เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Documentary Club Documentary Club : Discovering the world!

Documentary Club เป็นโครงการเฟ้นหาและซื้อสิทธิหนังสารคดี หนังคลาสสิก และหนังอิสระจากทั่วโลกมาจัดฉาย ตลอดจนตั้งวงพูดคุย ชักชวนคนที่น่าสนใจมาแลกเปลี่ยนบทสนทนา ไม่จำกัดว่าจะเป็นเรื่องราวของภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม สังคม การเมือง ฯลฯ ตามแต่เส้นทางที่หนังเรื่องนั้นจะพาเราไป

ติดตามเราได้อีกที่
http://documentaryclubthailand.com/

[email protected]
Twitter: https://twitter.com/DocClubTH
IG: http://instagram.com/documentary_club

👿 Cult Hour!Doc Club & Friends ภูมิใจเสนอกิจกรรมฉายหนังคัลต์ทุกเดือน🔥 เริ่มเรื่องแรกด้วย Roarฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกใ...
25/09/2026

👿 Cult Hour!
Doc Club & Friends ภูมิใจเสนอกิจกรรมฉายหนังคัลต์ทุกเดือน
🔥 เริ่มเรื่องแรกด้วย Roar
ฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย!

Roar : หนัง "อันตราย" ที่สุดในโลก!
_____________________

คำโฆษณาที่บ้าบอที่สุดของหนังปี 1981 เรื่องนี้ก็คือ "ในหนังของเราไม่มีสัตว์ตัวไหนได้รับอันตราย... แต่คนได้รับบาดเจ็บไป 70 คน" ซึ่งไม่ใช่จุดขายเกินจริง และสิ่งนี้เองที่ทำให้มันได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น "ภาพยนตร์ที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมา" (The most dangerous film ever made) แถมยังครองสถานะ "โฮมมูฟวี่ที่แพงที่สุดในโลก" (The most expensive home movie ever made) ไปด้วยพร้อมกัน!

ฉายาเหล่านี้มิได้มาเพราะโชคช่วย และต่อไปนี้คือ 7 เหตุผลที่ทำให้ Roar กลายเป็นโคตรหนังคัลต์ได้ โดยที่คนทำหนังไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเลยสักนิด
--------------------

1. Roar เป็นหนังผจญภัยที่ โนล มาร์แชลล์ เขียน กำกับ และแสดงร่วมกับภรรยาของเขาในขณะนั้นคือ ทิปปี้ เฮเดรน (นางเอกหนัง The Birds ของ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก) โดยมี เมลานี กริฟฟิธ ลูกสาวของเธอ (ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย) กับ จอห์นและเจอร์รี่ ลูกชายของเขา มาแสดงด้วย

หนังเล่าเรื่องของแม่กับลูกสามคนที่เดินทางไปหาพ่อผู้ไปศึกษาสัตว์ป่าอยู่ที่แทนซาเนีย และได้พบว่าในบ้านพ่อที่นั่นเต็มไปด้วยสิงโต เสือ และสัตว์อื่น ๆ...เดินไปมาอย่างอิสระ เพราะพ่อเป็นคนที่เห็นคุณค่าของสัตว์ป่า จึงต้องการให้พวกมันได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์อย่างมีเสรีภาพ 🙃
-------

2. มาร์แชลล์กับเฮเดรนคิดอยากทำหนังเรื่องนี้ หลังจากไปประเทศโมซัมบิกในปี 1969 แล้วเห็นบ้านร้างหลังหนึ่งที่สิงโตเข้าไปยึด บวกกับการได้รู้ข้อมูลว่าสัตว์ป่ากำลังถูกล่าจนใกล้สูญพันธุ์ ทั้งคู่เลยเกิดไอเดียอยากใช้เสือสิงโตมาเป็น "ดารา" เพื่อกระตุ้นให้คนดูสนใจการอนุรักษ์ โดยตอนแรกพวกเขาติดต่อขอใช้สัตว์ที่ถูกฝึกมาเพื่อเล่นหนัง แต่ผู้ฝึกสัตว์ไม่เอาด้วยพร้อมกับเตือนว่าการใช้สิงโต (โดยเฉพาะตัวผู้) มาเข้าฉากใกล้ชิดมนุษย์หลาย ๆ ตัวพร้อมกันนั้นอันตรายเกินไป

