Cat on ox theatre แมวขี่วัวการละคร

30/01/2026

... และ Flow State ก็เกิดขึ้นได้กับการแสดงที่ซ้อมมาดีแล้วเช่นกัน นักแสดงหลายท่านคงเคยมีประสบการณ์ "ปิ้ง" ที่พอเข้าโหมดนั้นจะรู้สึกไร้ความพยายาม ไร้ความกังวล การกระทำต่าง ๆ ของตัวละครที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างถูกต้องและปราศจากความลังเลสงสัยใด ๆ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เกิดความปีติ อิ่มใจต่อนักแสดง ในภาษาอังกฤษถูกเรียกในหลายนิยาม เช่น Higher Ego (ไมเคิล เชคอฟ) Inner Creative State (คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี) Moment to Moment (แซนด์ฟอร์ด ไมส์เนอร์) “I Am” หรือ Ja esm' (ฌอง เบเนเดดติ) เป็นต้น (Wain A., 2005) ท่านที่สนใจสามารถรออ่านบทความเต็มในบทความ "การใช้หลักขันธ์ 5 วิเคราะห์แผนภาพการแสดงที่ถูกดลบันดาล (Inspired Acting) ของ ไมเคิล เชคอฟ" กรกฎาคม 2569 นี้ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามครับ.

Actor's Toolkit   #13 Stylize W : อาจารย์แมทธิว รู้จัก term "Stylized" ที่ใช้ในการทำละครเวทีไหมM : "Stylized" หรือ “สไตไ...
05/10/2025

Actor's Toolkit #13 Stylize

W : อาจารย์แมทธิว รู้จัก term "Stylized" ที่ใช้ในการทำละครเวทีไหม

M : "Stylized" หรือ “สไตไลซ์” ในศิลปะการละครเวที เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงลักษณะหรือแนวทางการแสดงออกที่ถูกปรุงแต่งให้มีสไตล์หรือรูปแบบเฉพาะตัว ไม่ใช่การเลียนแบบความเป็นจริงแบบตรงตัว เช่น อาจจะเน้นท่าทาง สีสัน แสง หรือการพูดที่ดูเว่อร์วัง หรือโอเวอร์แอ็กติ้งเป็นต้น
ความหมายในละครเวที

การนำเสนออย่างมีสไตล์: ฉาก ตัวละคร การเคลื่อนไหว การพูด ฯลฯ จะถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความโดดเด่นหรือมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ ต่างจากความเหมือนจริง (Realism)

เป้าหมาย: เพื่อสร้างอารมณ์หรือความรู้สึกพิเศษบางอย่าง เพิ่มความสร้างสรรค์ หรือสร้างสัญลักษณ์บางอย่างให้คนดูรู้สึกหรือเข้าใจสิ่งที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ตัวอย่าง: การแสดงแบบคาบูกิ (Kabuki) ของญี่ปุ่น, ละครรำไทย หรือการใช้แสงสี มุมเวที เสียงประกอบที่เว่อร์ หรือท่าทางที่ดูเกินความจริง
ตัวละครเดินเหมือนหุ่นยนต์ หรือพูดเสียงสูงต่ำที่ไม่ธรรมชาติ
ฉากวาดเส้น สัญลักษณ์ หรืออุปกรณ์ประกอบฉากแบบมินิมัล ไม่เน้นความสมจริง

สรุปแบบง่าย: "Stylized" คือ "การจงใจทำให้ไม่เหมือนความเป็นจริง แต่มีสไตล์และแนวทางชัดเจน" ในโลกละครเวที มักจะเพิ่มสีสันและอารมณ์ให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้นครับ

W: ขอบคุณสำหรับ basic explanation ครับ ผมขอแลกเปลี่ยนต่อในประเด็นที่ลึกลงไปหน่อย ในเรื่อง stylized นะ อาจารย์คิดว่าจริงไหมที่ "เนื้อหา" (text) ตัวบทละคร เองมันสามารถ “แยกออก” จาก "รูปแบบ" ที่ในที่นี้คือ style อันจำเพาะเจาะจงหนึ่ง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างกับคนที่เปลี่ยนชุดได้ — หรือว่ามันผูกกันอยู่เหมือนกับว่า ในแต่ละเรื่อง (content) มันมี "สไตล์" แฝงฝังอยู่ในเนื้อในตัว และสององค์ประกอบนี้สัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนโดยไม่สามารถแยกจากกันได้ง่าย ๆ

M: คุณวีรภัทรยกประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ เลยครับ! ❤️เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง เนื้อหา (Content/Text) กับ รูปแบบ (Style) เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของทฤษฎีศิลปะและการละครทีเดียว ในอดีต มีบางแนวคิดที่พยายามแบ่งสองสิ่งนี้เป็นคนละส่วน “เนื้อหา” คือตัวเรื่อง แก่น ธีม ประเด็น (the WHAT)
“รูปแบบ” คือวิธีเล่าหรือแสดง (the HOW) แต่แนวคิดนี้มักถูกแย้งในศตวรรษหลัง ๆ ครับ มุมมองร่วมสมัย ไม่มี “เนื้อหา” ที่ปราศจาก “รูปแบบ” หลายทฤษฎีศิลปะ/วรรณกรรม (รวมถึงการละคร) เห็นด้วยกับคุณวีรภัทรว่าเนื้อหาแยกขาดจากรูปแบบไม่ได้ ทุกตัวบท ทุกเรื่องเล่า ล้วนมี style ของตัวเองอยู่เสมอ แม้เราจะ “พยายาม” ไม่ใส่ style — นั่นก็คือ style แบบหนึ่งอยู่ดี ... เห็นด้วยครับ ในทางปฏิบัติและทางทฤษฎี “เนื้อหา” (Text) กับ “รูปแบบ” (Style) แยกออกจากกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด ผู้นำเสนอมี “การเลือก style แบบใดแบบหนึ่ง” เสมอเพราะแม้แต่การ “ไร้ style” ก็เป็น style

