Thegrandsystem.com

Thegrandsystem.com service home theater

แอร์
25/06/2019

แอร์

ไทยเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจาก ๑๑๐ โวลท์ เป็น ๒๒๐ โวลท์
23/06/2019

ไทยเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจาก ๑๑๐ โวลท์ เป็น ๒๒๐ โวลท์

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! เมื่อไทยเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจาก ๑๑๐ โวลท์ เป็น ๒๒๐ โวลท์!!

เมื่อผมเล่าเรื่องเก่าๆ ให้คนรุ่นใหม่ฟังว่า สมัยก่อนเราใช้ระบบไฟฟ้าแรงดัน ๑๑๐ โวลท์ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น ๒๒๐ โวลท์จนทุกวันนี้ และเปลี่ยนเมื่อปี ๒๕๐๓ มานี่เอง หลายคนทำท่าไม่อยากจะเชื่อ

ในปีที่ว่า บ้านเมืองเราก็พัฒนาไปไกล มีไฟฟ้าใช้กันทั่วทุกมุมเมืองแล้ว การเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้จะต้องเปลี่ยนหลอดไฟ เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างกันทั้งเมือง แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร

เช่นตอนนี้ ถ้าเราไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากอเมริกาที่ใช้ระบบไฟ ๑๑๐ โวลท์มา แล้วเสียบปลั๊กใช้ในเมืองไทยที่ใช้ไฟ ๒๒๐ โวลท์ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อชั้นดีแค่ไหน รับประกันกี่ปีก็ตาม เพียงไม่ถึงนาทีก็จะมีกลิ่นไหม้ออกมา แล้วหมดสภาพไปเรียบร้อย

เช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าที่ใช้กับระบบ ๑๑๐ โวลท์ เมื่อใช้กับกระแสไฟ ๒๒๐ โวลท์ ก็จะสว่างวาบแล้วดับสนิท เพราะไส้หลอดถูกเผาละลายจากความร้อนของกระแสไฟที่แรงเกินจะรับ

การจะเปลี่ยนระบบ ๑๑๐ โวลท์มาเป็น ๒๒๐ โวลท์ จึงต้องเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้น หลอดไฟทุกหลอด และเปลี่ยนหมดทั้งเมือง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเราเปลี่ยนกันมาแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๓ เป็นต้นมา

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรามีปัญหาเรื่องกระแสไฟฟ้ากันมากเพราะผลิตไม่พอใช้ ต้องใช้วิธีลดความดันในการจ่ายกระแสลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเฉลี่ยให้ใช้กันได้ทั่วถึง แม้จะทำให้หลอดไฟหรี่มีแสงสลัวลง ก็ยังดีกว่าไม่มีไฟฟ้าใช้

กรุงเทพฯตอนนั้น ซึ่งก็คือจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี มีโรงไฟฟ้าอยู่ ๒ โรง โรงที่วัดเลียบ เชิงสะพานพุทธฯ เป็นของบริษัทไฟฟ้าไทยคอร์เปอเรชั่น จำกัด ที่ฝรั่งชาติเดนมาร์คได้รับสัมปทานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จ่ายไฟให้จังหวัดพระนคร-ธนบุรีเขตใต้ กับโรงไฟฟ้าหลวงสามเสน สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย จ่ายไฟให้พระนคร-ธนบุรีเขตเหนือ โดยใช้แนวคลองบางกอกน้อย คลองบางลำพู คลองมหานาค และคลองแสนแสบแบ่งเขตกัน

ส่วนต่างจังหวัดก็ตั้งโรงไฟฟ้าของตัวเองแต่ละจังหวัด เป็นของเทศบาลบ้าง ของเอกชนบ้าง แต่ปั่นไฟใช้เฉพาะกลางคืน ต่อมารัฐบาลขอร้องให้เปิดในตอนเช้าด้วย เพื่อประชาชนจะได้ใช้เปิดวิทยุฟังข่าวสาร

ตอนสงคราม โรงไฟฟ้าทั้งวัดเลียบและสามเสนถูกระเบิดพังทั้ง ๒ โรง ลองนึกภาพดูเมื่อทั้งกรุงเทพฯ คือพระนคร-ธนบุรีไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องหันไปใช้ตะเกียงและเทียนไขอยู่หลายเดือน

พอสงครามสงบในเดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ โรงไฟฟ้าวัดเลียบเร่งซ่อมเพียง ๔ เดือนก็ส่งกระแสไฟฟ้าได้อีก และส่งให้เขตสามเสนด้วย แต่โรงไฟฟ้าสามเสนรัฐบาลกลับไม่สั่งให้ซ่อม จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๔๙๑ จึงเพิ่งตื่น พอสำรวจก็พบว่าอุปกรณ์ต่างๆ ถูกระเบิดทำลายไปไม่เท่าไหร่ ที่เสียหายมากก็เพราะถูกทิ้งให้จมน้ำ ตากแดดตากฝน ที่สำคัญถูกขโมยอุปกรณ์ไปมาก

คณะกรรมการใช้เวลา ๑ ปี ๒๘ วันก็ซ่อมเสร็จ เริ่มจ่ายไฟได้ในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๙๒ แม้จะมี ๒ โรงแล้วไฟฟ้าก็ไม่พอใช้อยู่ดี เพราะมีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก ก่อนสงครามความต้องการไฟฟ้าของจังหวัดพระนครและธนบุรีมีเพียง ๑๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ แต่หลังสงครามเพิ่มขึ้นถึง ๔ เท่า เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าทันสมัยหลั่งไหลเข้ามา อย่าง พัดลม เตารีด กาต้มน้ำ เครื่องหุงต้มไฟฟ้า และตู้เย็น โรงทอผ้าวัดสร้อยทองกับโรงปูนซีเมนต์บางซื่อซึ่งปั่นไฟใช้เอง ได้ส่งกระแสไฟมาช่วยถึง ๑๘,๐๐๐ กิโลวัตต์ ไฟฟ้าก็ยังหรี่ๆ ดับๆ อยู่เสมอ รัฐบาลต้องขอร้องให้งดใช้เครื่องไฟฟ้าทุกชนิดในช่วงเวลา ๑๘.๐๐-๒๑.๐๐ น. แม้แต่ตู้เย็นก็ขอให้ปิด

ในปี ๒๔๙๘ เกิดสถานีโทรทัศน์แห่งแรกขึ้น คือช่อง ๔ วิกบางขุนพรหม และในปี ๒๕๐๑ ก็เกิดช่อง ๕ วิกสนามเป้า แม้ยังเป็นทีวีขาวดำทั้งคู่ก็เป็นที่นิยม ความต้องการกระแสไฟจึงมีมากขึ้น ทำให้กระแสไฟตกเปิดทีวีไม่ได้ หลายบ้านจึงต้องใช้หม้อแปลงที่เรียกว่า“เสต็ปอัพ-เสต็ปดาวน์”ช่วย

ในปี ๒๔๙๒ บริษัทไฟฟ้าของฝรั่งหมดสัมปทาน รัฐบาลจึงเข้าดำเนินการเอง เปลี่ยนชื่อเป็นไฟฟ้ากรุงเทพ เป็นรัฐวิสาหกิจขึ้นกับกรมโยธาเทศบาลเช่นกัน จนในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑ จึงได้รวมการไฟฟ้ากรุงเทพกับการไฟฟ้าหลวงสามเสนเข้าด้วยกัน เป็นการไฟฟ้านครหลวง

ตั้งแต่ก่อนสงคราม รัฐบาลได้คิดหาทางจะแก้ปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่พอใช้มาตลอด ดำริที่จะนำพลังน้ำตกที่จังหวัดกาญจนบุรีมาผลิตกระแสไฟฟ้า ต่อมาก็วางแผนจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแควใหญ่ที่แก่งเรียง เหนือตัวจังหวัด แต่ก็เกิดสงครามขึ้นเสียก่อน หลังสงครามจึงสร้างเขื่อนยันฮีขึ้นที่จังหวัดตาก และตัดสินใจเปลี่ยนระบบแรงดันไฟฟ้าจาก ๑๑๐ โวลท์มาเป็น ๒๒๐ โวลท์ ก่อนที่จะมอบหน้าที่การผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมดให้การไฟฟ้ายันฮีในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๔

เหตุผลในการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจาก ๑๑๐ โวลท์มาเป็น ๒๒๐ โวลท์ ก็เพราะสามารถจ่ายไฟได้เป็น ๔ เท่าของระบบ ๑๑๐ โวลท์โดยใช้สายขนาดเดียวกัน แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ราว ๑๖๐,๐๐๐ ราย ใช้งบประมาณ ๑๒๐ ล้านบาท แต่ก็คุ้มค่ากับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การเปลี่ยนระบบนี้ แน่นอนว่าหลอดไฟทุกหลอดในเมือง และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นภายในบ้านไม่สามารถรับระบบใหม่ได้ การไฟฟ้านครหลวงจึงรับผิดชอบ ส่งช่างเข้าเปลี่ยนหลอดไฟและบาลลาสหลอดฟลูเรสเซนต์ตามบ้านให้ทั้งหมด ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นเตารีด เครื่องหุงต้ม ตู้เย็น ก็ดัดแปลงให้เป็น ๒๒๐ โวลท์ พัดลมขนาดเล็กก็ติดตั้งหม้อแปลงลดแรงดันไฟฟ้าให้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าก็พันมอเตอร์ให้ใหม่ บางอย่างก็ต้องเอาไปดัดแปลงที่โรงงาน

การไฟฟ้านครหลวงได้กู้เงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาของสหรัฐอเมริกามา ๔๐๐ ล้านบาท และเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายในบ้านผู้ใช้ไฟตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๓ เป็นต้นมา กำหนดว่าสัปดาห์หนึ่งจะทำได้ ๙๐๐-๑,๐๐๐ ราย คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปลายปี ๒๕๐๗ โดยเริ่มจ่ายไฟระบบใหม่ไปทีละเขต แต่ปรากฏว่า ๔ เดือนแรกจนถึงปลายปี ๒๕๐๓ สามารถเปลี่ยนได้เพียง ๑,๙๑๖ รายเท่านั้น เพราะช่างยังไม่มีความชำนาญและกำลังคนไม่พอ จึงเปิดรับสมัครช่างไฟฟ้าและผู้สำเร็จวิชาไฟฟ้าจากวิทยาลัยเทคนิกกรุงเทพมาเสริม งานจึงเดินได้คล่องขึ้น

ส่วนงานด้านการเปลี่ยนแปลงระบบจ่ายไฟของการไฟฟ้านครหลวงเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่ จึงต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาแนะนำ โดยด้านวิศวกรรมไฟฟ้าได้จ้างบริษัท White Engineering Corporation มาเป็นผู้ฝึกอบรมผู้จะเข้าทำงานด้านการวางสาย ให้รู้จักเครื่องมือต่างๆ และการไต่เสาด้วยเครื่องมือทันสมัย อบรมการปฐมพยาบาลผู้ถูกกระแสไฟฟ้า ฝึกพนักงานขับรถไฟฟ้า และจัดทำคู่มือเพื่อความปลอดภัยให้แก่พนักงาน
ส่วนการวางผังงานที่ต้องขยายใหญ่ออกไป ได้จ้างบริษัท Commonwenth Service Inc. มาเป็นที่ปรึกษา

ในที่สุด งานที่ดูว่าใหญ่และยากที่จะเป็นไปได้ ก็สำเร็จลงด้วยการเริ่มด้วยก้าวแรก จนสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าไปทั่วประเทศ โดยไม่มีการหรี่ๆ ดับๆ อย่างสมัยก่อนอีก

แต่ถ้าวันนี้เกิดมีใครอุตริคิดจะเปลี่ยนกลับไปใช้กระแสไฟในระบบ ๑๑๐ โวลท์อีก ก็เป็นเรื่องของคนประสาทเสียอย่างแน่นอน และไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว เพราะตัวเลขเมื่อปลายปี ๒๕๕๗ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องจ่ายกระแสไฟให้ผู้ใช้ทั่วประเทศกว่า ๒๑ ล้านราย ไม่ใช่แค่ ๑๖๐,๐๐๐ รายอย่างที่เปลี่ยนครั้งก่อน

เก็บไว้เป็นแนวทาง
17/04/2019

เก็บไว้เป็นแนวทาง

ระบบสายไฟควรรู้
13/10/2018

ระบบสายไฟควรรู้

สายดิน
16/01/2018

สายดิน

การหาขนาดสายดินของโหลดตามมาตรฐานใหม่ EIT-2001-56 สายดินอาจจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

ในตารางที่ 4.2 ของ วสท ที่วิศวกรไฟฟ้าคุ้นเคยกันอยู่นั้น ซึ่งเป็นตารางสำเร็จที่มีไว้ในการเลือกขนาดสายดินของโหลดตามขนาดของเครื่องป้องกันกระแสเกิน

