วัตถุมงคล__ตลิ่งชัน

วัตถุมงคล__ตลิ่งชัน เพจรวบรวมข้อมูล
วัตถุมงคลตลิ่งชัน

09/09/2026

เสือสาริกาจิ๋ว
รุ่นเจริญลาภ 62
หลวงพ่อสมชาย ฉนฺทสโร
วัดปริวาสราชสงคราม กรุงเทพฯ 2558
คือวัตถุมงคลเครื่องรางรูปเสือยอดนิยม สร้างโดย พระราชพัฒนากร (หลวงพ่อสมชาย ฉนฺทสโร) เจ้าอาวาสวัดปริวาสราชสงคราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศิษย์เอกและผู้สืบทอดสายวิชาการสร้างเสือมาจากหลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาส

• ลักษณะพิมพ์: มีการสร้างแบบเสือสาริกาตัวจิ๋ว (พิมพ์จิ๋วแต่แจ๋ว) พิมพ์ทรงสวยงามน่ารัก มีเอกลักษณ์
• เนื้อโลหะ: จัดสร้างหลายเนื้อ เช่น เนื้อเงิน, เนื้อชิน, เนื้อสัมฤทธิ์, เนื้อใบพัดเรือ, เนื้อสตางค์ และเนื้อทองแดง
• พุทธคุณ: เด่นด้านเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี คุ้มครองป้องกันภัย และเสริมอำนาจวาสนาบารมีตามตำรับเสือวัดปริวาสแท้ๆ

ศิษย์สืบทายาทสายพยัคฆ์แถวหน้าเกจิยุคกลาง อย่างหลวงพ่อวงษ์ พระผู้เป็นทั้งนักพัฒนาและแตกฉานสรรพวิชาของเหล่าคณาจารย์ หลวงพ่อสมชาย แห่งวัดปริวาสราชสงคราม

พระราชพัฒนากร (หลวงพ่อสมชาย ฉันทสโร)
เจ้าอาวาส วัดปริวาสราชสงคราม กรุงเทพมหานคร เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังและเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่สืบทอดวิชาสร้าง "เสือเผ่น" และเครื่องรางของขลังสายเสือมาจากหลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาสฯ

หลวงพ่อสมชาย ฉันทสโร ผู้เป็นศิษย์ก้นกุฏิของ หลวงพ่อวงษ์ แห่ง วัดปริวาสฯ ท่านมีนามเดิมว่า “สมชาย แซ่ ห่าน” เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2496 ที่บ้านแขวงคลอง ต้นไทร เขตคลองสาน กทม. อายุ 17 ปีได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปริวาสฯ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. พศ. 2513 โดยมีพระครูขันตยาภิราม (วงษ์) อดีต เจ้าอาวาสวัดปริวาส เป็นพระ อุปัชฌาย์ ต่อมาเมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทเป็นพระ วันที่ 25 พ.ค. พศ.2517 ที่วัดปริวาสฯ โดยมี พระครูขันตยาภิราม (วงษ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูใบฎีกา เจียม สุขิโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระจรินทร์ ชาตวังโส เป็น พระอนุสาวนาจารย์ มีฉายา ว่า “ฉันทสโร”

หลวงพ่อสมชาย ตั้งแต่เป็นสามเณร ได้ปรนนิบัติ รับใช้หลวงพ่อวงษ์มาโดยตลอด จนได้รับการถ่ายทอดศาสตร์แขนงต่างๆทั้งพุทธาคมและวิทยาคม จากหลวงพ่อวงษ์ อาทิ การทำปรอท การเล่นแร่ แปรธาตุ รักษาโรคแบบแพทย์แผนไทย การสูญฝี การสร้างและปลุกเสกเสือ การเจิมและการ ลงยันต์ต่างๆ วิปัสนากรรมฐาน และด้วยความเป็นผู้ใฝ่รู้ หลวงพ่อสมชายท่านยังได้ไปศึกษาวิชาต่างๆจากหลากหลายคณาจารย์ อาทิ หลวงพ่อเก็บ วัดสวนลำไย จ.ชัยนาท ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่ศุข วัดปาก คลองมะขามเฒ่า เรียนการเขียนผงมหาราชกับ หลวงพ่อ อ่อน วัดแค นครชัยศรี หลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม จ.สมุทรสาคร เรียนพิธีตัดกรรม และการลงยันต์ต่างๆกับ อาจารย์ เทพย์ สาริกบุตร เรียนการลงยันต์นวหรคุณ และการเสกใบมะนาวรักษาโรคมะเร็ง กับ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม ฯลฯ

จึงนับได้ว่าท่านเป็นผู้ที่แตกฉานและสืบทอดศาสตร์ต่างๆจาก เกจิคณาจารย์ มากที่สุดองค์นึงในยุคนี้ หลวงพ่อวงษ์เองท่านก็คงจะเห็นว่าศิษย์ก้นกุฏิของท่านคนนี้มีจิตที่เข้มแข็งมีพลังในครั้งที่ปลุกเสกเสือรุ่น5และรุ่น6ของหลวงพ่อวงษ์ ท่านจึงให้หลวงพ่อสมชายซึ่งยังเป็นสามเณรอยู่ ณ ขณะนั้น มาร่วมปลุกเสกด้วย นับเป็นการันตีถึงถึงความเข้มขลังในพลังจิตของหลวงพ่อสมชาย ซึ่งหลังจากที่หลวงพ่อวงษ์ท่านถึงมรณะกาลไปแล้ว หลวงพ่อสมชายก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสองค์ถัดมาตามที่เคยทำนายไว้จนถึงปัจจุบัน ( ปี พ.ศ.2566 )

