Kru Toh Biology share files, knowledge share files, knowlege

12/01/2019

มอริซ ทิลเล็ท เป็นชาวฝรั่งเศส เกิดปี 1903 ในวัยเยาว์เขามีหน้าตาหล่อเหลามากจนคนตั้งฉายาว่า "Angel" ซึ่งแปลว่าเทวดา นอกจากนั้นเขายังเป็นคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนมีความฝันอยากเป็นทนาย

ต่อมาเมื่ออายุ 20 ทิลเล็ตได้พบว่าอยู่ๆ เท้าของตนก็ใหญ่ขึ้นผิดสังเกต จากนั้นมือ และศีรษะก็ค่อยๆ ใหญ่โตขึ้นจนน่ากลัว เขาไปตรวจพบว่าตนเองมีอาการ Acromegaly หรือฮอร์โมนผิดปกติจนอวัยวะพัฒนามากเกินไป กลายเป็นสภาพร่างยักษ์

นี่กลายเป็นจุดพลิกผันของชีวิต ทิลเล็ตผู้รูปงามกลายเป็นคนอัปลักษณ์ ลักษณะไม่ดี ไม่สามารถประกอบอาชีพทนายได้ เขาไปรับใช้กองทัพฝรั่งเศสอยู่ห้าปีในฐานะวิศวกร ต่อมาจึงค่อยๆ พิจารณาว่าตนน่าจะสามารถใช้ร่างกายอันพิกลนี้ให้เป็นประโยชน์

ทิลเล็ตเห็นนักกีฬามวยปล้ำนั้นยิ่งมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งน่าเกรงขาม สามารถดึงดูดผู้ชมได้มาก จึงไปฝึกฝนวิชามวยปล้ำอยู่สองปี แล้วเข้าสู่วงการ

ปรากฏว่าเขาประสบความสำเร็จ ได้รับการต้อนรับจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม มีแฟนคลับมากมาย ถูกเขียนบทให้ปล้ำไม่แพ้ติดต่อกันจนได้แชมป์

ทิลเล็ตกลายเป็นดาราของฝรั่งเศส โดยชื่อในวงการของเขายังคงเป็น "Angel" แต่ในความหมายประมาณว่า "เทพยดาแห่งความแข็งแกร่ง"

เขาแต่งงานกับสาวสวย และผาดโผนในวงการมวยปล้ำอยู่ราวสิบกว่าปี ในที่สุดโรคฮอร์โมนผิดปกติก็กัดกินสุขภาพของเขาจนเสียชีวิตในปี 1954

เรื่องของเขายังคงเป็นตำนานจนปัจจุบัน โดยเชื่อว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละคร Shrek แม้จะไม่มีการยืนยันก็ตาม

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าจดจำของทิลเล็ตไม่ใช่ร่างกายอันแปลกประหลาดของเขา แต่เป็นความพยายามในการต่อสู้ชีวิต พลิกจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง จนประสบความสำเร็จ ซึ่งแสดงถึงความสามารถ และความอดทนอันยิ่งยวดของเขานั่นเอง

27/12/2018
20/10/2018

อะไรพามนุษย์มาไกลถึงเพียงนี้?

“มนุษย์” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens)” เป็นภาษาละติน แปลว่า “ชาญฉลาด” หรือ “ผู้รู้” อริสโตเติลนักปรัชญาชาวกรีกกล่าวไว้เมื่อสองพันปีที่แล้วว่า มนุษย์เป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” หรือ “rational animals”

มนุษย์มีวิวัฒนาการยาวนานนับล้านปี วิวัฒนาการนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย เรามีต้นกำเนิดเดียวกับ “สัตว์อันดับวานร” หรือ “Primate” อื่นๆซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิง เราเป็นญาติสนิทกับชิมแปนซี เราใช้ DNA ร่วมกับชิมแปนซีถึง 96% แต่เหตุใดเราจึงต่างจากชิมแปนซีและสัตว์อื่นบนโลกใบนี้ อะไรที่ทำให้เรากลายเป็นสัตว์ที่มีสังคมและภาษาอันซับซ้อน เป็นสัตว์ที่ใช้เทคโนโลยี เป็นสัตว์พวกเดียวที่พาตัวเองเดินทางออกนอกดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่...

