าฉันเป็นเพียงเด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์ที่อาศัยเส้นสายคนรู้จักเข้ามาทำงาน

ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าโต๊ะทำงานตัวเล็กๆ มุมอับติดห้องเก็บเอกสารนี้ถูกตั้งใจเลือกด้วยตัวฉันเอง

เพราะฉันต้องการมองเห็นเบื้องหลังการทำงานและการบริหารจัดการของบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือด้วยสองตาตัวเอง

กลิ่นกาแฟสำเร็จรูปราคาถูกบนโต๊ะผสมกับกลิ่นกระดาษเอกสารเก่าๆ คือบรรยากาศจำเจที่ฉันต้องทนหายใจเข้าออกทุกวันภายใต้แอร์เย็นฉ่ำ

เอกสารเมื่อเช้าคุณตรวจสอบตัวเลขเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมอรัญญา ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงผิดพลาดแบบนี้

ปวีณาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับใช้นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้ของฉันเสียงดังปุกๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง

ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาผู้จัดการสาวนิ่งๆ โดยไม่มีอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย

ฉันตรวจสอบตัวเลขทุกบรรทัดตามรายงานต้นฉบับที่ได้รับมาเรียบร้อยแล้วค่ะคุณปวีณา ไม่มีจุดไหนผิดพลาดเลยสักนิด

อย่ามาเถียงนะ ถ้าโปรเจกต์นี้พังเพราะความสะثุ่ยของคุณ คุณคนเดียวที่จะต้องรับผิดชอบใบเตือนในซองขาว

เธอพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานกระจกส่วนตัว

ฉันก้มมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดไฟล์ข้อมูลต้นฉบับค้างไว้

ตัวเลขยอดขายและงบลงทุนสามสิบล้านบาทถูกแก้ไขตัวเลขโดยฝีมือใครบางคนในช่วงเวลาพักเที่ยงเพื่อโยนความผิดให้ฉัน

ใครเป็นคนเข้าถึงไฟล์ระบบส่วนกลางในช่วงเวลาสิบสองนาฬิกาทันทีที่ฉันลุกไปเข้าห้องน้ำ

ช่วงบ่ายสามโมง เตชินท์ มั่นคงพาณิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวพร้อมกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูง

เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่เมื่อพนักงานทุกคนรีบก้มหัวทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม

ปวีณารีบก้าวเท้าเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับยื่นแฟ้มผลงานที่ฉันเพิ่งนั่งทำหามรุ่งหามค่ำเมื่อคืนนี้ให้เขาดู

นี่คือผลงานการวิเคราะห์ตลาดล่าสุดที่ทีมของเราช่วยกันวิเคราะห์อย่างหนักค่ะท่านประธาน

ปวีณาเอ่ยเสียงหวานหยดย้อยโดยแสร้งทำเป็นว่านั่นคือหยาดเหงื่อแรงงานและการคิดค้นของเธอเองทั้งหมด

เตชินท์กวาดสายตาดูผ่านๆ สองสามหน้าแล้วพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจโดยไม่ได้เอ่ยถามถึงชื่อคนทำแม้แต่คำเดียว

ผลงานชิ้นนี้ยอดเยี่ยมมาก จัดทำข้อมูลได้ละเอียดดี สมแล้วที่เป็นหัวหน้าทีมดูแลโครงการนี้

คำชมเชยจากปากของประธานหนุ่มดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบของห้องโถง

สายตาทุกคู่มองมาที่ปวีณาด้วยความชื่นชมและยกย่อง

ส่วนฉันทำได้เพียงนั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมอับของห้องพร้อมกับจดบันทึกทุกคำพูดลงในสมุดโน้ตเล่มเล็ก

สมุดเล่มนั้นบันทึกรายชื่อโครงการและยอดงบประมาณที่ถูกเบิกจ่ายออกไปอย่างไร้ร่องรอยตลอดหกเดือนที่ผ่านมา

ไม่มีใครรู้ว่าทุกตัวเลขในบริษัทแห่งนี้ถูกควบคุมผ่านระบบบัญชีกลางที่เชื่อมตรงกับบัญชีส่วนตัวของฉัน