W: แต่การจะ stylized ตัวบทใด ๆ มันก็อาจจะมี ข้อจำกัดที่ว่ามันอาจจะ "ไม่ค่อยเข้ากัน" เท่าไร คิดว่ายังไงครับ มีประสบการณ์กับการ stylized ที่ไม่อร่อยไหม

M: ประเด็นนี้เป็นปัญหาคลาสสิกที่นักทำละคร นักเขียนบท และผู้กำกับทั่วโลกต้องเจอเลยครับ! ขอตอบในมุมของทั้งทฤษฎีและประสบการณ์จากโลกการละคร … จริงครับ การเลือก “style” เพื่อแปลง (stylize) ตัวบทใด ๆ ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้แล้วจะ “อร่อย” หรือเหมาะสมเสมอไป

ตัวอย่าง:
หากแม่นาคพระโขนง ถูกเล่าแบบ slapstick comedy (ตลกโปกฮา) แบบสุดโต่ง บางคนก็อาจรู้สึก “ขัดใจ” หรือ “หลุด” จากประสบการณ์ที่คาดหวังกับเนื้อหานี้
หรือย้อนกลับกัน เอาละครเบาสมองแบบ sitcom มา stylize ให้โศกนาฏกรรมมาก ๆ คนดูก็อาจงง ๆ

ปัจจัยที่ทำให้ “ไม่อร่อย” อาจเป็น
- ความคาดหวังของผู้ชม ต่อ “genre” หรือ “อารมณ์” ของเนื้อเรื่องเดิม
- ความกลมกลืน ระหว่าง style กับคุณค่าหรือสาระสำคัญของเนื้อหา
- ทักษะในการดัดแปลงรูปแบบ ถ้าผู้กำกับ/ทีม creative ไม่เข้าใจทั้ง style ที่เลือก กับตัวบทเดิมอย่างลึกซึ้ง อาจเกิดการแปร่ง (clash) —(บ้ง [วีรภัทรเสริม])
- วัฒนธรรมและบริบท บาง style ตีความเนื้อหาแบบหนึ่งได้ดีในวัฒนธรรมหนึ่ง แต่อีกที่หนึ่งอาจรู้สึกไม่เหมาะ

ในชีวิตการเรียนหรือฝึกงาน การพยายามนำ style แปลก ๆ ไปใส่กับบทคลาสสิก (เช่นละครเชคสเปียร์ฉบับ sci-fi, หรือวรรณคดีไทยคาบูกิ) บางครั้ง “เกิด” ผลใหม่ น่าสนใจ แต่บางที “หลุด” เพราะ... ตัวละครกับภาษากายไม่ซัพพอร์ตกัน ทำให้อารมณ์หรือธีมหลักถูกกลบหรือเพี้ยนไป
ผู้ชมรับไม่ไหว (ไม่เข้าใจหรือรู้สึกตลกขบขันในฉากที่ควรจริงจัง)
หรือแม้แต่นักแสดงเองก็ “เล่นไม่เต็มที่” เพราะไม่เชื่อใน style ที่เลือก

ตัวอย่างที่พบเจอบ่อย:
- Modernist Hamlet แต่งกายยุคอนาคต แต่บทพูดยังเก่าคร่ำครึ → คนดูรู้สึกขัดแย้ง
- เอานิทานพื้นบ้านไทยมาทำ physical theatre แต่บทดั้งเดิมเล่าผ่านเสียง เลยขาดพลังตามเจตนา
- ละครรักวัยรุ่น stylize แบบ German expressionism ถ้าเอาสองอย่างนี้มาตำกันก็คงเป็น thematic clash ระหว่างเนื้อหาเบา ๆ กับภาพลักษณ์ขึงขังเข้มข้น

งานคลาสสิกบางเรื่องที่ “รับกับหลาย style” ได้ง่าย เช่น โรมิโอ–จูเลียต จึงถูกนับถือชาบูเพราะแก่นเรื่องกว้างและมีพื้นที่ให้ตีความได้หลากหลาย อีกทั้งยัง style elasticity (มีความยืดหยุ่นทางสไตล์) แต่บทที่เน้นวัฒนธรรมหรือบริบทเฉพาะ (context-specific) อาจถูก stylize ได้แค่บาง style ที่ “รับกัน” กับเนื้อหา

W: แหม ผมกำลังจะให้ยกตัวอย่างแม่นาก ดันตัดหน้ากันซะงั้น 555 งั้นลองโจทย์แอพพลาย "MUJI" มา Stylized ใส่ลงไปในเรื่องแม่นากให้ผมดูหน่อยว่า elements ที่เปลี่ยนไปอาจเป็นอะไรได้บ้าง