ในส่วนวัตถุมงคลของท่านนั้น เริ่มสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ปี พศ.2526 เป็นต้นมา โดยรูปแบบของวัตถุมงคลรูปเสือ หรือ“พยัคฆราช”ของท่านมี เอกลักษณ์เฉพาะตัว มีทั้งเนื้อโลหะ เนื้อผง เนื้องา เนื้อไม้มงคล รวมทั้งใช้เขี้ยวสัตว์ โดยจะไม่สร้างทับรอยครูเลียนแบบของพระอาจารย์ แต่จะลง อักขระหัวใจพยัคฆราช ที่เปี่ยมไปด้วย อำนาจ บารมี ความเกรงขาม ความเมตตา และแคล้วคลาด ปลอดภัย คุ้มดวง หนุนดวง เรียกว่า ครบเครื่องแขวนเดี่ยวเที่ยวทั่วไทยและทั่วโลกได้สบายใจ หลวงพ่อสมชายท่านสร้างวัตถุมงคลรูปเสือไว้หลากรุ่นแต่ที่ทำให้ท่านเริ่มเป็นที่รู้จักก็คือ เสือถุงแตก สร้างปี พศ. 2538 อันเป็นเสือรุ่นแรกของท่านที่เมื่อท่านปลุกเสกเสร็จแล้วถุงที่ใส่เสือรุ่นนี้อยู่แตกทุกถุงจึงได้ฉายานี้มา นอกจากวัตถุมงคลรูปเสือแล้วท่านยังสร้างวัตถุมงคลในรูปแบบอื่นๆอีกเช่นเหรียญ พระผง วัตถุมงคลรูปหนุมานและอื่นๆอีกหลากรุ่นให้เราๆท่านๆได้เลือกใช้ ราคามีตั้งแต่หลักหมื่น หลักพัน ยันหลักร้อย เป็นของดีที่ควรเก็บโดยเฉพาะเสือรุ่นต่างๆวันหน้าราคามีขยับแน่ๆ

เหรียญรูปเหมือน เสือรุ่นต่างๆ และเครื่องรางรูปเสือ
มีชื่อเสียงด้านคงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ศิษยานุศิษย์และนักสะสมพระเครื่อง

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

08/09/2026

เหรียญรุ่นแรก
หลวงพ่อแก้ว จิตรติ
วัดลุ่มโพธิ์ทอง เพชรบุรี
ที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมา ปี ๒๕๒๒
ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง
เด่นด้านเมตตามหานิยม คุ้มครองป้องกันภัย และโชคลาภค้าขาย (ประสบการณ์ดีในพื้นที่)

พระครูโพธิวัชรคุณ (หลวงพ่อแก้ว จิตรติ) อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกของ วัดลุ่มโพธิ์ทอง ตำบลหนองขนาน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระเถราจารย์ผู้พัฒนาและสร้างความเจริญให้แก่วัดในยุคเริ่มแรก

ประวัติโดยสังเขป
วาระการดำรงตำแหน่ง: ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดลุ่มโพธิ์ทอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ถึง พ.ศ. 2535

บทบาทสำคัญ: เป็นผู้ปกครองและพัฒนาวัดในช่วงก่อตั้ง ร่วมสร้างศาสนเสนาสนะต่างๆ และเป็นเจ้าสำนักการศึกษาของวัดก่อนส่งมอบหน้าที่ต่อมาใน พ.ศ. 2536

ด้านวัตถุมงคล: มีการสร้างเหรียญและวัตถุมงคลในนามของท่าน เช่น หลวงพ่อแก้ว วัดลุ่มโพธิ์ทอง รุ่นปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นที่รู้จักและสะสมในกลุ่มผู้ศรัทธาชาวเพชรบุรี

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

07/09/2026

เหรียญ 5 รอบ
พระครูปลัดตี๋ ปมุตฺโต
วัดบางเสาธง บางกอกน้อย 2522

พระครูปลัดตี๋ ปมุตฺโต (หรือที่เรียกกันว่า พระปลัดตี๋) เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังฝั่งธนบุรี อดีตจำพรรษาอยู่ที่ วัดบางเสาธง ตั้งอยู่บริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ (ซอยจรัญสนิทวงศ์ 19) แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ฝั่งธนบุรี

ประวัติพรครูวิบูลพัฒนากร(ตี๋ ปมุตฺโต)
เจ้าอาวาสวัดบางเสาธง องค์ที่ ๙

ด้านสาธารณูปการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ สร้างเขื่อนกั้นน้ำริมคลองมอญ ตลอดเขตแนววัด
บางเสาธง
พ.ศ. ๒๕๒๒ สร้างวิหารหลวงพ่อพระพุทธโสธรจำลอง ประดิษฐาน ณ
ด้านหลังอุโบสถ เป็นเงิน ๔.ooo,ooo บาท
พ.ศ. ๒๕๒๓ สร้างศาลาการเปรียญเป็นเงิน ๔,ooo,ooo บาท
พ.ศ. ๒๕๒๓ สร้างศาลาการเปรียญเป็นเงิน ๔,000,00 บาท
สร้างศาลาท่าน้ำ
พ.ศ. ๒๕๒๗ สร้างอุโบสถ ลักษณะทรงไทย คอนกรีตเสริมเหล็ก
กว้าง ๔o เมตร ยาว ๗o เมตร รวมค่าก่อสร้างทั้งหมด
๘,ooo,oooบาท
พ.ศ. ๒๕๒๘ เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมดทั่วบริเวณวัด
พ.ศ. ๒๕๓๑ สร้างกุฎิ ๒ หลัง ลักษณะ ทรงไทยประยุกต์ พื้นไม้สักสอง
ชั้น กว้าง ๙ เมตร ยาว๑๑ เมตร มูลค่าการก่อสร้าง
๑.๙ooo,ooo บาท
พ.ศ. ๒๕๓๓ ส้างกุฎิ ๑ หลัง ลักษณะ ทรงไทยประยุกต์ พื้นไม้สักสอง
ชั้น กว้าง๖ เมตร ยาว๗ เมตร มูลค่าการก่อสร้าง
๔๕o,ooo บาท
สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมวิบูลพัฒนากร ลักษณะสามชั้น
กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๗ เมตร มูลค่าการก่อสร้าง
๓,ooo,ooo บาท
พ.ศ. ๒๕๓๔ สร้างกุฎิ ๑หลัง ลักษณะ ทรงไทยประยุกต์ พื้นไม้สักสอง
ชั้น กว้าง ๑๑ เมตร ยาว๑๕ เมตร มูลค่าการก่อสร้าง
๓.ooo,ooo บาท
พ.ศ. ๒๕๓ สร้างมณฑปพระครูวิบูลพัฒนากร เป็นเงิน ๒,ooo,oooบาท
พ.ศ. ๒๕๔o-๒๕๔๑ ก่อสร้างกุฎิแม่ชี ๑๔o,oooบาท
พ.ศ. ๒๕๔๓ สร่างกุฎิพร้อมอาคารเอนกประสงค์ ๕,ooo,oooบาท