บัญชีที่ปรากฏชื่อเจ้าของสิทธิ์ขาดเพียงคนเดียวคือผู้หญิงที่พวกเขากำลังรุมกันกลั่นแกล้งอยู่ทุกวัน

โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าบนโต๊ะสั่นเตือนเบาๆ ด้วยข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร

ยอดเงินปันผลประจำไตรมาสจำนวนสิบสองล้านบาทเพิ่งถูกโอนเข้าบัญชีหลักเรียบร้อยแล้ว

แต่ตัวเลขในบัญชีเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับความสนุกที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

ปวีณาเดินกลับออกมาจากห้องทำงานของประธานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

เธอยืนหยัดหยิบเอกสารกองโตมาโยนใส่โต๊ะทำงานของฉันอีกครั้งด้วยความหมั่นไส้

จัดการถ่ายเอกสารชุดนี้แจกให้ครบทุกคนก่อนห้าโมงเย็น ห้ามมีข้อแม้เด็ดขาด

ฉันพยักหน้ารับคำสั่งด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากโดยไม่ได้โต้เถียงอะไรกลับไป

ปวีณาคงไม่รู้เลยว่ากระดาษแผ่นสุดท้ายในกองเอกสารชุดนั้นไม่ใช่รายงานธรรมดา

แต่มันคือหนังสือแจ้งตรวจสอบบัญชีภายในที่ลงนามโดยสำนักงานตรวจสอบบัญชีภายนอก

เอกสารแผ่นนั้นถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้แฟ้มสรุปยอดขายประจำเดือน

เตชินท์เดินกลับมาหยิบเอกสารที่ลืมไว้บนโต๊ะทำงานส่วนกลางใกล้กับโต๊ะของฉัน

สายตาของเขาเหลือบไปเห็นขอบกระดาษสีฟ้าอ่อนที่โผล่อออกมาจากแฟ้มเอกสารบนโต๊ะของฉัน

กระดาษแผ่นนั้นมีตราประทับนูนรูปสัญลักษณ์ตราประจำบริษัทและชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่สามสิบเปอร์เซ็นต์ปรากฏเด่นชัด

เตชินท์ชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรหัวกระดาษแผ่นนั้นในเสี้ยววินาที

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ?

กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

ภาพที่ฉันถูกประจานกลางงานเปิดตัวโปรเจกต์หรูหราที่ย่านทองหล่อว่ากลายเป็นภรรยาหลวงผู้โง่เขลาที่ถูกสามีและเด็กในปกครองหักหล...
08/18/2026

ภาพที่ฉันถูกประจานกลางงานเปิดตัวโปรเจกต์หรูหราที่ย่านทองหล่อว่ากลายเป็นภรรยาหลวงผู้โง่เขลาที่ถูกสามีและเด็กในปกครองหักหลังอย่างเลือดเย็นพร้อมเสียงซุบซิบและสายตาสมเพชจากแขกเหรื่อร่วมร้อยชีวิตยังไม่เจ็บปวดเท่ากับความจริงที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มจอมปลอมของคนทั้งคู่ที่ยืนเคียงข้างกันบนเวที

เสียงแก้วคริสตัลกระทบกันในห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิทลงทันทีเมื่อร่างของภูริตขยับถอยหลังไปครึ่งก้าว

ปลายนิ้วของกานต์ธิดาที่เอื้อมไปแตะแขนเสื้อสูทราคาแพงของสามีฉันสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว

กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ จากระเบียงกระจกใสบานใหญ่ที่สาดซัดเข้ามากระแทกบานกระจก

ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงมุมห้องโดยไม่มีใครสังเกตเห็นในแวบแรก

ในฐานะสถาปนิกและเจ้าของสตูดิโอออกแบบภายในวัยสามสิบสองปีที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างชีวิตชีวาให้ย่านทองหล่อแห่งนี้ ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามุมที่อับแสงที่สุดในงานจะคือมุมที่สะท้อนความเน่าเฟะในครอบครัวของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด

แปดปีที่แล้ว ฉันเป็นคนรับกานต์ธิดาเข้ามาฝึกงานในบริษัทเล็กๆ ด้วยความเวทนาเพราะเด็กสาวคนนั้นไม่มีทั้งทุนทรัพย์และที่พักพิง