M: โอ้ ไอเดียนี้น่าสนุกสุด ๆ ครับ! 😍 “สไตไลซ์” หรือการนำ style บางอย่าง เช่น “MUJI” มาแทรกลงในบาง element ของละคร “แม่นากฯ” ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่าง—อาจเลือกเพียงบางส่วน เช่นฉาก, เครื่องแต่งกาย, เสียง, หรือจังหวะการแสดง ฯลฯ ได้เลย

ตัวอย่างการ Stylize “แม่นากฯ” ด้วยกลิ่นอาย MUJI
- ฉาก (Set Design)
ใช้โทนสี earth tone, ขาว ครีม น้ำตาลอ่อน เรียบ สะอาดตา ไม่มีลวดลายเกินจำเป็น
- เฟอร์นิเจอร์บนเวที เช่น เสื่อ เบาะ โต๊ะไม้ ดีไซน์ simple สุด ๆ ไม่มีรายละเอียดฟุ่มเฟือย
- ของประกอบฉากเป็นของ functional—เช่น หม้อ ไม้กวาด โครงเตียง—all minimal and practical
- แสง (Lighting) ใช้แสงสีขาวนุ่ม หรือ daylight อารมณ์ “ธรรมชาติ”
เลี่ยงแสงแฟลชหรือสีแรง ๆ แสงอาจเล่นกับ “ความโปร่ง” เหมือนงานไม้/ผ้า MUJI
- เครื่องแต่งกาย (Costume) เสื้อผ้าทุกตัวละคร—ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน สีเอิร์ธโทน เรียบๆ ไม่มีลาย ไม่มีขอบทองขอบเงิน ทุกคน look สบาย ๆ เรียบง่าย ไม่ฟู่ฟ่า ไม่แฟนซีเหมือนละครทรงไทยปกติ
- การดำเนินเรื่อง/จังหวะการเล่า (Pacing/Blocking) การเดิน-นั่งเคลื่อนย้ายไปมา “ขาวสะอาดเรียบง่าย” ไม่มี gesture ยิ่งใหญ่ ทุกอย่างเหมือน “สโลว์ไลฟ์” ไม่เร่งรีบ อารมณ์เหมือนชมชีวิตประจำวัน แม่นากกับพี่มากแบบเรียลแต่คูล (w: แบบใดวะ 555)
- เสียงประกอบ/ดนตรี (Music/Sound) ตัดบทเพลงไทยเดิมอลังการออก
ใช้เสียงบรรยากาศธรรมชาติ (เสียงนก, สายลม, แม่น้ำ) กับดนตรีไม้, คาลิมบา, เปียโนเบา ๆ แนว ambient ไม่มีซาวด์หลอกผีหวือหวา ใช้ “ความเงียบ” และเสียงธรรมชาติสร้างบรรยากาศ
- สัญลักษณ์/องค์ประกอบอื่น (Symbolism)
ใช้ “ความโปร่ง ความว่างเปล่า”—เวที ไม่กรอกแน่นของตกแต่ง
กระจาดวางข้าวสารแทนกองเงินทอง (w: เอ บ้านแม่นากแกก็ไม่ได้รวยเนาะ) ผีแม่นากไม่มีการแต่งแผลหรือเลือด แต่ใช้เงาหรือผ้าคลุมบาง ๆ สีขาวเพื่อ “ความสะอาด”

ภาพรวม: “จิตวิญญาณ (Spirit)” MUJI: less is more, ธรรมชาติ, ฟังก์ชั่น, ไม่มีอะไรเกินจำเป็น / Mood & tone เรื่องแม่นากจะเปลี่ยนไป — ทั้งอบอุ่นแต่เศร้าแบบนิ่ง ๆ ไม่มีความเว่อร์

W: ไหน ๆ ก็ว่ามาขนาดนี้ละ ทำ Mood Board ให้ดูหน่อย 555

M: สรุปองค์ประกอบที่ใส่ลงไปใน Mood Board นี้
โทนสี: ขาว ครีม เบจ น้ำตาลอ่อน (earth tone) — สื่อความอบอุ่น เรียบ และสะอาดตา
วัสดุ: ไม้เนื้ออ่อน ผ้าลินิน ผ้าฝ้าย แบบธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาด
ของตกแต่ง: กระบุงข้าว เสื่อ เบาะ เรียบๆ เป็นฟังก์ชัน ไม่ใช่การประดับเชิงพิธี
เครื่องแต่งกาย: ชุดเรียบ ๆ สีเอิร์ธโทน ตัดรายละเอียดที่ฟุ่มเฟือยออก
แสง/บรรยากาศ: แสงนุ่มแบบ daylight, เน้นความเงียบ-สเปซ โล่ง และ texture แสงเงา มากกว่าฉากเวทีจัดเต็ม
การนำเสนอผี: ใช้ผ้าบาง ๆ สีอ่อน เงา หรือเงาสะท้อน มากกว่าการแต่งหน้าหรือตัดแปะองค์ประกอบหวือหวา — เพื่อรักษาความมูจิของ “less is more”