แม้จะหาสัตว์ด้วยวิธีปกติไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมแพ้และลงทุนไปซื้อที่ดินในแคลิฟอร์เนีย แล้วสร้างบ้าน 2 ชั้นบนเสา 14 ต้น เพื่อให้พอรองรับน้ำหนักสิงโตได้ 50 ตัว จากนั้นก็เริ่มเลี้ยงสัตว์เองซะเลย จนในปี 1979 มีรายงานว่าสัตว์ในบ้านพวกเขาประกอบด้วยสิงโต 71 ตัว, เสือ 26 ตัว, ไทกอน 1 ตัว, เสือดำ 9 ตัว, เสือพูมา 10 ตัว, จากัวร์ 2 ตัว, เสือดาว 4 ตัว, ช้าง 2 ตัว และสัตว์อื่น ๆ อีก รวมแล้วราว 150 ตัว ...โดยเกือบทั้งหมดเป็นสัตว์ที่ไม่เคยได้รับการฝึก
-------

3. เพื่อยืนยันว่าเป็นหนังรักสัตว์ป่า ทีมงานยืนยันว่าไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำเลย ...แต่ฝ่ายคนนั้นบาดเจ็บกันระนาว หลายแหล่งข่าวรายงานว่า "มีผู้บาดเจ็บกว่า 70 คน" (แต่เฮเดรนบอกว่าน้อยกว่านั้น) เช่น

- มาร์แชลล์ : โดนกัดราว 11 ครั้ง มือทะลุเกือบต้องตัดทิ้ง ติดเชื้อในเลือด+เนื้อตาย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะหาย
- เฮเดรน: โดนสิงโตกัดหัว, ช้างหักข้อเท้าจนหลอดเลือดดำอักเสบและเนื้อตาย, กระดูกมือหัก, โดนเสือดาวข่วน
- เมลานี กริฟฟิธ: โดนสิงโตตัวเมียตะปบหน้า ต้องเย็บ 50 เข็ม เกือบเสียตา ต้องผ่าตัดเสริมหน้า
- จอห์น มาร์แชลล์: สิงโตกัดท้ายทอย เย็บ 56 เข็ม (ตอนสิงโตขย้ำเขา ต้องใช้ทีมงานถึง 6 คนไปดึงตัวมันออกมา)
- ยาน เดอ บองต์ (ผู้กำกับภาพ): โดนสิงโตตะปบหนังหัว ต้องไปเย็บ 220 เข็ม ก่อนกลับมาทำงานต่อ (ต่อมาเขาโด่งดังจากการเป็นผู้กำกับ Speed และ Twister)
- โดรอน คอเปอร์ (ผู้ช่วยผู้กำกับ): โดนสิงโต (ทอการ์) กัดคอและขากรรไกรจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องเข้าผ่าตัดนาน 4.5 ชม.

มีข่าวด้วยว่า ทีมงาน 20 คนลาออกยกชุดหลังจากเห็นเหตุการณ์นี้
-------

4. ยังไม่พอ กองถ่ายนี้ยังเจอภัยพิบัติอีกนานัปการ อาทิ

- น้ำท่วมใหญ่ ก.พ. 1978: เขื่อนแตก น้ำสูง 10 ฟุตเลยทะลักเข้าทำลายฉาก อุปกรณ์ ฟิล์ม จนเสียหายกว่า 3 ล้านดอลลาร์
- เหตุการณ์นั้นทำให้สิงโตและเสือหนีออกไป 15 ตัว นายอำเภอต้องตามไล่ล่าและยิงสิงโตตายไป 3 ตัว รวมทั้ง "ร็อบบี้" สิงโตพระเอกของหนังด้วย
- หนังต้องหยุดถ่ายไป 1 ปี และซ่อมแซมพื้นที่ถ่ายทำด้วยการปลูกต้นไม้ใหม่ 700 ต้น
- นอกจากนั้น ยังมีสัตว์ตายจากโรคติดต่อทางอากาศ 14 ตัว
-------