ฉันดูแลเธอราวกับน้องสาวแท้ๆ หรือบางครั้งก็เหมือนลูกสาวคนโปรดที่ฉันอบรมสั่งสอนทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ฉันส่งเสียค่าใช้จ่าย ซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมให้ใส่ พาไปออกสังคมชั้นสูงเพื่อให้เธอมีคอนเนกชัน

แม้กระทั่งวันที่ภูริตสามีของฉันบอกว่าอยากให้เธอเข้ามาช่วยงานบริหารบัญชีในบริษัทอสังหาของเขา ฉันก็เป็นคนสนับสนุนเต็มที่เพราะเชื่อใจคนทั้งสองคนสุดหัวใจ

ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

ไม่มีรอยร้าวใดๆ ที่ปรากฏให้เห็นบนผิวเผินของชีวิตแต่งงานที่ใครๆ ก็อิจฉา

จนกระทั่งซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาถูกส่งมาที่โต๊ะทำงานของฉันเมื่อสัปดาห์ก่อน

ข้างในนั้นไม่ใช่จดหมายรักหรือรูปถ่ายคนคุยแบบในละครน้ำเน่า

แต่มันคือสำเนาโฉนดที่ดินแปลงสวยที่เขาใหญ่พร้อมรายชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา

ชื่อของภูริตและกานต์ธิดาอยู่เคียงคู่กันบนกระดาษแผ่นนั้นโดยไม่มีชื่อของฉันแม้แต่ตัวอักษรเดียว

ฉันจำได้แม่นว่าวันนั้นฝนตกหนักมากแค่ไหนในกรุงเทพฯ

หน้าจอโทรศัพท์มือถือของภูริตสว่างวาบขึ้นบนโต๊ะข้างเตียงในยามดึก

ข้อความสั้นๆ จากเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกชื่อแต่มีหัวใจดวงเล็กๆ ต่อท้ายส่งเข้ามาว่าคิดถึงห้องของเราที่นั่นจังค่ะพี่ภูริต

หัวใจของฉันชาดิ่งลงไปถึงตาตุ่มในวินาทีนั้น

ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เป็นเพราะความรู้สึกชาหนาที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างเหมือนคนถูกฉีดยาชา

ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ปลุกสามีขึ้นมาตบตีกลางดึก และไม่ได้วิ่งไปกระชากหัวเด็กสาวคนนั้นในบริษัท

ฉันเลือกที่จะนอนลืมตาโพรงมองเพดานห้องสีขาวจนถึงเช้า

แล้วเริ่มต้นใช้ชีวิตในแต่ละวันต่อด้วยรอยยิ้มที่ปกติที่สุด

เพราะฉันรู้ดีว่าการกรีดร้องมีแต่จะทำให้ตัวเองดูน่าสมเพช

ในงานเลี้ยงคืนนี้ ภูริตยังคงทำหน้าที่สามีผู้แสนดีต่อหน้าสื่อมวลชน

เขายื่นแก้วแชมเปญให้ฉันด้วยรอยยิ้มสุภาพที่ใช้ตบตาคนทั้งงาน

คุณดูเหนื่อยๆ นะพิมพ์ลดา ไปนั่งพักตรงโซฟาโซนโน้นก่อนไหม เดี๋ยวผมดูแลทางนี้ต่อเอง

น้ำเสียงของเขานุ่มนวลจนถ้าไม่รู้ความจริง ฉันคงคิดว่าเขาห่วงใยฉันจริงๆ

แต่สายตาที่เขากวาดมองหาใครบางคนในกลุ่มแขกต่างหากที่ทรยศคำพูดเหล่านั้น

ฉันพยักหน้ารับเบาๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ

ฉันเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองหลวง

รองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นหินอ่อนส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบสงบของทางเดินริมสวนหย่อมในร่มของโรงแรม

มือขวาของฉันถือกระเป๋าคลัตช์หนังแท้ราคาแพงที่ข้างในมีกุญแจรถและสมุดบัญชีธนาคารทุกเล่มที่ฉันทยอยถอนเงินสดออกมาเก็บไว้ทีละน้อยตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่มีใครรู้ว่าฉันไม่ได้โง่

ไม่มีใครรู้ว่าทุกครั้งที่ภูริตบอกว่าติดประชุมดึก ฉันใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการพบทนายความเพื่อเตรียมเอกสารหย่าและตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท

เสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมาจากมุมมืดหลังเสาหินอ่อนต้นใหญ่ใกล้ห้องรับรองวีไอพี

ฉันหยุดฝีเท้าลงช้าๆ เมื่อเงาร่างของคนสองคนทาบทับอยู่บนผนังกระจกใส

ภูริตกำลังก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างข้างใบหูของกานต์ธิดาด้วยท่าทีสนิทสนมเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้อง

และมือของเด็กสาวคนนั้นก็กำลังเอื้อมไปปลดเนกไทของสามีฉันออกอย่างถือวิสาสะ

ไม่มีเสียงกรีดร้อง

ไม่มีน้ำตาไหลพราก

มีเพียงสายตาคู่หนึ่งที่มองลอดผ่านช่องว่างระหว่างเสาหินเข้าไปกระทบเข้ากับหน้าจอแท็บเล็ตเครื่องเล็กในมือของกานต์ธิดาที่เปิดค้างไว้

บนหน้าจอนั้นปรากฏภาพหน้าสัญญาโอนหุ้นบริษัททั้งหมดในเครือเลิศวิไลกรุ๊ปที่มีลายเซ็นของฉันถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างชัดเจนโดยมีชื่อของภูริตและกานต์ธิดาร่วมกันลงนามรับมอบอำนาจเมื่อสามวันก่อน

อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไหมคะ?

กดไลค์แล้วคอมเมนต์คำว่า YES ด้านล่างนะคะ

📖 เรื่องราวเล่าต่อในคอมเมนต์แรก 👇

โอนเงินกู้ห้าล้านบาทออกไปจนเกลี้ยงบัญชีเพื่อเอาใจหญิงคนสนิทแถมยังกล้าพาเข้าบ้านมานั่งร่วมโต๊ะในวันเกิดพ่อสามีโดยคิดว่าฉั...
08/14/2026

โอนเงินกู้ห้าล้านบาทออกไปจนเกลี้ยงบัญชีเพื่อเอาใจหญิงคนสนิทแถมยังกล้าพาเข้าบ้านมานั่งร่วมโต๊ะในวันเกิดพ่อสามีโดยคิดว่าฉันจะก้มหน้าก้มตาช่วยโกหกกลบเกลื่อนความเน่าเฟะให้เหมือนสิบปีที่ผ่านมาแต่รอบนี้มันจบลงแล้วเมื่อซองเอกสารสีน้ำตาลบนตู้รองเท้าบรรจุหลักฐานทั้งหมดที่เตรียมส่งให้ทางธนาคารและตำรวจในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะพังทลายลงตรงหน้าเขาราวกับปราสาททราย

เสียงกุญแจรถยนต์รุ่นโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์กระทบลงบนกระจกโต๊ะกินข้าวเสียงดังสนั่น

แก้วน้ำอัดลมเป๊ปซี่พลาสติกสีใสบนโต๊ะสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงกระแทกจากมือของสมชาย

คุณพ่อเกษมขมวดคิ้วแน่นจนรอยย่นบนหน้าผากลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในความเงียบ

นิ้วมือของสมชายชะงักค้างอยู่กลางอากาศขณะกำลังจะหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งขึ้นมา

ฉันชื่อวันวิสาข์ หรือที่เพื่อนร่วมงานในตึกออฟฟิศย่านสาทรเรียกว่านิดตามความคุ้นเคย

ในวัยสามสิบห้าปี ฉันใช้เวลาสิบปีเต็มในฐานะผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทนำเข้าอาหารทะเลแช่แข็งขนาดใหญ่

ชีวิตของฉันถูกผูกติดอยู่กับตัวเลขที่ต้องลงตัวทุกสตางค์และความสะอาดสะอ้านไร้ที่ติมาโดยตลอด

หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของฉันคือการคอยตามเช็ดตามล้างและตรวจสอบตัวเลขการใช้จ่ายลับๆ ที่สามีมักจะทำพลาดอยู่เรื่อยๆ

กลิ่นอายความอึดอัดลอยอบอวลอยู่ในบ้านเดี่ยวสองชั้นย่านลาดพร้าวในค่ำคืนวันเกิดครบรอบหกสิบปีของคุณพ่อเกษม