สาเหตุของความแตกต่างนี้ค่อยๆเริ่มขึ้นเมื่อ 6 ล้านปีที่แล้ว เราเริ่มมีพฤติกรรมแปลกแยกจากชิมแปนซีญาติสนิทของเรา เราปีนลงมาจากต้นไม้ เริ่มเดินตัวตรงสองขาเมื่อ 5 ถึง 4 ล้านปีที่แล้ว พัฒนาไปเป็น “ออสตราโลพิเธคัส (Australopithecus)” ออสตราโลพิเธคัสที่รู้จักกันดีคือ “ลูซี่” (Lucy) ซึ่งขุดพบที่ ประเทศเอธิโอเปียนั่นเอง

การที่มนุษย์เริ่มเดินตัวตรงนั้นทำให้แขนสองข้างไม่ถูกใช้ จึงสามารถใช้แขนสองข้างที่ว่างอยู่หยิบจับสิ่งต่างๆได้ ส่วน “มือ” ที่มีนิ้วทั้งสิบอันงอได้ดีนี้ ทำให้มนุษย์เริ่มประดิษฐ์และใช้เครื่องมือต่างๆเมื่อ 2 ถึง 3 ล้านปีที่แล้ว โดยมนุษย์พัฒนาไปเป็น “โฮโม แฮบิลิส (Homa Habilis)” ในขณะที่สัตว์ในอันดับวานรอื่นๆยังคงเดินสี่เท้าและยังไม่รู้จักใช้เครื่องมือ การเดินตัวตรงนั้นเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้มนุษย์พัฒนาต่างไปจากสัตว์อื่นๆ

แม้การเดินตัวตรงจะเป็นส่วนสำคัญของวิวัฒนาการของมนุษย์ แต่มันก็มีผลเสียเช่นกัน เนื่องเรามีกระดูกเชิงกรานที่ตั้งตรง การคลอดลูกจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากและอันตรายมาก มีมนุษย์เพศหญิงจำนวนมากที่เสียชีวิตในสมัยโบราณ

อย่างไรก็ตามมนุษย์ก็เดินตัวตรงมากขึ้นและพัฒนาไปเป็น “โฮโม อีเรคตัส (Homo Erectus)” เมื่อ 1 ถึง 2 ล้านปีที่แล้ว ท้ายที่สุดมนุษย์ได้พัฒนามาเป็น “โฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens)” เมื่อประมาณ 3 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง

การพัฒนาการของมนุษย์ทุกขั้นนั้นเป็นไปในทางที่ “สมอง” ของมนุษย์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น สมองของ “ออสตราโลพิเธคัส” นั้นมีความจุประมาณ 450 ลูกบาศก์เซนติเมตร (ใกล้เคียงกับชิมแปนซี) ขณะที่ “โฮโมเซเปียนส์” มีขนาดความจุถึง 1300 ลูกบาศก์เซนติเมตร อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่ได้มีขนาดสมองใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย วาฬสเปิร์มนั้นมีสมองที่มีความจุถึง 8000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ในขณะที่โลมาปากขวดก็มีสมองโตกว่ามนุษย์คือมีขนาดประมาณ 1600 ลูกบาศก์เซนติเมตร

แต่สมองมนุษย์เป็นสมองที่มีประสิทธิภาพ และใช้เวลายาวนานในการเจริญเติบโต มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีวัยเด็กยาวนานที่สุด เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่ร่างกายใช้พลังงานจำนวนมากในการสร้างสมอง ร่างกายจึงเติบโตอย่างช้าๆ และจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อมนุษย์เข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งตอนนั้นเจริญการเติบโตของสมองจะลดลง

