20/10/2018
อะไรพามนุษย์มาไกลถึงเพียงนี้?
“มนุษย์” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens)” เป็นภาษาละติน แปลว่า “ชาญฉลาด” หรือ “ผู้รู้” อริสโตเติลนักปรัชญาชาวกรีกกล่าวไว้เมื่อสองพันปีที่แล้วว่า มนุษย์เป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” หรือ “rational animals”
มนุษย์มีวิวัฒนาการยาวนานนับล้านปี วิวัฒนาการนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย เรามีต้นกำเนิดเดียวกับ “สัตว์อันดับวานร” หรือ “Primate” อื่นๆซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิง เราเป็นญาติสนิทกับชิมแปนซี เราใช้ DNA ร่วมกับชิมแปนซีถึง 96% แต่เหตุใดเราจึงต่างจากชิมแปนซีและสัตว์อื่นบนโลกใบนี้ อะไรที่ทำให้เรากลายเป็นสัตว์ที่มีสังคมและภาษาอันซับซ้อน เป็นสัตว์ที่ใช้เทคโนโลยี เป็นสัตว์พวกเดียวที่พาตัวเองเดินทางออกนอกดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่...
สาเหตุของความแตกต่างนี้ค่อยๆเริ่มขึ้นเมื่อ 6 ล้านปีที่แล้ว เราเริ่มมีพฤติกรรมแปลกแยกจากชิมแปนซีญาติสนิทของเรา เราปีนลงมาจากต้นไม้ เริ่มเดินตัวตรงสองขาเมื่อ 5 ถึง 4 ล้านปีที่แล้ว พัฒนาไปเป็น “ออสตราโลพิเธคัส (Australopithecus)” ออสตราโลพิเธคัสที่รู้จักกันดีคือ “ลูซี่” (Lucy) ซึ่งขุดพบที่ ประเทศเอธิโอเปียนั่นเอง
การที่มนุษย์เริ่มเดินตัวตรงนั้นทำให้แขนสองข้างไม่ถูกใช้ จึงสามารถใช้แขนสองข้างที่ว่างอยู่หยิบจับสิ่งต่างๆได้ ส่วน “มือ” ที่มีนิ้วทั้งสิบอันงอได้ดีนี้ ทำให้มนุษย์เริ่มประดิษฐ์และใช้เครื่องมือต่างๆเมื่อ 2 ถึง 3 ล้านปีที่แล้ว โดยมนุษย์พัฒนาไปเป็น “โฮโม แฮบิลิส (Homa Habilis)” ในขณะที่สัตว์ในอันดับวานรอื่นๆยังคงเดินสี่เท้าและยังไม่รู้จักใช้เครื่องมือ การเดินตัวตรงนั้นเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้มนุษย์พัฒนาต่างไปจากสัตว์อื่นๆ
แม้การเดินตัวตรงจะเป็นส่วนสำคัญของวิวัฒนาการของมนุษย์ แต่มันก็มีผลเสียเช่นกัน เนื่องเรามีกระดูกเชิงกรานที่ตั้งตรง การคลอดลูกจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากและอันตรายมาก มีมนุษย์เพศหญิงจำนวนมากที่เสียชีวิตในสมัยโบราณ
อย่างไรก็ตามมนุษย์ก็เดินตัวตรงมากขึ้นและพัฒนาไปเป็น “โฮโม อีเรคตัส (Homo Erectus)” เมื่อ 1 ถึง 2 ล้านปีที่แล้ว ท้ายที่สุดมนุษย์ได้พัฒนามาเป็น “โฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens)” เมื่อประมาณ 3 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง
การพัฒนาการของมนุษย์ทุกขั้นนั้นเป็นไปในทางที่ “สมอง” ของมนุษย์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น สมองของ “ออสตราโลพิเธคัส” นั้นมีความจุประมาณ 450 ลูกบาศก์เซนติเมตร (ใกล้เคียงกับชิมแปนซี) ขณะที่ “โฮโมเซเปียนส์” มีขนาดความจุถึง 1300 ลูกบาศก์เซนติเมตร อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่ได้มีขนาดสมองใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย วาฬสเปิร์มนั้นมีสมองที่มีความจุถึง 8000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ในขณะที่โลมาปากขวดก็มีสมองโตกว่ามนุษย์คือมีขนาดประมาณ 1600 ลูกบาศก์เซนติเมตร
แต่สมองมนุษย์เป็นสมองที่มีประสิทธิภาพ และใช้เวลายาวนานในการเจริญเติบโต มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีวัยเด็กยาวนานที่สุด เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่ร่างกายใช้พลังงานจำนวนมากในการสร้างสมอง ร่างกายจึงเติบโตอย่างช้าๆ และจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อมนุษย์เข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งตอนนั้นเจริญการเติบโตของสมองจะลดลง
