Fairy Financial ltd.

Fairy Financial ltd. นำเสนอเรื่องราวชีวิตวิถีอีสานและว?

ปลดล็อคเกณฑ์ LTV ตัวช่วยพยุงตลาดอสังหาฯ ไทย ช่วยระบายสต๊อกเหลือขายปลดล็อคเกณฑ์ LTV ตัวช่วยพยุงตลาดอสังหาฯ ไทย ช่วยระบายห...
21/10/2025

ปลดล็อคเกณฑ์ LTV ตัวช่วยพยุงตลาดอสังหาฯ ไทย ช่วยระบายสต๊อกเหลือขาย

ปลดล็อคเกณฑ์ LTV ตัวช่วยพยุงตลาดอสังหาฯ ไทย ช่วยระบายหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขาย ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยเหลือขาย 224,100 ยูนิต สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปี (2562-2567)

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา ธปท. แถลงผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) โดยมีสาระสำคัญคือ

1.กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็น 100% สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และกรณีมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

2.การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2568 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569

โดย ธปท. ให้เหตุผลในการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ว่าเป็นเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะชะลอตัว อย่างต่อเนื่องและไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับจากการหารือกับทั้งผู้ประกอบการในธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูงได้บ้าง

ผลของการผ่อนคลาย LTV มีอะไรบ้าง?
Krungthai COMPASS ประเมินเป็นการเบื้องต้น (Initial Assessment) ว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธปท. ในครั้งนี้ จะช่วยประคับประคองตลาดที่อยู่อาศัย โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 คาดว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จะช่วยระบายหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขาย และเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ

ปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีหน่วยเหลือขาย 234,400 ยูนิต ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2562-67) ที่ 224,100 ยูนิต ราว 4.6% ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาด้านกำลังซื้อที่ได้รับผลกระทบ จากการขยายตัวที่ไม่ทั่วถึงของเศรษฐกิจ ภาวะหนี้ครัวเรือนตลอดจนหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ เริ่มมีสภาพคล่องทางการเงินที่ตรึงตัวขึ้น

สังเกตได้จาก Current Ratio และ Quick Ratio โดยเฉลี่ยของผู้พัฒนาอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 2.93 และ 0.80 เท่าในช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2562) ลดลงมาเหลือ 2.28 และ 0.40 เท่าในปี 2566 โดยล่าสุดในปี 2567 ทั้ง 2 อัตราส่วนก็ปรับตัวลงมาเหลือ 2.13 และ 0.30 เท่า ดังนั้น การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ที่คาดว่าจะช่วยระบายหน่วยเหลือขายได้นั้นก็น่าจะช่วยส่งเสริมสภาพคล่องให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้บ้าง

ประเด็นที่ 2 คาดว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จะมีส่วนสำคัญในการช่วยประคับประคองมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2568

โดยหากเป็นกรณีที่ ธปท. ไม่มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV แล้วนั้น Krungthai COMPASS ประเมินว่ากิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีมูลค่าที่ราว 5.7 แสนล้านบาทในปี 2568 หดตัว -3.8%YoY ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากปัญหาด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคตามที่ได้กล่าวไปในข้างต้น

Krungthai COMPASS ประเมินว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV จะสร้าง Upside ให้การโอนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ราว 13,800-27,600 ล้านบาท ช่วยประคับประคองให้ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 อยู่ในระดับใกล้เคียงจากปีที่ผ่านมา โดยในการคำนวณ Upside เรากำหนดสมมติฐานดังนี้ คือ 1) อยู่อาศัยในทุกระดับราคาได้อานิสงส์จากการผ่อนคลาย LTV 2) กำหนดให้หน่วยเหลือขายประเภทบ้าน ณ สิ้นปี 2567 ทั้งหมดพร้อมโอนในปี 2568 แต่หากเป็นคอนโดฯ กำหนดให้ครึ่งหนึ่งของหน่วยเหลือขายจะพร้อมโอนในปี 2568 3) กำหนดให้ผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญาที่ 2 ขึ้นไป และผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยราคาเกิน 10 ล้านบาท ขึ้นไปในทุกสัญญา มีสัดส่วนรวมกันที่ 25% ของทั้งตลาด และ 4) กำหนดให้ Upside ของ LTV อยู่ที่ 5% (ในกรณี 1) และ 10% (ในกรณี 2) ของมูลค่าหน่วยเหลือขายที่พร้อมโอนในปี 2568

ประเด็นที่ 3 Sentiment ของตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ซึ่งจะเป็นผลดีที่ช่วยส่งเสริมให้ภาคอสังหาฯ มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการลงทุนเปิดโครงการใหม่ที่จะส่งผลบวกต่อเนื่องแก่ธุรกิจที่อยู่ใน Value-Chain ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงธุรกิจรับตกแต่งภายใน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปของภาคอสังหาฯ คือ การออกมาตรการกระตุ้นอื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมของภาครัฐ โดยเฉพาะ “การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง” ซึ่งในปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือรายการละ 0.01% เพื่อช่วยลดภาระผู้ซื้อและกระตุ้นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งความคืบหน้าของมาตรการนี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1 เดือนต่อจากนี้