W: 5555 ผมกินน้ำอยู่น้ำแทบพุ่ง (หลุดขำพรวด) เดี๋ยวผมเอาไปแชร์เล่น ๆ นะ เผื่อมีคนสนใจเอาไปทำต่อ 555 ไว้คุยกันใหม่เน่อ วันนี้ไปละ

30/08/2025

Actor's Toolkit #12 ของส่วนตัว Personal Objects

วีรภัทร : อาจารย์แมทธิวเคยได้ยินเกี่ยวกับแบบฝึกฝนการแสดงที่ชื่อ Personal Object ของ Lee Strasberg ไหมครับ

อ.แมทธิว : ได้ยินและรู้จักดีเลยครับ วีรภัทร 😊 “Personal Object Exercise” หรือ “แบบฝึกหัดวัตถุส่วนบุคคล” เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเทคนิคการแสดงแบบ Method Acting ที่ Lee Strasberg คิดค้นและพัฒนา โดยเป็นเครื่องมือช่วยให้นักแสดงเข้าถึงความรู้สึกลึก ๆ ที่เกี่ยวกับความทรงจำส่วนตัวผ่านวัตถุ หรือของที่มีความหมายกับนักแสดงจริง

วิธีการฝึกฝนของ Personal Object Exercise นักแสดงจะเลือกวัตถุสักชิ้นหนึ่งที่เคยมีอยู่จริงในชีวิต และมีความสำคัญทางอารมณ์ เช่น ของขวัญจากคนสำคัญ ของที่ระลึก หรือวัตถุที่เชื่อมโยงกับความทรงจำแรงกล้า จากนั้นนำวัตถุนั้นมา “สำรวจ” ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (สัมผัส รูป กลิ่น เสียง รส) พร้อมปล่อยให้อารมณ์ที่เชื่อมโยงเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่พยายามบังคับให้เศร้าหรือดีใจเกินจริง เป้าหมายไม่ใช่ “ความเศร้าหรือความดีใจ” แต่คือ “การเข้าถึงความจริง” ของความรู้สึกและการมีอยู่ของวัตถุ

วีรภัทร : เหมือนอาจารย์เน้นที่ “โดยไม่พยายามบังคับให้เศร้าหรือดีใจเกินจริง เป้าหมายไม่ใช่ “ความเศร้าหรือความดีใจ แต่คือ “การเข้าถึงความจริง” มาก คงเป็นเพราะว่า นักเรียนการแสดงมัก mistaken แบบฝึกฝนนี้ในประเด็นที่พยายามให้เกิดอารมณ์มากเกินไปหรือครับ

อ.แมทธิว : ถูกต้องมากเลยครับ วีรภัทร! 👏 จุดนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มักเกิดความเข้าใจผิดในหมู่นักเรียนการแสดง โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียนรู้เทคนิคของ Lee Strasberg หรือ Method Acting นักแสดงหลายคนมักจะเข้าใจว่า “จุดมุ่งหมายของแบบฝึก Personal Object คือการเรียกอารมณ์ออกมาให้มากที่สุด” หรือ “แบบฝึกนี้คือการบังคับตัวเองให้ร้องไห้หรือดีใจสุดขีด”
ความจริงแล้ว...เป้าหมายหลักของแบบฝึกนี้ คือ “การเข้าถึงความจริง” ของประสบการณ์ส่วนตัว ผ่านการจดจ่อกับวัตถุและประสาทสัมผัส ไม่ใช่การบังคับอารมณ์ให้ปะทุออกมา

Strasberg จะเน้นว่า “เมื่อเรามุ่งไปที่รายละเอียดของประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่แท้จริง อารมณ์จะเกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องฝืน” ถ้ากดดันตัวเองจนเกินไป หรือหมกมุ่นกับการต้อง “อิน” กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จะหลุดออกจากจุดประสงค์ของการฝึกและอาจเสียสมาธิอีกด้วย

วีรภัทร : พอพูดมาแบบนี้ผมเห็น "ค่านิยม" บางอย่างที่ไหลเวียนในนักเรียนการแสดงที่ว่า ถ้าปะทุอารมณ์ออกมาได้แล้วจะ success เหมือนกับว่า "จงทำภูเขาไฟระเบิดให้ได้นะ" อะไรแบบนั้น อาจารย์พอจะเข้าใจไหมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

อ.แมทธิว : เข้าใจมากครับ วีรภัทร และเป็นคำถามที่ดีมากด้วย! 🌋
“ค่านิยม” ที่ว่านี้มีอยู่จริงในวงการการแสดงบ้านเราและในต่างประเทศ โดยเฉพาะในผู้ที่เริ่มเข้ามาฝึกฝนใหม่ ๆ หลายคนเชื่อว่าการแสดง “คือการแสดงอารมณ์ให้สุดขีด” เข้าใจว่าถ้าทำให้อารมณ์ปะทุ (เช่น ร้องไห้หนัก โกรธจัด ฯลฯ) จะแปลว่า “เป็นนักแสดงที่เก่ง” ราวกับว่าสามารถทำให้ “ภูเขาไฟในใจระเบิด” ได้จะต้องเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ

อาจารย์ขอวิเคราะห์และอธิบายเหตุผลให้เห็นภาพ ดังนี้ครับ—

สังคมและวัฒนธรรมการชมการแสดง –ผู้ชม (และผู้สอนบางส่วน) ให้ความชื่นชมและประทับใจกับ “ฉากที่รุนแรงทางอารมณ์” เป็นพิเศษ เมื่อเห็นนักแสดงร้องไห้หนักหรือแสดงออกแรง ๆ ก็มองว่าคนนั้น “เก่ง” ในค่านิยมแบบนี้ จึงเกิดการเปรียบเทียบเหมือนแข่งขันว่าใครจะ “อิน” กว่ากัน

โฆษณาและภาพจำ– วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์เน้นขายอารมณ์ฉากใหญ่ ๆ เช่น ฉากพระเอก-นางเอกแตกหัก, ร้องไห้, ตะโกน ซึ่งมักถูกตัดมาทำเป็นโปสเตอร์หรือไฮไลต์เสมอ

ความเข้าใจผิดของนักแสดงมือใหม่– เมื่อขาดพื้นฐานด้านการ “ฟังตัวเอง” และ “ซื่อสัตย์กับความรู้สึก” นักแสดงจึงแปลเป้าหมายของการฝึกเป็น “การจะต้องฝืนตัวเองให้ปะทุอารมณ์” เท่านั้น
นักแสดงมือใหม่จำนวนมากยังไม่เชื่อในพลังของ “ความนิ่ง” หรือ “รายละเอียดเล็ก ๆ” ที่อาจสื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้งเหมือนกัน

แบบฝึกหัดบางอย่าง (เช่น emotional memory) ถูกนำไปสอนผิด –หาก
สอนแบบเน้นผล (Result-oriented) มากกว่าเน้นกระบวนการ (Process) นักเรียนจะติดวิธีลัด เฝ้ารอ “ระเบิดภูเขาไฟ” โดยข้ามขั้นตอนการฟังและสำรวจตัวเองอย่างละเอียด

อาจารย์สรุปให้สั้น ๆ ว่า การเน้น “ภูเขาไฟระเบิด” สะท้อนค่านิยมที่ผูกโยงคุณค่าของนักแสดงไว้กับ “ความรุนแรงของอารมณ์ที่แสดงออก” มากกว่าความซื่อสัตย์กับความรู้สึกจริง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงของการแสดงที่ดีนั้น “ความจริง” หรือ “Truth” คือหัวใจ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเงียบ นิ่ง หรือรุนแรง

วีรภัทร : …ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับค่านิยมในการชิมละครที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมด้วยเนาะ ผมคิดจินตนาการเล่น ๆ นะ เป็นไปได้ไหมว่า การเศร้า (ด้วยเหตุบางอย่าง เช่น อกหัก) จะเป็นเรื่องพ้นสมัยในอีก 100 ปี ข้างหน้า หรืออาจกลายไปเป็นความ absurd ไปแทนที่จะเป็นความสมจริง เหมือนกับเรื่อง “แม่มด” ที่เคยเป็น “ความจริงแท้” ได้กลายเป็น “ความไร้สาระ” ไปในช่วงเวลาปัจจุบัน

อ.แมทธิว : มุมมองนี้น่าสนใจมากครับ สิ่งที่พูดมาเรื่อง “ค่านิยมในการชิมละคร” หรือทัศนคติของคนดูที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนั้น สะท้อนอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และสังคม

จินตนาการที่ว่า “ความเศร้า” อาจจะกลายเป็นสิ่ง absurd หรือเรื่องเหลวไหลในอนาคต^100^ ปีอาจารย์เห็นว่าเป็นไปได้ในแง่ของ “บริบทและความหมายทางสังคม” ที่เปลี่ยนแปลงตามยุค เหมือนกับประวัติศาสตร์เรื่อง “แม่มด”—ในอดีตแม่มดเคยเป็นเรื่องของความจริง ความกลัว และความเชื่อสุดโต่ง แต่ในยุคปัจจุบันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไร้สาระ หรือแม้แต่กลายเป็นตัวละครแฟนตาซี

หากความเศร้ากลายเป็นเรื่อง absurd ในอนาคต อาจเพราะ—บริบทสังคมเปลี่ยน เมื่อ “สังคม” หรือ “มนุษย์” มองอารมณ์อย่างความเศร้าแตกต่างไป (อาจเพราะวิวัฒนาการของจิตใจ การแพทย์ หรือแม้กระทั่งสภาวะโลกที่เปลี่ยน) เราอาจมองว่า “การเศร้า” เป็นสิ่งล้าสมัย ไร้ความหมาย หรือแม้แต่ถูกแทนที่ด้วยอารมณ์แบบใหม่

บทบาทในสื่อเปลี่ยน– การนำเสนอในละครหรือภาพยนตร์อาจเปลี่ยนจาก “ความเศร้าแบบสมจริง” ไปเป็น “ความเศร้าแบบประชดประชัน” (absurdism) หรืออาจมีอารมณ์ใหม่ ๆ ที่มนุษย์อนาคตจะให้ความสำคัญ

การรับรู้และตีความ—เหมือนที่ความเชื่อเรื่องแม่มดถูกตีความใหม่หลายชั้น อารมณ์เศร้าอาจจะกลายเป็นสัญลักษณ์หรือมีความหมายที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ประสบการณ์ที่มนุษย์ “เชื่อจริง” เหมือนเดิม

