Backyard Trang Cinematic

Backyard Trang Cinematic ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Backyard Trang Cinematic, 99/15 Huai Yot Soi 3 , Mueang Trang District, Trang.

❤️
18/04/2026

❤️

ยินดีกับทุกพื้นที่ …
17/04/2026

ยินดีกับทุกพื้นที่ …

ประกาศรายชื่อโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนพื้นที่จัดฉายภาพยนตร์อิสระในโครงการส่งเสริมสนับสนุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์: กิจกรรมสนับสนุนพื้นที่จัดฉายภาพยนตร์อิสระในประเทศไทย ปีงบประมาณ 2569 มีรายชื่อ ดังนี้
📽 ไกลบ้าน x UNTOLD STORY: Micro Cinema & Performance Experience : ศุภาวรรณ เตยะราชกุล
📽 HOPE CINEMA : ณัฐพนธ์ ปานอุดมลักษณ์
📽 แฮนส์แอนด์เฟรมคลับ : ณัฐชยาพร แสงคำ
📽 งานฉายภาพยนตร์จุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15 : ศาสวัต บุญศรี
📽 แอทลาส อิน โมชั่น : เพ็ญจันทร์ ลาซูส
📽 STACK Video Circuits : ปฐมพงศ์ มานะกิจสมบูรณ์
📽 Scotopia Film Week : ศุภร เนียมกำเนิด
📽 ดิโอเดียนโรงภาพยนตร์ตัวน้อย : พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง
📽 เบิ่งอีสานผ่านหนังและสารคดี : ธีรยุทธ์ วีระคำ
📽 ลุงฟิล์มเฟสติวัลครั้งที่ 1 (The 1st Lung Film Festival) : วิชาติ สมแก้ว
📽 SiamANIMA Micro-Screenings 2026 : เกวลี วรุตม์โกเมน
📽 ลองฉาย : สมฤดี ชนะสุข
📽 Frame to Floor เทศกาลวิกหนังและละคร ลพบุรี ครั้งที่ 1 : กษิดิ์เดช มาลีหอม
📽 Independent Micro Cinema & Masterclass: Hua Hin : นายธาตรี ชีถนอม
📽 Micro Cinema Collective Sukhothai : ปริวัฒน์ วิเชียรโชติ
📽 Micro Cinema เราว่าหนังเรื่องนี้ควรมีฉายที่อยุธยา : พิสิทธิศักดิ์ คำวรรณ
📽 หนังหลากหลายในห้องสมุดเล็กๆบ้านๆน่านๆ : ชโลมใจ ชยพันธนาการ และณัฐปคัลภ์ เข็มขาว
📽 Everywhere Cinema: Outdoor cinema & Public Program : กีรติ วุฒิสกุลชัย
📽 ฉายทุกพุธ ที่พุธฉาย : พุทธชาติ หงสกุล
📽 ชั่วโมงต้องมนต์กับโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ : ธวัชชัย ดวงนภา
📽 หนังรัก... ก็รักแหละ : พีรยา เทียมปัญญา
📽 Prannoi Film Lab พรานน้อย โรงหนังนอกห้องเรียน : พบจันทร์ ลีลาศาสตร์สุนทร
หอภาพยนตร์ขอขอบคุณกว่า 80 โครงการที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับทุนโครงการส่งเสริมสนับสนุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์: กิจกรรมสนับสนุนพื้นที่จัดฉายภาพยนตร์อิสระในประเทศไทย ปีงบประมาณ 2569 ทางหอภาพยนตร์จะดำเนินการติดต่อกลับไปยังอีเมลที่ท่านได้ให้ไว้เพื่อแจ้งรายละเอียดและขั้นตอนการรับทุนจากทางหอภาพยนตร์ต่อไป รายละเอียดเพิ่มเติม https://fapot.or.th/main/news/1115

❤️
13/04/2026

❤️

จบเสียทีกับยุคตกต่ำ... จากบริษัทที่เคยล้มละลายและแบกหนี้จนเกือบไม่รอด วันนี้ Kodak กลับมาทำกำไรพุ่ง 31% CEO คนนี้มี Mindset แบบไหน ถึงกล้าเข้ามาล้างไพ่บริษัทอายุ 130 ปี?