19/10/2025

คุยเรื่อง 18+ ได้กับ ChatGPT หนทางทำเงินใหม่ของ Sam Altman ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “แชตบอตอีโรติก” อาจล่อลวงผู้ใช้ ทำไมบางกลุ่มถึงไม่เห็นด้วย?
เมื่อวันอังคารที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา Sam Altman ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI เจ้าของแชตบอต AI เจ้าใหญ่ของโลก ได้ออกมาประกาศผ่านโพสต์บน X ว่า กำลังปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ที่ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ของบริษัท โดยเตรียมเปิดให้ผู้ใช้งาน ChatGPT ที่เป็นผู้ใหญ่และยืนยันตัวตนแล้ว สามารถเข้าถึงเวอร์ชันแชตที่มีจำกัดน้อยลง ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้แชตเนื้อหาเชิงอีโรติก (Erotica) ได้ในเดือนธันวาคมนี้
และยิ่งช่วงก่อนหน้านี้ OpenAI ถูกตั้งคำถามด้านจริยธรรมและความปลอดภัย และถูกจับตาอย่างหนัก หลังถูกครอบครัวหนึ่งฟ้องร้อง กล่าวหาว่า ChatGPT มีส่วนทำให้ลูกชายวัย 16 ปีของพวกเขาต้องจบชีวิตของตัวเองลง จนทางคณะกรรมาธิการการค้าสหรัฐฯ (FTC) ต้องเข้ามาเปิดการสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง รวมถึง OpenAI เกี่ยวกับความเสี่ยงของแชตบอตต่อเด็กและวัยรุ่น
คำถามสำคัญที่ตามมา คือ “ChatGPT จะยังปลอดภัยกับผู้ใช้ทุกคนไหม?” และ “เป็นเรื่องน่าผิดหวังไหม เมื่อ OpenAI ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้หาเงินได้มากขึ้น แต่ยังเรียกตัวเองว่าเป็น AI เพื่อมนุษยชาติ?”
คลิกอ่านต่อในคอมเมนต์
#การเงินดีชีวิตดี #แชตบอต #โมเดลธุรกิจ

“ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% หวังขยายการผลิตรถในสหรัฐฯประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเก็บภาษีนำเข้า 25% รถยนต์ที่ผลิต...
17/10/2025

“ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% หวังขยายการผลิตรถในสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเก็บภาษีนำเข้า 25% รถยนต์ที่ผลิตในต่างประเทศทั้งหมด เพื่อขยายการผลิตรถยนต์ภายในสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ทุกคันที่ส่งมายังสหรัฐฯ 25% ซึ่งถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าโลกขึ้นอย่างมาก

ภาษีนำเข้าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 เม.ย. เวลา 00.01 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (11.01 น. ของวันที่ 3 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์ของสหรัฐฯ

ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี ทำให้ที่ผ่านมา สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ถูกมองว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน รถที่ผลิตในแคนาดาและเม็กซิโกจึงไม่เคยต้องเสียภาษี

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ แต่ทรัมป์ต้องการให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตขึ้น “พูดตรง ๆ ว่า มิตรมักจะแย่กว่าศัตรูเสมอ และสิ่งที่เราจะทำคือขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ทุกคันที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ 25% หากรถยนต์เหล่านั้นผลิตในสหรัฐฯ จึงจะไม่ถือเป็นภาษีนำเข้า”

ภาษีนำเข้าใหม่จะไม่เพียงแต่จะมีผลบังคับใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ด้วย รวมทั้งเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง โดยภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จะมีผลบังคับใช้ไม่เกินวันที่ 3 พ.ค.

ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) จะได้รับการยกเว้นภาษีจนกว่าสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ จะมีระบบเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ได้

ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ติดต่อกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Stellantis, Ford และ General Motors “หากพวกเขามีโรงงานที่นี่ ก็น่ายินดีมาก แต่หากไม่มีโรงงานที่นี่ พวกเขาจะต้องรีบสร้างมันขึ้นมา”

ราคาหุ้นของทั้งสามบริษัทร่วงลงในการซื้อขายหลังปิดตลาดหลังจากการประกาศของทรัมป์ โดยหุ้นของ General Motors ร่วงลงมากกว่า 7% ขณะที่ Ford และ Stellantis ร่วงลงมากกว่า 4%

ในปี 2024 รถยนต์ SUV และรถบรรทุกขนาดเล็กที่ชาวอเมริกันซื้อ มีอยู่ประมาณ 16 ล้านคันที่เป็นรถยนต์นำเข้า

คาดว่าบริษัทผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่จะโยนภาระต้นทุนเพิ่มเติมจากภาษีศุลกากรไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าพวกเขาไม่สามารถย้ายห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ ได้อย่างง่ายดาย และแม้ว่าจะทำได้ ก็ยังมีต้นทุนสูงอีกด้วย

TISCO ESU หั่น GDP ไทย เหลือ 2.8%  หุ้นกลุ่ม "7 นางฟ้า"กลายเป็นตัวฉุดตลาดTISCO ESU แนะ นักลงทุนปรับพอร์ต สู้ นโยบายทรัมป...
14/10/2025