สมองมนุษย์อัดแน่นไปด้วยเซลล์ประสาทมากมาย สมองมนุษย์มีเซลล์ประสาทมากถึง 86 พันล้านเซลล์ (กอริลล่ามี 33 พันล้านเซลล์ ขณะที่ชิมแปนซีมี 28 พันล้านเซลล์) เซลล์จำนวนมหาศาลนี้ทำให้มนุษย์ใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวิเคราะห์ จดจำ คาดการณ์ ได้ดีกว่าสัตว์อันดับวานรอื่นๆ แต่สมองอันทรงประสิทธิภาพนี้แลกด้วยพลังงานที่ร่างกายต้องใช้มากขึ้น ขณะที่ร่างกายพักผ่อนนั้นสมองมนุษย์ใช้พลังงานมากถึง 20% ของพลังงานร่างกาย ขณะที่สัตว์อันดับวานรอื่นๆใช้เพียง 9% เท่านั้น

แน่นอน...สมองที่ใช้พลังงานอันมหาศาลนี้ต้องการอาหารมากเป็นพิเศษ มนุษย์สามารถจัดการหาอาหารไปเลี้ยงสมองที่โตขึ้นตามวิวัฒนาการนี้ได้อย่างไร?

ปัจจัยแรกคือมนุษย์มีความสามารถในการใช้ “มือ” เพื่อประดิษฐ์เครื่องมือ และใช้แขนในการล่าสัตว์และหาอาหารได้เป็นอย่างดี

แต่ปัจจัยที่สำคัญคือ “ความร่วมมือกัน” ของมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และช่วยกันหาอาหาร ชิมแปนซีและสัตว์อันดับวานรอื่นๆก็เป็นสัตว์ที่ช่วยเหลือกันเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มนุษย์เห็นแก่พวกพ้องมากกว่า ชิมแปนซีจะช่วยเหลือกันเมื่อมันรับรู้ว่ามันจะได้ผลประโยชน์เท่านั้น แต่มนุษย์ทารกนั้นเป็น “ผู้ช่วยโดยสัญชาตญาณ” เมื่อพ่อแม่ทำของหล่น ทารกจะหยิบขึ้นให้โดยไม่ลังเล

“ความร่วมมือ” ในการหาอาหารของมนุษย์นี้ทำให้มนุษย์มีอาหารเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงสมองและพัฒนาสมองต่อไป

ปัจจัยที่สำคัญมากอีกปัจจัยหนึ่งคือ “การรู้จักใช้ไฟ” ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 1.5 ล้านปีที่แล้ว หากมนุษย์กินอาหารดิบจะต้องกินติดต่อกันนานถึง 9 ชั่วโมงเพื่อให้ได้พลังงานเพียงพอที่จะไปหล่อเลี้ยงร่างกายและสมองอันใหญ่โตนี้ เนื่องจากอาหารดิบนั้นต้องใช้พลังงานในการย่อยสูง การนำอาหารมาปรุงและทำให้สุกด้วยความร้อนนั้นทำให้ลดพลังงานที่ต้องใช้ในการย่อยลงเป็นอย่างมาก

ต้องขอบคุณบรรพบุรุษผู้ริเริ่มใช้ไฟ ที่ทำให้เรามีสมองโต...

อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์จะพัฒนาสมองได้อย่างดีเยี่ยม แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกสายพันธุ์จะเหลือรอด มนุษย์มีสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ “โฮโมเซเปียนส์นีแอนเดอร์ธัลเลนซิส (Homo Sapiens Neandertalensis)” หรือ “นีแอนเดอร์ธัล” และ “โฮโม เซเปียนส์ เซเปียนส์ (Homo Sapiens Sapiens)” หรือเรียกสั้นๆว่า “เซเปียนส์” หรือบางทฤษฎีเชื่อว่ามีอีก 2 พวกคือ “เดนิโซวาน (Denisovan)” ซึ่งมีสายพันธ์ใกล้เคียงกับนีแอนเดอร์ธัลอย่างมาก และอีก 1 พวกที่ยังคงเป็นปริศนา

“นีแอนเดอร์ธัล” นั้นมีร่างกายที่กำยำกว่า และต้านทานโรคได้ดีกว่า แม้จะมีสมองโตกว่าแต่อาจมีระดับสติปัญญาต่ำกว่า “เซเปียนส์” ซึ่งเดินตรงกว่านีแอนเดอร์ธัล และเซเปียนส์มีไหล่ที่ใช้ขว้างปาสิ่งของได้แม่นยำกว่านีแอนเดอร์ธัลซึ่งแทบจะปาอะไรไม่ตรงเลย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่มีเพียง “เซเปียนส์” เท่านั้นที่เหลือรอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากัน

ทั้ง “นีแอนเดอร์ธัล” และ “เซเปียนส์” เป็นสัตว์อันดับวานรที่มีขนบางเบาจนแลดู “เปล่าเปลือย” เมื่อเทียบกับวานรทั้งหลายที่เป็นญาติ มนุษย์ดูเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างประหลาด คือมีขนยาวเฉพาะตรงศีรษะ ส่วนขนบริเวณอื่นๆนั้นแทบจะมองไม่เห็น แท้จริงแล้วเรื่อง “ขนๆ” นี้กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการอย่างยิ่งยวด

ขนเริ่มหายไปเมื่อไหร่ และทำไมจึงเหลือแต่ผม....

มีหลักฐานว่าเซเปียนส์ เริ่มออกล่าสัตว์ในทุ่งหญ้า ในขณะที่นีแอนเดอร์ธัลนั้นออกล่าเช่นกันแต่ยังคงอาศัยในร่มเงาและออกล่าสัตว์ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น เมื่อเริ่มวิ่งออกไปไกลเรื่อยๆ ออกไปสู่ทุ่งโล่ง ก็เริ่มผจญปัญหาความร้อน ร่างกายต้องการขับเหงื่อมากขึ้น ในขณะที่มีเพียงส่วนเดียวของร่างกายที่รับแสงจากดวงอาทิตย์ในแนวตั้งฉากคือ “ศีรษะ” นั่นเอง บริเวณส่วนอื่นของร่างกายจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ขนเริ่มบางลง (จำนวนขนไม่ได้ลดลง เรามีรูขุมขนมากกว่าชิมแปนซีเสียอีก) และร่างกายสร้างต่อมเหงื่อมากขึ้น ในขณะที่ขนบนศีรษะยังมีความจำเป็นอยู่

เซเปียนส์สามารถวิ่งไกลและล่าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุทำให้เอาชนะนีแอนเดอร์ธัล (ที่ล่าเฉพาะในเขตจำกัด) แม้นีแอนเดอร์ธัลจะมีความแข็งแรงทางกายมากกว่า แต่ประสบความยากลำบากมากกว่าเมื่อต้องล่าสัตว์ในทุ่งเปิดและระยะไกล ทำให้นีแอนเดอร์ธัลมีประชากรลดลงเนื่องจากถูกขับไล่และแย่งอาหาร

อย่างไรก็ตาม เซเปียนส์และนีแอนเดอร์ธัลที่เหลือ อาจมีการผสมผสานกันกลายเป็นมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่รวมเรียกว่า “โฮโมเซเปียนส์” ก่อนที่นีแอนเดอร์ธัลจะสูญพันธุ์ไป

และด้วยต่อมเหงื่ออันทรงประสิทธิภาพนี้ ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่เหงื่อออกเยอะที่สุด และแม้มนุษย์จะเป็นนักวิ่งระยะสั้นที่วิ่งช้ากว่าสัตว์ทั้งหลาย แต่มนุษย์กลายเป็นนักวิ่งระยะยาวที่แข็งแกร่งที่สุดปฐพี!

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างบนนั้นเป็นเพียงเหตุผลของการดำรงอยู่ของ “โฮโมเซเปียนส์” ส่วนสาเหตุที่โฮโมเซเปียนส์มีการพัฒนามาจนถึงยุคปัจจบันซึ่งเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้น ยังคงมีเหตุผลหลักอันเดิม นั่นคือ “การเดินตัวตรง” และ “ความร่วมมือกัน” ของเหล่าโฮโมเซเปียนส์ทั้งหลาย