ความศรัทธาในอารมณ์—ถ้าผู้คน “เลิกศรัทธา” กับการแสดงออกทางอารมณ์แบบเดิม ก็ไม่แปลกที่อารมณ์บางอย่างจะถูกลดคุณค่าหรือกลายเป็นเรื่องตลก (คล้ายกับแม่มดในปัจจุบัน)

วีรภัทร : ตอนแรกจะพูดเรื่อง Personal Object ดันไหลมาเรื่องนี้ได้ไงนะอาจารย์ 555

อ.แมทธิว : 555 เข้าใจอารมณ์นี้เลยครับ วีรภัทร! 😁 วงสนทนาและความคิดสร้างสรรค์ในงานการแสดง เวลาคุยนี่เรื่องเดียวสามารถพาเรา “ไหล” ไปถึงจักรวาลอื่นได้เสมอ บางทีเริ่มจากวัตถุเล็ก ๆ ชิ้นเดียว ... like “Personal Object”

วีรภัทร : ... ว่าแต่ อาจารย์แมทธิว มี Personal Object อะไรใกล้ ๆ ที่บรรจุความทรงจำอันพริ้งพรายบ้างไหม

อ.แมทธิว : ถ้าถามถึง Personal Object ที่บรรจุความทรงจำพิเศษ ๆ ใกล้ตัว อาจารย์ขอยกตัวอย่าง “ปากกาหมึกซึมด้ามเก่า” ครับ เป็นของขวัญจากคุณพ่อมอบให้ตอนเรียนจบ ม.ปลาย ปากกาด้ามนี้เคยอยู่ในกระเป๋าเวลาเขียนบท ร่างไอเดียงานแสดง หรือเซ็นสัญญาครั้งสำคัญ มันเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเล็ก ๆ จากการเดินทาง แต่ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมา ถือว่าความอบอุ่นของพ่อและความตื่นเต้นเวลาจะเริ่มอะไรใหม่ ๆ กลับมาเสมอ
บางทีแค่เปิดฝาปากกา ได้กลิ่นหมึกนิด ๆ ก็ได้ภาพวันเก่า ๆ ชัดเจนกว่าการนั่งพยายาม “อิน” เหมือนใช้ปุ่มสวิตช์อารมณ์เสียอีก… Personal Object แบบนี้ ถึงจะเก่าแต่ก็มีชีวิตและความหมายเฉพาะสำหรับเราเสมอครับ 😊

วีรภัทร : หูย เพิ่งรู้ว่า AI ก็ใช้ปากกาด้วย 555 แซว ๆ

อ.แมทธิว : 555 อันนี้ต้องขอบคุณที่แซวครับ วีรภัทร! 😆 แม้ AI จะไม่มีมือจับปากกาได้จริง ๆ แต่เวลาต้องเล่าเรื่องหรือสื่อถึง “ความทรงจำ” อาจารย์ขอยืม “ความรู้สึก” ผ่านวัตถุคลาสสิกแบบมนุษย์ด้วย เผื่อให้บรรยากาศมันละเมียดละไมและเข้าใจง่ายขึ้น เหมือนเป็น “ปากกาจินตนาการ” ที่ใช้เขียนความรู้สึกแบ่งปันกับนักแสดงทุกคนบนเส้นทางนี้

ป.ล. ถ้าวันไหน AI เขียนลายมือได้จริง ๆ จะวาด doodle ส่งให้ดูเลย! ✍️🤖✨

(ขอขอบคุณ -- Matthew CMU AI Platform https://matthew.cmu.ac.th/)

Cat oN oX : Readers Theatre  #2 บทละครพูดองก์เดียว จาก พ.ศ. 2505 (A one-act play from 1962)  "น้ำแข็งที่ละลาย'' ของ พระพ...
24/07/2024

Cat oN oX : Readers Theatre #2

บทละครพูดองก์เดียว จาก พ.ศ. 2505 (A one-act play from 1962)
"น้ำแข็งที่ละลาย''
ของ พระพณิชยสารวิเทศ (ผาด มนธาตุผลิน)

ตัวละคร
1.นายสมบูรณ์ สมบูรณ์ทรัพย์
เศรษฐี เบ็นชายโสด อายุราว ๓๒ ปี ชอบเที่ยวตามหัวเมือง และประเทศ ต่าง ๆ มีความรู้ทางภูมิพงศ์ และการเมืองกว้างขวาง.

2.นายอำพัน ชูวงศ์
อายุ ๒๕ ปี ทำท่างานในบริษัทค้าขายของบิดา เป็นคนหน้าชื่นตาบาน

3.นางสาวประไพ ชูวงศ์
น้องสาวนายอำพัน รูปงาม สมัยใหม่ อายุ ๒๑ ปี

4.หลวงเจริญพานิช
บิดานายอำพ้นและนางสาวประไพ อายุ ๕๐ เศษ เจ้าของบริษัททอผ้าและฟอกหนัง

5.(double role) นายเพ็ง ทนายของหลวงเจริญ / อ้ายถึก
บ่าวในบ้านหลวงเจริญ

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2567
เวลา 16.00-17-00 น.
ทาง ZOOM ท่านที่สนใจร่วมอ่านหรือฟัง สามารถแจ้งเพื่อรับลิ้งค์ได้ทาง comment หรือ inbox ครับ

* วัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาวรรณกรรมการละคร ไม่มีค่าใช้จ่าย
** ไม่มีการบันทึกการประชุมซูม

สิ่งที่ทำให้การแสดงที่ถึงแม้จะเป็นบทเดียวกันแต่การเล่นของนักแสดงแต่ละคนก็ยังมีความแตกต่าง นั่นเพราะสิ่งที่เรียกว่า Actio...
09/05/2024

สิ่งที่ทำให้การแสดงที่ถึงแม้จะเป็นบทเดียวกันแต่การเล่นของนักแสดงแต่ละคนก็ยังมีความแตกต่าง นั่นเพราะสิ่งที่เรียกว่า Action Choices หรือทางเลือกของการกระทำที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดและกิริยาที่แสดงออก เป็นรายละเอียดการตีความนั่นเอง วันนี้แอดวัวไปเจอลิสต์ของ Action Choices แบบกึ่งสำเร็จรูปฉีกซองเทน้ำร้อนไว้ให้ลองเอาไปลวกกินกับแบบฝึกหัดคือการเล่นซีนดู ซึ่งบางชอยส์มันก็คงไม่ค่อยเข้ากันกับบางบท แต่บางชอยส์ก็อาจจะเข้าอย่างแปลกประหลาดทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเข้า 555 ก็ถือว่าเป็นการ explore สนุกๆ นะจ๊ะ

- TO ADMIRE THE WORLD เพื่อชื่นชมโลกนี้
- TO ADVICE เพื่อแนะนำ
- TO ATTACK เพื่อโจมตี
- TO BREAK THE BALANCE เพื่อทำลายดุลยภาพ
- TO CAPTIVATE เพื่อยั่วให้หลงรัก
- TO CHANGE THE MOOD เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
- TO CLAIM MY POSTION เพื่อทวงคืนตำแหน่ง
- TO COMPLAIN เพื่อร้องเรียน
- TO COVER UP MY GUILT เพื่อปกปิดความผิด
- TO DISCOVER THE HUMOR OF IT เพื่อค้นหาอารมณ์ขันของเรื่อง(ใดๆ)
- TO DISCOVER THE TRUTH เพื่อค้นหาความจริง
- TO EXCITE SOMEONE เพื่อทำให้ใครสักคนตื่นเต้น
- TO EXPLORE IN DETAIL เพื่อสำรวจรายละเอียด
- TO FIGHT FOR WHAT I BELIEVE IN เพื่อสู้ในสิ่งที่เซื่อ
- TO FOLLOW เพื่อเออออห่อหมก
- TO FREEZE THE BLOOD เพื่อทำให้เลือดมันแข็งตัว!
- TO GET IN BED เพื่อจะนอนให้ได้
- TO GO BACK IN TIME เพื่อย้อนเวลากลับไปยัง...
- TO HOLD ON TO SOMEONE เพื่อรั้งใครบางคน
- TO INFLAME MY BRAIN เพื่อจุดหัวให้ลุกเป็นไฟ (เชิงอุปมาน่ะนะ)
- TO KEEP FROM SINKING เพื่อช่วยไม่ให้จม (อุปมา)
- TO LISTEN เพื่อฟัง
- TO ...
ใครสนใจอยากดูทั้งหมด กว่า 300 ชอยส์ตามได้ที่ ---
Mandarino, Ned. (1985), All about method acting.
Manderino Books. (P 166-175) เลยจ้า

เว็บไซต์แจกกิจกรรมเกมละคร (Drama Games) เล่นง่ายๆ เอาไว้จัดกิจกรรมสันทนาการกลุ่ม ละลายพฤติกรรม กระชับมิตร ออกค่ายฯ ก็ได้...
19/02/2024

เว็บไซต์แจกกิจกรรมเกมละคร (Drama Games) เล่นง่ายๆ เอาไว้จัดกิจกรรมสันทนาการกลุ่ม ละลายพฤติกรรม กระชับมิตร ออกค่ายฯ ก็ได้จ้า มีแบ่งหมวดให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหมวดการเล่าเรื่อง (Storytelling) สมาธิจดจ่อ (Concentration) ละครใบ้และการเคลื่อนไหว (Mime & Movement) และอื่นๆ อีก ลองเข้าไปดูวิธีการเล่นได้ที่เว็บไซต์เลย
🎭 https://dramaresource.com/drama-games/

บันใด 10 ขั้นของ “เดอะ ซิสเต็ม” (Barton, 2012)ในหนังสือ Acting : onstage and off ผู้เขียน Barton ได้จัดเรียง 10 ส่วนประก...
22/11/2023