5. เรื่องงบประมาณก็หายนะ จากเดิมตั้งไว้ว่าจะใช้เงิน 3 ล้านดอลลาร์ ความพินาศต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้งบบานปลายไปเป็น 17 ล้าน ครอบครัวมาร์แชลล์กับเฮเดรนต้องขายบ้าน 4 หลัง, ที่ดิน 600 เอเคอร์, ขายเสื้อขนสัตว์ที่ฮิตช์ค็อกเคยให้ บวกกับเงินอีกบางส่วนที่มาร์แชลล์ได้มาจากการไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ให้กับหนังเรื่อง The Exorcist
-------

6. แม้จะตั้งใจให้เป็นหนังอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ Roar กลับออกมาเป็นหนังที่ประหลาดมาก ๆ เพราะขณะที่มันพยายามเล่าเรื่องหนึ่ง ภาพที่เราได้เห็นดันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะที่บทและดนตรีพยายามทำให้การอยู่ร่วมกันของคนกับสัตว์ดูสนุก อบอุ่น ออกแนวตลกวุ่นวาย แต่จังหวะที่สัตว์ป่าเอาอุ้งตีนถีบคน งับแขน หรือวิ่งไล่คน กล้องก็ถ่ายปฏิกิริยาที่นักแสดงตื่นกลัวจริง ๆ เอาไว้ด้วย ริชาร์ด โบรดี นักวิจารณ์ชื่อดังบอกว่า นี่ทำให้หนังกลายเป็นกึ่งสารคดีเพราะมีทั้งเรื่องแต่งและเรื่องจริงแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง และอาจเพราะแบบนี้แหละที่คนดูอย่างเราจึงรู้สึกว่านอกจากจะอิหยังวะกับความพยายามของหนังแล้ว ยังลุ้นจิกเบาะไปกับความบ้าคลั่งเหนือการควบคุมบนจอตลอดเวลา สมกับที่มันได้รับฉายาว่า "หนังที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์"
-------

7. จากหนังเจ๊งสู่หนังคัลต์

Roar ออกฉายในบางประเทศเมื่อปี 1981 แต่ไม่มีการเข้าฉายโรงตามปกติในสหรัฐฯ ในเวลานั้น มีรายงานว่าหนังใช้ทุนไป 17 ล้านดอลลาร์ และเจ๊งยับเพราะทำเงินทั่วโลกแค่ไม่ถึง 2 ล้าน (หลัก ๆ มาจากการฉายในเยอรมนีและญี่ปุ่น) ส่งผลให้ครอบครัวของมาร์แชลล์กับเฮเดรนเจอภาวะวิกฤตทั้งเรื่องการเงินและความสัมพันธ์จนหย่าร้างกันไปในที่สุด

กระทั่ง 34 ปีต่อมาคือในปี 2015 นี่เองที่ Drafthouse Films นำกลับมาฉายแบบจำกัดรอบในสหรัฐฯ โดยชูประวัติการถ่ายทำอันตรายเป็นจุดขายพร้อมสโลแกนว่า "หนังครอบครัวฉบับสนัฟฟิล์ม" และมีผู้วิเคราะห์ว่าการกลับมาครั้งนี้ทำให้คนเปลี่ยนวิธีในการมองหนังไปมาก ทำให้มันถูกยกขึ้นเป็นหนังสุดคัลต์ตั้งแต่นั้นมา

ผลต่อเนื่องอีกด้านของหนังคือ ที่ดินที่ใช้ถ่ายทำนั้นกลายมาเป็น Shambala Preserve สถานพักพิงสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ นอกจากนั้นเฮเดรนยังก่อตั้ง The Roar Foundation ขึ้นในปี 1983 และทำแคมเปญรณรงค์ที่ตรงข้ามกับเป้าหมายแรกของหนังไปอีกขั้วเลยว่า มนุษย์ไม่ควรซื้อ ขาย เพาะพันธุ์ หรือเลี้ยงสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นสัตว์เลี้ยงเด็ดขาด
_____________________