สมองมนุษย์อัดแน่นไปด้วยเซลล์ประสาทมากมาย สมองมนุษย์มีเซลล์ประสาทมากถึง 86 พันล้านเซลล์ (กอริลล่ามี 33 พันล้านเซลล์ ขณะที่ชิมแปนซีมี 28 พันล้านเซลล์) เซลล์จำนวนมหาศาลนี้ทำให้มนุษย์ใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวิเคราะห์ จดจำ คาดการณ์ ได้ดีกว่าสัตว์อันดับวานรอื่นๆ แต่สมองอันทรงประสิทธิภาพนี้แลกด้วยพลังงานที่ร่างกายต้องใช้มากขึ้น ขณะที่ร่างกายพักผ่อนนั้นสมองมนุษย์ใช้พลังงานมากถึง 20% ของพลังงานร่างกาย ขณะที่สัตว์อันดับวานรอื่นๆใช้เพียง 9% เท่านั้น
แน่นอน...สมองที่ใช้พลังงานอันมหาศาลนี้ต้องการอาหารมากเป็นพิเศษ มนุษย์สามารถจัดการหาอาหารไปเลี้ยงสมองที่โตขึ้นตามวิวัฒนาการนี้ได้อย่างไร?
ปัจจัยแรกคือมนุษย์มีความสามารถในการใช้ “มือ” เพื่อประดิษฐ์เครื่องมือ และใช้แขนในการล่าสัตว์และหาอาหารได้เป็นอย่างดี
แต่ปัจจัยที่สำคัญคือ “ความร่วมมือกัน” ของมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และช่วยกันหาอาหาร ชิมแปนซีและสัตว์อันดับวานรอื่นๆก็เป็นสัตว์ที่ช่วยเหลือกันเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มนุษย์เห็นแก่พวกพ้องมากกว่า ชิมแปนซีจะช่วยเหลือกันเมื่อมันรับรู้ว่ามันจะได้ผลประโยชน์เท่านั้น แต่มนุษย์ทารกนั้นเป็น “ผู้ช่วยโดยสัญชาตญาณ” เมื่อพ่อแม่ทำของหล่น ทารกจะหยิบขึ้นให้โดยไม่ลังเล
“ความร่วมมือ” ในการหาอาหารของมนุษย์นี้ทำให้มนุษย์มีอาหารเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงสมองและพัฒนาสมองต่อไป
ปัจจัยที่สำคัญมากอีกปัจจัยหนึ่งคือ “การรู้จักใช้ไฟ” ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 1.5 ล้านปีที่แล้ว หากมนุษย์กินอาหารดิบจะต้องกินติดต่อกันนานถึง 9 ชั่วโมงเพื่อให้ได้พลังงานเพียงพอที่จะไปหล่อเลี้ยงร่างกายและสมองอันใหญ่โตนี้ เนื่องจากอาหารดิบนั้นต้องใช้พลังงานในการย่อยสูง การนำอาหารมาปรุงและทำให้สุกด้วยความร้อนนั้นทำให้ลดพลังงานที่ต้องใช้ในการย่อยลงเป็นอย่างมาก
ต้องขอบคุณบรรพบุรุษผู้ริเริ่มใช้ไฟ ที่ทำให้เรามีสมองโต...
อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์จะพัฒนาสมองได้อย่างดีเยี่ยม แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกสายพันธุ์จะเหลือรอด มนุษย์มีสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ “โฮโมเซเปียนส์นีแอนเดอร์ธัลเลนซิส (Homo Sapiens Neandertalensis)” หรือ “นีแอนเดอร์ธัล” และ “โฮโม เซเปียนส์ เซเปียนส์ (Homo Sapiens Sapiens)” หรือเรียกสั้นๆว่า “เซเปียนส์” หรือบางทฤษฎีเชื่อว่ามีอีก 2 พวกคือ “เดนิโซวาน (Denisovan)” ซึ่งมีสายพันธ์ใกล้เคียงกับนีแอนเดอร์ธัลอย่างมาก และอีก 1 พวกที่ยังคงเป็นปริศนา
“นีแอนเดอร์ธัล” นั้นมีร่างกายที่กำยำกว่า และต้านทานโรคได้ดีกว่า แม้จะมีสมองโตกว่าแต่อาจมีระดับสติปัญญาต่ำกว่า “เซเปียนส์” ซึ่งเดินตรงกว่านีแอนเดอร์ธัล และเซเปียนส์มีไหล่ที่ใช้ขว้างปาสิ่งของได้แม่นยำกว่านีแอนเดอร์ธัลซึ่งแทบจะปาอะไรไม่ตรงเลย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่มีเพียง “เซเปียนส์” เท่านั้นที่เหลือรอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากัน
ทั้ง “นีแอนเดอร์ธัล” และ “เซเปียนส์” เป็นสัตว์อันดับวานรที่มีขนบางเบาจนแลดู “เปล่าเปลือย” เมื่อเทียบกับวานรทั้งหลายที่เป็นญาติ มนุษย์ดูเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างประหลาด คือมีขนยาวเฉพาะตรงศีรษะ ส่วนขนบริเวณอื่นๆนั้นแทบจะมองไม่เห็น แท้จริงแล้วเรื่อง “ขนๆ” นี้กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการอย่างยิ่งยวด
ขนเริ่มหายไปเมื่อไหร่ และทำไมจึงเหลือแต่ผม....