บรรยากาศตึงเครียดเสียจนเสียงพัดลมเพดานยี่ห้อฮาตาริเบอร์สามดังกลบเสียงอื่นๆ ในห้องรับแขกจนหมดสิ้น

คุณพ่อเกษมวางตะเกียบไม้ลงบนจานกระเบื้องลายครามเสียงดังแกร๊กด้วยความไม่พอใจ

อดีตข้าราชการครูผู้เคร่งครัดเรื่องศีลธรรมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะสมชาย แกกล้าพาผู้หญิงแปลกหน้าเข้าบ้านมาในวันเกิดพ่อได้ยังไง

สมชายหันไปมองหญิงสาวสวมชุดเดรสสีขาวที่ยืนหลบอยู่หลังไหล่กว้างของเขาด้วยสายตาเวทนา

พรรณราย หญิงสาววัยสามสิบสามปีผู้มีรอยยิ้มจอมปลอมกำลังก้มหน้าก้มตาบีบกระเป๋าหนังแบรนด์เนมในมือแน่น

พ่อครับ นี่พรรณราย คนสนิทที่ผมอยากให้มาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันในฐานะคนในครอบครัวเดียวกัน สมชายอธิบายด้วยเสียงสั่นๆ

นิด เธอช่วยอธิบายให้พ่อฟังทีสิ สมชายหันมามองฉันด้วยแววตาคาดหวังเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

แววตาที่ขอให้ฉันช่วยโกหกกลบเกลื่อนความสัมพันธ์และปัญหาการเงินที่เขาสร้างขึ้นอีกครั้ง

ฉันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวออกจากวงล้อมโต๊ะอาหารไม้สักทองที่ตั้งอยู่กลางห้องรับแขก

โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนสิบสี่ของฉันในกระเป๋าเสื้อสั่นเตือนข้อความจากธนาคารกสิกรไทยอย่างต่อเนื่อง

ยอดเงินกู้ยืมห้าล้านบาทที่ถูกโอนออกจากบัญชีร่วมเมื่อช่วงบ่ายยังคงค้างคาอยู่บนหน้าจอแจ้งเตือน

สมชายขยับตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับส่งสายตากดดันที่คุ้นเคยมาให้ฉันเหมือนทุกทีที่เขาทำผิดแล้วอยากให้ฉันช่วยเคลียร์

คุณช่วยจัดการเรื่องเอกสารในซองสีน้ำตาลให้เรียบร้อยเหมือนทุกครั้งทีนะนิด เสียงกระซิบเชิงคำสั่งดังลอดไรฟันของสามี

มือของฉันวางนิ่งอยู่บนแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาที่วางอยู่บนตู้รองเท้าไม้หน้าประตูบ้าน

เอกสารชุดนั้นบรรจุรายการเดินบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของบริษัทที่ระบุยอดเงินโอนออกไปยังบัญชีส่วนตัวของพรรณรายอย่างชัดเจน

ไม่มีรอยลบ ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นในกระดาษแผ่นนั้นที่จะช่วยปกป้องเขาได้อีกต่อไป

แม่ผานิต แม่สามีวัยห้าสิบแปดปี เดินถือจานเค้กวันเกิดออกมาจากห้องครัวพอดีตามเวลา

แม่ผานิตชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงแปลกหน้ายืนอยู่ข้างลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

นังนี่มันใครกัน สมชาย แกกล้าพาผู้หญิงแบบนี้เข้าบ้านมาในวันเกิดพ่อได้ยังไง เสียงตวาดของแม่ผานิตดังลั่นบ้าน

สมชายหันไปมองหน้าแม่ตัวเองสลับกับมองหน้าฉันด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด

ปกติแล้ว ทุกครั้งที่เกิดปัญหาใหญ่โตแบบนี้ ฉันจะเป็นคนเดินเข้าไปกอดแขนแม่สามีแล้วบอกว่ามันคือความเข้าใจผิด

ฉันจะเป็นคนจัดการปลอมแปลงตัวเลขในรายงานบัญชีประจำปีเพื่อช่วยชีวิตการทำงานและหน้าตาของเขา