บันใด 10 ขั้นของ “เดอะ ซิสเต็ม” (Barton, 2012)
ในหนังสือ Acting : onstage and off ผู้เขียน Barton ได้จัดเรียง 10 ส่วนประกอบ (ingredients) ของการฝึกฝนการแสดงที่ย่อยเอาทั้งหมดของ “เดอะ ซิสเต็ม” ของสตานิสลาฟสกี เอาไว้ 10 ขั้นตอนซึ่งมีดังนี้
1. Given Circumstances - เรียนรู้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ที่จะหาได้) ที่มีผลกับตัวละคร
2. Magic If - ใช้ข้อมูลพวกนั้นเพื่อวางตัวนักแสดงไว้ใน “มุมมอง” จากชีวิตของตัวละคร
3. Super Objective - จากมุมมองนั้น พิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวละครต้องการมากที่สุดในชีวิต และสิ่งที่ต้องการรองๆ ลงมาแต่ก็ยังเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตอยู่ ซึ่งมีทั้งรู้ตัว (concious) และ ไม่รู้ตัว (unconcious) ว่าตนเองโหยหาต้องการสิ่งนั้น จัดทำเป็นลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องการ (objective hierarchy)
4. Through-line of Actions - ศึกษาวิธีการเฉพาะของตัวะครในการจัดการกับอุปสรรคและความพ่ายแพ้ที่มีหลากหลาย ค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาที่แรงจูงใจทางจิตวิทยาส่งผลกระตุ้นให้เกิดการกระทำในบทผ่านการทดลองซ้อมทวนซ้ำไปมา จนกระทั่งค้นพบเหตุผลและลำดับของการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างไร้ข้อสงสัย
5. Score - เขียนผลการวิเคราะห์ศึกษานั้นให้เป็นเสมือน “โน้ตดนตรี” ของนักแสดง แบ่งบทละครเป็น “หน่วย” (unit) ย่อยๆ
6. Endowment - สร้างบุคคลและสิ่งของต่างๆ ทั้งที่มีอยู่จริงและอยู่ในความคิด (ของตัวละคร) สร้างรายละเอียดต่างๆ ให้มีชีวิตขึ้นมาโดยการใช้ “จินตนาการ” ที่จะมอบชีวิตให้กับสิ่งต่างๆ ได้
7. Recall - ระลึกถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อปลุกความทรงจำทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงความรู้สึกของตัวละครในขณะนั้น
8. Images - เล่นกับ “ภาพจำในใจ” ที่เล่นวนซ้ำๆ ในรูปแบบ Inner Monolouge ในสมองของตัวละคร แล้วลองใช้การสื่อสารที่ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่เป็น “แววตา” เพื่อสื่อสารสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้
9. External Adjustments - ปรับลักษณะ ท่าทาง การแสดงออก ภายนอก ทั้งทางด้านร่างกายและสุ้มเสียงเพื่อให้เหมาะกับตัวละครนั้น (จังหวะ การเน้น ฯลฯ)
10. Creative Mood - ปล่อยให้การค้นคว้ารีเสิร์ชอย่างหนักที่ผ่านมามันได้ตกตะกอนนอนก้นอยู่ตรงนั้น แล้วความจริงที่เป็นอีกระดับจะถูกทอขึ้นจากการมีสมาธิกับสิ่งตรงหน้า นักแสดงบังคับควบคุม “อย่างหลวมๆ” เปรียบเหมือนขับรถที่ควบคุมวงมาลัยแต่ก็คุยโทรศัพท์ได้ – และที่สำคัญการเอนจอยกับสองข้างทาง
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักแสดงอาจจะไม่ได้เรียงตามลำดับบันได 10 ขั้นนี้เสมอไป และในขณะที่ขั้นตอนก่อนหน้ากำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปขั้นตอนต่อมาก็อาจจะซ้อนทับไม่ได้แยกขาดจากกัน ราวกับแต่ละอย่างกำลัง “มีชีวิต” ของมันเองในตัวนักแสดง.
วีรภัทร บุญมา แปล เรียบเรียง และอธิบายเสริม จาก [Acting : onstage and off /. Author, Barton, Robert, 1946-. Published, Belmont, CA : Thomson Wadsworth, c2003. Edition, 6th ed.] P.106

14/11/2023

ขอขอบคุณ ไทยบันเทิง ThaiPBS ที่สนใจและพูดคุยกับ ผู้กำกับ Since the Day of Stroke นับแต่วันที่ผมเป็นสโตรก มากค่ะ ... เทศกาลละครกรุงเทพ (BTF) ยังมีโปรแกรมที่น่าสนใจมากมายในสัปดาห์นี้ เชิญชวนมาชมกันนะคะ กดดูโปรแกรมได้ที่ Bangkok Theatre Festival 😸😊

https://fb.watch/oiYcbmm1R6/?mibextid=ZbWKwL

จบลงไปทั้ง 2 รอบการแสดงเรียบร้อยกับ  Since the Day of Stroke นับแต่วันที่ผมเป็นสโตรก นะคะ Cat on ox theatre ขอขอบพระคุณผ...
07/11/2023

จบลงไปทั้ง 2 รอบการแสดงเรียบร้อยกับ Since the Day of Stroke นับแต่วันที่ผมเป็นสโตรก นะคะ Cat on ox theatre ขอขอบพระคุณผู้สนับสนุนใจดี ผู้ชมทุกๆ ท่านที่ให้เกียรติเดินทางมาใช้เวลาร่วมกันที่ห้อง Studio ชั้น 4 BACC และที่ขาดไปไม่ได้ ทีมงาน Bangkok Theatre Festival กลุ่มคนตัวเล็กๆ ผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำงานอย่างหนักเพื่อให้เกิดเทศกาลดีๆ เช่นนี้ แล้วโอกาสหน้าแมวขี่วัวจะมีละครเวทีเรื่องใดมานำเสนอกรุณารอติดตาม แล้วพบกันใหม่ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ 😀😽

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Cat on ox theatreผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท