25/09/2026
👿 Cult Hour!
Doc Club & Friends ภูมิใจเสนอกิจกรรมฉายหนังคัลต์ทุกเดือน
🔥 เริ่มเรื่องแรกด้วย Roar
ฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย!
Roar : หนัง "อันตราย" ที่สุดในโลก!
_____________________
คำโฆษณาที่บ้าบอที่สุดของหนังปี 1981 เรื่องนี้ก็คือ "ในหนังของเราไม่มีสัตว์ตัวไหนได้รับอันตราย... แต่คนได้รับบาดเจ็บไป 70 คน" ซึ่งไม่ใช่จุดขายเกินจริง และสิ่งนี้เองที่ทำให้มันได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น "ภาพยนตร์ที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมา" (The most dangerous film ever made) แถมยังครองสถานะ "โฮมมูฟวี่ที่แพงที่สุดในโลก" (The most expensive home movie ever made) ไปด้วยพร้อมกัน!
ฉายาเหล่านี้มิได้มาเพราะโชคช่วย และต่อไปนี้คือ 7 เหตุผลที่ทำให้ Roar กลายเป็นโคตรหนังคัลต์ได้ โดยที่คนทำหนังไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเลยสักนิด
--------------------
1. Roar เป็นหนังผจญภัยที่ โนล มาร์แชลล์ เขียน กำกับ และแสดงร่วมกับภรรยาของเขาในขณะนั้นคือ ทิปปี้ เฮเดรน (นางเอกหนัง The Birds ของ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก) โดยมี เมลานี กริฟฟิธ ลูกสาวของเธอ (ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย) กับ จอห์นและเจอร์รี่ ลูกชายของเขา มาแสดงด้วย
หนังเล่าเรื่องของแม่กับลูกสามคนที่เดินทางไปหาพ่อผู้ไปศึกษาสัตว์ป่าอยู่ที่แทนซาเนีย และได้พบว่าในบ้านพ่อที่นั่นเต็มไปด้วยสิงโต เสือ และสัตว์อื่น ๆ...เดินไปมาอย่างอิสระ เพราะพ่อเป็นคนที่เห็นคุณค่าของสัตว์ป่า จึงต้องการให้พวกมันได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์อย่างมีเสรีภาพ 🙃
-------
2. มาร์แชลล์กับเฮเดรนคิดอยากทำหนังเรื่องนี้ หลังจากไปประเทศโมซัมบิกในปี 1969 แล้วเห็นบ้านร้างหลังหนึ่งที่สิงโตเข้าไปยึด บวกกับการได้รู้ข้อมูลว่าสัตว์ป่ากำลังถูกล่าจนใกล้สูญพันธุ์ ทั้งคู่เลยเกิดไอเดียอยากใช้เสือสิงโตมาเป็น "ดารา" เพื่อกระตุ้นให้คนดูสนใจการอนุรักษ์ โดยตอนแรกพวกเขาติดต่อขอใช้สัตว์ที่ถูกฝึกมาเพื่อเล่นหนัง แต่ผู้ฝึกสัตว์ไม่เอาด้วยพร้อมกับเตือนว่าการใช้สิงโต (โดยเฉพาะตัวผู้) มาเข้าฉากใกล้ชิดมนุษย์หลาย ๆ ตัวพร้อมกันนั้นอันตรายเกินไป
แม้จะหาสัตว์ด้วยวิธีปกติไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมแพ้และลงทุนไปซื้อที่ดินในแคลิฟอร์เนีย แล้วสร้างบ้าน 2 ชั้นบนเสา 14 ต้น เพื่อให้พอรองรับน้ำหนักสิงโตได้ 50 ตัว จากนั้นก็เริ่มเลี้ยงสัตว์เองซะเลย จนในปี 1979 มีรายงานว่าสัตว์ในบ้านพวกเขาประกอบด้วยสิงโต 71 ตัว, เสือ 26 ตัว, ไทกอน 1 ตัว, เสือดำ 9 ตัว, เสือพูมา 10 ตัว, จากัวร์ 2 ตัว, เสือดาว 4 ตัว, ช้าง 2 ตัว และสัตว์อื่น ๆ อีก รวมแล้วราว 150 ตัว ...โดยเกือบทั้งหมดเป็นสัตว์ที่ไม่เคยได้รับการฝึก
-------
3. เพื่อยืนยันว่าเป็นหนังรักสัตว์ป่า ทีมงานยืนยันว่าไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำเลย ...แต่ฝ่ายคนนั้นบาดเจ็บกันระนาว หลายแหล่งข่าวรายงานว่า "มีผู้บาดเจ็บกว่า 70 คน" (แต่เฮเดรนบอกว่าน้อยกว่านั้น) เช่น
- มาร์แชลล์ : โดนกัดราว 11 ครั้ง มือทะลุเกือบต้องตัดทิ้ง ติดเชื้อในเลือด+เนื้อตาย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะหาย
- เฮเดรน: โดนสิงโตกัดหัว, ช้างหักข้อเท้าจนหลอดเลือดดำอักเสบและเนื้อตาย, กระดูกมือหัก, โดนเสือดาวข่วน
- เมลานี กริฟฟิธ: โดนสิงโตตัวเมียตะปบหน้า ต้องเย็บ 50 เข็ม เกือบเสียตา ต้องผ่าตัดเสริมหน้า
- จอห์น มาร์แชลล์: สิงโตกัดท้ายทอย เย็บ 56 เข็ม (ตอนสิงโตขย้ำเขา ต้องใช้ทีมงานถึง 6 คนไปดึงตัวมันออกมา)
- ยาน เดอ บองต์ (ผู้กำกับภาพ): โดนสิงโตตะปบหนังหัว ต้องไปเย็บ 220 เข็ม ก่อนกลับมาทำงานต่อ (ต่อมาเขาโด่งดังจากการเป็นผู้กำกับ Speed และ Twister)
- โดรอน คอเปอร์ (ผู้ช่วยผู้กำกับ): โดนสิงโต (ทอการ์) กัดคอและขากรรไกรจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องเข้าผ่าตัดนาน 4.5 ชม.
มีข่าวด้วยว่า ทีมงาน 20 คนลาออกยกชุดหลังจากเห็นเหตุการณ์นี้
-------
4. ยังไม่พอ กองถ่ายนี้ยังเจอภัยพิบัติอีกนานัปการ อาทิ
- น้ำท่วมใหญ่ ก.พ. 1978: เขื่อนแตก น้ำสูง 10 ฟุตเลยทะลักเข้าทำลายฉาก อุปกรณ์ ฟิล์ม จนเสียหายกว่า 3 ล้านดอลลาร์
- เหตุการณ์นั้นทำให้สิงโตและเสือหนีออกไป 15 ตัว นายอำเภอต้องตามไล่ล่าและยิงสิงโตตายไป 3 ตัว รวมทั้ง "ร็อบบี้" สิงโตพระเอกของหนังด้วย
- หนังต้องหยุดถ่ายไป 1 ปี และซ่อมแซมพื้นที่ถ่ายทำด้วยการปลูกต้นไม้ใหม่ 700 ต้น
- นอกจากนั้น ยังมีสัตว์ตายจากโรคติดต่อทางอากาศ 14 ตัว
-------
5. เรื่องงบประมาณก็หายนะ จากเดิมตั้งไว้ว่าจะใช้เงิน 3 ล้านดอลลาร์ ความพินาศต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้งบบานปลายไปเป็น 17 ล้าน ครอบครัวมาร์แชลล์กับเฮเดรนต้องขายบ้าน 4 หลัง, ที่ดิน 600 เอเคอร์, ขายเสื้อขนสัตว์ที่ฮิตช์ค็อกเคยให้ บวกกับเงินอีกบางส่วนที่มาร์แชลล์ได้มาจากการไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ให้กับหนังเรื่อง The Exorcist
-------
6. แม้จะตั้งใจให้เป็นหนังอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ Roar กลับออกมาเป็นหนังที่ประหลาดมาก ๆ เพราะขณะที่มันพยายามเล่าเรื่องหนึ่ง ภาพที่เราได้เห็นดันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขณะที่บทและดนตรีพยายามทำให้การอยู่ร่วมกันของคนกับสัตว์ดูสนุก อบอุ่น ออกแนวตลกวุ่นวาย แต่จังหวะที่สัตว์ป่าเอาอุ้งตีนถีบคน งับแขน หรือวิ่งไล่คน กล้องก็ถ่ายปฏิกิริยาที่นักแสดงตื่นกลัวจริง ๆ เอาไว้ด้วย ริชาร์ด โบรดี นักวิจารณ์ชื่อดังบอกว่า นี่ทำให้หนังกลายเป็นกึ่งสารคดีเพราะมีทั้งเรื่องแต่งและเรื่องจริงแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง และอาจเพราะแบบนี้แหละที่คนดูอย่างเราจึงรู้สึกว่านอกจากจะอิหยังวะกับความพยายามของหนังแล้ว ยังลุ้นจิกเบาะไปกับความบ้าคลั่งเหนือการควบคุมบนจอตลอดเวลา สมกับที่มันได้รับฉายาว่า "หนังที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์"
-------
7. จากหนังเจ๊งสู่หนังคัลต์
Roar ออกฉายในบางประเทศเมื่อปี 1981 แต่ไม่มีการเข้าฉายโรงตามปกติในสหรัฐฯ ในเวลานั้น มีรายงานว่าหนังใช้ทุนไป 17 ล้านดอลลาร์ และเจ๊งยับเพราะทำเงินทั่วโลกแค่ไม่ถึง 2 ล้าน (หลัก ๆ มาจากการฉายในเยอรมนีและญี่ปุ่น) ส่งผลให้ครอบครัวของมาร์แชลล์กับเฮเดรนเจอภาวะวิกฤตทั้งเรื่องการเงินและความสัมพันธ์จนหย่าร้างกันไปในที่สุด
กระทั่ง 34 ปีต่อมาคือในปี 2015 นี่เองที่ Drafthouse Films นำกลับมาฉายแบบจำกัดรอบในสหรัฐฯ โดยชูประวัติการถ่ายทำอันตรายเป็นจุดขายพร้อมสโลแกนว่า "หนังครอบครัวฉบับสนัฟฟิล์ม" และมีผู้วิเคราะห์ว่าการกลับมาครั้งนี้ทำให้คนเปลี่ยนวิธีในการมองหนังไปมาก ทำให้มันถูกยกขึ้นเป็นหนังสุดคัลต์ตั้งแต่นั้นมา
ผลต่อเนื่องอีกด้านของหนังคือ ที่ดินที่ใช้ถ่ายทำนั้นกลายมาเป็น Shambala Preserve สถานพักพิงสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ นอกจากนั้นเฮเดรนยังก่อตั้ง The Roar Foundation ขึ้นในปี 1983 และทำแคมเปญรณรงค์ที่ตรงข้ามกับเป้าหมายแรกของหนังไปอีกขั้วเลยว่า มนุษย์ไม่ควรซื้อ ขาย เพาะพันธุ์ หรือเลี้ยงสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นสัตว์เลี้ยงเด็ดขาด
_____________________
👿 Cult Hour!
Doc Club & Friends ภูมิใจเสนอกิจกรรมฉายหนังคัลต์ทุกเดือน
🔥 เริ่มเรื่องแรกด้วย Roar
ฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย!
เปิดจองแล้ว!
รายละเอียดเวลาฉาย กรุณาติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา (ลิงค์ในคอมเมนต์)
Showtimes at our website (link in the comment)