งานสารธณปกรที่สร้างไว้ตามสถานที่และวัดต่างๆ
๑. อาคารโรงเรียนวัดเสม็ดเหนือ จ.ฉะเชิงเทรา
๒. อุโบสถวัดเสม็ดเหนือ จ.ฉะเชิงเทรา
๓. อุโบสถวัดเขานางนม จ.ชลบุรี
๔. บันไดขึ้นเขาพระพุทธบาท วัดเขานางนม จ.ชลบุรี
๕. วิหารรอบเขาพระพุทธบาท วัดเขานางนม จ.ชลบุรี
๖. ศาลาการเปรียญวัดบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา
๗. อุโบสถวัดวิจิตรการนิมิตร (วัดหนัง)
๘. วิหารหลวงพ่อดำ วัดวิจิตรการนิมิตร (วัดหนัง)
๙. ศาลาการเปรียญวัดวิจิตรการนิมิตร (วัดหนัง)
๑o. ซุ้มประตูและกำแพงวัดวิจิตรการนิมิตร (วัดหนัง)
๑๑. อุโบสถวัดยาง จังหวัดนครพนม

สาธารณสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๕๓๓ ตั้งมูลนิธิสงเคราะห์ศพไร้ญาติ
ตั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียน
ตั้งหน่วยบรรเทาสาธารณภัย ธน14-00

สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นพระสมุห์ ในพระญาณโพะิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม
พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นพระครูปลัด ในพระเทพสิทธิมุณีวัดมหาธาตุ
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นโท
ที่ พระครูวิบูลพัฒนากร
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับเลื่อนชั้นพระสังฆาธิการ เป็นพระครูชั้นเอก ในพระ
ราชทินนามเดิม

ท่านมีอาการอาพาธด้วยโรคถุงลมโป่งพอง ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์เป็นประจำ และเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ อาการได้กำเริบ และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์อีกครั้ง จนถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เวลา o๖.๑o. น. ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ ๘๑ ปี ๓ เดือน ๙ วัน

สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เวลา ๑๗.oo น. คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ดำเนินการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายโดยมีกำหนดการ การสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤษภาคา พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ หลังจากนั้นให้มีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นประจำทุกวันธรรมะสวนะและให้มีการบำเพ็ญตามวาระประเพณ๊ บำเพ็ญกุศลสัตตมวาร (ครบ ๗ วัน) บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ ๕o วัน) และบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ ๑oo วัน) หลังจากเสร็จพิธีกุศลสตมวารแล้ว จักเคลื่อนศพ ไปประดิษฐาน ณ. มณฑปพระครูวิบูลพัฒนาการ ตามความประสงค์ของท่านพระครูวิบูลพัฒนากร ก่อนที่ท่านมรณภาพ

วัตถุมงคล: มีการสร้างเหรียญที่ระลึกในหลายวาระ เช่น เหรียญรุ่นสร้างพระอุโบสถ, เหรียญทำบุญครบ 5 รอบ พ.ศ 2522 และเหรียญหลวงพ่อโสธรด้านหลังรูปเหมือน ซึ่งปลุกเสกในช่วงปี พ.ศ. 2523 (เช่น พิธีเสาร์ห้า) เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมพระเครื่องสายเกจิอาจารย์กรุงเทพฯ

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

06/09/2026

พระเนื้อผง
พิมพ์วัดมฤคทายวัน
หลวงพ่อโชติ รุฬหผโล
วัดตะโน ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

หลวงพ่อโชติ รุฬหผโล วัดตะโน
ท่านถือกำเนิดเมื่อเดือน เมษายน ปี พ.ศ.๒๔๑๗ โยมบิดาชื่อ นายคง โยมมารดาชื่อ นางแสง หลวงพ่อโชติในวัยหนุ่ม ท่านมีนิสัยเป็นนักเลง ไม่เคยยอมใครง่ายๆ เลยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า นักเลงสมัยก่อนนั้น ต้องมีวิชาดีไม่อย่างนั้นเป็นนักเลงไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงปี พ.ศ.๒๔๕๑ ในขณะนั้น ท่านมีอายุ ๓๔ ปี เกิดเบื่อหน่ายทางโลก ก็ได้อุปสมบท ณ อุโบสถวัดกระทุ่ม (ไม่ทราบนามพระอุปัชฌาย์) และได้ศึกษาตำหรับตำราหลายแขนง อีกทั้งเมื่อออกพรรษา ก็ได้ธุดงค์ เพื่อหาโมคธรรม หลวงพ่อโชติ ท่านยังเป็นพระร่วมสมัยกับ (หลวงปูโต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี) แต่หลวงพ่อโชติท่านแก่พรรษากว่าหลวงปู่โต๊ะ สมัยที่หลวงพ่อโชติ มาอยู่วัดตะโนแล้วนั้น หลวงปู่โต๊ะ ท่านมักไปมาหาสู่กันเป็นประจำ โดยหลวงปูโต๊ะ ท่านนับถือหลวงพ่อโชติ มาก อีกทั้งหลวงปู่โต๊ะ ยังได้ร่ำเรียนวิชา ทำผงพุทธคุณกับหลวงพ่อโชติอีกด้วย

หลวงพ่อโชติ รุฬหผโล วัดตะโน
ท่านเป็นเกจิอาจารย์อีกหนึ่งท่านที่ทรงวิยาคมเข้มขลัง ในสมัยนั้น ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้แจกแก่ชาวบ้านหลายอย่างด้วยกัน เช่น ตะกรุด พระเนื้อผง แต่ที่ขึ้นชื่อลือชาและเป็นที่เสาะแสวงหาในหมู่ลูกศิษย์ ก็มี เชือกคาด ทั้งนี้ท่านก็ยังได้สร้าง เหรียญรุ่นแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นเหรียญรูปไข่ รูปเหมือนครึ่งองค์ ด้านหน้าระบุชื่อ หลวงพ่อโชติ และชื่อวัดตะโน ด้านหลังเป็นอักขระยันต์ นอกจากนี้ยังมี เหรียญรุ่นสองสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นเหรียญเสมา รูปเหมือนเต็มองค์ ระบุชื่อ หลวงพ่อโชติ และชื่อวัดตะโน ด้านหลังเป็นยันต์ และระบุปี พ.ศ.๒๕๐๐

สำหรับเชือกคาด หลวงพ่อโชติ วัดตะโน นั้น ท่านมีกรรมวิธีการทำ คือ ท่านจะนำเอาผ้าห่อศพ ที่ตายวันเสาร์ เผาวันอังคาร กล่าวกันว่า เวลาเอาผ้าต้องใช้ปากคาบดึงมาจากศพ เมื่อได้มาแล้วจึงนำผ้ามาซักน้ำฝนกลางหาว แล้วนำผ้ามาฉีกเป็นริ้วๆ แล้วลงอักขระเลขยันต์ จนครบสูตร และทำการฝั้นเชือก แล้วถักขึ้นหัว จนถึงห่วง เป็นลายกระดูกงู ระหว่างถักนั้นหลวงพ่อโชติ จะบริกรรมคาถากำกับด้วย และเมื่อเสร็จแล้วท่านจะทำการปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง ตามประวัติที่ว่า ถึงขนาดปลุกเสกจนหัวเชือกเข้าไปในห่วงเองได้ หรือเชือกสามารถเคลือนไหวไปมาได้ บางครั้งนำเชือกไปใส่ในกองไฟ ถ้าไม่ไหม้ไฟถือว่าใช้ได้ เสร็จแล้วท่านจึงมอบให้แก่บรรดาลูกศิษย์ ไว้เพื่อป้องกันตัวเองในยามคับขัน

อิทธิคุณของเชือกคาดเอวของท่านนั้น เด่นในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ป้องกันภูตผีปีศาจ กันงูเงี้ยวเขี้ยวขอและอสรพิษร้ายต่างได้วิเศษนัก ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่าถ้านำเชือกคาดเอวของท่านไปคล้องกับงู งูจะอ่อนแรงลง จนเลื้อยหนีไปไหนไม่ได้ บางท่านเล่าว่านำหัวเชือกคาดเอวของท่าน มาใส่ในห่วงทำเป็นวงกลม แล้วนำไปครอบใส่ตะขาบ ตัวตะขาบนั้น จะไม่สามารถข้ามวงเชือกคาดเอวของท่านออกมาได้ จะเดินวนอยู่ในวงเชือกนั้น

ยังมีเรื่องเล่าและประสบการณ์อีกมากมายที่ ลูกศิษย์ลูกหาของท่านเล่าให้ฟัง แต่ที่ห้ามนักห้ามหนาเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ห้ามเอาเชือกคาดเอวของท่านไปตีไปทำร้าย หรือเคาะหัวคนอื่น เพราะจะทำให้คนๆนั้นเสียสติและเป็นคนวิกลจริต ที่สำคัญรักษาให้หายยาก ค่าครูของหลวงพ่อโชติ วัดตะโน ได้แก่ ดอกไม้ธูป เทียน บุหรี่ ไม้ขีดหนึ่งกล่อง หมากพลูสามคำ ค่าครู ๑ สลึง

เชือกคาด มีหลายสำนักทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่ของ หลวงพ่อโชติ วัดตะโน ท่านจะถักเป็น ลายจระเข้ขบฟัน หัวเป็นตะกร้อ หางเชือกเป็นบ่วงแน่นหนา มีทั้งผ้าขาว และผ้าเหลือง สมัยก่อน มีผู้คนจำนวนมากนิยมไปหา หลวงพ่อโชติ วัดตะโน เพื่อขอเชือกคาดจากท่าน ต่อมาท่านเกิดตาบอดตอนชราภาพ ก็เพราะว่า การทำเชือกคาดนั้น ต้องเสียค่ายกครูหนึ่งสลึง (สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เงินเฟื้องเงินสลึง หรือ ๒๕ สตางค์ ถือว่าไม่ใช่เงินน้อยๆ) บังเอิญมีหนุ่มชาวสวนคนหนึ่ง อยากได้เชือกคาด แต่ไม่มีสตางค์ จึงไปกราบเท้าอ้อนวอนขอให้ท่านช่วยทำเชือกคาดให้ ปรากฎว่าท่านใจอ่อน ก็เลยทำให้ฟรี ไม่เรียกค่ายกครู เท่านั้นแหละ ครูของหลวงพ่อ มาบอกว่า เอ็งจะต้องตาบอดแน่ๆ และท่านก็ตาบอดจริงๆ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ มาถึง พ.ศ.๒๕๐๐ สิบปีเต็มๆ ที่หลวงพ่อต้องให้ศิษย์ถักเชือกแล้วเอามาให้ท่านปลุกเสก

เชือกคาดเอว ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีหลายสำนักด้วยกัน ซึ่งเป็นการสืบทอดวิชามาจากโบราณคณาจารย์ยุคเก่าอย่างไม่ขาดสาย อาทิ เชือกคาดไส้หนุมาน หวายคาดเอว หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว หวายคาดเอว หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เชือกคาดเอว หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ เชือกคาดเอว หลวงพ่อโชติ วัดตะโน เชือกคาดเอว หลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว (ลูกศิษย์หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว) เชือกคาดเอว หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง (ลูกศิษย์หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ) เชือกคาดเอว พ่อท่านเขียว วัดหรงบน เชือกขมวดหนุมาน หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค เชือก ๗ ขอดไปได้กลับได้ หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม เชือกคาดเอว หลวงพ่อหลิว วัดสนามแย้ เชือกขอด หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ เชือกคาดตะกรุด ภุชงค์เบญจฤทธิ์ หลวงพ่อเฮ็น วัดดอนทอง เชือกคาดเอว หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ฯลฯ

หลวงพ่อโชติ รุฬหผโล
วัดตะโน ท่านถึงแก่มรณภาพลง
เมื่อ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๑ สิริอายุ ๘๔ ปี ๕๐ พรรษา

ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพพระจากหนังสือ
"พระลึกลับ กินตับ ทั่วไทย เล่ม2"
โดย อ.วิรัตน์ ท่าพระจันทร์ อ.นิ่มเหงือก และ ทีมงาน รวมทั้ง ข้อมูลจากเว็บไซต์ prakejidansiam.blogspot.com ณ โอกาศนี้

05/09/2026

พระเม็ดบัวเนื้อดิน
เจ้าคุณโพธิ์ ติสฺสทสฺโส
วัดชัยพฤกษมาลา กรุงเทพฯ ปี 2442
สร้างสมัยเจ้าคุณโพธิ์ ยังเป็นเจ้าอาวาสอยู่ วัดบางอ้อยช้าง จ.นนทบุรี

ตามประวัติเจ้าคุณโพธิ์ ท่านสร้างพระเนื้อดินเผาตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นเจ้าอาวาส วัดบางอ้อยช้าง จ.นนทบุรี ต่อมาเมื่อท่านย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษ์มาลาใน พ.ศ.2444 ท่านก็ได้นำเอา พระเครื่อง พระเนื้อดินเผาพิมพ์เม็ดบัวนี้มาแจกที่วัดชัยพฤกษมาลาด้วย แต่ด้วยที่ว่าจำนวนพระมีมากจึงแจกไปแล้วมีเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อเจ้าคุณโพธิ์มรณภาพทางวัด จึงเอาพระที่เหลือขึ้นไป บรรจุไว้บนเพดานพระอุโบสถ พระจึงเก็บไว้นานจนลืมอยู่หลายสิบปี

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2509 ทางวัดขึ้นไปซ่อมหลังคาพระอุโบสถเพราะชำรุดตามกาลเวลา จึงพบ พระเครื่อง พระเนื้อดินเผาพิมพ์เม็ดบัวนี้บนเพดานพระอุโบสถ ปรากฎว่าเก็บได้พระเครื่องเป็นจำนวนหลายปี๊บ นับจำนวนได้ 34,400 องค์ จึงได้นำเอาพระลงมาออกให้ทำบุญ สมทบทุนซ่อมแซมพระอุโบสถ

แรกๆยังไม่ค่อยเป็นที่สนใจและฮือฮากันเท่าไร แต่พอมีคนเอาพระใส่ปากปลาช่อนแล้วเอามีดคมๆ ฟันเพื่อทดลองพุทธคุณปรากฏว่าฟันจนเกล็ดปลาช่อนกระจุยกระจาย แต่ก็ฟันไม่เข้า พอข่าวแพร่กระจายออกไปไม่นานพระก็หมดจากวัด ถ้านับอายุการสร้างของพระเนื้อดินเผาพิมพ์เม็ดบัวเจ้าคุณโพธิ์ก็มีอายุกว่า 100 ปี ขึ้นไปแล้ว พระเครื่องเก่าพุทธคุณสูง ยังไง ก็น่าใช้กว่าพระเครื่องยุคหลัง ที่ดังด้วยการโฆษณา

ประวัติท่านเจ้าคุณโพธิ์
ท่านเป็นชาวบางอ้อยช้าง เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2394 โยมบิดาชื่อเมฆ เป็นเจ้ากรมในกรมหมื่นภูวดีราชหฤทัย โยมมารดาชื่ออ้น เมื่ออายุได้ 11 ขวบ ได้ศึกษาอักษรสมัยในสำนักวัดบางอ้อยช้าง ครั้นอายุย่าง 22 ปี จึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2415 ที่วัดบางอ้อยช้าง ได้รับฉายาว่า ติสฺสทสฺโส ได้เล่าเรียนนักธรรมและบาลี

พ.ศ.2423 ก็ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง
พ.ศ. 2443 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูนนทปรีชา ว่าที่เจ้าคณะแขวง
พ.ศ.2444 ได้รับตำแหน่งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ และในปีเดียวกันนี้ก็ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชัยพฤกษมาลา
พ.ศ.2455 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระนันทวิริยะ”
และในปี พ.ศ. 2459 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ท่านครองวัดชัยพฤกษมาลา นานถึง 26 ปี มรณภาพเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2469 สิริอายุได้ 75 ปี พรรษาที่ 54

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

04/09/2026

เหรียญรุ่นแรก
หลวงพ่อเจิม จนฺทโชโต
วัดกุฏีทอง สุพรรณบุรี 2514 บล็อกผด
พระเกจิสายเหนียวเมืองสุพรรณฯ

เหรียญรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีประสบการณ์มากที่สุดของหลวงพ่อ โดยเฉพาะพวกตำรวจและพนักงานไฟฟ้าในพื้นที่แสวงหากันมาก นอกจากหลวงพ่อเจิม จะปลุกเสกเดี่ยวแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีพุทธาภิเษกโดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์ดังในสมัยนั้นมาร่วมด้วยแน่นอน อย่างไรก็แล้วแต่ เหรียญรุ่นแรกของท่านก็เปี่ยมด้วยพุทธคุณและมากประสบการณ์เป็นที่แสวงหามานาน

หลวงพ่อเจิม จนฺทโชโต หรือ พระครูวิจิตรวิหารการ อดีตเจ้าอาวาสวัดกุฎีทอง ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นพระเกจิรุ่นราวคราวเดียวกับ หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ หลวงพ่อคำ วัดหน่อพุทธางกูร หลวงพ่อสม วัดดอนบุปผารามเป็นต้น แต่หลวงพ่อเจิม ท่านสร้างวัตถุมงคลน้อยมากมีเพียงไม่กี่รุ่น จึงไม่เป็นที่แพร่หลายมายังส่วนกลางมากนัก พระเครื่องหลวงพ่อเจิม มีประสบการณ์สูงมาก โดยมากคนพื้นที่มักจะเก็บไว้ไม่ยอมเปลี่ยนมือง่ายๆ เช่นเหรียญรุ่นแรก บล็อกหลังเคลื่อน ปี 2514 พระร่วงรางปืน เป็นต้น

พระครูวิจิตรวิหารการ
หลวงพ่อเจิม จนฺทโชโต
วัดกุฎีทอง ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี นามเดิม เจิม บัวแตง ชาตะเมื่อ วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕ อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ ณ พัทธสีมาวัดกุฎีทอง โดยมี หลวงพ่อเจ๊ก วัดปราสาททอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดอาจ วัดวังยายหุ่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “จนฺทโชโต” อุปสมบทแล้วจำพรรษาอยู่วัดกุฎีทองศึกษาพระธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐานเรื่อยมา กระทั่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เชี่ยวชาญในด้านบทสวดมนต์และคาถา สามารถแผ่พลังจิตไปสู่สัตว์ที่กำลังดุร้ายให้สยบลงได้ ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งใด เป็นพระนักพัฒนา ส่งเสริมการศึกษา สร้างเสนาสนะ โรงเรียนประชาบาล วัดได้รับการพัฒนาเป็นวัดใหญ่โตวัดหนึ่งในสุพรรณ และมีลูกศิษย์มากมาย

หลวงพ่อเจิม จนฺทโชโต ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ สิริอายุปี ๙๒ ปี ๗๑ พรรษา

วัตถุมงคล เหรียญรุ่นแรก สร้างเป็นที่ระลึกในงานรับพระราชทานสมณศักดิ์ พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก พ.ศ. ๒๕๑๔

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

03/09/2026

เหรียญหลวงพ่อสิงห์โต
วัดหนองแก พระพุทธบาท สระบุรี 2517
เหรียญรุ่นนี้ได้สร้างขึ้นในงานผูกพัทธสีมา เมื่อปี 17 เนื้ออัลปาก้าชุบนิเกิ้ล หลังเหรียญยันต์เกาะเพชร เป็นเหรียญเก่าแก่ เป็นที่ต้องการของศิษยานุศิษย์ในพื้นที่

• ลักษณะเหรียญ: ทรงเสมา ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อสิงห์โต ด้านหลังยันต์เกราะเพชร (เนื่องจากท่านเป็นพระเกจิสายหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค)
• เนื้อโลหะ: มีการจัดสร้างหลายแบบ เช่น เนื้ออัลปาก้า, เนื้อกะไหล่เงิน, และเนื้อชุบนิเกิ้ล
• พุทธคุณ: เด่นด้านเมตตามหานิยม มหาโชคลาภ และการปกป้องคุ้มภัย แคล้วคลาดปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

02/09/2026

ล็อกเก็ตรุ่นแรก
"เสาร์ ๕ มหาเศรษฐี"
หลวงปู่บุญมา กตฺปุญโญ
ที่พักสงฆ์มหามงคล จ.อุบลราชธานี 2561
(เกจิจอมเวทย์สายสมเด็จลุนประเทศลาว)

ล็อคเก็ตรูปไข่วงรี หลังรูปเหมือนหน้ากากทอง ( รุ่นแรก ) " หลวงปู่บุญมา กตฺปุญโญ " ที่พักสงฆ์มหามงคล จ.อุบลราชธานี อายุ 85 ปี หายากมาก ๆ ๆ ๆ

รุ่นนี้จัดสร้างน้อย เพราะหลวงปู่ท่านตำผงเอง ได้ผงแค่ไหนก็สร้างแค่นั้น เป็นวัตถุมงคลที่หลวงปู่ท่านตั้งใจสร้างและปลุกเสกมาก ประสบการณ์ดี เมตตา แคล้วคลาด ปลอดภัย

จำนวนการสร้างมี 2 แบบ
ล็อกเก็ตฉากสี่เหลี่ยม สร้าง 288 องค์
-หน้ากากทองคำ 3 องค์
-หน้ากากเงิน 19 องค์
-หน้ากากนวะ 49 องค์
-หน้ากากทองทิพย์ 85 องค์
-หน้ากากทองแดง 132 องค์

ล็อกเก็ตรูปไข่วงรี สร้าง 600 องค์
-หน้ากากทองคำ 3 องค์
-หน้ากากเงิน 19 องค์
-หน้ากากนวะ 108 องค์
-หน้ากากทองทิพย์ 170 องค์
-หน้ากากทองแดง 300 องค์
รวมทั้งสองแบบสร้าง 888 องค์

ประวัติ หลวงปู่บุญมา กตฺปุญโญ
เดิมชื่อนายบุญมา นิยมชาติ เกิดวันที่ 28 ธันวาคม 2478 (เดิมเกิดปี 2477 แจ้งปีเกิดผิด) บิดาชื่อ นายเติม นิยมชาติ มารดาชื่อนางตู๋ นิยมชาติ บ้านเกิดท่านอยู่ที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี โรงเรียนสมัยก่อนต้องศึกษาที่วัด ท่านจึงได้ไปศึกษาวิชาและคำสอนจาก หลวงปู่ทอง วัดหัวเรือ ได้ศึกษาทั้งวิชาความรู้และคาถาต่างๆ พอมีวิชาติดตัวบ้างแล้ว จึงได้มาอยู่ที่วัดสระประสานสุขเป็นลูกศิษย์วัดของ หลวงปู่บุญมี อยู่ได้ประมาณ1 ปี ก็ออกเดินทางไปเรื่อยเพราะความอยากรู้อยากได้ของดีมาคุ้มกันตัว เพราะสมัยนั้นชุมเสือเยอะมาก