TISCO ESU หั่น GDP ไทย เหลือ 2.8% หุ้นกลุ่ม "7 นางฟ้า"กลายเป็นตัวฉุดตลาด

TISCO ESU แนะ นักลงทุนปรับพอร์ต สู้ นโยบายทรัมป์ พร้อมหั่น GDP ไทย เหลือ 2.8% ชี้ ! หากแรงกดดันสงครามการค้าสูง อาจลดเหลือเพียง 2.1% จับตา ! สหรัฐฯ ขึ้นภาษี 2 เม.ย.นี้

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกเผชิญกับแรงขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับลดประมาณ 10% จากจุดสูงสุด นำโดยหุ้นกลุ่ม “7 นางฟ้า” ที่เคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงขาขึ้น กลับกลายเป็นตัวฉุดตลาดในรอบนี้ โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดมาจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนี้ ความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด ซึ่งต้องจับตาการประกาศนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายนนี้ และในภาวะตลาดผันผวนนี้ TISCO ESU แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ต โดยเน้นอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล และกลุ่มที่มีรายได้หลักจากตลาดในสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงของการถูกตอบโต้จากสงครามการค้า ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ขยายตัว และได้รับประโยชน์จากนโยบายลดกฎระเบียบในภาคการเงิน (Bank de-regulation) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และกลุ่มพลังงานในสหรัฐฯ ที่แม้ราคาน้ำมันจะปรับฐานลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ แต่มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม มองว่า ในช่วงที่ตลาดกำลังจะฟื้น ควรซื้อหุ้นในกลุ่มไหนดีนั้น ก็มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จึงแนะนำหุ้น 3 กลุ่ม ที่น่าสนใจ คือ US Financials , US Energy และ Japan Equities

ส่วนการลงทุนทองคำ มองว่า ต้องจับตาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลายก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ราคาทองคำปรับลดลงได้ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างยืดเยื้ออยู่

ด้านนายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกภายใต้ยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งนักวิเคราะห์เรียกข้อตกลงดังกล่าวว่า "Mar-A-Lago Accord" ตามชื่อบ้านพักของทรัมป์ ซึ่งเป็นการรวมแนวคิดทั้งหมดของทรัมป์ไว้ด้วยกัน ได้แก่ การผลักดันยุโรปให้รับภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และการจัดระบบการค้าโลกใหม่เพื่อลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ผลักดันดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลก (Global Economic Policy Uncertainty Index) ให้พุ่งสูงกว่าช่วงล็อกดาวน์ในปี 2563 สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

ส่วนการลงทุนภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป มองว่า ตราสารหนี้โลก (Global Fixed Income) จะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ หากลงทุนในตราสารหนี้โลกในช่วงนี้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ของพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 ปีแล้ว ขณะที่ Real Yield ของญี่ปุ่นเองก็เพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่เกือบไม่ติดลบ แม้ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกบ้าง แต่ประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าวค่อนข้างจำกัด จึงแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนในตราสารหนี้โลกที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ซึ่งเริ่มเห็นการ Outperformed พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจ คือ น้ำมันดิบ ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการการคลัง โดยเฉพาะในยุโรปและจีน ที่มีแนวโน้มต้องนำทรัพยากรการคลังออกมาใช้มากขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แม้ราคาน้ำมันดิบ WTI จะปรับตัวลดลงติดต่อกันนานกว่า 7 สัปดาห์ในช่วงต้นปี แต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และตลาดยังซึมซับข่าวลบไปค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ TISCO ESU มองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70 – 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงกลางปีนี้ ตามปัจจัยฤดูกาลที่อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกมักเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน

ขณะที่ นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีสัญญาณชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะโตที่ 2% ในปี 2568 โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดส่วนใหญ่เป็นผลจากการตอบแบบสอบถาม เช่น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ปรับตัวลงรุนแรง ขณะที่ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การจ้างงาน รายได้ การใช้จ่ายและการผลิต ยังแข็งแกร่งและไม่มีสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ชัดเจน

ด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ประเมินว่า ในปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้ง รวมที่ระดับ 0.50% โดยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้ Fed ต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง ขณะเดียวกัน ยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านสูง (Upside Risks) ต่ออัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risks) ต่อเศรษฐกิจให้ดี ก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนจุดยืนนโยบายการเงินในอนาคต

ในส่วนมุมมองต่อเศรษฐกิจยุโรป มองว่า ยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากเยอรมนีมีแผนขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามานานกว่า 2 ปี และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกในช่วงปี 2569-2570 และคาดว่า GDP จะโตอยู่ที่ 1.5% บวกลบ หลังได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย จากขนาดของมาตรการที่ใหญ่ และมีโครงการลงทุนที่หลากหลาย จึงอาจช่วยหนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้ง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี และทั่วทั้งยุโรปมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอาจใช้เวลานาน ทำให้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2568 อาจไม่ได้ขยายตัวมากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น จึงต้องติดตามกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด

“ ต้องจับตาการประกาศนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐในวันที่ 2 เมษายนนี้ หากไทยได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยง โดยเฉพาะสินค้าหลักที่ส่ง เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ ยางพารา และยางรถยนต์ ”

นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า จากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น TISCO ESU ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.8% จากเดิมที่คาดไว้ 3.0% แต่ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมที่อาจกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า จากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. มาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.35-0.50 ppt. และ 2.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมเที่ยวภายในประเทศ และเลือกจุดหมายปลายทางที่ไกลขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.20 ppt. ดังนั้น หากปัจจัยเหล่านี้ยังดำเนินต่อไป เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะเติบโตได้เพียง 2.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปี 2567 ที่ขยายตัวได้ 2.5%

ส่วนนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.00% ในการประชุมครั้งแรกของปี สวนทางกับท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนหน้านี้ โดย กนง. ให้เหตุผลว่าภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ และความเสี่ยงด้านลบเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ยังย้ำว่าเป็นการปรับสมดุลของดอกเบี้ย ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ที่ 2.8% คาดว่า กนง. อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ตลอดทั้งปี แต่หากได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไปข้างต้น มีโอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกราว 1 – 2 ครั้ง ในปีนี้ หรือลงมาอยู่ที่ 1.50-1.75% ต่อปี โดยขึ้นอยู่กับในระยะข้างหน้าจะมี Negative Shock เข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ โดยต้องจับตารายละเอียดนโยบายสงครามการค้าของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายนนี้

12/10/2025

รายได้ 15,000 หรือ 50,000 มนุษย์เงินเดือนก็มีหลักล้านได้ ถ้าสร้างวินัย - จัดการเงินเป็น
[ รวยยาก ≠ รวยไม่ได้ ]
ประเด็นเรื่องมนุษย์เงินเดือนกับความรวย เป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง เช่นมีกระทู้พันทิปที่ถามว่า “มนุษย์เงินเดือนมีสิทธิ์รวยมั้ย?” หรือการถกเถียงในเพจ Facebook ต่างๆ รวมถึงการตั้งคำถามว่า เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทจะพอใช้ไหม ท่ามกลางรายจ่ายที่พุ่งขึ้นและรายได้ไม่เติบโต
ล่าสุด “ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร” นักธุรกิจและนักลงทุน ออกมาเล่าถึงคนรู้จักที่เป็นพนักงานเงินเดือน 50,000 บาท แต่พยายามแบ่งกินแบ่งใช้จนมีเงินเก็บราว 2 ล้านบาทในตอนที่อายุ 30 ปี
ซึ่งโพสต์ของเขากลายเป็นที่ถกเถียงว่า ถึงมีรายได้เท่าไร ถ้าไม่ออมก็ไม่มีเก็บ ซึ่งเงินเดือน 15,000 บาท หรือ 50,000 บาท เราก็มีเงินล้านได้ ถ้าเริ่มออม วางแผนและทำอย่างต่อเนื่อง
Thairath Money จึงลองยกตัวอย่างมาให้ดูว่า ถ้าอยากมีเงิน 1 ล้านบาท ต้องออมเดือนละเท่าไร และใช้เวลานานแค่ไหน
คลิกอ่านต่อใน comment
#การเงินดีชีวิตดี #มนุษย์เงินเดือน #การวางแผนการเงิน #การออมเงิน #การลงทุน #วินัยการเงิน #เงินล้าน #ดอกเบี้ยเงินฝาก #เคล็ดลับการเงิน

เช็กอาการเศรษฐกิจไทย สงครามการค้า กดโอกาสเติบโตต่ำกว่าคาดศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงคาดการณ์จีดีพีปี 68 โตที่ 2.4% ท่ามกลางปัจ...
10/10/2025

เช็กอาการเศรษฐกิจไทย สงครามการค้า กดโอกาสเติบโตต่ำกว่าคาด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงคาดการณ์จีดีพีปี 68 โตที่ 2.4% ท่ามกลางปัจจัยลบจากเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงสงครามการค้า ที่อาจทำให้มีโอกาสเติบโตต่ำกว่าคาด

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ท่ามกลางความท้าทายทางด้านการขาดดุลการค้าอย่างเรื้อรังและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นของสหรัฐฯ แนวทางการแก้ปัญหาที่เริ่มมีการกล่าวถึงมากขึ้นในปี 2568 คือข้อตกลง Mar-a-Lago Accord คล้ายคลึงกับข้อตกลง Plaza Accord ในปี 2528 ที่สหรัฐฯ เคยนำมาใช้

โดยเป้าหมายหลักของ Mar-a-Lago Accord คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ต้องอ่อนค่าลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกสหรัฐฯ

รวมถึงการฟื้นฟูภาคการผลิตของสหรัฐฯ และการลดภาระหนี้สหรัฐฯ โดยประเทศพันธมิตรที่พึ่งพาการคุ้มครองด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ต้องเข้ามาถือพันธบัตรรัฐบาล 100 ปี

นายรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าต่อตลาดรถยนต์โลก โดยมองว่าจะทำให้ตลาดรถยนต์โลกเกิดการแข่งขันสูงขึ้น ภาวะอุปทานรถยนต์ล้นเกินของโลกรุนแรงขึ้น และราคารถยนต์ในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง โดยประเทศผู้ผลิตรายหลักในตลาดโลก เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ จะกระจายตลาดส่งออกรถยนต์มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาเพื่อผลิตรถยนต์ป้อนตลาดสหรัฐฯ ลดผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ทั้งนี้ การแข่งขันในตลาดรถยนต์โลกที่เพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะซ้ำเติมภาวะอุปทานรถยนต์ล้นเกินของโลกให้รุนแรงขึ้น จากปัจจุบันที่ยอดผลิตรถยนต์โลกมีจำนวนที่สูงกว่ายอดขายรถถึง 16% นอกจากนี้ ราคารถยนต์ในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ยกเว้นตลาดสหรัฐฯ จากการที่ค่ายรถยนต์จีนน่าจะยังใช้กลยุทธ์ด้านราคาต่อเนื่อง ซึ่งการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว คาดว่ายังจะส่งผลต่อการส่งออกรถของไทยและต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตรถ ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาตลาดส่งออกสูงถึง 67% ของยอดการผลิตรถทั้งหมดของไทย

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากการขึ้นภาษีของทรัมป์ ฉุดการผลิตอุตสาหกรรมไทยให้เสี่ยงหดตัวราว 1.0% ในปี 2568 ขณะที่ไทยหวังพึ่งแรงส่งจากการท่องเที่ยวได้ไม่มากเท่าปีก่อน โดยผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จะได้รับผลกระทบทางตรงจากการขึ้นภาษีและคำสั่งซื้อที่ลดลงของสหรัฐฯ เนื่องจากพึ่งพาสหรัฐฯ ในฐานะตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม ถูกกระทบทางอ้อมจากการแข่งขันที่รุนแรงท่ามกลางเศรษฐกิจหลักในโลกที่ชะลอลง

สิ่งที่ตามมาคือ แรงงานในภาคการผลิตที่ทักษะต่ำจะมีความเสี่ยงด้านรายได้ โดยโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์เริ่มมีสัญญาณการปิดตัวเพิ่มขึ้นและเป็นขนาดกลางถึงใหญ่ ซึ่งสถานการณ์คงจะท้าทายมากขึ้นอีกเมื่อสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในต้นเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ ไทยคงคาดหวังแรงส่งจากการท่องเที่ยวได้ไม่มากเท่าปีก่อน หลังจำนวนนักท่องเที่ยว 2 ชาติหลักอย่างจีนและมาเลเซียลดต่ำลง อีกทั้ง การแข่งขันกันดึงนักท่องเที่ยวและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้การฟื้นตัวของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดหรือมากกว่านั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความว่า หากไทยโดนภาษีนำเข้า Reciprocal Tariff เพิ่มขึ้นอีก 10% คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีที่ -0.3% ซึ่งผลกระทบดังกล่าวได้รวมไว้ในการประมาณการจีดีพีปี 2568 ที่ 2.4% แล้ว อย่างไรก็ตาม หากไทยโดนภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 25% คาดว่าจะส่งผลต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น -0.6%และประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ปัจจุบันมองไว้ที่ 2.4% มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงแต่จะยังอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 2.0%

นอกจากนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2568 แทบจะไม่เติบโตเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) จากผลกระทบสงครามการค้า ปัจจัยฐานที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และแรงส่งทางเศรษฐกิจลดลง

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ทิศทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาลงทั้งในและต่างประเทศ แต่สำหรับภาคเอกชนไทยที่มีแผนระดมทุน อาจต้องระวังว่า ต้นทุนการระดมทุนอาจไม่ได้ลดลงมากอย่างที่คาด เพราะนักลงทุนในประเทศยังแสดงสัญญาณระมัดระวัง ทำให้ Spread หุ้นกู้บางกลุ่มยังปรับขึ้น ด้านค่าเงินบาท คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.0 -34.5 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงไตรมาส 2/2568 โดยมีโอกาสแข็งค่าในระยะสั้น ตามการปรับขึ้นของราคาทองคำ และการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟด

ส่วนสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทย เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่ส่วนหนึ่งเป็นการย้ายมาจากตลาดตราสารหนี้ ทำให้ทั้งปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองว่าสินเชื่อจะโตไม่สูงที่ 0.6% โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์น่าจะยังหดตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจและอำนาจซื้อที่ไม่แน่นอน ขณะที่มองว่ามาตรการ LTV ที่เพิ่งผ่อนคลายจะทำให้ประมาณการสินเชื่อบ้านปีนี้โตเพิ่มขึ้นได้อีก 0.1-0.2% จากประมาณการเดิมที่ 0.5%

08/10/2025

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์ ตลาดมายืนเหนือ 1300 แรงซื้อหลักมาจาก DELTA หนุนตลาด 10 จุด หนุนจิตวิทยาก่อนทราบผลประชุม กนง. วันนี้ ตลาดส่วนหนึ่งคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ย แต่เรามองว่าการปรับลดมีแนวโน้มเกิดขึ้นใน ธ.ค. มากกว่า
หากออกมาตามที่เราคาดไว้อาจทำให้ตลาดมีช่วงผันผวนได้ ทางเทคนิคตลาดกลับมายืนเหนือ 1300 ได้ ทำให้จิตวิทยาเป็นบวกอีกครั้ง มีแนวต้านถัดไปที่ 1313/1320 ที่จะทำให้ชะลอตัว ส่วนแนวรับหากยังบวกแกว่งไม่ควรลงหลุด 1300/1290
#หุ้นวันนี้ #กนง #ดอกเบี้ย #ตลาดหุ้นไทย #กลยุทธ์ลงทุน #คนละครึ่งพลัส