การที่ “โฮโมเซเปียนส์” เดินตรงขึ้นเรื่อยๆนั้น ยังช่วยในการพัฒนา “กล่องเสียง” เรามีกล่องเสียงอยู่ตรงกลางลำคอใต้คอหอยตำแหน่งต่ำกว่าของชิมแปนซี และยังมีกระดูกไฮออยด์ (hyoid bone) รูปร่างเหมือนเกือกม้าช่วยค้ำจุนโคนลิ้นให้เราได้เปล่งถ้อยคำออกมาได้อย่างซับซ้อน พัฒนาการทางภาษาพูดของโฮโมเซเปียนส์ ยังสัมพันธ์กับการพัฒนาการของสมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย “ยิ่งพูดมาก ยิ่งสร้างสรรค์” นั่นเอง

แม้จะไม่ซับซ้อนแต่ชิมแปนซีเองก็มีภาษาพูด แต่ความแตกต่างของชิมแปนซีกับมนุษย์คือ มนุษย์เท่านั้นที่รู้จักบอกเล่าเรื่องราว และรู้จัก “การจดบันทึก” มนุษย์เขียนและบันทึกเรื่องราว บันทึกความรู้ บันทึกการค้นพบ เพื่อถ่ายทอดให้มนุษย์ผู้อื่นและมนุษย์ยุคหลัง

เมื่อการบันทึกที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษผนวกกับ “ความร่วมมือกัน” ของมนุษย์ ในการสรรค์สร้าง แก้ไขปัญหา คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจึงเกิดขึ้นอย่างที่บรรพบุรุษเราที่เพิ่งปีนลงจากต้นไม้คงจะจินตนาการไปไม่ถึง

การค้นพบหลายครั้งหลายครา ล้วนเกิดจากการศึกษางานของผู้ที่มาก่อน เช่นการค้นพบของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ใครๆก็ยกย่องให้เป็นมนุษย์อัจฉริยะ ก็ยังต้องอาศัยการศึกษางานของมนุษย์นักวิทยาศาสตร์คนอื่นที่ “จดบันทึก” ไว้ก่อนหน้านั้น

ในปัจจุบันมนุษย์มีความร่วมมือกันหลากหลาย ทั้งในระดับเล็กและระดับใหญ่ การค้นพบใหม่ๆมากมายในปัจจุบันไม่ได้มาจากบุคคลเดียว หากเป็นความร่วมมือของมนุษย์หลายร้อยหลายพันคน บุกเบิก ร่วมสร้าง รุ่นแล้วรุ่นเล่า

แต่บางครั้ง “ความร่วมมือ” ก็ไม่สร้างสรรค์เสมอไป...

“ฉันกลายเป็นความตาย เป็นผู้ทำลายล้างโลก (I am become death, the destroyer of worlds.)” คำกล่าวของ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (Robert Oppenheimer) บิดาแห่งระเบิดปรมาณู ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสร้างระเบิดปรมาณูในโครงการแมนฮัตตันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เขากล่าวขึ้นหลังจากระเบิดปรมาณูสองลูกถูกหย่อนลง ณ เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ โดยโครงการแมนฮัตตันนี้เป็นความร่วมมือของเหล่านักฟิสิกส์และวิศวกรชั้นยอดหลายร้อยคน แม้ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่พัฒนาการด้านฟิสิกส์ แต่ก็คร่าชีวิตคนไปราวๆ 2 แสนคนในคราวเดียว

เราเป็นสัตว์ที่เข่นฆ่าสัตว์อื่นบนโลกนี้และฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองมากที่สุด ด้วยสิ่งเดียวกันที่ทำให้เราวิวัฒนาการมาจนถึงวันนี้ นั่นคือ “ความร่วมมือ” ของมนุษย์ทั้งหลาย

เรา “โฮโมเซเปียนส์” เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ที่มี “อารยธรรม” เป็นสัตว์ที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นสัตว์ที่แหงนหน้าสังเกตดวงดาว เป็นสัตว์ที่เดินทางออกจากดาวเคราะห์ของตัวเอง เราลงจอดบนดวงจันทร์ เดินทางไปถึงขอบของระบบสุริยะ มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยที่เพิ่งหัดเดินตรงเมื่อ 5 ล้านปีที่แล้วนี้ สนใจใคร่รู้ที่จะสำรวจจักรวาลที่มีอายุเนิ่นนานถึง 14 พันล้านปี ได้แต่หวังว่าเราจะเรียนรู้ที่จะรักษาโลกซึ่งเป็นบ้านของเราและรักษาเผ่าพันธุ์ของเราให้ดำรงอยู่อีกตราบเท่าที่ความเป็นไปของจักรวาลจะอนุญาตให้เราดำรงอยู่...

เขียนโดย: มณี

ภาพประกอบ: http://cdn.sci-news.com/images/enlarge/image_1624_1e-Neanderthals.jpg
Image credit: Tyler B. Tretsven

อ้างอิง:
https://en.wikipedia.org/wiki/Human
https://en.wikipedia.org/wiki/Homo_sapiens
https://www.livescience.com/15689-evolution-human-special-species.html
https://www.sciencemag.org/news/2012/10/raw-food-not-enough-feed-big-brains
http://www.bbc.com/future/story/20150706-the-small-list-of-things-that-make-humans-unique
http://www.bbc.com/earth/story/20160801-our-weird-lack-of-hair-may-be-the-key-to-our-success

ไฟล์เอกสาร ความหลากหลายทางชีวภาพครับ
17/07/2018

ไฟล์เอกสาร ความหลากหลายทางชีวภาพครับ

16/03/2018

สถานีสุดท้ายแล้วสำหรับ ม.6 ขอให้มีสติในการทำข้อสอบ สู้เต็มที่โชคดีทุกคนนะครับ

14/03/2018

วันนี้โลกได้สูญเสีย Stephen Hawking นักฟิสิกส์อวกาศผู้ยิ่งใหญ่ที่จากไปในวัย 76 ปี

Hawking ต้องต่อสู้กับโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (กล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดหนึ่ง) ตั้งแต่ในสมัยที่เขาเรียนอยู่ที่ Oxford และต้องใช้รถวีล์แชร์มาตั้งแต่ปี 1969

ผลงานของเขาที่โดดเด่นในด้านอวกาศมีอยู่มากมาย ทั้งทฤษฏีหลุมดำที่แสดงให้เห็นว่า หลุมดำไม่ได้มีลักษณะเป็นสุญญากาศโดยสมบูรณ์อย่างที่นักวิทยาศาสตร์ยุคก่อนหน้าเชื่อ โดยมันมีการแผ่รังสีที่ชื่อ Hawking Radiation การตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Brief History of Time และ The Universe in a Nutshell

"ไม่ว่าชีวิตจะดูยากเย็นสักเพียงใด อย่างน้อยมันต้องมีบางอย่างที่คุณสามารถทำมันให้สำเร็จได้"

"แหงนมองไปที่ดวงดาวไม่ใช่ก้มลงไปมองที่เท้าคุณ พิจารณาสิ่งที่คุณเห็น และลองตั้งคำถามดูว่าอะไรทำให้จักรวาลของเราถือกำเนิดขึ้น"

Stephen Hawking
1942 - 2018

Spaceth.co

ทำ port ได้นะ
28/02/2018

ทำ port ได้นะ

คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ ชมรมวิชาการ สโมสรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดค่าย

👉 “CMU Science Camp #37
ค่ายค้นฝัน ปั้นนักวิทย์
ตอน จากอณูสู่อนันต์” 👈
💡จัดระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม 2561
🕯รับสมัครนักเรียน ม.4,5 (ปีการศึกษา 2560) ทั่วประเทศ

🔥พิเศษสำหรับค่ายนี้
💸 ฟรี ตลอดค่าย
💎 นร. ที่ผ่านค่ายจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษเพื่อศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์ มช. ผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 (Portfolio)

ค่ายที่จะทำให้น้องๆรู้ว่าคณะวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ได้สัมผัสการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย และพบกับกิจกรรมสนุกสนานต่างๆตลอดค่าย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่
http://scicamp.science.cmu.ac.th/index_th.html

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 มีนาคม 2561 รับเพียง 80 คนเท่านั้น

สงสัยสามารถสอบถามได้ทาง inbox ของเพจเลยนะครับ

#รีบสมัครแล้วมาแชร์ประสบการณ์กันเถอะ

ที่อยู่

Inthawarorot Road
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kru Toh Biologyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์