👿 Cult Hour!
Doc Club & Friends ภูมิใจเสนอกิจกรรมฉายหนังคัลต์ทุกเดือน

🔥 เริ่มเรื่องแรกด้วย Roar
ฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย!
เปิดจองแล้ว!
รายละเอียดเวลาฉาย กรุณาติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา (ลิงค์ในคอมเมนต์)
Showtimes at our website (link in the comment)

หมู่บ้านต้าเฟิน เขตหลงกั่ง เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เป็นแหล่งผลิต "ภาพวาดเลียนแบบ" ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในยุครุ่...
24/09/2026

หมู่บ้านต้าเฟิน เขตหลงกั่ง เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เป็นแหล่งผลิต "ภาพวาดเลียนแบบ" ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในยุครุ่งเรืองที่นี่มีช่างวาดเกือบหนึ่งหมื่นคนและผลิตภาพลอกเลียนปีละเกือบ 5 ล้านภาพ!

ถ้าคุณไปพักโรงแรมไหนแล้วเห็นภาพ The Starry Night ของแวนโกะห์แขวนอยู่ หรือเดินผ่านย่านท่องเที่ยวแล้วเห็นภาพ Water Lilies ของโมเนต์วางขาย ...ก็เป็นไปได้ว่าที่แท้แล้วมันเป็นผลผลิตจากฝีแปรงของช่างที่ต้าเฟินแห่งนี้ เพราะ 80% ของภาพจากที่นี่ถูกส่งออกไปทั่วโลก ช่างคนหนึ่งบอกว่าวิธีทำงานของเขาคือ เอาผ้าใบมาวางเรียงกันคราวละ 20 ผืน แล้วลงสีไล่ไปทีละสีไม่ต่างจากสายพานการผลิตสินค้าในโรงงาน และเมื่อวาดเสร็จพวกเขาก็ลงชื่อจิตรกรโด่งดังของโลกไปตามใบสั่งจากลูกค้า โดยบางครั้งก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นชื่อของใคร

Shanzhai Screens เป็นสารคดีสั้นความยาว 23 นาที ของ พอล แอ็งตส์ ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่เราเข้าไปยังต้าเฟิน แต่หนังไม่ได้วางตัวเป็นสารคดีข่าวที่ไปถ่ายให้เห็นการทำงานวาดภาพลอกเลียนแบบของช่างเหล่านั้น เพราะสิ่งที่แอ็งตส์ทำคือนำกล้องออกสอดส่องในยามค่ำคืน ฟังบทสนทนา (ที่ทั้งเป็นธรรมชาติและขัดเขิน) ของเหล่าบรรดาช่างวาด ซึ่งใช้เวลาว่างจากงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมาพักผ่อนหย่อนใจและพูดคุยบอกเล่าเรื่องราวของตนเองสู่กันและกัน

แอ็งตส์บอกว่า หนังที่เป็นดัง “ภาพเหมือนของแรงงานในยุคโลกาภิวัตน์” เรื่องนี้ เกิดขึ้นมาจากคำถามง่าย ๆ ของเขาเองที่ว่า ช่างชาวจีนที่รับวาดภาพลอกเลียนจิตรกรรมดัง ๆ เหล่านี้จะมีความคิดความฝันถึงชีวิตอย่างไร ในเมื่อพวกเขาวาดรูปอยู่แต่ในห้องทำงานโดยไม่เคยได้เห็นผลงานของตัวเองไปแขวนอยู่บนผนังที่ไหนเลย

แอ็งตส์ใช้เวลาสองเดือนในเซินเจิ้นช่วงกันยายนถึงตุลาคม 2018 กินอยู่ร่วมกับช่างวาด เขาถ่ายช่างวาดทั้งหมด 5 คน โดยได้ไอเดียในการเล่าเรื่องเฉพาะตอนกลางคืนมาจากหนังสือ 24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep ของ โจนาธาน แครี ที่ว่าด้วยความพยายามของตลาดในการ "ยึดครองเวลากลางคืนของมนุษย์"

Shanzhai Screens เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลหนังสั้นแกลร์มง-แฟร็อง ปี 2020 ตามด้วยการฉายในเทศกาลกว่า 20 แห่ง และคว้าราวัลภาพยนตร์บันเทิงคดียอดเยี่ยมจากเทศกาล IndieLisboa โปรตุเกส, ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาล Olhar de Cinema บราซิล และสารคดียอดเยี่ยมจากเทศกาล Message to Man รัสเซีย
-----------------------

📍 วันอาทิตย์ 27 กันยายนนี้
Shanzhai Screens (ศิลปินตามใบสั่ง)

⏰ 13.00 น. ใน "อะไรนะสารคดี - What the Doc?"
📺 ช่องหมายเลข 3 ไทยพีบีเอส

นำเสนอโดย Locals Thai PBS และ Doc Club

อีก 1 สัปดาห์ ขอชวนมาเข้าแคมป์มิอัสมาด้วยกัน!
24/09/2026

อีก 1 สัปดาห์ ขอชวนมาเข้าแคมป์มิอัสมาด้วยกัน!

อีก 1 สัปดาห์! คอมเมนต์บอกหน่อยว่าโรงหนังที่ใกล้คุณที่สุด อยู่ที่ไหน?

Teenage S*x and Death at Camp Miasma
มิอัสมา ค่ายสยองของสองเรา❤️‍🔥
1 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์



#มิอัสมาค่ายสยองของสองเรา

24/09/2026

"ขอให้เธอโชคดี" โปรเจ็คต์ภาพยนตร์สารคดีเรื่องล่าสุด ผลงานกำกับของ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและตัวตนของ วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ เปรียบเสมือนภาคต่อของ "Wish Us Luck" ที่ทั้งคู่เคยร่วมงานกันเมื่อราว 15 ปีก่อน สะท้อนมุมมองและโชคชะตาที่เดินทางมาไกลนับจากวันนั้น

หลังพบว่าเป็นมะเร็ง วรรณแววหันหน้าสู่การรักษาทางเลือก จนค้นพบวิธีคุยกับจิตวิญญาณ จึงใช้วิธีนี้ในการทำหนังเรื่องใหม่

ภาพยนตร์เรื่อง "ขอให้เธอโชคดี" ผลิตโดย Friyay และได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการเงินอุดหนุนภาพยนตร์ สารคดี และแอนิเมชันไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ติดตามความคืบหน้าของโปรเจ็คต์นี้ได้ที่นี่ และเตรียมพบกันเร็ว ๆ นี้

"Wish Her Luck" A documentary about the soul of Wanweaw, by Weawwan.

After being diagnosed with cancer, a female filmmaker turns to alternative healing, discovering a way to communicate with spirits and uses this method to make her new film.

Directed by Weawwan Hongvivatana, the film follows the life and soul of Wanweaw Hongwiwat, serving as a spiritual sequel to "Wish Us Luck", a project the two collaborated on together some 15 years ago, reflecting how far their perspectives and fortunes have traveled since.

Produced by Friyay, the project is proudly supported by the film, documentary, and animation grant from the Department of Cultural Promotion, Ministry of Culture.

Stay tuned for updates on our production journey coming soon.

"มันเป็นเรื่องของอะไรพื้น ๆ แค่สองอย่างเท่านั้นนั่นคือ เนื้อหนัง... และของเหลว"คริส ผู้กำกับหนังเควียร์รุ่นใหม่ ได้รับมอ...
24/09/2026

"มันเป็นเรื่องของอะไรพื้น ๆ แค่สองอย่างเท่านั้น
นั่นคือ เนื้อหนัง... และของเหลว"
คริส ผู้กำกับหนังเควียร์รุ่นใหม่ ได้รับมอบหมายจากสตูดิโอในฮอลลีวู้ดให้มาฟื้นคืนชีพ "Camp Miasma" หนังแฟรนไชส์สแลชเชอร์ยุค 1980 ที่เคยโด่งดัง แต่โดนทำภาคต่อราคาถูก ๆ ภาคแล้วภาคเล่ามาจนแทบหมดสภาพ

แล้วมีหรือที่แฟนหนังสยองขวัญฆาตกรโรคจิตตัวยงผู้เทิดทูน Camp Miasma สุดหัวใจอย่างคริสจะไม่ตอบรับความท้าทายนี้ เธอมุ่งมั่นจะรีบูตมันด้วยการตีความใหม่ แล้วรีบออกหาข้อมูลจนได้พบกับ "บิลลี่ เพรสลีย์" นักแสดงหญิงผู้เคยรับบทนางเอกผู้รอดตายใน Camp Miasma ภาคแรก ซึ่งปัจจุบันปลีกตัวจากโลกภายนอกและยังอาศัยอยู่ในค่ายพักแรมอันเป็นสถานที่ถ่ายทำเดิม

การพบกันของทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากการค้นคว้าเพื่อทำหนัง ไปสู่ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ...ก่อนที่พรมแดนระหว่างภาพยนตร์ ความทรงจำ จินตนาการ และโลกแห่งความเป็นจริงจะเริ่มหลอมละลายเข้าหากัน
_______________________

🎬 Teenage S*x and Death at Camp Miasma - มิอัสมา ค่ายสยองของสองเรา

หนังสยองขวัญ-สแลชเชอร์-ตลกร้าย-โรแมนติก ของ เจน โชนบรัน ผู้กำกับ We’re All Going to the World’s Fair และ I Saw the TV Glow / ชนะรางวัล Q***r Palm จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด
⏰เริ่มฉาย 1 ตุลาคมนี้
ที่ SF, เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์, House, Doc Club & Friends, Cinema Oasis, ศาลาเสน่หา, Mecani

Teenage S*x and Death at Camp Miasma - มิอัสมา ค่ายสยองของสองเราเริ่ม 1 ตุลาคมนี้
23/09/2026

Teenage S*x and Death at Camp Miasma - มิอัสมา ค่ายสยองของสองเรา
เริ่ม 1 ตุลาคมนี้

: 🎬🔪🔥 Teenage S*x and Death at Camp Miasma หนังสยองขวัญสายเควียร์ที่แรงตั้งแต่ชื่อ

ถ้าชื่อหนังทำให้คุณสะดุดตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน บอกเลยว่านั่นคือความตั้งใจเต็ม ๆ ของผู้กำกับสายอินดี้ตัวจี๊ดอย่าง Jane Schoenbrun กับผลงานใหม่ Teenage S*x and Death at Camp Miasma ที่เพิ่งปล่อยภาพแรกออกมาให้แฟนหนังได้ชิมลาง และมันทั้งเซ็กซี่ อึดอัด และชวนคลุ้มคลั่งแบบไม่เกรงใจใคร

ยิ่งได้สองนักแสดงตัวแม่อย่าง Hannah Einbinder และ Gillian Anderson มาปะทะอารมณ์กันบนจอ ก็ยิ่งทำให้โปรเจกต์นี้ถูกจับตาในฐานะ meta-horror ที่ดูทรงแล้วคงไม่ได้มีดีแค่เลือดสาดแน่นอน

🎬พล็อตของเรื่องเล่นกับขนบหนังสยองขวัญอย่างแสบสัน

Einbinder รับบทเป็นผู้กำกับหนังเควียร์ไฟแรงที่ตัดสินใจรีบูตแฟรนไชส์สแลชเชอร์ชื่อดัง Camp Miasma ซึ่งกำลังจะตกกระแส คล้ายกลิ่นอายภาคต่อยุคทองแบบ Friday the 13th
แต่แทนที่จะโฟกัสแค่การคืนชีพหนัง เธอกลับหมกมุ่นกับการตามหานักแสดงหญิงผู้เคยรับบท final girl ในภาคต้นฉบับ ดาราลึกลับที่หายตัวจากวงการไปนาน รับบทโดย Anderson

จากความชื่นชม กลายเป็นความหลงใหล
จากความหลงใหล กลายเป็นความคลั่งไคล้

หนังค่อย ๆ พาความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคนดำดิ่งสู่พื้นที่บาง ๆ ระหว่างแรงปรารถนา ความกลัว และอัตลักษณ์ทางเพศที่กำลังสั่นคลอน

🎞️ โทนหนัง: ค้างคืนกับเพื่อน แต่เต็มไปด้วยไฟราคะและความหลอน

Schoenbrun เปรียบโทนหนังว่าเหมือนหนังดูค้างคืนบ้านเพื่อน แต่ความรู้สึกนั้นไม่ได้ปลอดภัยนัก เพราะมันผสมความเป็นสแลชเชอร์ยุค 80s เข้ากับอารมณ์เร่าร้อนแบบ Portrait of a Lady on Fire
พร้อมทั้งหยิบประเด็นเพศสภาพหลังการทรานซิชัน และการบิดเบือนบทบาทของ final girl ในประวัติศาสตร์หนังสยองขวัญที่เคยถูกทำให้บริสุทธิ์และไร้เดียงสา ที่คาดว่าไม่ใช่แค่หนังฆาตกรไล่เชือดวัยรุ่นอย่างแน่นอน

สำหรับภาพนิ่งที่ปล่อยออกมาเผยให้เห็นพลังบางอย่างระหว่างสองนักแสดงนำ สายตาที่ทั้งดึงดูดและน่าหวาดหวั่น บรรยากาศชวนอึดอัดเหมือนกำลังจะเกิดบางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
มันให้ความรู้สึกว่า Camp Miasma เวอร์ชันนี้จะไม่ได้เล่นกับแค่มีดหรือเลือด
แต่เล่นกับจิตใจ และความหมกมุ่นของคนทำหนังอย่างตรงไปตรงมา

ทีมนักแสดงนอกจาก Einbinder และ Anderson ยังมีนักแสดงที่แฟน ๆ คุ้นหน้าอย่าง Amanda Fix, Sarah Sherman, Jasmin Savoy Brown, Zach Cherry และ Dylan Baker ที่มาช่วยเติมทั้งพลังสยองและอารมณ์ดาร์คคอมเมดี้
นอกจากนี้ ตัวหนังเองถูกถ่ายทำเสร็จสิ้นที่บริติชโคลัมเบียเมื่อมิถุนายน 2025 โดยได้รับการสนับสนุนจาก MUBI และ Plan B Entertainment

Teenage S*x and Death at Camp Miasma ดูจะเป็นมากกว่าสแลชเชอร์รีบูตธรรมดา
มันคือหนังที่ตั้งคำถามกับตำนาน final girl ตั้งคำถามกับความหมกมุ่นของคนทำหนัง
และตั้งคำถามกับตัวตนของผู้หญิงในกรอบที่หนังสยองขวัญเคยวางไว้

ถ้าคุณชอบหนังสยองขวัญที่ทั้งเลือดสาด เซ็กซี่ และกัดจิกวัฒนธรรมป๊อปไปพร้อมกัน เรื่องนี้อาจเป็นหนึ่งในไฮไลต์สายเควียร์-ฮอร์เรอร์ที่ต้องจับตาในปี 2026

เตรียมเช็กอินที่ Camp Miasma พร้อมกันในโรงภาพยนตร์ 7 สิงหาคม 2026 ซึ่งในขณะนี้จะรวมบ้านเราด้วยไหมนั้นเป็นสิ่งที่น่าติดตามต่อไป แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าความหลงใหลครั้งนี้ จะพาเราไปไกลแค่ไหนกันนะ

*xAndDeathAtCampMiasma ***rHorror

1 ตุลาคมนี้!
23/09/2026

1 ตุลาคมนี้!

ฆ่ากี่ครั้งก็ไม่ตาย แล้วจะเอาอะไรไปหยุดพวกมัน? 🔪
ขวัญใจ 5 วายร้ายหนังสยองขวัญสาย “ฆ่าไม่ตาย”
และหนึ่งในนั้นคือ Little Death จาก Camp Miasma 👹

บางตัวเกิดมาเพื่อฆ่า
บางตัว…เกิดมาเพื่อไม่มีวันตาย
เพราะบางที… “ตาย” อาจไม่ใช่จุดจบของพวกมัน

Teenage S*x and Death at Camp Miasma
มิอัสมา ค่ายสยองของสองเรา❤️‍🔥
1 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์



#มิอัสมาค่ายสยองของสองเรา

Doc Club ภูมิใจเสนอ ตุลาคมนี้
22/09/2026

Doc Club ภูมิใจเสนอ ตุลาคมนี้

ที่อยู่

Century Sukhumvit 2089 Sukhumvit Road, Prakanong Nua, Watthana, Krung Thep Maha
Phra Khanong
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Documentary Club โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Documentary Club:

ทางลัด

แชร์