ซึ่งในมาตรฐานเก่า กำหนดหมายเหตุไว้ที่ความยาวจากหม้อแปลงไปยังโหลดตัวที่จะเดินสายดินต้องไม่เกิน 100 เมตร แต่มาตรฐานใหม่ กำหนดไว้แค่ไม่เกิน 30 เมตร

ซึ่งทั้งสองมาตรฐานทั้งเก่าและใหม่กำหนดไว้ว่าหากความยาวสายดินเกินระยะที่กำหนด 100 เมตร (สำหรับมาตรฐานเก่า) และ 30 เมตร (สำหรับมาตรฐานใหม่) จะต้องคำนึงถึง Earth fault loop impedance ของวงจรด้วย โดยพิจารณาตาม ภาคผนวก ญ (ท้ายเล่มของมาตรฐาน)

ในมาตรฐาน ภาคผนวก(ญ) มีการกำหนดตารางค่าความต้านทาน Maximum earth fault loop impedance (Zs = Uo/Ia) ของเซอร์กิตเบรกเกอร์ โดยค่า Earth fault loop impedance หรือค่าต้านทานรวมในวงจรการเกิดลัดวงจร จะต้องน้อยกว่า Zs ที่กำหนดในตาราง ภาคผนวก(ญ) โดยกำหนดไว้ 3 type B, C, D ตามชนิดของเซอร์กิตเบรคเกอร์

เช่น...ถ้าเราสมมุติว่าใช้สายดินเป็นสายทองแดงขนาด 1.5 ตร.มม. มีค่า Impedance = 13.027+j0.149 โอห์ม/กม. คูณความยาวของสายดินแล้วก็เอาค่าอิมพีแดนซ์นี้ ไปรวมกับค่าอิมพีแดนซ์ของสายจำหน่าย เช่น สายเข้ามิเตอร์ สายออกมิเตอร์ สายวงจรย่อย จนถึงหม้อแปลง ก็จะได้อิมพีแดนซ์รวมออกมา นั่นคือค่า Earth fault loop impedance

ถ้าค่าที่ได้น้อยกว่าค่า Maximum earth fault loop impedance ที่กำหนดในตารางภาคผนวก(ญ) ก็ถือว่าขนาดสายดิน 1.5 ตร.มม.นี้ใช้ได้ แต่ถ้าค่ายังมากกว่า Maximum earth fault loop impedance ก็ไปลดค่าอิมพีแดนซ์ของสายดิน นั่นก็คือการเพิ่มขนาดสายดินให้ใหญ่ขื้น ซึ่งอาจจะทำให้ขนาดสายดินใหญ่เท่ากับสายเฟสก็ได้ หากมีระยะทางไกลมากๆ

ซึ่งค่า Maximum earth fault loop impedance นั้นจะต้องไม่เกินค่าในตารางผนวก(ญ) ถึงจะทำให้เบรคเกอร์ตัดวงจรในกรณีลัดลงจรภายในเวลา 0.4 วินาที (สำหรับไฟที่แรงดันไม่เกิน 230V) และที่ 0.2 วินาที (สำหรับแรงดันตั้งแต่ 230-400V) ตามมาตรฐาน British standard BS 7671:2008 ตารางที่ 41.1 (Maximum disconnection times) ก่อนที่อุปกรณ์และสายไฟที่ต่ออยู่ในวงจรจะเกิดความเสียหายลุกไหม้ได้

สรุป มาตรฐานแนวคิดเกี่ยวกับการคำนวณ Earth fault loop impedance มีมาตั้งแต่มาตรฐาน วสท มีการเผยแพร่ แต่ดูเหมือนวิศวกรไฟฟ้าเมืองไทยจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเท่าไร ลองศึกษาแนวคิดตามนี้แล้วลองนำไปประยุกต์ใช้นะครับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า

สามารถอ่านบทความดีๆเรื่อง " มารู้จักกับค่า Earth Fault Loop Impedance (Zs) " เพื่อเตรียมพร้อมศึกษาความเข้าใจ ก่อนจะมีการนำมาประยุกต์ใช้งานจริงครับ

http://www.temcathai.com/magazine/documents/volume_19_issue_4/temca_magazine_19_4_33.pdf

http://www.temcathai.com/download/magazine/volume_20_issue_2/33.Lao%20soo%20kan%20fung2.pdf

AWG
17/08/2017

AWG

AWG ย่อมาจาก American wire gauge

AWG เป็นหน่วยวัดขนาดของลวดตัวนำไฟฟ้า ที่ใช้ในอเมริกา แต่ก็ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

ซึ่งสามารถแปลงหน่วยเป็นหน่วยวัดที่เราคุ้นเคยกันได้ อย่างเช่น Millimeter (มิลลิเมตร) และ Sq.Millimeter (ตาราง-มิลลิเมตร) ดังนี้

12 AWG = 2.05 mm. = 3.309 sq.mm.
13 AWG = 1.83 mm. = 2.624 sq.mm.
14 AWG = 1.63 mm. = 2.081 sq.mm.
15 AWG = 1.45 mm. = 1.650 sq.mm.
16 AWG = 1.29 mm. = 1.309 sq.mm.
18 AWG = 1.02 mm. = 0.822 sq.mm.
20 AWG = 0.81 mm. = 0.517 sq.mm.
22 AWG = 0.65 mm. = 0.325 sq.mm.
24 AWG = 0.51 mm. = 0.204 sq.mm.
26 AWG = 0.40 mm. = 0.128 sq.mm.

จากการแปลงหน่วยจะเห็นว่า ยิ่งตัวเลขค่า AWG มากขึ้น หมายถึงขนาดของลวดตัวนำไฟฟ้าก็ยิ่งเล็กลงเท่านั้น

Ground
14/08/2017

Ground

“G” Ground, “E” Earth and “PE” ต่างกันอย่างไร

จะเห็นได้ว่าเรามีการเรียกสายไฟ หรือ บัสบาร์เส้นสีเขียว หรือ เขียวคาดเหลือง กันว่า สายกราวด์ บ้าง บางคนเรื่องว่า สาย earth บ้าง บางคนเรียก PE บาง หรือ เจอช่างทั่วไปเรื่องว่าสายดิน ตกลงแล้ว ควรเรียกว่าอะไร ???

และ “G” Ground, “E” Earth and “PE” ต่างกันอย่างไร ???

เรื่องของระบบดินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งในเชิงเทคนิค และเชิงความปลอดภัยครับ ทั้งนี้ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อคือ เรื่องระบบดิน Earthing System หรือ Grounding System.

Earthing System หรือ Grounding System เป็นเรื่องระบบการต่อลงดินของระบบไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่น
ระบบแรงสูง
- Solidly Earthing/Grounding System
- High Impedance Earthing/ Grounding System
- Unearthed/Ungrounded System
*ระบบแรงต่ำ จะเรียกด้วยสัญลักษณ์ เช่น TN-S, TN-C, TN-S-C, IT, TT.

การเรียกใช้คำว่า Earth หรือ Ground จะเป็นเรื่องของระบบการต่อลงดิน
และมาตรฐานที่ใช้กัน คือ ทางยุโรป IEC จะใช้ศัพท์ว่า Earth / Earthing ขณะที่ทาง อเมริกา ใช้ศัพท์ว่า Ground/ Grounding

สำหรับ “PE” ย่อมาจาก Protective Earth ซึ่งเป็นศัพท์ทางยุโรปใช้กัน ขณะที่ของ อเมริกันจะใช้คำว่า Grounding conductor ทั้งคู่มีความหมายคือสายไฟที่มีการต่อถึงหลักดินมีความต่างศักดิ์ไฟฟ้าที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับดิน ทั้งนี้หน้าที่ของสายคือเป็นเส้นทางให้กระแสวิ่งไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดได้สะดวกซึ่งจะช่วยในเรื่องของกระแสรั่วจากอุปกรณ์ (………..แต่จะช่วยเรื่องไฟฟ้าดูดคนไหม ไม่แน่ ขึ้นกับการออกแบบและเลือกใช้ ……..)

Cr. Thanis Sribovornmongkol
EICA Co., Ltd.
https://www.facebook.com/eica.electric/posts/1719118421685656

สร้างห้องในฝัน
12/08/2017

สร้างห้องในฝัน

สวัสดีครับ จากคราวก่อนได้เขียนกระทู้รีวิวสร้างบ้านตามฝันของผมไป ก็มีเสียงตอบรับมากมาย จนเกินความคาดหมาย หลายๆเวบติดต่อไปลง แชร์ในเฟสกันเพียบไปหมด เข้าไปอ่านย้อน

ที่อยู่

Chiangrai
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818822004

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thegrandsystem.comผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์