มีหลักฐานว่าเซเปียนส์ เริ่มออกล่าสัตว์ในทุ่งหญ้า ในขณะที่นีแอนเดอร์ธัลนั้นออกล่าเช่นกันแต่ยังคงอาศัยในร่มเงาและออกล่าสัตว์ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น เมื่อเริ่มวิ่งออกไปไกลเรื่อยๆ ออกไปสู่ทุ่งโล่ง ก็เริ่มผจญปัญหาความร้อน ร่างกายต้องการขับเหงื่อมากขึ้น ในขณะที่มีเพียงส่วนเดียวของร่างกายที่รับแสงจากดวงอาทิตย์ในแนวตั้งฉากคือ “ศีรษะ” นั่นเอง บริเวณส่วนอื่นของร่างกายจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ขนเริ่มบางลง (จำนวนขนไม่ได้ลดลง เรามีรูขุมขนมากกว่าชิมแปนซีเสียอีก) และร่างกายสร้างต่อมเหงื่อมากขึ้น ในขณะที่ขนบนศีรษะยังมีความจำเป็นอยู่
เซเปียนส์สามารถวิ่งไกลและล่าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุทำให้เอาชนะนีแอนเดอร์ธัล (ที่ล่าเฉพาะในเขตจำกัด) แม้นีแอนเดอร์ธัลจะมีความแข็งแรงทางกายมากกว่า แต่ประสบความยากลำบากมากกว่าเมื่อต้องล่าสัตว์ในทุ่งเปิดและระยะไกล ทำให้นีแอนเดอร์ธัลมีประชากรลดลงเนื่องจากถูกขับไล่และแย่งอาหาร
อย่างไรก็ตาม เซเปียนส์และนีแอนเดอร์ธัลที่เหลือ อาจมีการผสมผสานกันกลายเป็นมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่รวมเรียกว่า “โฮโมเซเปียนส์” ก่อนที่นีแอนเดอร์ธัลจะสูญพันธุ์ไป
และด้วยต่อมเหงื่ออันทรงประสิทธิภาพนี้ ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่เหงื่อออกเยอะที่สุด และแม้มนุษย์จะเป็นนักวิ่งระยะสั้นที่วิ่งช้ากว่าสัตว์ทั้งหลาย แต่มนุษย์กลายเป็นนักวิ่งระยะยาวที่แข็งแกร่งที่สุดปฐพี!
ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างบนนั้นเป็นเพียงเหตุผลของการดำรงอยู่ของ “โฮโมเซเปียนส์” ส่วนสาเหตุที่โฮโมเซเปียนส์มีการพัฒนามาจนถึงยุคปัจจบันซึ่งเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้น ยังคงมีเหตุผลหลักอันเดิม นั่นคือ “การเดินตัวตรง” และ “ความร่วมมือกัน” ของเหล่าโฮโมเซเปียนส์ทั้งหลาย
การที่ “โฮโมเซเปียนส์” เดินตรงขึ้นเรื่อยๆนั้น ยังช่วยในการพัฒนา “กล่องเสียง” เรามีกล่องเสียงอยู่ตรงกลางลำคอใต้คอหอยตำแหน่งต่ำกว่าของชิมแปนซี และยังมีกระดูกไฮออยด์ (hyoid bone) รูปร่างเหมือนเกือกม้าช่วยค้ำจุนโคนลิ้นให้เราได้เปล่งถ้อยคำออกมาได้อย่างซับซ้อน พัฒนาการทางภาษาพูดของโฮโมเซเปียนส์ ยังสัมพันธ์กับการพัฒนาการของสมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย “ยิ่งพูดมาก ยิ่งสร้างสรรค์” นั่นเอง
แม้จะไม่ซับซ้อนแต่ชิมแปนซีเองก็มีภาษาพูด แต่ความแตกต่างของชิมแปนซีกับมนุษย์คือ มนุษย์เท่านั้นที่รู้จักบอกเล่าเรื่องราว และรู้จัก “การจดบันทึก” มนุษย์เขียนและบันทึกเรื่องราว บันทึกความรู้ บันทึกการค้นพบ เพื่อถ่ายทอดให้มนุษย์ผู้อื่นและมนุษย์ยุคหลัง
เมื่อการบันทึกที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษผนวกกับ “ความร่วมมือกัน” ของมนุษย์ ในการสรรค์สร้าง แก้ไขปัญหา คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจึงเกิดขึ้นอย่างที่บรรพบุรุษเราที่เพิ่งปีนลงจากต้นไม้คงจะจินตนาการไปไม่ถึง
การค้นพบหลายครั้งหลายครา ล้วนเกิดจากการศึกษางานของผู้ที่มาก่อน เช่นการค้นพบของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ใครๆก็ยกย่องให้เป็นมนุษย์อัจฉริยะ ก็ยังต้องอาศัยการศึกษางานของมนุษย์นักวิทยาศาสตร์คนอื่นที่ “จดบันทึก” ไว้ก่อนหน้านั้น
ในปัจจุบันมนุษย์มีความร่วมมือกันหลากหลาย ทั้งในระดับเล็กและระดับใหญ่ การค้นพบใหม่ๆมากมายในปัจจุบันไม่ได้มาจากบุคคลเดียว หากเป็นความร่วมมือของมนุษย์หลายร้อยหลายพันคน บุกเบิก ร่วมสร้าง รุ่นแล้วรุ่นเล่า
แต่บางครั้ง “ความร่วมมือ” ก็ไม่สร้างสรรค์เสมอไป...
“ฉันกลายเป็นความตาย เป็นผู้ทำลายล้างโลก (I am become death, the destroyer of worlds.)” คำกล่าวของ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (Robert Oppenheimer) บิดาแห่งระเบิดปรมาณู ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสร้างระเบิดปรมาณูในโครงการแมนฮัตตันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เขากล่าวขึ้นหลังจากระเบิดปรมาณูสองลูกถูกหย่อนลง ณ เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ โดยโครงการแมนฮัตตันนี้เป็นความร่วมมือของเหล่านักฟิสิกส์และวิศวกรชั้นยอดหลายร้อยคน แม้ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่พัฒนาการด้านฟิสิกส์ แต่ก็คร่าชีวิตคนไปราวๆ 2 แสนคนในคราวเดียว
เราเป็นสัตว์ที่เข่นฆ่าสัตว์อื่นบนโลกนี้และฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองมากที่สุด ด้วยสิ่งเดียวกันที่ทำให้เราวิวัฒนาการมาจนถึงวันนี้ นั่นคือ “ความร่วมมือ” ของมนุษย์ทั้งหลาย
เรา “โฮโมเซเปียนส์” เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ที่มี “อารยธรรม” เป็นสัตว์ที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นสัตว์ที่แหงนหน้าสังเกตดวงดาว เป็นสัตว์ที่เดินทางออกจากดาวเคราะห์ของตัวเอง เราลงจอดบนดวงจันทร์ เดินทางไปถึงขอบของระบบสุริยะ มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยที่เพิ่งหัดเดินตรงเมื่อ 5 ล้านปีที่แล้วนี้ สนใจใคร่รู้ที่จะสำรวจจักรวาลที่มีอายุเนิ่นนานถึง 14 พันล้านปี ได้แต่หวังว่าเราจะเรียนรู้ที่จะรักษาโลกซึ่งเป็นบ้านของเราและรักษาเผ่าพันธุ์ของเราให้ดำรงอยู่อีกตราบเท่าที่ความเป็นไปของจักรวาลจะอนุญาตให้เราดำรงอยู่...
เขียนโดย: มณี
ภาพประกอบ: http://cdn.sci-news.com/images/enlarge/image_1624_1e-Neanderthals.jpg
Image credit: Tyler B. Tretsven
อ้างอิง:
https://en.wikipedia.org/wiki/Human
https://en.wikipedia.org/wiki/Homo_sapiens
https://www.livescience.com/15689-evolution-human-special-species.html
https://www.sciencemag.org/news/2012/10/raw-food-not-enough-feed-big-brains
http://www.bbc.com/future/story/20150706-the-small-list-of-things-that-make-humans-unique
http://www.bbc.com/earth/story/20160801-our-weird-lack-of-hair-may-be-the-key-to-our-success