ยอดผลิตรถยนต์ ก.พ. ลดลง 13% ยอดขายวูบ 6.68% ส่งออก ลด 8%ส.อ.ท.เปิด ยอดผลิตรถยนต์ เดือน ก.พ. ปี 68 ลดลงกว่า 13% ยอดขายลด ...
06/10/2025

ยอดผลิตรถยนต์ ก.พ. ลดลง 13% ยอดขายวูบ 6.68% ส่งออก ลด 8%

ส.อ.ท.เปิด ยอดผลิตรถยนต์ เดือน ก.พ. ปี 68 ลดลงกว่า 13% ยอดขายลด 6% ยอดส่งออก ลด 8% ยอมรับ ! กังวล การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ยอดผลิตรถยนต์รวมทุกประเภท อยู่ที่ 115,400 กว่าคัน ลดลง 13.62% ขณะที่ รถกระบะอยู่ที่ 76,017 คัน ลดลง 5.28% ซึ่งยอดขายกระบะลดลง เพราะการปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 222,590 คัน ลดลง 19.29%

ขณะที่ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 49,313 คัน ลดลง 6.68% จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินกับผู้ซื้อรถกระบะที่ยังคงลดลง 14.9% จึงคงต้องรอยอดจองรถยนต์ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ที่เริ่มวันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 ที่สถาบันการเงินอาจปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้น

และล่าสุด นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงมาตรการช่วยเหลือรถกระบะในโครงการ "รถกระบะพี่ มีคลังค้ำ" โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย)ค้ำประกันสินเชื่อซื้อรถกระบะซึ่งเป็นรถประกอบธุรกิจของประชาชนและเกษตรกรซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีวงเงิน 5 พันล้านบาท โดยเริ่มรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งอยู่ในช่วงงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเคอร์โชว์ ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์และส่งเสริมให้ SME ซื้อรถกระบะไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้

โดย ส.อ.ท. เชื่อว่า มาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ“ ช่วยกระตุ้น เริ่มสมัคร 1 เม.ย.นี้ ยังอยู่ในช่วงมอเตอร์โชว์ ยอดจองกระบะน่าจะคึกคักขึ้น แต่อยากให้ผ่อนคลายเกณฑ์ให้นอนแบงก์ ลีสซิ่งของบริษัทรถยนต์ เข้าร่วมมาตรการได้ด้วย เพราะจะช่วยเพิ่มการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงยังต้องรอประเมินผลมาตรการอีก 1-2 เดือน ถ้าได้ผลดีมาก จะช่วยดึง GDP ให้โตเกิน 3% ด้วย

ส่วนยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ส่งออกได้ 81,323 คัน ลดลง 8.34% เพราะจะมีการเปลี่ยนรุ่นรถของรถยนต์นั่งบางรุ่น จึงชะลอการผลิต ทำให้ส่งออกลดลงในตลาดเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ และยังคงต้องติดตามการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ารถยนต์ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 2 เมษายน 2568 ว่าจะมีประเทศไหนบ้าง และบางประเทศคู่ค้าลดคำสั่งซื้อเพื่อรอความชัดเจนในนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา บางประเทศคู่ค้ามีรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกเข้ามามีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น บางประเทศคู่ค้ามีกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากประเทศขึ้น

อย่างไรก็ตาม รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 78,095.61 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 คิดเป็น 12.42%

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังเป็นห่วงภาคส่งออก และการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่ทำให้ต่างประเทศ เช่น เม็กซิโก และแคนาดา ส่งออกรถยนต์ลดลง ทำให้การส่งออกชิ้นส่วนของไทยได้รับผลกระทบไปด้วย