ถ้าพูดถึงชื่อ "Kodak" หลายคนน่าจะนึกถึงอดีตยักษ์ใหญ่วงการถ่ายภาพ ที่โดนคลื่นสึนามิแห่งโลกดิจิทัลซัดจนจมน้ำ และต้องประกาศล้มละลายไปเมื่อปี 2012

แม้จะพยายามฟื้นฟูกิจการกลับมาได้ในปี 2013 แต่ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด หุ้นเคยตกไปถึงจุดต่ำสุดที่ 1.55 ดอลลาร์ในช่วงโควิด เรียกว่าสภาพร่อแร่เต็มที

จนกระทั่งในปี 2019 จิม คอนติเนนซา (Jim Continenza) ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านการพลิกฟื้นธุรกิจ" ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร

เรื่องน่าทึ่งคือ ในวันแรกที่เขาเข้ามาทำงาน Kodak กำลังอยู่ในขั้นตอนการ "ปิดโรงงาน" ผลิตอะซิเตท ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำฟิล์ม

แต่เชื่อไหมครับ ว่ามีโทรศัพท์สายตรงจาก "คริสโตเฟอร์ โนแลน" (Christopher Nolan) ยอดผู้กำกับระดับโลกแห่ง Oppenheimer และ Inception โทรมาหาเขา แล้วบอกว่า...

"อย่าปิดโรงงานนี้นะ ได้โปรดทบทวนดูอีกครั้ง"

และคอนติเนนซาก็รับฟังครับ! เขาเริ่มกลับมาศึกษาเรื่องฟิล์ม 35 มม. อีกครั้ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรื้อโครงสร้างทั้งหมด

สถานการณ์ของ Kodak สาหัสมากนะครับ ย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว บริษัทมีหนี้สินเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ แต่มีเงินสดในมือแค่ 155 ล้านดอลลาร์ จนถึงขั้นต้องออกรายงานเตือนเรื่อง "Going Concern" หรือความเสี่ยงที่จะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ทำเอานักลงทุนตกใจ เทขายหุ้นจนร่วงกราวรูด

แต่ก็นั่นแหละครับ... ในวิกฤต คอนติเนนซากลับมองว่ามันเป็นแค่ "ปัญหาเรื่องกรอบเวลาของบัญชีหนี้สิน" เขาไม่เคยเทขายหุ้น Kodak เลยแม้แต่หุ้นเดียว แถมยังซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ!

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอะไรรู้ไหมครับ? มันคือการมี Mindset ของผู้นำที่กล้าเจ็บเพื่อจบ

คอนติเนนซาไม่ได้แก้ปัญหาแบบฉาบฉวย แต่เขาใช้วิธีล้างไพ่ใหม่:

เขาเปลี่ยนทีมผู้บริหารไปถึง 90%

เขาไล่เคลียร์หนี้สินไปแล้วกว่า 400 ล้านดอลลาร์

เขาปรับ Priority ของบริษัท กลับมาโฟกัสที่การพิมพ์, วัสดุขั้นสูง, เคมีภัณฑ์ และที่สำคัญคือ "ฟิล์ม"

คอนติเนนซามองขาดว่า ในยุคที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลจนล้นตลาด เด็กรุ่นใหม่ (Gen Z) กลับโหยหาความ "Analog" และความออร์แกนิก ภาพถ่ายและวิดีโอที่ถ่ายด้วยฟิล์ม มันมีเสน่ห์ มีเกรน ที่พุ่งตรงเข้าถึงจิตวิญญาณได้มากกว่าดิจิทัลที่คมกริบ

แทนที่จะไปสู้ในสมรภูมิดิจิทัลที่ตัวเองเคยพ่ายแพ้ Kodak กลับมาเล่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นตำนาน และทำให้มันกลับมาทำเงินได้อีกครั้ง (แอบกระซิบว่า หนังเจ้าของรางวัลออสการ์ปี 2026 อย่าง "One Battle After Another" และ "Sinners" รวมถึงหนังฟอร์มยักษ์ของโนแลน ก็ล้วนถ่ายทำด้วยฟิล์ม Kodak ทั้งสิ้นครับ!)

และผลลัพธ์ของการจัดระเบียบตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไตรมาสล่าสุด (Q4) Kodak กลับมามีกำไรขั้นต้น 67 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 31% จากปีก่อน แถมลดภาระดอกเบี้ยจ่ายไปได้ถึง 40 ล้านดอลลาร์ต่อปี ดันให้ราคาหุ้นของ Kodak พุ่งทะยานขึ้นเกือบ 100% ในช่วงปีที่ผ่านมา!

ถามจริง... ใครจะไปคิดว่าบริษัทอายุร้อยกว่าปี จะกลับมามีชีวิตชีวาได้ขนาดนี้

บทสรุปของเรื่องนี้ คือการรู้จัด Priority ครับ คอนติเนนซาบอกว่า เขามอง Kodak ในตอนนี้เหมือน "สตาร์ทอัพ" ที่เคลียร์หนี้จบแล้ว แบรนด์เป็นที่รักของคนทั่วโลก และจากนี้ไปมีแค่ Kodak เท่านั้นแหละที่จะทำตัวเองพัง

"เราไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทระดับ 5 พันล้าน หรือ 8 หมื่นล้านดอลลาร์... เราเป็นบริษัทระดับพันล้านที่มีแบรนด์อันเป็นที่รักของคนทั่วโลก แค่นั้นก็พอแล้ว"

บางครั้ง การยอมรับความจริงว่าเราตัวเล็กลง แต่มีรากฐานที่แข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น มันก็ดีกว่าการฝืนเป็นยักษ์ใหญ่ที่กลวงโบ๋และรอวันล้มลงมาอีกครั้งนะครับ

ใครที่เป็นแฟนคลับกล้องฟิล์ม หรือเคยมีความทรงจำดีๆ กับซองสีเหลืองของ Kodak คงยิ้มออกแล้วล่ะครับ เพราะตำนานบทนี้ ยังคงมีลมหายใจ และพร้อมจะเดินหน้าต่อไปอีกนาน!

#บทเรียนธุรกิจ #การลงทุน #เทรนด์โลก

Backyard ไม่ค่อยอาร์ทเท่าไหร่หนึ่งในความใฝ่ฝันของเราก็คือการจัดเทศกาลหนัง “โจวซิงฉือ”เพียงแค่คิดก็สนุกแล้วใช่มั้ยล่ะแค่ค...
12/04/2026

Backyard ไม่ค่อยอาร์ทเท่าไหร่
หนึ่งในความใฝ่ฝันของเราก็คือ
การจัดเทศกาลหนัง “โจวซิงฉือ”
เพียงแค่คิดก็สนุกแล้วใช่มั้ยล่ะ
แค่คิดนะ เรื่องจริงคงจะไม่ง่าย

😄❤️🎬🍃✨

❤️
09/04/2026

❤️

หลังจากที่ NASA ปล่อยภาพในมุมมองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนจากภารกิจ Artemis II ออกมาเป็นจำนวนมาก ล่าสุด NASA ได้เปิดให้ดาวน์โหลดภาพเหล่านั้นสำหรับตั้งเป็นหน้าจอโทรศัพท์ ซึ่งมีให้เลือกสรรกันถึง 14 ภาพ

ดาวน์โหลดได้ที่นี่
https://www.nasa.gov/artemis-ii-mobile-wallpapers/

ใครตั้งแล้วมาโชว์หน้าจอกันได้ที่คอมเมนต์นะครับ 👇

💙
08/04/2026

💙

❤️
08/04/2026

❤️

“หนึ่งในการตีความหนังไล่เชือดของยุค 80 แบบเจ็บปวดแต่งดงาม ”
Hellraiser / บิดเปิดผี
ฉายไทยต้อนรับสัปดาห์ก่อนสงกรานต์ : 8 เมษายน พ.ศ. 2532
📌สตีเฟน คิง อวยว่า "ผมได้เห็นอนาคตของหนังสยองขวัญ และชื่อของเขาคือ ไคลฟ์ บาร์เกอร์**"
(**ผู้สร้าง,ผู้เขียน Hellraiser ) แต่นักวิจารณ์ชื่อดัง โรเจอร์ อีเบิร์ต เขียนในบทวิจารณ์ว่า "เรากำลังพูดถึงหนังเรื่องเดียวกันอยู่หรือเปล่า?"
สำหรับคิง เขามองว่านี่คือทิศทางใหม่ที่หลุดพ้นจากกรอบหนังเชือดแบบเดิมๆ ในยุค 80s อย่างสิ้นเชิง /แต่ในมุมของอีเบิร์ต เขากลับมองว่าหนังเรื่องนี้ไร้สาระ น่ารังเกียจ และไม่มีความลึกซึ้งในเชิงภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย
จนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงมีคนตั้งกระทู้ถามบนเว็บบอร์ดเป็นระยะ เช่นในReddit ว่า Hellraiser มันดีขนาดนั้นจริงเหรอ?
📌โดนส่วนตัวผมคิดว่า Hellraiser (ภาค1) มันดีนะ
ในแง่ที่เราต้องเปรียบมันกับกลุ่มหนังไล่เชือดสกุลเดียวกันในเวลานั้น
Hellraiserพยายามพาคนดูไปพบมุมมองใหม่ๆที่ต่างไปจากหนังไล่เชือดร่วมยุค
อีกจุดคือ ฟีลของหนัง มันมีอารมณ์อิมเมจในแบบหนังอีโรติกเกรดB แต่กลับอุดมไปด้วยความสยองขวัญที่รุนแรงและเลือดสาดอย่างบ้าคลั่ง

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การกล้าหยิบประเด็นเรื่องรสนิยมทางเพศแบบกามวิตถาร (B**M) มาผูกโยงเข้ากับความสยองขวัญ โดยผู้กำกับ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ ได้ดัดแปลงเรื่องนี้มาจากนวนิยายของตัวเองที่ชื่อ The Hellbound Heart บริบทยุคสมัยในปี 1987 นั้น วงการหนังสยองขวัญกำลังตกอยู่ในสภาวะอิ่มตัวและซ้ำซากกับสูตรสำเร็จของหนังแนวฆาตกรสวมหน้ากากไล่เชือดกลุ่มวัยรุ่น
การถือกำเนิดขึ้นของตัวละครไอคอนิกอย่าง "พินเฮด" (Pinhead) หัวหน้ากลุ่มปีศาจซีโนไบต์ จึงเป็นการเปิดมิติใหม่ที่แหวกแนวและทรงพลัง แนวคิดหลักของหนังมุ่งเน้นไปที่เส้นแบ่งอันบางเฉียบระหว่าง "ความสุขสมสุดยอด" กับ "ความเจ็บปวดทรมาน"
หนังพยายามนำเสนอว่ามนุษย์ที่มีตัณหาราคะและความโลภอย่างไม่สิ้นสุดนั่นแหละ คือผู้ที่เปิดประตูนรกเรียกปีศาจมาหาตัวเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความรักที่วิปริตและการทรยศหักหลังกันอย่างเลือดเย็นภายในสถาบันครอบครัว (จุดนี้นึกถึงบางกระทู้ในเว็บบอร์ดที่มองว่ามันมีฟีลผสมเรื่องรักน้ำเน่า 55 )
ตัวหนังพยายามตีความกลุ่มปีศาจ ว่าไม่ได้มาเพื่อทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างไร้เหตุผล แต่มาทำหน้าที่เป็น "นักสำรวจ" โลกแห่งความรู้สึกตามคำเชื้อเชิญเท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว หนังได้สะท้อนให้เห็นว่าตัณหาของมนุษย์นั้นน่ากลัวและเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าหน้าตาของปีศาจจากนรกเสียอีก (อะไรประมาณนั้น)
ภาพลักษณ์หนังที่แปลกตาและบรรยากาศที่มืดหม่น มันได้ก้าวข้ามผ่านแนวทาง Slasher ดั้งเดิมเข้าสู่แนว Body Horror และปรัชญาเหนือธรรมชาติ อิทธิพลต่อหนังยุคหลังคือการเป็นต้นแบบชั้นดีให้กับหนังแนวทรมานสังขาร ในยุคต่อมา เช่น แฟรนไชส์สุดระทึกอย่าง Saw และ Hostel รวมทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับการออกแบบงานศิลปะและแฟชั่นแนวโกธิค และพังก์ ในเวลาต่อมา
จุดที่ต้องยอมรับ งานชิ้นนี้ส่งผลให้ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ กลายมาเป็นหนึ่งในนักเขียนที่น่าสนใจวงการวรรณกรรมและภาพยนตร์สยองยุคนั้น
สำหรับในตัว เรื่องย่อเริ่มขึ้นเมื่อ แฟรงค์ คอตตอน ชายผู้มักมากในกามารมณ์ได้ครอบครองกล่องปริศนา "ลาม็องต์" ทันทีที่เขาไขกล่องได้ แฟรงค์ก็ถูกโซ่ตรวนจากนรกฉุดกระชากร่างจนแหลกเป็นชิ้นๆ เพื่อไปรับการทรมานจากพวกซีโนไบต์
ต่อมา แลร์รี (พี่ชายของแฟรงค์) และ จูเลีย (ภรรยาของแลร์รี ซึ่งเคยเป็นชู้กับแฟรงค์) ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนั้น
อุบัติเหตุที่ทำให้เลือดของแลร์รีหยดลงพื้น ได้ไปชุบชีวิตให้แฟรงค์ฟื้นคืนชีพกลับมาในสภาพโครงกระดูกและเนื้อเยื่อที่ยังไม่สมบูรณ์
จูเลียที่ยังคงลุ่มหลงในตัวแฟรงค์ จึงยอมทำหน้าที่ล่อลวงผู้ชายมาที่บ้านเพื่อฆ่าและเอาเลือดมารวมร่างให้แฟรงค์กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง โดยมี เคิร์สตี (ลูกสาวของแลร์รี) ที่บังเอิญไปครอบครองกล่องปริศนา และต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากทั้งคนและปีศาจ
ความน่าสนใจของฉากเริ่มตั้งแต่ฉากคลาสสิกที่การไขกล่องปริศนาแล้วมีโซ่ติดตะขอพุ่งออกมาเกี่ยวและฉีกกระชากเนื้อหนังของแฟรงค์
ฉากการฟื้นคืนชีพของแฟรงค์จากใต้พื้นไม้ ที่ใช้เทคนิคภาพย้อนกลับ และเอฟเฟกต์เมือกเลือดที่ดูสมจริงและน่าขยะแขยง รวมถึงรูปลักษณ์ของพวกซีโนไบต์ โดยเฉพาะพินเฮด ที่ดูน่าจดจำในงานออกแบบตัวละคร
จุดที่นักวิจารณ์ชื่นชอบคือจินตนาการอันล้ำลึกและมืดหม่นของ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ ที่สร้างจักรวาลสยองขวัญแบบใหม่ขึ้นมาได้ รวมถึงการชื่นชมดนตรีประกอบแนวออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่และหลอนหูของ คริสโตเฟอร์ ยัง
ส่วนในคนไม่ชอบคือ มองว่าพล็อตบางจุดไม่มีความสมเหตุสมผล และความรุนแรงที่ดูจงใจยัดเยียดมากเกินไป การใช้แสงสีและมุมกล้องที่ดูคล้ายหนังเกรดบีราคาถูกในหลายๆ ฉาก (แต่มุมนี้ผมชอบนะ มองว่ามันเล่นกับโทนของหนังเกรดบีได้ดี)
วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว Hellraiser ลงโรงฉายบ้านเรา ในชื่อไทยที่ตั้งยุคนั้นติดหูมาก “บิดเปิดผี”
อิมเมจของพินเฮดก็น่าจดจำ ซึ่งเดาทางไม่ออกเลยว่าหนังจะเล่นพล็อทแบบไหน พอดูจริงก็มีฟีลเฉพาะไม่เหมือนเรื่องอื่นๆ
นี่คือหนึ่งในหนังสยองขวัญที่น่าจดจำอีกเรื่องของยุค 80s ครับ

❤️
07/04/2026

❤️

หนึ่งในประโยคที่ปวดร้าวที่สุดของ Gattaca (1997) เพราะมันถูกใช้ในบริบทที่เศร้ามากๆ (ใครดูแล้วจะเข้าใจ) หนังผูกเรื่องความสำเร็จ และความล้มเหลวเข้ากับเรื่องความสมบูรณ์แบบได้ทรงพลัง คอนเซ็ปต์ยีนส์เด่น ยีนส์ด้อยที่มากำหนดความไร้ที่ติของมนุษย์มันช่างน่ากลัว เพราะมันไม่เหลือพื้นที่ให้กับความบกพร่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ / ตัวละคร เจอโรม ของ จู๊ด ลอว์ เขียนมาดีมากๆ (และเขาก็เล่นดีด้วย) มันน่าเศร้าที่ชีวิตเราไม่มีพื้นที่ให้กับความพ่ายแพ้ ทำให้การเป็นมนุษย์โดยแท้จริงกลับเป็นอื่นจากสังคมไป เศร้ามากๆ เลย
___________

: If at first you don't succeed... try, try again.

- Gattaca (1997)

แม้โรงหนังจะปิดปรับปรุงแต่คาเฟ่เราก็ยังขายอยู่นะย้ายมาในร้านพันธุ์หมาบ้ามากินกาแฟอ่านหนังสือกันถึงแอร์จะเก่าไม่เย็นเท่าไ...
05/04/2026

แม้โรงหนังจะปิดปรับปรุง
แต่คาเฟ่เราก็ยังขายอยู่นะ
ย้ายมาในร้านพันธุ์หมาบ้า
มากินกาแฟอ่านหนังสือกัน
ถึงแอร์จะเก่าไม่เย็นเท่าไหร่
ก็ยังดีกว่าข้างนอกละนะ

😘❤️🍃✨

❤️
04/04/2026

❤️

ประกวดหนังสั้น “เสริมสร้างพลังชุมชน”ใครที่มีของ อยากให้ลองส่งหนังไปดูนะ
28/03/2026

ประกวดหนังสั้น “เสริมสร้างพลังชุมชน”
ใครที่มีของ อยากให้ลองส่งหนังไปดูนะ

ชวนทำความเข้าใจธีมประจำปี “เสริมสร้างพลังชุมชน” (Community Empowerment)
____________________

ในปีนี้ Inspiring Asia Micro Film Festival 2026 – Inspiring Thailand เปิดรับผลงาน “หนังสั้น + โครงการเพื่อสังคม” ในธีม “เสริมสร้างพลังชุมชน” (Community Empowerment) ผ่านแนวคิด “หยั่งราก - ยืนหยัด - ผลิบาน” ไปจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมลุ้นเงินรางวัลรอบแรกที่ไทยสูงสุด 200,000 บาท และรอบชิงชนะเลิศที่ฟิลิปปินส์สูงสุดกว่า 3 ล้านบาท

โดยผลงานที่เทศกาลมองหา คือ หนังสั้นและโครงการเพื่อสังคมที่ถ่ายทอดและ/หรือสนับสนุน “ชุมชนที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ให้สังคม” – ซึ่งนิยามของคำว่า “ชุมชน” (Community) ในที่นี้ ไม่ได้จำกัดแค่การรวมกลุ่มเป็นชุมชนในทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “กลุ่มคน” ที่มารวมตัวกันผ่านวัฒนธรรม อัตลักษณ์ หรือเป้าหมายบางอย่าง และต้องการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น, กลุ่มศิลปินที่มุ่งสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ, กลุ่มนักกิจกรรมที่พยายามเรียกร้องเรื่องสิทธิทางสังคม, ฯลฯ

ที่สำคัญ ผลงานที่ส่งเข้าแข่งขันใน 3 สาขารางวัลหลัก –ได้แก่ โครงการเพื่อสังคมยอดเยี่ยม (Best Project Award), หนังสั้นยอดเยี่ยม (Best Micro Film Award) และหนังสั้นเอไอยอดเยี่ยม (Best AI Film Award)– ต้องสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดทั้ง 3 ด้าน ในระหว่างการพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงของชุมชนนั้น ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพลังให้กลุ่มของตน จนทำให้คนในสังคมสามารถตระหนักรู้ถึงศักยภาพของพวกเขาได้ ดังนี้:

1) หยั่งราก – เสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ให้เกิดแก่สมาชิกในชุมชน เพื่อให้ทุกคนหยั่งรากยึดโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะการมองเห็นและมุ่งมั่นในสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

2) ยืนหยัด – เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปรับตัว (Resilience) ผ่านการใช้เอกลักษณ์ จุดแข็ง และทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่ เพื่อให้สามารถยืนหยัดท้าทายกับอุปสรรคระหว่างเส้นทางได้อย่างไม่ย่อท้อ

3) ผลิบาน – เสริมสร้างความเป็นไปได้ในการเติบโตก้าวหน้า (Thriving) จากการค้นหาและค้นพบนวัตกรรมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ร่วมกัน เพื่อนำพาสังคมให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ชีวิตของทุกคนสามารถผลิบานได้อย่างเปี่ยมศักดิ์ศรีและความหวัง
____________________

ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้เข้าแข่งขันต้องการถ่ายทอดเรื่องราวความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคมของ “กลุ่มศิลปินผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ” นั้น ท่านต้องสะท้อนผ่าน “หนังสั้น” ให้ผู้ชมได้เข้าใจว่า ชุมชน/กลุ่มคนดังกล่าวสามารถ “หยั่งราก” หรือเสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ให้แก่กันภายในกลุ่มได้อย่างไร โดยอาจเล่าถึงที่มาที่ไปว่า เหตุใดสมาชิกในกลุ่มจึงมีเป้าหมายตรงกันว่า การสร้างงานศิลปะเพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้ถึง “ความหลากหลายทางเพศ” อย่างถูกต้องและเข้าถึงง่าย จะสามารถนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจ และการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมได้

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเผยให้เห็นว่า ศิลปินกลุ่มนี้ยังสามารถ “ยืนหยัด” หรือเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปรับตัว (Resilience) ให้แก่กลุ่มของตนได้ เมื่อต้องพบเจออุปสรรคระหว่างการดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการรู้จักเลือกใช้บุคลากรและเครื่องมือทางศิลปะให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัย เช่น การใช้กิจกรรมวาดภาพเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจได้ง่าย, การใช้งานภาพเคลื่อนไหวมาเล่าเรื่องให้โดนใจวัยรุ่นวัยทำงาน หรือการใช้โปรแกรมศิลปะบำบัดกับผู้สูงวัยที่ต้องอาศัยเวลาในการทลายอคติ

ไปจนถึงการยืนยันว่า ศิลปินกลุ่มดังกล่าวจะสามารถ “ผลิบาน” หรือเสริมสร้างความเป็นไปได้ในการเติบโตก้าวหน้า (Thriving) จากการดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ในอนาคต เนื่องจากพวกเขากล้าที่จะเลือกใช้วิธีการใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม อาทิ การออกแบบผลงานศิลปะที่ตอบโจทย์ได้หลากหลายกว่าเดิม จนสามารถเข้าถึงใจผู้คนในช่วงวัยต่าง ๆ ได้อย่างเห็นผล และทำให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นอยากส่งต่อความเข้าใจในเรื่องเพศสภาวะไปยังคนรอบข้างอีกทอดหนึ่ง

ขณะที่ในส่วนของ “องค์กร” ที่ต้องการเข้าแข่งขันสาขา “โครงการเพื่อสังคมยอดเยี่ยม” (Best Project Award) นั้น นอกจากท่านจะต้องส่งหนังสั้นตามธีมในข้างต้นแล้ว ก็ยังต้องส่งเอกสารอธิบาย “โครงการเพื่อสังคม” ตามแนวทางขององค์กรท่านเอง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนชุมชน/กลุ่มคนดังกล่าวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ให้สังคม เพื่อเสริมสร้าง “พลัง” ในการดำเนินกิจกรรมของพวกเขาต่อไปอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี หากยังมีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับธีมประจำปีนี้ ท่านสามารถสอบถามมาได้ทางหลังไมค์ของเพจ Inspiring Thailand และโปรดติดตามรายละเอียดอื่น ๆ ในการประกวดปีนี้ของเรากันต่อไป!
____________________

Inspiring Thailand 2026 ร่วมจัดโดย Documentary Club และ ECCA Family Foundation ภายใต้การสนับสนุนจากพันธมิตรหลักอย่าง Blue Hill Impact, Enlight Foundation, FengHe, Junson Foundation, Li Foundation, Rockefeller Brothers Fund, พันธมิตรด้านแพลตฟอร์มอย่าง Asia Community Foundation, Asia Philanthropy Circle และพันธมิตรด้านนวัตกรรมเอไออย่าง MiniMax, Hailuo AI


ที่อยู่

99/15 Huai Yot Soi 3 , Mueang Trang District
Trang
92000

เบอร์โทรศัพท์

+66817382290

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Backyard Trang Cinematicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์