ฉันจะเป็นคนออกหน้าเคลียร์ปัญหาหนี้สินทั้งหมดที่เขาแอบไปสร้างไว้ลับหลังครอบครัวด้วยเงินเก็บของตัวเอง

แต่ในค่ำคืนนี้ ฉันเพียงแค่ยืนกอดอกนิ่งๆ อยู่มุมห้องรับแขกโดยไม่ขยับเขยื้อน

สายตาของฉันกวาดมองไปที่ซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนตู้รองเท้าอย่างใจเย็น

ไม่มีคำพูดแก้ตัวใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของฉันเหมือนอย่างเคย ทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัดหนักขึ้น

สมชายเริ่มมีเหงื่อกาฬไหลซึมออกมาตามไรผมของเขาเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฉัน

มือขวาของเขาเอื้อมไปจับขอบเสื้อสูทสีดำของตัวเองด้วยความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด

สายตาของพรรณรายเหลือบมองมาที่ฉันด้วยแววตาเยาะเย้ยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีน่าสงสาร

หล่อนคงคิดว่าฉันจะยอมกลืนเลือดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเพื่อรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูลสกุลนี้

หล่อนคงคิดว่าฉันจะช่วยโกหกพ่อกับแม่สามีว่านี่คือนักลงทุนสาวจากต่างจังหวัดที่มาร่วมงาน

แม่ผานิตก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวลูกชายพร้อมกับเงื้อมมือขึ้นหมายจะฟาดลงบนแขนของสมชายด้วยความโกรธ

สมชายรีบถอยหลังหนีการลงโทษแล้วหันมาจ้องหน้าฉันด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ปิดไม่มิด

ทำไมเธอไม่พูดอะไรเลยวะนิด ยืนใบ้กินอยู่ทำไม สมชายตะคอกใส่ฉันเสียงดังลั่นห้องรับแขก

เสียงตะคอกของสามีทำให้คุณพ่อเกษมกำหมัดแน่นด้วยความโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン

แกกล้าขึ้นเสียงใส่เมียต่อหน้าฉันอย่างนั้นเหรอลูกอกตัญญู พ่อเกษมตบโต๊ะอาหารเสียงดังสนั่น

บรรยากาศภายในห้องรับแขกอึดอัดจนแทบจะไม่มีใครกล้าหายใจแรงแม้แต่คนเดียว

โทรศัพท์มือถือในมือของพรรณรายสั่นเตือนขึ้นมาติดต่อกันหลายครั้งในกระเป๋าเสื้อโค้ท

หน้าจอโทรศัพท์ของพรรณรายที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างโซฟาปรากฏชื่อผู้ติดต่อที่ถูกบันทึกไว้ด้วยรหัสลับ

แสงไฟจากหน้าจอนั้นสะท้อนเงาตัวเลขจำนวนเงินสีแดงสดที่เพิ่งเด้งขึ้นมาใหม่บนกระจกหน้าจออย่างชัดเจน

และในวินาทีนั้นเอง สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่หล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของพรรณรายที่วางอยู่บนโซฟา

มันคือเมมโมรี่การ์ดกล้องหน้ารถยนต์ฟอร์จูนเนอร์คันที่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญในคืนฝนตกเมื่อเดือนก่อน

รอยขีดข่วนบนพลาสติกสีดำชิ้นนั้นตรงกับหลักฐานในคดีที่ตำรวจยังปิดไม่ลงตัวพอดี

อ่านต่อตอนที่ 2 ในคอมเมนต์แรก 👇👇

ขณะที่เจ้าหน้าที่ประมูลกำลังเอ่ยปากอย่างสุภาพแต่แฝงความดูแคลนว่าคนนอกอย่างฉันไม่สมควรมานั่งในแถวหน้าของการประมูลโครงการร...
08/04/2026

ขณะที่เจ้าหน้าที่ประมูลกำลังเอ่ยปากอย่างสุภาพแต่แฝงความดูแคลนว่าคนนอกอย่างฉันไม่สมควรมานั่งในแถวหน้าของการประมูลโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่าร้อยล้านแห่งนี้ ฉันกลับวางเอกสารสิทธิ์สำคัญชุดหนึ่งลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเขา พร้อมบอกสั้นๆ ให้เขาอ่านชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมคนสุดท้ายให้ชัดเจนอีกครั้ง

เสียงพูดคุยพึมพำในห้องประชุมสุดหรูของโรงแรมห้าดาวกลางเมืองเชียงใหม่เงียบกริบลงทันที

แก้วกาแฟในมือของกิตติเทพ อดีตสามีผู้ทรงอิทธิพลของฉันสั่นระริกจนน้ำสีเข้มกระฉอกออกมาเลอะข้อมือเสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงของเขา

เขามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก ราวกับเห็นคนจากอดีตที่เขาเคยเหยียบย่ำเดินกลับมาจากเถ้าถ่าน

ฉันชื่อกัญญา ศรีใส ปัจจุบันอายุ 39 ปี อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ที่เคยใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมอยู่กับตำราและการสอนอันเงียบสงบ

เมื่อสิบปีก่อน ทุกคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ต่างรู้ดีว่าฉันคือภรรยาที่กิตติเทพตราหน้าว่า "ไร้ประโยชน์และไม่มีค่าคู่ควรกับบารมีของเขา"

ห้องประมูลในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเงินตรา ความละโมบ และความล่มสลายที่กำลังจะมาเยือนกิตติเทพในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า กลิ่นฝนจากภายนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่โชยเข้ามาจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเหล่านักธุรกิจที่มารวมตัวกันเพื่อรุมทึ้งซากปรักหักพังของอาณาจักรที่กำลังจะล้มละลายของอดีตสามีฉัน

"กัญญา? คุณมาทำอะไรที่นี่" น้ำเสียงของกิตติเทพแหบพร่าและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจในตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ฉันเคยได้ยินมา

เขายังคงพยายามสวมบทบาทชายผู้สูงส่งและทรงอำนาจ แม้ว่าหนี้สินล้นพ้นตัวจากโครงการรีสอร์ตหรูที่เขากำลังจะสูญเสียไปนั้นจะกดทับไหล่ของเขาจนแทบจะยืนไม่ไหว

"ฉันมาดูความสำเร็จของคุณไงคะ กิตติเทพ" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้รอยยิ้ม และไร้ซึ่งความเคียดแค้นใดๆ ที่เขาเคยคาดหวังจะเห็นในแววตาของฉัน

เลขาคนใหม่ของเขาที่ยืนอยู่ข้างๆ พยายามจะก้าวเข้ามาขวางเหมือนอยากจะแสดงผลงาน แต่สายตาเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ประมูลที่จ้องมองเอกสารในมือกลับทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นต้องหยุดชะงักลงราวกับถูกแช่แข็ง

ตราประทับสีแดงบนซองเอกสารสีน้ำตาลในมือเจ้าหน้าที่ทำให้ใบหน้าของกิตติเทพซีดเผือดลงทันตา

"นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกัน กัญญา คนอย่างคุณจะไปมีปัญญาครอบครองเอกสารสิทธิ์สำคัญระดับนี้ได้ยังไง อย่าบอกนะว่าคุณไปรับจ้างใครมาป่วนงานประมูลของผม" กิตติเทพพยายามรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่ซ่อนอยู่ภายในใจ

"ฉันไม่จำเป็นต้องรับจ้างใครเพื่อมาเหยียบผืนดินที่เป็นของครอบครัวฉันหรอกค่ะ" ฉันตอบกลับเสียงเรียบ พลางมองสบตาเขาตรงๆ โดยไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย

สิบปีที่แล้ว ในห้องทำงานอันโอ่อ่าของเขาที่เต็มไปด้วยถ้วยรางวัลและเกียรติยศจอมปลอม กิตติเทพเคยโยนเอกสารการหย่าลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง พร้อมกับข้อตกลงที่บีบบังคับให้ฉันยอมเซ็นสละสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกอย่างที่เคยสร้างร่วมกันมา

"อาจารย์มหาวิทยาลัยเงินเดือนไม่กี่หมื่นอย่างเธอ จะไปเข้าใจอะไรเรื่องการทำธุรกิจระดับร้อยล้าน วันๆ อยู่แต่กับเศษกระดาษและตำราเก่าๆ อย่าทำให้ฉันต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย" คำพูดในวันนั้นยังคงดังก้องในความทรงจำของฉันอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

เขายกข้อกฎหมายเรื่องสินสมรสและการโอนย้ายทรัพย์สินมาอ้างเพื่อฮุบที่ดินมรดกผืนงามของตระกูลฉันที่เชียงใหม่ไปเป็นของตัวเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ฉันในเวลานั้นไม่มีทั้งเงินและอิทธิพลที่จะไปต่อสู้คดีกับทนายความมือหนึ่งที่เขาจ้างมา

ฉันยอมเดินออกจากชีวิตเขาด้วยเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดและกระเป๋าเดินทางใบเก่าเพียงใบเดียว โดยไม่เอ่ยปากขอร้อง อ้อนวอน หรือบีบน้ำตาให้เขาเห็นเลยแม้แต่หยดเดียว

แต่เขากลับไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ความเงียบสงบของฉันในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่ความพินาศย่อยยับของเขาในวันนี้

ยอดเงินโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่เชื่อมกับบัญชีธนาคารกสิกรไทยของฉันเมื่อสามปีก่อนคือชนวนเหตุทั้งหมดที่เขายังไม่มีวันรู้

ตลอดสามปีที่ผ่านมา กิตติเทพเข้าใจมาโดยตลอดว่าเขาได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนโตจากกองทุนต่างชาติลึกลับแห่งหนึ่ง เพื่อยื้อชีวิตโครงการรีสอร์ตหรูแห่งนี้เอาไว้ไม่ให้ถูกธนาคารยึดไปเสียก่อน

เขาใช้จ่ายเงินเหล่านั้นอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของมหาเศรษฐีผู้ประสบความสำเร็จในสังคม โดยหารู้ไม่ว่าทุกตารางนิ้วของผืนดินที่เขาเหยียบอยู่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนมือกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงอย่างเงียบเชียบที่สุด

และในวันนี้ วันที่บริษัทของเขาถูกฟ้องจนต้องนำโครงการนี้ออกประมูลเพื่อล้างหนี้ ตัวเลขหนี้เสียทั้งหมดที่เขาคิดว่าเป็นของสถาบันการเงิน กลับถูกกว้านซื้อไปโดยบุคคลปริศนาผ่านกองทุนโฮลดิ้งที่ไม่มีใครสืบค้นหาตัวตนที่แท้จริงได้จนกระทั่งนาทีนี้

"นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน! เอกสารพวกนี้ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ! กัญญาไม่มีทางมีเงินมากมายมหาศาลขนาดนั้นมาซื้อหนี้ของผมได้!" กิตติเทพตะโกนลั่นห้องประมูลจนทำให้นักลงทุนรายใหญ่อื่นๆ เริ่มหันมาซุบซิบและมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

เจ้าหน้าที่ประมูลขยับแว่นสายตาด้วยความตึงเครียด มือของเขาเริ่มสั่นเทาขณะตรวจสอบเอกสารสิทธิ์โอนกรรมสิทธิ์หนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสบตากับกิตติเทพแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่สั่นสะท้านไปทั้งห้องประชุมว่า

"เอกสารการซื้อหนี้เสียทั้งหมดของโครงการนี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการครับ และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดที่มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจในกรรมสิทธิ์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของโครงการนี้ก็คือ..."

สายตาของทุกคนในห้องประมูลหันมาจับจ้องที่ฉันเพียงคนเดียว กิตติเทพก้าวถอยหลังไปหลายก้าวล้มลงไปนั่งบนเก้าอี้หนังสัตว์อย่างหมดแรง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความกลัวและสับสนอย่างที่สุด ราวกับตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาพยายามปกป้องและทำร้ายคนอื่นเพื่อแย่งชิงมาตลอดชีวิตนั้น ไม่เคยเป็นของเขาเลยตั้งแต่แรก

และตอนนี้ ชะตากรรมของบริษัทและชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาทั้งหมด กำลังขึ้นอยู่กับปลายปากกาในมือของอดีตภรรยาที่เขาเคยตราหน้าว่าไร้ค่าคนนี้เพียงผู้เดียว

อ่านต่อตอนที่ 2 ในคอมเมนต์แรก 👇👇

Address

2873 Edgewood Avenue
Fresno, CA

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Naina posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share