04/10/2025

ประเทศไทยกำลังผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านสินค้าทางวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ แต่ความสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังสร้างความแตกต่างให้กับวงการ คือการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “Creative Tech” ซึ่งกำลังเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการ สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า
Creative Tech เกิดจากการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ (Creative) และเทคโนโลยี (Technology) เป็นการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่าง AI, Machine Learning, VR, AR, Blockchain หรือแม้แต่ Metaverse มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสินค้า และบริการให้มีความแตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ Creative Tech มีความพิเศษคือการผสมผสานสิ่งที่เทคโนโลยีไม่มี นั่นคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นจุดเด่นของมนุษย์ เพราะแม้โลกของเราจะพัฒนาไปถึงยุค 4.0 มีเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่าควรจะนำไปต่อยอดในทิศทางใด มนุษย์จึงเป็นผู้ที่นำเทคโนโลยีไปสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ และพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง นี่คือหัวใจของ Creative Tech !
4 บทบาท Creative Tech ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ในปัจจุบัน มีบริษัท Startup มากมายที่นำแนวคิด Creative Tech มาใช้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลากหลายมิติ เรามาดูกันว่า Creative Tech มีบทบาทสำคัญอย่างไรบ้าง
1. เพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการ
การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับสินค้า และบริการดั้งเดิม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล และช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) มาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ทำให้สินค้าธรรมดากลายเป็นสินค้าอัจฉริยะที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น และสามารถจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นได้ สิ่งนี้เองที่ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักการแข่งขันด้านราคา และหันมาแข่งขันด้านคุณค่า และนวัตกรรมแทน
2. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
Creative Tech ไม่เพียงแต่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และบริการเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้าได้อีกด้วย เช่น การใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือ VR (Virtual Reality) ในการนำเสนอสินค้า หรือบริการ ทำให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น และน่าประทับใจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) และส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขากลับมาซื้อซ้ำ แต่ยังช่วยให้พวกเขาบอกต่อความประทับใจ สร้างการเติบโตแบบปากต่อปากให้กับธุรกิจอีกด้วย
3. ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างสร้างสรรค์ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุนในการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก เช่น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์แนวโน้มตลาด หรือการใช้ระบบอัตโนมัติในการผลิต และให้บริการ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน แต่ยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานของมนุษย์อีกด้วย เมื่อธุรกิจมีต้นทุนที่ต่ำลง และมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ก็จะสามารถแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
4. สร้างพื้นที่ต่อยอดไปสู่นวัตกรรมอื่น
Creative Tech ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้เกิดการต่อยอดไปสู่นวัตกรรมอื่น ๆ เมื่อมีคนเริ่มคิดค้น และนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ก็จะจุดประกายความคิดให้กับคนอื่น ๆ และนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ในประเทศไทยเอง เรามีหน่วยงานที่สนับสนุนการพัฒนา Creative Tech อย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่คอยส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับชุมชน สาธารณชน และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทำให้เกิดการต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง!
ตัวอย่าง Creative Tech ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในประเทศไทย มีการนำ Creative Tech มาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์มากมาย ยกตัวอย่างเช่น
Drone แปรอักษร : ปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้โดรนจำนวนมากสามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้า และแปรอักษรเป็นรูปภาพ หรือข้อความต่าง ๆ ได้ ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในงานประเพณีสำคัญ หรืองานอีเวนต์ต่าง ๆ อีกด้วย
App Pannana : แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถรับชมภาพยนตร์ได้ โดยระบบจะฟังเสียงภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่ และส่งข้อความบรรยายเหตุการณ์ในภาพยนตร์ว่าใครกำลังทำอะไร ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าใจ และรับชมภาพยนตร์ร่วมกับคนทั่วไปได้
ใช้เทคโนโลยี AR และ VR สำหรับการท่องเที่ยว :ปัจจุบันสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในไทยมีการนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือส่องไปที่สถานที่ท่องเที่ยวแล้วระบบจะแสดงภาพจำลองเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หรือแสดงแอนิเมชันตัวละครต่าง ๆ ทำให้การท่องเที่ยวมีความน่าสนใจ และสนุกสนานมากขึ้น
ใช้แอปพลิเคชันช่วยขยายตลาด และให้บริการ : ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งอาหาร และการใช้เทคโนโลยีสามารถช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมาก เช่น แอปพลิเคชันวงใน ที่รวบรวมข้อมูลร้านอาหารทั่วไทย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาร้านอาหารตามประเภท ราคา หรือสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ หรือแอปพลิเคชัน QueQ ที่ช่วยในการจองคิวร้านอาหาร ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอคิวหน้าร้าน และมีเวลาไปทำธุระอื่นก่อนได้
#เทคโนโลยี #บริษัทStartup

เปิดอาณาจักร “Takasago Hydrogen Park” ศูนย์ทดสอบพลังงานไฮโดรเจนญี่ปุ่นส่องการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนของญี่ปุ่นที่ ...
02/10/2025

เปิดอาณาจักร “Takasago Hydrogen Park” ศูนย์ทดสอบพลังงานไฮโดรเจนญี่ปุ่น

ส่องการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนของญี่ปุ่นที่ “Takasago Hydrogen Park” ความหวังพลังงานสะอาดปราศจากคาร์บอนที่ทั่วโลกจับตามอง

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ทั่วโลกมีการพูดคุยกันในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากพลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ไปเป็นพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทางเลือกที่ลดหรือปราศจากการปล่อยคาร์บอน

หนึ่งในพลังงานทางเลือกที่กำลังได้รับความสนใจคือ “พลังงานไฮโดรเจน” หรือการนำก๊าซไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทน โดยไม่ก่อมลพิษ และประเทศหนึ่งที่กำลังเดินหน้าพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนอย่างแข็งขันคือ “ญี่ปุ่น”

โดยเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องจักรและพลังงานอย่าง Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. หรือ MHI ได้ก่อตั้ง “Takasago Hydrogen Park” ศูนย์ทดสอบเทคโนโลยีไฮโดรเจนครบวงจรแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่เมืองทากาซาโกะ จังหวัดเฮียวโงะ

Takasago Hydrogen Park นั้นได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบที่สำคัญของการศึกษาพลังงานไฮโดรเจน เพราะปัจจุบันมีถึง 3 แนวทางในการได้มาซึ่งไฮโดรเจน เพื่อนำไปเข้ากระบวนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไป

แนวทางแรก คือกระบวนการ “อิเล็กโทรไลซิส” (Electrolysis) หรือการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อแยกน้ำ (H2O) ออกเป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2) โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้กระบวนการผลิตไฮโดรเจนมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำหรือไม่มีเลย

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นที่จำกัด ทำให้แหล่งพลังงานหมุนเวียนไม่ได้มากพอจะนำมาใช้ผลิตไฮโดรเจน ทาง MHI จึงพัฒนากระบวนการ “Solid Oxide Electrolysis Cells” หรือ “SOEC” ผลิตไฮโดรเจนโดยการใช้ไฟฟ้าแยกน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2) ผ่านทางกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสเช่นกัน แต่ใช้ความร้อนสูงเข้าช่วย ด้วยอุณหภูมิประมาณ 700-1,000 องศาเซลเซียส ทำให้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่ากระบวนการอิเล็กโทรไลซิสแบบปกติ

และแนวทางที่สามซึ่งยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาเช่นกัน คือกระบวนการ “ไพโรไลซิส” (Pyrolysis) ที่เกิดจากการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติประเภทมีเทน (CH4) ที่อุณหภูมิสูง ประมาณ 500 ถึง 1,500 องศาเซลเซียส ทำให้มีเทนแตกตัว ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮโดรเจนและคาร์บอนแข็ง โดยไม่ปล่อย CO2 เข้าไปในชั้นบรรยากาศ จึงเป็นเป็นวิธีการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและยังสามารถนำคาร์บอนแข็งที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้

เมื่อได้ไฮโดรเจนมาแล้ว ทาง MHI จะนำไปจัดเก็บไว้ที่โรงจัดเก็บ Hydrogen Storage เพื่อรอนำไปเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไป

สำหรับการเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานนั้น ที่ Takasago Hydrogen Park จะทำโดยใช้ “กังหันก๊าซ” หรือ “ก๊าซเทอร์ไบน์” (Gas Turbine)

หลักการทำงานของก๊าซเทอร์ไบน์คือ ใช้อากาศและเชื้อเพลิงเป็นตัวตั้งต้น เพื่อทำให้เกิดพลังงานกล และเปลี่ยนพลังงานกลนั้นเป็นพลังงานไฟฟ้า

โดยปกติ กระบวนการนี้จะเริ่มต้นโดยการใส่อากาศเข้าไปในห้องบีบอัด (Compressor) ทำให้เกิดแรงดันและอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น จากนั้นอากาศที่ถูกบีบอัดจะไหลไปยังห้องเผาไหม้ (Combuster) แล้วผสมกับเชื้อเพลิง จนเกิดการเผาไหม้ ซึ่งจะปล่อยก๊าซพลังงานสูงออกมา จากนั้นก๊าซร้อนจะไหลไปยังชุดใบพัดกังหัน (Turbine) ทำให้ใบพัดหมุน เกิดการแปลงเป็นพลังงานกล และสุดท้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) จะเปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงานไฟฟ้า

ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซเทอร์ไบน์นี้ยังได้ผลผลิตอีกอย่างเป็นก๊าซไอเสีย (Exhaust) ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อได้

Takasago Hydrogen Park ประสบความสำเร็จใช้ก๊าซเทอร์ไบน์ขนาดเล็กเปลี่ยนไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้ไฮโดรเจน 100% ได้พลังงานที่ได้ค่อนข้างน้อย คือราว 40 เมกะวัตต์เท่านั้น

MHI จึงได้พัฒนาก๊าซเทอร์ไบน์ขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถผลิตพลังงานจากไฮโดรเจนได้มากขึ้น จนได้ “M501JAC” ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 566 เมกะวัตต์จากการใช้ไฮโดรเจนสัดส่วน 30%

ในอนาคต MHI วางแผนจะเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าด้วย M501JAC โดยหากสำเร็จ ก็อาจต่อยอดไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ การจะนำพลังงานจากไฮโดรเจนมาทดแทนพลังงานดั้งเดิมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สถิติความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2567 เวลา 20.56 น. มีค่าเท่ากับ 36,477.80 เมกะวัตต์ ขณะที่การผลิตพลังงานจากไฮโดรเจนที่ก้าวหน้าที่สุด ณ เวลานี้ คิดเป็น 1 ใน 63 ของความต้องการดังกล่าวเท่านั้น

ดังนั้น จนกว่าจะถึงวันที่เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนก้าวหน้ามากพอที่จะผลิตไฟฟ้าได้มากเท่าความต้องการของประชากรในประเทศต่าง ๆ สิ่งที่เราทำได้ทุกวันนี้ คือพยายามลดการปล่อยคาร์บอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ที่อยู่

Maha Sarakham
44000

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 20:00
อังคาร 11:00 - 20:00
พุธ 11:00 - 20:00
พฤหัสบดี 11:00 - 20:00
ศุกร์ 11:00 - 20:00
เสาร์ 11:00 - 20:00
อาทิตย์ 11:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fairy Financial ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

อีสานบ้านเฮา

รวมเรื่องราวต่างๆ ของคนชนบทและวัฒนธรรมชาวอีสานบ้านเฮา