ได้เดินทางไป จ.ศรีสะเกษ และจ.สุรินทร์ จนถึงขั้นข้ามไปฝั่งเขมร เพื่อหาวิชาและของดีมาคุ้มครอง จนถึงเวลาที่รู้ว่าเดินทางสายที่ผิด ทำให้ได้คิดและใช้เวลาในการตัดกิเลสนานพอสมควร ก่อนออกบวชเพื่อหาหนทางสว่างในโลกของพระพุทธศาสนา เริ่มอุปสมบทเมื่ออายุ 71 ปี และได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับหลวงปู่ผา วัดเดือยไก่ และได้ธุดงค์ไปเรื่อยจนอายุได้ 80 ปี จนมาถึงสถานที่ว่างเปล่าที่บริเวณ ต.ไร่น้อย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ที่ชาวบ้านมอบให้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ โดยใช้ชื่อสำนักสงฆ์ว่า "สำนักสงฆ์มหามงคล"

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

01/09/2026

ล็อกเก็ตพายเรือรุ่นแรก
พระอาจารย์ช่วง สีลวฑฺฒโน
วัดอินทราวาส (วัดประดู่) ตลิ่งชัน

พระครูภาวนาวัชรศีลคุณ วิ.
พระอาจารย์ช่วง สีลวฑฺฒโน
วัดอินทราวาส (วัดประดู่) บางระมาด ตลิ่งชัน
อีกหนึ่งเกจิผู้เมตตาแห่งคลองบางพรม

สถานะเดิม: ชื่อ เกิด บิดา ชื่น มารดา สมจิตร
อุปสมบท: เมื่อ พ.ศ ๒๕๒๓ วัดอินทราวาส (วัดประดู่)
ตำแหน่ง: เจ้าอาวาสวัดราษฎร์
วัดอินทราวาส (วัดประดู่) บางระมาด ตลิ่งชัน

ภูมิหลัง
พระอาจารย์ช่วง สีลวฑฺฒโน มีนามเดิมว่า ช่วง นามสกุล ปิ่นทอง พ่อชื่นและแม่สมจิตร ปิ่นทอง ได้ให้กำเนิด เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2496 ตรงกับ วันเสาร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4 ปี มะเส็ง ณ บ้านเลขที่ 140 ตำบล บางเชือกหนัง ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ มีพี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน 5 คน

1.นางสาวลิ้นจี่ ปิ่นทอง
2.นายวัฒนา ปิ่นทอง
3.นายช่วง ปิ่นทอง
4.นางทองคำ ปิ่นทอง
5.นายสมบูรณ์ ปิ่นทอง

ชีวิตในบรรพชิต
นายช่วง ปิ่นทอง ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่ออายุได้ 27 ปี ณ วัดอินทราวาส (ประดู่) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ 2523 โดยมี

พระนิโรธรักขิต วัดกาญจนสิงหาสน์วรวิหาร
เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูจันทคุณาภรณ์ วัดอินทราวาส
เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระครูประสาธน์สาสนคุณ วัดประสาท
เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พระอาจารย์ช่วง สีลวฑฺฒโน เป็นผู้ปฎิบัติธรรม ทั้งด้านสมถะและวิปัสนากรรมฐานมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้น ท่านได้เล็งเห็นว่า พระภิกษุควรจะอำนวยประโยชน์แก่ประชาชน ผู้ซึ่งมีอุปการะต่อพระพุทธศาสนา ท่านจึงสนใจหาความรู้เกี่ยวกับแผนการแพทย์ไทย ในการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคเริม และสามารถทำยาหยอดตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายว่ามียาดีรักษาโรคอย่างได้ผล ทำให้ท่านได้รับการยอมรับจากบรรดาพุทธบริษัทและพระภิกษุสามเณรของวัดอินทราวาส

งานด้านปกครอง
ท่านได้รับความไว้วางใจ จากพระเถรานุเถระ ให้รับผิดชอบดูแล พระภิกษุสามเณร โดยแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้

พ.ศ 2541 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประดู่

พ.ศ 2559 ดำรงตำแหน่ง รักษาการเจ้าอาวาสวัดประดู่

พ.ศ 2560 ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดประดู่

พ.ศ 2568 เลื่อนสมณศักดิ์เป็น
พระครูภาวนาวัชรศีลคุณ วิ.

งานด้านสาธารณูปการ
พระอาจารย์ช่วง สีลวฑฺฒโน
ได้สร้างความเจริญให้แก่ วัดอินทราวาส (ประดู่) เป็นเอนกประการ ทั้งงานด้านการศึกษาและงานก่อสร้าง เพื่อความเป็นระเบียบ สวยงาม ท่านจึงได้หารือกับ กรรมการวัด และพุทธบริษัท ในการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถานภายในวัด ดังนี้

พ.ศ 2553 สร้างวิหาร บริเวณหน้าโบสถ์ ทางทิศตะวันออก

พ.ศ 2555 สร้างวิหาร บริเวณหน้าโบสถ์ ทางทิศตะวันตก

พ.ศ 2559 สร้างศาลาเอนกประสงค์ ๑๐๐ ปี จันทคุณาภรณ์ เสร็จสมบูรณ์ในปี 2566

และนอกจากนี้ ยังมีการบูรณะกำแพงวัดด้านถนนทิเหนือ ยกซุ้มประตูเข้าวัดสองด้าน ปรับพื้นที่บริเวณหน้าเมรุต่อกับหอระฆัง และสร้างศาลากันฝน ยกระดับ ศาลาศรนรินทร์สินนารายณ์ ขึ้นหนึ่งเมตร เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศิษย์วัดประดู่

31/08/2026

เหรียญรุ่นแรก
พระอาจารย์ศิริ พุทฺธสโร (หลวงพ่อขุน)
วัดมะลิ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ปี 2512
เนื้อกะไหล่ทอง ตอกโค๊ตเลข 5 (นิยม) หายาก

ประวัติของ หลวงพ่อขุน พุทฺธสโร
หลวงพ่อขุน พุทฺธสโร มีนามเดิมว่า "ศิริ ปั้นปุย" เป็นบุตรคนที่ ๒ ของคุณพ่อแดง คุณแม่เพีย ปั้นปุย เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน มารดา บิดาของพระคุณท่านเดิมเป็นชาวบางขุนศรี ซึ่งแต่มาได้ย้ายมาทำมาหากินอยู่กับญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของพระคุณท่าน อยู่ที่แขวงบางขุนศรี

พระคุณท่านมีพี่น้อง ๒ คนด้วยกัน คือ....
๑. นายแบน ปั้นปุย
๒. หลวงพ่อขุน พุทฺธสโร

ในวัยเด็กพระคุณท่านมีความใกล้ชิดพ่อแม่มากมีความเต็มใจที่จะรับใช้ทุกอย่างโดยไม่เกียจคร้าน ประกอบกับมีอุปนิสัยโอบอ้อมอารี มีเมตตาอ่านน้อมต่อผู้ใหญ่ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จึงเป็นที่รักและเอ็นดูของพ่อแม่และผู้ที่ได้พบเห็น เมื่ออายุครบกำหนดเกณฑ์การศึกษา บิดามารดาจึงได้ส่งไปเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมศึกษา วัดมะลิโดยเรียนกับหลวงปู่พลอย ชีวิตในวัยเด็กของพระคุณท่าน มีอุปนิสัยในทางเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น และชอบฟังธรรมะ เมื่อมีเวลาว่างท่านมักจะไปวัดเสมอจนติดเป็นนิสัย ชอบอุปัฏฐากพระ มีบางครั้งพระคุณท่านได้หนีโรงเรียนไปอยู่วัด ท่านมีใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนามาแต่วัยเด็ก ในที่สุดเมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่สามท่านก็ไม่อยากจะเรียนต่อ แต่อยากจะศึกษาปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา จึงขออนุญาตให้บิดามารดานำไปฝากเป็นลูกศิษย์วัด

ด้วยความมานะพากเพียรศึกษา ประกอบกับความตั้งใจที่อยากจะบวชเรียน ในที่สุดพระคุณท่านก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรสมความตั้งใจพระพุทธศาสนาและปฏิบัติอุปัฏฐาก อุปัชฌาย์ อาจารย์ มิได้บกพร่องพระคุณท่านเป็นคนขยัน ละเอียด รอบคอบ ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยมาแต่วัยเด็ก จึงเป็นที่รักของอุปัชฌาย์ อาจารย์ และเป็นที่น่าเลื่อมใสญาติโยมทั่วไป ต่อมาท่านก็ได้ลาสิกขาจากสามเณรไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดมะลิแขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยมี พระครูภาวนาภิรมย์ วัดรัชฎาธิฐาน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพลอย วัดมะลิ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระใบฎีกาพิมพ์ วัดมะลิ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า “พุทฺธสโร”

ในการอุปสมบทนี้ได้รับการแนะนำจากพระอธิการพลอย วัดมะลิประกอบกับพระคุณท่านมีใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาอยู่แต่เดิมแล้วได้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะบวชอุทิศพระพุทธศาสนา หลังจากท่านอุปสมบทแล้วก็ได้จำพรรษาอยู่วัดมะลิ และได้รับการถ่ายทอดวิชาหมอ หรือวิชาแพทย์แผนโบราณจากพระอธิการพลอยอย่างแตกฉาน สมตามความปรารถนาที่ท่านต้องการให้เพื่อนมนุษย์พ้นทุกข์ ภัย ไข้ เจ็บ ได้ช่วยเหลือรักษาผู้ได้รับทุกข์ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกล ยากดีมีจน พระคุณท่านก็ได้ความเมตตาเสมอเหมือนกันทุกคน จนบรรเทาทุกข์และหายจากโรคภัยไข้เจ็บ นับเป็นจำนวนมากตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมา จนเป็นที่เคารพ-นับถือและเป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วไป.

การศึกษา
พ.ศ.๒๔๖๖ สำเร็จชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดช่างเหล็ก
พ.ศ.๒๔๗๔ สำเร็จวิชาแพทย์แผนโบราณจากพระอธิการ พลอย
พ.ศ.๒๔๘๔ สอบนักธรรมชั้นโทได้ ในสำนักเรียนวัดกาญจนสิงหาสน์

พระคุณท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดมะลิมาตั้งแต่อุปสมบทเป็นพระภิกษุจนถึงวันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ วันเวลาแห่งชีวิตของหลวงพ่อก็มาบรรจบถึง มันเป็นเวลาของมนุษย์ในโลกนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่านได้เกิดอาพาธอย่างกะทันหันทั้ง ๆ ที่พระคุณท่านมีสุขภาพแข็งแรงดีทุกอย่าง คณะศิษย์จึงได้นิมนต์พระคุณท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา จนถึงวันที่ ๒๑ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๗ เวลา ๐๕.๕๐ น. พระคุณท่านก็จากเพื่อนมนุษย์ จากศิษย์รัก จากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไปด้วยอาการสงบ ที่โรงพยาบาทแพทย์ปัญญาเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร นั้นเอง สิริรวมอายุได้ ๗๓ ปี ๑ เดือน ๒ วันและรวมเวลาที่พระคุณท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ในพระบวรพุทธศาสนา ๕๓ พรรษา

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บพระ

ที่อยู่

ฉิมพลี
Taling Chan
10170

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัตถุมงคล__ตลิ่งชันผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท