Charoenkrung Creative District

เส้นทาง

Charoenkrung Creative District Creative Cultural Community of Charoenkrung.​ where people, local culture and creativity connected.

'เจริญกรุง' ถนนสายแรกของประเทศไทย จุดกำเนิดของสถานที่สำคัญแห่งแรกของประเทศหลากหลายแห่ง ตั้งแต่สถานทูตแห่งแรก ธนาคารแห่งแรก ไปจนถึงโรงแรมแห่งแรก ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมและเติบโตมาจากความหลากหลายของผู้คนหลากเชื้อชาติและความเชื่อ ทั้งไทย จีน มุสลิม และตะวันตก ทำให้ย่านแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมทรงคุณค่า ร้านค้าเก่าแก่ ภูมิปัญญาอาหารสูตรโบราณ และช่างฝีมือดั้งเดิมซุกซ่อนอยู่มากมาย

ในปี 2560 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (สศส.) ได้ย้ายมายังอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาพื้นที่ย่านเจริญกรุงซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความผสมผสานแบบเฉพาะตัว โดยผนึกกำลังและความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ประชาชน นักคิด นักออกแบบ และนักพัฒนาเมือง ทำให้วันนี้มีแกลเลอรี ธุรกิจสร้างสรรค์ กิจกรรมต่างๆ ทยอยกันเข้ามาใช้พื้นที่ย่านแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้เจริญกรุงเป็นที่รู้จักในฐานะ “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้นแบบ” ของประเทศไทย

𝗧𝗮𝗻𝘂𝗸𝗶 𝟮𝟲𝟭 𝗖𝗵𝗮 & 𝗖𝗮𝗳𝗲 คาเฟ่สุดน่ารักของตัวทานุกิ 🍵✨ที่ทำให้มัทฉะเป็นเรื่อง ‘ง่าย’ และ ‘สนุก’ มัทฉะใส่หมูกรอบ! มัทฉะช็อกโ...
28/10/2026

𝗧𝗮𝗻𝘂𝗸𝗶 𝟮𝟲𝟭 𝗖𝗵𝗮 & 𝗖𝗮𝗳𝗲
คาเฟ่สุดน่ารักของตัวทานุกิ 🍵✨
ที่ทำให้มัทฉะเป็นเรื่อง ‘ง่าย’ และ ‘สนุก’

มัทฉะใส่หมูกรอบ! มัทฉะช็อกโกแลตพริก! มัทฉะซีอิ๊วหวาน! มัทฉะน้ำปลาหวาน! … ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมนูที่ว่ามาทั้งหมดกินได้จริง ไม่ได้ล้อเล่น ไม่จ้อจี้ แถมยังอร่อยอีกด้วย!
เจ้าของไอเดียล้ำๆ เหล่านี้ คือคาเฟ่มัทฉะชื่อว่า Tanuki 261 Cha & Cafe แห่งเจริญกรุง 72 ที่ตั้งใจอยากนำเสนอให้เห็นว่า จักรวาลของมัทฉะนั้นกว้างขวาง และสนุกได้โดยไม่ต้องอยู่ในกรอบเดิมๆ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าพวกเขาทำได้แค่เมนูรสแปลก เพราะเครื่องดื่มอื่นๆ ก็คุณภาพระดับสูง ชนิดที่สายมัทฉะตัวจริงเสียงจริงยอมรับ
แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณมด-กนกพร และคุณเม-เมทนี ลิขิตพงศ์ไพศาล คู่รักอดีตกราฟิกดีไซเนอร์ ลุกขึ้นมาเปิดร้านนี้ มาจากความรักและความหลงใหลในมัทฉะที่หยั่งรากมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยความที่เกิดในครอบครัวคนจีน จึงคุ้นเคยกับการดื่มชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนวันหนึ่งมีเพื่อนของคุณแม่ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น นำชามาฝาก เป็นผงมัทฉะที่สมัยนี้เรียกว่าชาเกรดพิธีการ พอชงดื่มแล้วทั้งคู่ก็พบว่าอร่อยมาก ไม่เหมือนกับชาที่เคยดื่มมาก่อนเลยทั้งชีวิต
เพื่อนคุณแม่ยังนำอุปกรณ์ชงชาดีๆ มาสอนให้ลองใช้ จุดประกายให้ทั้งสองเริ่มสนใจศึกษาเรื่องชาลงลึกขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชาญี่ปุ่น ชาจีน ชาฝรั่ง พอเรียนจบมาทำงานกราฟิกดีไซเนอร์ ก็หยิบชาไปชงดื่มที่ออฟฟิศเป็นประจำ จนวันหนึ่งรู้สึกว่าอยากทำอะไรใหม่ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจลาออก และนำสิ่งที่ชอบมาเปิดเป็นคาเฟ่มัทฉะเล็กๆ เมื่อปี 2562 ในย่านเจริญกรุง ถิ่นเก่าที่คุณเมผูกพันตั้งแต่สมัยเรียนอัสสัมชัญ
ส่วนชื่อร้าน Tanuki 261 มาจากตัวทานุกิ หรือสุนัขแรคคูนญี่ปุ่น ซึ่งจะมีขอบตาดำๆ ราวกับคนที่ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เพราะชามีฤทธิ์ทำให้ตื่นยาวกว่ากาแฟ ถ้าดื่มเยอะๆ แล้วอาจนอนไม่หลับ แถมมีคนชอบแซวคุณเมว่าหน้าเหมือนตัวทานุกิ ขณะที่เลข 261 มาจากเลขวันแต่งงาน ตัวทานุกิก็เลยมาอยู่ในชื่อและโลโก้ รวมทั้งของประดับตกแต่งในร้าน ที่เต็มไปด้วยเจ้าสัตว์ชนิดนี้
ในยุคนั้น ไม่ค่อยมีร้านมัทฉะ Specialty ถ้ามีส่วนใหญ่จะมีบุคลิกเคร่งขรึมจริงจัง ในขณะเดียวกันคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้จักมัทฉะ คุณเมและคุณมดจึงตั้งใจอยากให้ร้านนี้พาคนเข้าถึงมัทฉะดีๆ ได้ง่าย
“ตอนตัดสินใจจะเปิดร้าน ผมคิดว่าอยากให้คนทั่วไปเข้าถึงมัทฉะคุณภาพดีที่เราก็ได้กินกันมาโดยตลอด ตอนนั้นมัทฉะยังไม่บูม ก็เลยเป็นอะไรที่แปลกใหม่กับคนแถวนี้มากๆ คนยังนึกว่าคืออย่างเดียวกับชาเขียว ต้องค่อยๆ อธิบายว่าไม่เหมือนกัน แล้วก็อยากให้ทุกคนรู้สึกสบายๆ เดินมาหัวโล่งๆ เหมือนไม่ต้องท่องจำอะไรมา ทำให้การคุยเรื่องมัทฉะเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องลงลึก” คุณเมเล่าอย่างอารมณ์ดี
มัทฉะของที่นี่มาจากญี่ปุ่นทั้งหมด เลือกโดยเน้นบุคลิกของรสชาติเป็นหลัก ตัวพื้นฐานที่ทางร้านเบลนด์ขึ้นมาเอง ตั้งชื่อให้สั่งง่ายๆ ว่า ‘ทานุกิ’ กับ ‘ปองโกะ’ แม้เบื้องหลังจะไม่ง่าย เพราะใช้เวลาคิดค้นสูตรกันอยู่นานกว่าจะลงตัว อย่างทานุกิ เกิดจากการผสมมัทฉะ 4 สายพันธุ์ จากเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีความโดดเด่นต่างกัน บางตัวกลมกล่อม บางตัวมีความสว่างสดใส ความเป็นผลไม้ จนออกมาได้รสเขียวอูมามิ ติดขมฝาดเล็กน้อย ดื่มแล้วสดชื่น เหมือนเป็นมัทฉะในภาพจำของทุกคน
ตัวที่ 2 ปองโกะ หรือเสียงตีพุงของตัวทานุกิ มาจากที่คุณมดชอบกินมัทฉะลาเต้ ก็เลยอยากได้ตัวที่เหมาะกับการชงแบบสกัดเย็นด้วยนม (Cold Whisk) โดยเฉพาะ จึงใช้มัทฉะจากเมืองอูจิ เบลนด์จนเกิดเป็นปองโกะ ซึ่งมีความเข้มข้น สัมผัสแน่น มีความอูมามิ และติดรสแบบช็อกโกแลตนิดหน่อย นำไปทำลาเต้ได้อร่อย หรือชงเป็นอุสุฉะ (Usucha -ชาบางเบา) ก็ให้รสชาติที่ดี บางทีก็จะมีมัทฉะจากพื้นที่อื่นๆ เสริมเข้ามา เช่น ยาเมะ ที่เน้นกลิ่นควันไฟชัด หรือทางโจโย ที่เน้นความอูมามิ มีกลิ่นของท้องทะเล
แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้ารอคอยอย่างตื่นเต้นที่สุด คือเมนูประจำเดือน ที่จะทำให้ทุกคนได้เปลี่ยนบรรยากาศมาสนุกสนานกับรสชาติแปลกใหม่ หลายคนถึงกับตาโตอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อเมนู ตัวอย่างเช่น มัทฉะเบอร์รีขิงหมูกรอบ มัทฉะครีมไข่เบคอนย่าง มัทฉะฟักทองแกงบวด มัทฉะมะระ ฯลฯ
“พวกเราก็รู้สึกว่ามัทฉะสามารถทำอะไรสักอย่างได้มากกว่านี้ เลยมีคอนเซปต์สนุกๆ ชื่อว่า Tanuki’s Drink เพราะคาแรกเตอร์ของตัวทานุกิ เขาชอบเล่นชอบปาร์ตี้และก็มีความขี้แกล้ง เราจึงอยากทดลองทำอะไรใหม่ๆ ในเมนูประจำเดือนพวกนี้ บางเมนูก็แปลกๆ แต่กินแล้วอร่อยกว่าที่คิดนะ หรือบางเมนูที่หน้าตาธรรมดามาก แต่มีอะไรบางอย่างเซอร์ไพรส์อยู่ข้างใน” คุณมดอธิบาย
อย่างมัทฉะเบอร์รีขิงหมูกรอบ เริ่มมาจากการได้ขิงใหม่ช่วงฤดูฝน นำมาดองจนได้ความเผ็ดปนเค็ม ก่อนผสมกับน้ำมิกซ์เบอร์รีแยกกาก เติมโซดา แล้วเพิ่มความสดชื่นด้วยมัทฉะจากอูจิ ใส่ความสนุกด้วยพริกไทยดำ และแท่งหมูอบกรอบ ที่พอคนลงในแก้วแล้วจะได้กลิ่นหอมหมูรมควันอบอวล หรือมัทฉะช็อกโกแลตพริก ที่วัตถุดิบดูคนละขั้ว แต่รวมกันได้โดยใส่ช็อกโกแลตผสมครีม (ganache) ซ่อนไซรัปพริกชี้ฟ้าและพริกขี้หนูสวนไว้ข้างใน
มัทฉะซีอิ๊วหวานลาเต้ เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ก็เกิดจากการทดลองแบบนี้ หลังคุณเมนึกขึ้นได้ว่า ซีอิ๊วหวานจากการบ่มถั่วเหลืองก็มีความอูมามิ น่าจะไปกันได้กับมัทฉะลาเต้ จึงลองทำขึ้นมา เวลานั้นไม่มีใครทำมาก่อน ลูกค้าเห็นแล้วฮือฮา ชอบกันมาก จนพัฒนามาเป็นเมนูประจำร้านถึงวันนี้ หรือมัทฉะคราฟต์โคล่า อีกเมนูยอดนิยมที่ดื่มแล้วสดชื่นหอมกลิ่นสมุนไพร ก็มาจากแนวทางเดียวกัน
เช่นเดียวกับเมนูของหวาน ที่ทั้งสองคนตั้งใจคิดให้รับประทานได้เอร็ดอร่อยเข้าคู่กับชา ไม่ว่าจะเป็น Matcha Island หรือโชกุปังโทสต์เนื้อนุ่มผิวกรอบ เจาะใส่ไส้คัสตาร์ดลาวามัทฉะ โปะด้วยไอศกรีม แล้วโรยผงมัทฉะด้านบนจนมิด อีกเมนูที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมคือ คิริโมจิ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโมจิย่าง ข้างนอกกรอบ ข้างในนุ่มๆ เหนียวๆ ราดด้วยซอสถั่วแดง และโชยุคาราเมล
“ทุกเมนู พวกผมทดลองทำกันเยอะมาก บางเมนูอาจจะ 10-20 แก้ว บางเมนูก็อาจจะถึงร้อยแก้ว หรือหลายสิบจาน แต่มันก็เป็นความสุขที่ลูกค้าโดนผมป้ายยาเมนูแปลกๆ แล้วเขาบอกว่า อร่อยกว่าที่คิดนะ เขาหากินจากที่อื่นไม่ได้ เราก็ดีใจที่ได้ทำให้เขากิน”
ด้วยความรักและทุ่มเทที่ทั้งคู่ใส่ลงไป ไม่แปลกเลยที่ทำให้มีแฟนประจำมากมายทุกรุ่นทุกช่วงวัย ทั้งคนไทยที่กินแล้วพูดคุยสนิทสนมกลายเป็นเพื่อน บางคนหิ้วชามาแบ่งปัน ไปจนถึงลูกค้าต่างชาติหลายคนที่ปักหมุดกลับมาซ้ำ เหมือนเครื่องดื่มและขนมของร้านนี้เป็นหนึ่งในความทรงจำแสนประทับใจ
Tanuki 261 Cha & Cafe จึงเป็นมากกว่าแค่คาเฟ่ แต่เป็นเหมือนพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์อันน่ามหัศจรรย์ ที่เปิดโลกให้การดื่มชาสนุกสนานและมีความสุขยิ่งกว่าเดิม

Tanuki 261 Cha & Cafe
📍ซอยเจริญกรุง 72 แชวงวัดพระยาไกร
https://maps.app.goo.gl/RMf2bJ1yBRN3zUuF8
🗓️เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. หยุดวันพุธ
☎️085-086-3331
Facebook / Instragram : Tanuki261.cha



#เจริญกรุงบอกต่อ

🎃 ฮาโลวีนนี้ ชวนมาฟังเสียงเพลงสุดไพเราะจากนักดนตรีตัวน้อยที่ย่านเจริญกรุง! 👻🎹🎶ในงาน Play or Treat! Piano Playroom’s Spoo...
25/10/2026

🎃 ฮาโลวีนนี้ ชวนมาฟังเสียงเพลงสุดไพเราะ
จากนักดนตรีตัวน้อยที่ย่านเจริญกรุง! 👻🎹🎶

ในงาน Play or Treat! Piano Playroom’s Spooky Stage ที่น้อง ๆ คนเก่งจะมาร่วมถ่ายทอดความสามารถผ่านการบรรเลงเปียโนและการร้องเพลงสุดพิเศษ เติมสีสันให้เทศกาลฮาโลวีน พร้อมส่งต่อความสุขผ่านเสียงดนตรี 🧡

📅 31 ตุลาคม 2569
⏰ 16.00–18.00 น.
📍 TCDC กรุงเทพฯ Creative Space ชั้น 5



Music@TCDC ประจำเดือนตุลาคม 2569 นี้ 🎃

TCDC กรุงเทพฯ ขอชวนทุกคนมาสัมผัสความสนุกไปกับเสียงดนตรีและเสียงเพลงจากเหล่านักดนตรีตัวน้อย! กับการแสดง “Play or Treat! Piano Playroom’s Spooky Stage” ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความสามารถผ่านการบรรเลงเปียโน พร้อมการแสดงร้องเพลงสุดพิเศษที่จะมาเติมสีสันและความสดใสให้กับเทศกาลฮาโลวีนปีนี้ 👻
เพราะการแสดงดนตรีไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดทักษะที่ได้เรียนรู้ แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้ก้าวออกมาบนเวทีอย่างมั่นใจ เรียนรู้ที่จะแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน 🎹🧡

พบกันวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมนี้
16.00 - 18.00 น.
ที่ TCDC กรุงเทพฯ Creative Space ชั้น 5

ฟ้าไก่ทอด คอหมูทอด ✨สตรีทฟู้ดคิวยาวแห่งตลาดน้อยที่ครองใจคนรักของทอดมานานกว่า 20 ปี หากใครได้มีโอกาสแวะเวียนไปแถวตลาดน้อย...
20/10/2026

ฟ้าไก่ทอด คอหมูทอด ✨
สตรีทฟู้ดคิวยาวแห่งตลาดน้อยที่ครองใจคนรักของทอดมานานกว่า 20 ปี

หากใครได้มีโอกาสแวะเวียนไปแถวตลาดน้อยในช่วงพักเที่ยง สิ่งหนึ่งที่จะเตะจมูกคือกลิ่นหอมไก่ทอดหมูทอดของร้านรถเข็นเล็กๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนซึ่งมาต่อแถวยืนรอกันมากมาย
นี่คือ ‘ฟ้าไก่ทอด คอหมูทอด’ สตรีทฟู้ดที่หยัดยืนมานานกว่า 2 ทศวรรษ พิสูจน์ให้เห็นถึงความอร่อยที่ไม่เคยเสื่อมคลาย เพราะเจ้าของใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบคุณภาพ กระบวนการทอดที่พิถีพิถัน หรือแม้แต่น้ำจิ้มรสเด็ดที่ช่วยชูรสของทอดให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น
เดิมทีก่อนที่จะมาขายไก่ทอดและคอหมูทอด เฮียธงชัย และเจ๊ฟ้า-นงคราญ รังษีธนะไพศาล เคยช่วยครอบครัวฝ่ายชายทำร้านขายอาหารตามสั่งอยู่แถววัดมังกรกมลาวาส แต่เมื่อเวลาผ่านไป ญาติผู้ใหญ่คนนั้นอายุมากขึ้น ดูแลร้านไม่ไหวและอยากพักผ่อน บวกกับทั้งคู่เองก็ไม่พร้อมรับช่วงต่อ เนื่องจากร้านอาหารตามสั่งนั้นยุ่งยาก จึงเลิกกิจการไป
แต่ความตั้งใจที่อยากขายอาหารก็ยังมีอยู่ และไม่อยากจ้างคนงานเพิ่ม รวมทั้งต้องการเวลาในการดูแลลูกเล็กทั้ง 2 คน พวกเขาจึงนำรถเข็นมาตั้งแถวที่พักตรงตลาดน้อย และขายไก่ทอดกับคอหมูทอดเรื่อยมา โดยเหตุผลที่เลือกคอหมูมาทอด ก็เพราะว่าแม้จะแพงสุด แต่ก็อร่อยที่สุดเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นยังถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ เนื่องจากร้านทั่วไปจะขายแต่คอหมูย่าง ไม่ค่อยมีคอหมูทอด
เวลานั้นทั้งคู่ลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ แต่ความตั้งใจหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการส่งต่อของที่ดีสุดไปถึงมือลูกค้า โดยแบ่งความรับผิดชอบกันชัดเจน เฮียธงชัยรับหน้าที่ทอด ส่วนการหมักเป็นของเจ๊ฟ้า เริ่มจากการเลือกวัตถุดิบ โดยช่วงปีแรกๆ เจ๊ฟ้าต้องไปคัดไก่ด้วยตัวเองที่ตลาดมหานาคตั้งแต่เช้ามืด โดยไก่ต้องสด ใหม่ อวบ สะอาด ขนาดเสมอกัน ทอดออกมาแล้วดูสวย ไม่แห้งติดกระดูก
“ตอนแรกที่เห็นเราเลือกเยอะ ไม่สวยก็ไม่เอา ร้านไม่ค่อยชอบหรอก แถมพอคัดเสร็จก็ต้องให้คนงานช่วยจัดการเพิ่ม เช่นสะโพกก็ต้องบั้ง ต้องแบะ ส่วนน่องต้องกรีด 3 จุด เวลาทอดจะได้สุกง่าย แต่พอเราเลือกไปเลือกมา ร้านก็เริ่มเข้าใจ เพราะเราซื้อจากเล็กแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น เขาเลยให้การต้อนรับดี ตอนหลังเขารู้เลยว่าของพี่ฟ้าต้องไซส์นี้ ต้องการกี่ชิ้นต่อกิโลกรัม จัดให้เอง หรืออย่างคอหมูก็เหมือนกัน เราใช้แต่คอหมูแท้ มันน้อย แต่มีเนื้อมันแทรกหน่อย เวลาก่อนทอดก็ต้องแต่งมันออก ช่วงแรกๆ เราทำเอง แต่ตอนหลังพอเยอะก็ไม่ไหว จึงขอให้ร้านช่วยจัดการให้เลย ซึ่งแบบนั้นต้องจ่ายอีกราคา แต่เรายอมสู้ เพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุด” เจ๊ฟ้าอธิบาย
ชิ้นส่วนของไก่ที่ร้านนี้ขายประกอบด้วย น่อง สะโพก และปีก เนื่องจากเป็นส่วนที่มีเนื้อมีหนัง พอทอดออกมาแล้ว กรอบนอกนุ่มใน ขณะที่เนื้ออกก็เคยนำมาขายเหมือนกัน แต่ทอดออกมาแล้วหด เนื้อแข็ง ก็เลยเลิกไป โดยหลังจากได้เนื้อไก่และคอหมูมาแล้ว เจ๊ฟ้าก็จะนำไปหมักด้วยสูตรพิเศษ ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยหมักพร้อมกันกับแป้งทอดกรอบ พอหมักเสร็จก็แช่ในถังน้ำแข็งทันที เพื่อรักษาความเย็นและความสด ไม่ให้รสชาติเพี้ยนจากอากาศที่ร้อน
หลังหมักทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็เข้าสู่กระบวนการทอด เดิมทีเฮียธงชัยจะทอดที่หน้าร้านเลย เพิ่งมาไม่กี่ปีที่ย้ายไปทอดในบ้าน เคล็ดลับคือ เปลี่ยนน้ำมันใหม่ทุกวัน และต้องใช้ไฟแรง เพื่อให้น้ำมันเดือดจัด เวลาทอดแป้งจะได้แตกฟูและกรอบ แต่กลับกันหากความร้อนไม่ถึง แป้งจะกรอบด้าน เนื้อข้างในก็จะแข็ง โดยแต่ละส่วนจะใช้เวลาทอดแตกต่างกัน อย่างน่องไก่ ซึ่งมีขนาดหนากว่าส่วนอื่น ใช้เวลาทอดนานกว่า ขณะที่สะโพกไก่ ใช้เวลาไม่นานเพราะกรีดเนื้อไว้แล้ว ส่วนคอหมูก็ต้องบั้งก่อนเหมือนกัน และพอใกล้จะสุกก็ต้องเอาเหล็กจิ้มเพิ่ม เพื่อให้สุกทั่วถึงกันและไม่อมน้ำมัน พอทอดเสร็จก็พักทิ้งไว้บนตะแกรงสักพักถึงค่อยนำลงไปขาย โดยแต่ละวันเฮียธงชัยจะทอดไก่ราว 100 กิโลกรัม ส่วนคอหมูอีก 20 กิโลกรัม
มากกว่านั้นยังมีของเด็ดที่ห้ามพลาดอีกอย่าง คือ น้ำจิ้ม ซึ่งมีให้เลือกอยู่ 2 แบบ คือ แบบหวาน โดยทางร้านใช้น้ำจิ้มไก่ยี่ห้อ ‘ฉั่วฮะเส็ง’ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความกลมกล่อม อีกแบบคือน้ำจิ้มแจ่ว ซึ่งเจ๊ฟ้าทำใหม่ทุกวัน มีทั้งความหอม และรสนัวครบรส ทั้งหวาน เปรี้ยว เผ็ด กำลังดี ยิ่งมาบวกกับเศษแป้งกรอบจากการทอด ที่ทางร้านโรยหน้าให้กับทุกเมนูก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยในการรับประทานขึ้นไปอีก
ความพิเศษของไก่ทอดและคอหมูทอดร้านฟ้า เป็นที่ยอมรับของชาวตลาดน้อยมาเนิ่นนาน แต่ละวันจะมีลูกค้ามารอคิว โทรศัพท์มาสั่งอยู่ตลอด โดยสมัยก่อนจะขายประจำจุดตรงนี้แค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น พอสักบ่าย 3 โมง เจ๊ฟ้าก็จะเข็นรถไปขายต่อแถวตลาดสำเพ็ง ซึ่งขายดีไม่แพ้กัน
ต่อมาร้านฟ้าเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะมียูทูบเบอร์และรายการดังมาขอถ่ายทำ ประเดิมจากช่อง FOODIE GIRL นับแต่นั้นก็มีลูกค้าหลั่งไหลมาไม่หยุด จนภายหลัง นัท บุตรชายคนรอง ซึ่งเคยเป็นเชฟอยู่โรงแรมดัง ตัดสินใจลาออกมาช่วยงานพ่อกับแม่เต็มตัว โดยประจำอยู่หน้าร้านที่ตลาดน้อยเป็นหลัก แล้วก็ขายออนไลน์ พร้อมกับรับผิดชอบเวลาไปออกงานตามเทศกาลอาหารต่างๆ
“ทุกวันนี้ เราขายที่ตลาดน้อยยาวขึ้น ส่วนสำเพ็งก็ยังขายอยู่ แต่ไม่ได้เข็นรถไปแล้ว เพราะมีรถเพิ่มอีกคัน ประจำอยู่ที่นู่นเลย เราใช้วิธีทอดจากที่นี่ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง รอบละ 4 ถาด โดยเราต้องไปเอง เพราะคนจะคุ้นหน้ามากกว่า อย่างชื่อร้านฟ้า ก็เพราะแถวนั้นมีร้านไก่ทอดหลายเจ้า แล้วเถ้าแก่สั่งลูกน้องให้มาซื้อ แต่ซื้อผิด เราจึงขึ้นป้ายชื่อตัวเอง เพราะคนในสำเพ็งรู้จักเจ๊ฟ้าอยู่แล้ว”
แม้ทุกวันนี้จะยังต้องทำงานจนแทบไม่ได้หยุดพัก แต่เฮียธงชัยกับเจ๊ฟ้าก็มีความสุขที่ตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อหมักและทอดไก่กับคอหมูในทุกวัน ได้พบเจอกับลูกค้าที่คุ้นเคยกัน และสิ่งที่ภูมิใจมากสุดคือ การสร้างและส่งต่อกิจการเล็กๆ แต่มั่นคงให้แก่ลูกหลานต่อไป

ฟ้าไก่ทอด คอหมูทอด
📍ซอยเจริญพานิชย์ ตลาดน้อย
https://maps.app.goo.gl/ync98ZSwoicjQSJT7
🗓️เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.30-16.30 น. หยุดทุกวันอาทิตย์
☎️085-098-2975
Facebook : ฟ้าไก่ทอด

#ฟ้าไก่ทอด

#เจริญกรุงบอกต่อ

🥢 กินเจตลาดน้อยปีนี้ มีลายแทงร้านอร่อยแล้วหรือยัง?ชวนรู้จัก Zine เจ้าถิ่นพาทัวร์ อร่อย “ชัวร์” กินเจ จาก HOC × Se—ri ที่...
14/10/2026

🥢 กินเจตลาดน้อยปีนี้ มีลายแทงร้านอร่อยแล้วหรือยัง?

ชวนรู้จัก Zine เจ้าถิ่นพาทัวร์ อร่อย “ชัวร์” กินเจ
จาก HOC × Se—ri ที่รวบรวม 5 ร้านอร่อยช่วงเทศกาลกินเจในตลาดน้อย ถ่ายทอดผ่านงานพิมพ์ Risograph สีสันสะดุดตา จะเก็บสะสมก็ได้ หรือพกไปเดินตามหาร้านอร่อยก็สนุก 🍜

📍พิเศษ! 17 ต.ค. นี้ เวลา 11.00 น.
พบกับกิจกรรมเดินกินเจกับพี่รุ่ง ไกด์ชุมชน ที่จะพาไปสำรวจร้านอร่อยและบรรยากาศเทศกาลกินเจในตลาดน้อยด้วยกัน

ใครอยากได้ Zine พร้อมออกไปตะลุยกินเจ ตามไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนกันได้เลย!💖



#เทศกาลกินเจตลาดน้อย

#เจริญกรุงบอกต่อ

เทศกาลกินเจตลาดน้อยกลับมาแล้ว! 🏮💛 เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ ตลาดน้อยก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ธงเจสีเหลืองที่ประดับโบกสบั...
12/10/2026

เทศกาลกินเจตลาดน้อยกลับมาแล้ว! 🏮💛

เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ ตลาดน้อยก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ธงเจสีเหลืองที่ประดับโบกสบัดไปตามตรอกซอกซอย ร้านอาหารเจที่หลากหลาย ผู้คนมากมายที่เดินทางมาร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และทำบุญ ณ ศาลเจ้าโจวซือกง ล้วนเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีและวิถีชีวิตของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
🥢 ตลอดซอยวานิชและบริเวณรอบศาลเจ้า เต็มไปด้วยร้านอาหารเจหลากหลายเมนู ทั้งของคาวและของหวานจากสูตรดั้งเดิมของคนในชุมชน หลายร้านกลับมาเปิดขายเฉพาะช่วงเทศกาลนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผัดหมี่เหลือง กระเพาะปลาเจ หมี่หวาน และขนมโบราณอีกมากมายที่ชวนให้เดินชิมกันได้ตลอดทาง
อีกหนึ่งร้านที่หลายคนตั้งใจมาแวะคือ “ตุ๊บตั๊บเหล่าแปะ” ร้านขนมที่เปิดขายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2485 ซึ่งจะกลับมาทำขนมให้เห็นกันสด ๆ หน้าศาลเจ้า ด้วยการเคี่ยวถั่วลิสงกับน้ำตาล ก่อนใช้ค้อนไม้ทุบจนกลายเป็นขนมตุ๊บตั๊บ เสียงทุบที่ดังเป็นจังหวะและกลิ่นหอมของถั่วลิสง ทำให้การแวะมาซื้อขนมร้านนี้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่หลายคนรอคอยในทุกเทศกาลกินเจ
🙏🏻 มากไปกว่าเรื่องอาหาร เทศกาลกินเจตลาดน้อยยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของชุมชนที่ผู้คนกลับมารวมตัวกันถือศีล ทำบุญ ขอพร และร่วมพิธีกรรมตามความเชื่อ ณ ศาลเจ้าเช็งจุ้ยโจวซือกง ศูนย์รวมศรัทธาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวตลาดน้อยมาอย่างยาวนาน เป็นการสืบสานวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมส่งต่อเรื่องราวและความทรงจำของย่านให้ยังคงมีชีวิตอยู่
เทศกาลกินเจจึงเป็นอีกช่วงเวลาที่ชวนให้มาสัมผัสตลาดน้อยในหลายมิติ ทั้งรสชาติอาหาร ความเชื่อ และเสน่ห์ของชุมชนเก่าที่ยังคงรักษาประเพณีของตัวเองไว้ได้อย่างงดงาม
ใครอยากมาเดินเที่ยว ไหว้ศาลเจ้า และชิมอาหารเจร้านเก่าแก่ อย่าพลาดแวะมาตลาดน้อยในช่วงเทศกาลนี้นะ 💛

📍 เทศกาลกินเจตลาดน้อย
🍜 ร้านอาหารเจ: 10–18 ตุลาคม 2569
🏮 พิธีกรรม ณ ศาลเจ้าโจวซือกง: 9–19 ตุลาคม 2569

#เทศกาลกินเจตลาดน้อย

#เจริญกรุงบอกต่อ

𝐃𝐚𝐲𝐭𝐡𝐞𝐦 𝐓𝐞𝐚 𝐒𝐭𝐮𝐝𝐢𝐨 🍵💫คาเฟ่มัทฉะแห่งความเรียบง่าย ที่ตั้งใจสร้างวันดีๆ ให้ทุกคน ‘Simple Tea for Them’ คือคอนเซปต์ของร้านแ...
08/10/2026

𝐃𝐚𝐲𝐭𝐡𝐞𝐦 𝐓𝐞𝐚 𝐒𝐭𝐮𝐝𝐢𝐨 🍵💫
คาเฟ่มัทฉะแห่งความเรียบง่าย ที่ตั้งใจสร้างวันดีๆ ให้ทุกคน

‘Simple Tea for Them’ คือคอนเซปต์ของร้านแห่งนี้ ที่อยากให้ชาดีๆ และเรียบง่ายสักแก้ว ช่วยเติมความสุข ความสงบผ่อนคลาย และความสดชื่นให้กับวันอันแสนวุ่นวาย
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดมาจากที่คุณเชอร์ลีน เหลืองประเสริฐ เป็นคนชอบดื่มชา ถึงขั้นจะไปลงเรียนตีมัทฉะอย่างจริงจัง แต่โชคชะตาบันดาลให้เข้าคลาสผิด กลายเป็นเข้าเรียนพิธีชงชาแทน และเหมือนทำให้เธอยิ่งหลงใหลในเสน่ห์ของชามากยิ่งขึ้น จนศึกษาลงลึกทั้งชาจีน ชาญี่ปุ่น วิธีการชงรูปแบบต่างๆ ก่อนตัดสินใจเปิดร้านชา Shersanctuary Tea Bar เริ่มแรกตั้งร้านอยู่บนชั้น 4 ตึก Ground For ย่านบางเขน พหลโยธิน
Shersanctuary Tea Bar มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ตั้งแต่บรรยากาศร้านที่ตกแต่งด้วยไม้สีเข้ม และค่อนข้างมืด ให้ความรู้สึกนิ่ง สงบ ผ่อนคลาย มาจากแนวคิดอยากให้เป็นสถานที่หลีกหนีความวุ่นวายโดยใช้ชานำทาง ที่นั่งมีเพียง 4 ที่เท่านั้น จึงมีความเป็นส่วนตัว เหมือนมาบ้านเพื่อน จิบชาแล้วนั่งแชร์ความรู้สึกกัน ส่วนเครื่องดื่มก็เสิร์ฟเมนูร้อนแทบทั้งหมด เพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่เป็นตัวตนของชาจริงๆ เมนูเย็นมีแค่อย่างเดียว เผื่อใครอยากเติมความสดชื่นตบท้าย ก่อนกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
แม้แต่วิธีการชงชา ทางร้านก็ประณีตถึงขนาดพยายามปรับเปลี่ยนรายละเอียดแต่ละถ้วยให้เข้ากับอารมณ์ความรู้สึกของคนดื่มในวันนั้น ทำให้หลายคนมาแล้วประทับใจ มีทั้งแวะมาสั่งชาแล้วอ่านหนังสือเงียบๆ คนเดียว บางคนคุยไปถึงเรื่องส่วนตัว หรือเปิดใจระบายเรื่องหนักๆ ในชีวิตให้ฟัง
เหมือนชะตาลิขิตอีกครั้ง เพราะเมื่อใกล้หมดสัญญา คุณเชอร์ลีนจึงมองหาสถานที่ใหม่ และได้มาเจอตึกในละแวกตลาดน้อยเปิดให้เช่าอยู่ ทุกอย่างดูลงตัวตรงกับที่ตามหา จนโยกย้าย Shersanctuary Tea Bar มาที่นี่ โดยคงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น คุณเชอร์ลีนเห็นว่า น่าจะมีร้านชาอีกร้านที่เปิดรับคนมากขึ้น เน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นให้ดับกระหายคลายร้อน โดยเน้นที่มัทฉะ จนกลายมาเป็น Daythem Tea Studio ที่อยู่ชั้น 1 ของอาคาร และให้ Shersanctuary Tea Bar อยู่ในมุมที่สงบและส่วนตัวกว่าบนชั้น 2
ชื่อ ‘Daythem’ มาจากคำว่า ‘Day’ และ ‘Them’ รวมกันคือ ‘วันของเขา’ สื่อถึงความตั้งใจอยากให้ชาสร้างวันที่มีความสุขของลูกค้า บรรยากาศของร้านใหม่จะสว่างขึ้นเล็กน้อย การตกแต่งยังคงเน้นความเรียบง่าย ใช้วัสดุจริง ไม่มีส่วนประกอบที่รกรุงรัง จึงให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมือนนั่งจิบมัทฉะแล้วมองออกไปในสวนเซนญี่ปุ่น
ขณะที่เครื่องดื่มทุกชนิดก็ยึดหลักความเรียบง่ายเช่นกัน ทางร้านจะเลือกวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากหลายภูมิภาค นำมาชงโดยไม่มีการปรุงแต่งที่ซับซ้อน เพื่อให้มัทฉะแต่ละตัวได้แสดงศักยภาพที่แท้จริง และได้ผลลัพธ์คือความอร่อยก็เพียงพอแล้ว
“เราก็จะไม่ได้ดัดแปลงอะไรเยอะมาก เป็นแบบ Simple เลย ไม่ว่าจะชงแบบเคลียร์ ลาเต้ หรือ ผสมน้ำผลไม้ก็จะชัดไปเลย ไม่ได้แฟนซี หรือใส่โฟมอะไรขนาดนั้น ที่เป็นแบบนี้เพราะเราชอบความเรียบง่าย เรารู้สึกว่าทุกคนไปเจอความหลากหลาย หรือความแฟนซีในโลกกันมามากแล้ว สุดท้ายก็ Back to the basic เพราะอยู่กับความธรรมดาได้นานที่สุด แต่ในความเรียบง่าย ไม่มีสิ่งอื่นรบกวนความสนใจ เราก็อยากนำเสนอรสชาติพิเศษของชาให้ได้มากที่สุด ให้คุณดื่มได้เต็มที่” คุณเชอร์ลีนอธิบาย
ด้วยความอยากให้คนที่เข้าร้านมาสนุกกับการดื่มชา แต่ละตัวจึงมีบุคลิกต่างกันชัดเจน เริ่มตั้งแต่กลุ่มมัทฉะลาเต้ อย่าง DT-01 ใช้ผงมัทฉะจากเมืองอุจิ (Uji) ซึ่งออกโทนสาหร่าย มีความสดชื่น นำไปชงกับน้ำร้อนเพื่อให้กลิ่นออกมาชัดที่สุด แล้วเสิร์ฟแยกชั้นกับนม เวลาดื่มจะสัมผัสถึงความอูมามิธรรมชาติของมัทฉะ ก่อนจะได้รสอีกแบบเมื่อไปถึงชั้นนม
DT-02 เป็นมัทฉะจากเมืองยาเมะ (Yame) ซึ่งออกโทนคล้ายถั่วคั่ว นำไปชงแบบ Cold Whisk หรือตีละลายกับนมสดเย็นจัด ช่วยให้ได้รสชาตินัวมัน หอมอร่อย เป็นตัวที่ขายดีที่สุดในร้าน
ที่น่าลองอีก มีทั้ง DT-07 หรือโฮจิฉะลาเต้ ที่มีความหอมคล้ายโกโก้ เกิดจากเอาก้านมัทฉะไปคั่ว รสชาตินุ่มนวล ดื่มง่าย คาเฟอีนน้อย หรือน่าลอง เกนไมฉะ (Genmaicha) ชาเขียวที่ผสมกับข้าวพองคั่ว ให้ความหอมและรสชาติที่ฉีกไปอีกแนว
ถ้าต้องการความสดชื่น ไม่ควรพลาดกลุ่ม Refreshing Matcha นำโดยซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Coconut Matcha ที่มีความหวานหอมของน้ำมะพร้าวสดแท้เข้ามาผสมด้วย เมนูนี้คุณเชอร์ลีนคิดค้นอยู่พักใหญ่จนเจอสูตรที่อร่อยที่สุด ขณะที่มัทฉะเก๊กฮวยก็ให้ความหวานหอมละมุน หรือสั่ง Uji Matcha X Yuzu เติมความหวานเปรี้ยว ช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นตัว
ส่วนใครที่ชอบรสชาติดั้งเดิม ต้องจิ้มไปที่ เคลียร์มัทฉะ (Clear Matcha) หรือมัทฉะชงใสแบบเย็น ซึ่งมีให้เลือกทั้งจากอุจิ ยาเมะ และตัวอื่นที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เวลาเสิร์ฟจะใช้น้ำแข็งก้อนใหญ่ ทำให้ละลายช้า เพื่อให้ได้รสชาติของมัทฉะเต็มที่
ความจริงจังของร้านนี้ยังถึงขนาดที่ว่า ถ้าช่วงไหนที่มัทฉะบางตัวขาดตลาด แล้วไม่สามารถหาตัวอื่นมาทดแทนได้ใกล้เคียง ก็จะยอมหยุดขาย เพราะไม่อยากให้ใครเดินเข้ามาชิมแล้วต้องผิดหวัง
นอกจากนี้ยังมีของหวานให้เลือก ทั้งวาราบิโมจิ ขนมสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อนุ่มหนึบ และ Terrine ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Nama Chocolate หรือช็อกโกแลตสดจากญี่ปุ่น ทำจากดาร์กช็อกโกแลต และครีมสด โดยไม่ได้ใช้แป้งเลย อีกตัวหนึ่งที่เป็นรสมัทฉะ ก็ทำจากผงชาผสมกับไวท์ช็อกโกแลต จนได้ขนมเนื้อนุ่มเนียนหนึบ กินคู่กับผิวส้มยูสุเชื่อม สั่งมาแล้วเข้ากับมัทฉะได้แทบทุกเมนู
ในอนาคต คุณเชอร์ลีนยังมีแผนที่จะขยายพื้นที่ชั้นบนของตึก สำหรับจัดนิทรรศการ เวิร์กชอปหรืออาจทดลองทำบาร์ที่นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเบลนด์เข้ากับชาเพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่แปลกใหม่และหลากหลาย
Daythem Tea Studio รวมทั้ง Shersanctuary Tea Bar จึงเป็นอีกสถานที่สุดพิเศษของคนชอบดื่มชา พื้นที่เล็กๆ ที่ชวนทุกคนมาผ่อนคลายจากความเร่งรีบ พักปรับสปีดชีวิตให้ช้าลง เพื่อกลับมาจดจ่ออยู่กับตัวเอง และสุขกับชาอร่อยๆ ในถ้วยตรงหน้า แค่เพียงเท่านั้น

Daythem Tea Studio
📍ซอยโยธา 1 ตลาดน้อย ด้านข้างสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์
https://maps.app.goo.gl/pq39xym1oB7NCvnaA
🗓️เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ 09.00-18.00 น.
☎️062-465-3414
Facebook : Daythem Tea Studio



#เจริญกรุงบอกต่อ

ก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถา no.168 🥢✨รสชาติดั้งเดิมจากแดนมังกร สู่เส้นทางความอร่อยแห่งย่านเจริญกรุง ใกล้ๆ เอเชียทีค มีร้านอาหาร...
06/10/2026

ก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถา no.168 🥢✨
รสชาติดั้งเดิมจากแดนมังกร สู่เส้นทางความอร่อยแห่งย่านเจริญกรุง

ใกล้ๆ เอเชียทีค มีร้านอาหารจีนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ ที่นี่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะมีเชฟมือดีจากซัวเถา ที่หอบหิ้วสูตรและความรักในการทำอาหารข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดประสบการณ์และรสชาติใหม่ๆ ให้กับนักกินชาวไทย โดยมีก๋วยเตี๋ยวหลอดสูตรซัวเถา ซึ่งทำจากแป้งนึ่งสดๆ เป็นตัวชูโรง เนื่องจากเป็นเมนูหายากที่แทบไม่มีร้านใดทำได้เหมือน
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 เฮียหลีเดินทางมาเที่ยวและเยี่ยมญาติในเมืองไทย เขาเป็นคนมีฝีมือเรื่องอาหาร หยิบจับอะไรก็อร่อย พี่อ้อ-จารีย์ ลีเกษม ลูกพี่ลูกน้องจึงสนับสนุนให้เปิดขายอาหาร เพราะที่ผ่านมาเมืองไทยไม่ค่อยมีอาหารสไตล์นี้สักเท่าไหร่ โดยมาได้ทำเลดีอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับซอยเจริญกรุง 91 และมี จันทร สุคอน เป็นผู้ช่วยคู่ใจมาตั้งแต่เปิดร้าน
หัวใจของร้านก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถาอยู่ที่เครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งนำเข้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง ทำให้ได้รสชาติดั้งเดิมแท้ ที่แปลกใหม่สำหรับคนไทย อาจไม่ได้จัดจ้านเหมือนเครื่องเทศบ้านเรา แต่ก็อร่อยและเพิ่มความอยากให้รับประทานเรื่อยๆ ได้เช่นกัน ส่วนพวกของสด อย่างเนื้อสัตว์หรือผักก็เลือกใช้ของภายในประเทศ คัดแต่ของดีเท่านั้น จึงมั่นใจในเรื่องคุณภาพได้แน่นอน
สำหรับเมนูหลักที่ทุกโต๊ะต้องสั่งคือ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ซึ่งต่างจากก๋วยเตี๋ยวหลอดทั่วไปคือ ใช้วิธี ‘โม่แป้งสด’ ไม่ใช้แป้งสำเร็จรูป แต่จะนำข้าวหอมมะลิไปแช่น้ำนาน 4-5 ชั่วโมง จากนั้นก็จะนำมาโม่เป็นน้ำแป้งสดใหม่ทุกวัน เมื่อนึ่งเสร็จแป้งที่ได้จึงมีความนุ่ม เหนียว และหอมเป็นพิเศษ
ส่วนวิธีนึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ โดยจะเทน้ำแป้งลงในถาดสเตนเลส ร่อนให้ทั่ว ไม่ต้องหนาเกินไป จากนั้นก็เริ่มทำเครื่องก๋วยเตี๋ยว ด้วยการแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งเนื้อสัตว์กับฝั่งผัก ลูกค้าเลือกได้ว่าจะใส่ไส้ หมูสับ กุ้ง หรือเนื้อวัว จากนั้นก็ใส่ไข่ไก่สดกับเห็ดหอม ส่วนอีกฝั่งก็ใช้ผักกาดสด ราดน้ำซีอิ๊ว พอเสร็จแล้วก็นำไปนึ่งในซึ้งสี่เหลี่ยมซึ่งมีรูปร่างคล้าย ‘ลิ้นชัก’ นาน 3-4 นาทีจนสุก แล้วพับตัวแป้งในลักษณะเดียวกับข้าวเกรียบปากหม้อ ตัดออกเป็นส่วนๆ พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าทันที กินคู่กับหัวไชเท้าดอง และน้ำพริกปะป๊า ซึ่งเป็นน้ำพริกเผาสูตรพิเศษของร้านที่ทำจากเครื่องเทศของจีนล้วนๆ ถือว่าลงตัวพอดี
อีกเมนูที่ทุกคนยกนิ้วให้ คือ ติ่มซำ ตั้งแต่ ขนมจีบกุ้ง ฮะเก๋า เสี่ยวหลงเปา เกี๊ยวซ่า ข้าวนึ่งเนื้อวัว รวมถึงซาลาเปา ซึ่งลูกใหญ่กว่าปกติ และทำสดใหม่เป็นประจำทุกวัน โดยจุดเด่นอยู่ที่ตัวแป้ง ซึ่งสั่งทำเป็นพิเศษจากโรงงานในเมืองไทย แต่ใช้สูตรซัวเถา แถมไส้ก็ยังแน่น กินแล้วเต็มปากเต็มคำ
นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนอีกร่วมร้อยรายการ ที่โดดเด่นก็อย่างเช่น เต้าหู้ทอดแต้จิ๋ว ซึ่งความเด็ดอยู่ที่ความกรอบนอก นุ่มใน เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มราวกับคัสตาร์ด จิ้มคู่กับน้ำเกลือโบราณใส่ใบกุ่ยช่ายสับตามแบบฉบับเมืองจีน แล้วยังมีเนื้อปลาช่อนในน้ำซุปผักดอง รสเปรี้ยวเผ็ดกลมกล่อม ซดแล้วสดชื่น หรือจะเป็นปลากระพงนึ่งซีอิ๊ว ปลานึ่งมะนาว ปลาหางยาวทอด กุ้งผัดเปรี้ยวหวาน ซึ่งใช้วัตถุดิบสดใหม่ ปรุงออกมาได้รสชาติดี รวมถึงหมาล่าปลาย่าง ซึ่งขายมาตั้งแต่ยุคที่คนไทยแทบไม่รู้จักหมาล่า จนทุกวันนี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ที่นิยมรสจัดจ้าน และหากใครที่เป็นสายหวาน ที่นี่ก็มีเผือกหิมะ และกะลอจี๊ ซึ่งไม่หวานจนเกินไป รับประทานได้เพลินๆ
ที่ผ่านมา ร้านก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถา no.168 เป็นที่รู้จักกันแบบปากต่อปาก หลายคนกินแล้วอร่อยก็ชักชวนเพื่อนฝูงมาอุดหนุน จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ พอนานวันก็มีคนไทยและฝรั่งแวะเวียนเข้ามาต่อเนื่อง รวมทั้งมีรายการและยูทูบเบอร์ต่างๆ เข้ามาถ่ายทำอยู่ตลอด โดยระหว่างนั้นเฮียหลีก็พยายามเรียนรู้ สังเกตกลุ่มลูกค้า เพื่อมาปรับสูตรอาหารให้เข้ากับลิ้นของทุกคนมากที่สุด
“แค่ลูกค้าเข้ามาแล้วบอกว่าอร่อย เราก็มีความสุขแล้ว บางคนเดินทางมาไกลเลย แต่เขาก็ตั้งใจมา มาแล้วก็กลับมาซ้ำอีก หรือบางคนที่เคยไปเมืองจีน พอมากินที่ร้านก็บอกว่า รสชาติเหมือนที่เมืองจีนเลย ซึ่งต้องยอมรับว่า น้องชายที่เป็นเชฟขยัน อดทนมาก ปีหนึ่งหยุดแค่วันชิวอิกวันเดียว แล้วสมัยก่อนไม่มีรถใช้ ต้องตื่นแต่เช้าปั่นจักรยานไปซื้อของเอง จนทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง” พี่อ้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เพราะฉะนั้น หากใครที่เป็นคออาหารจีน ขอแนะนำว่าห้ามพลาดร้านเล็กๆ แห่งย่านเจริญกรุงนี้ เพราะนอกจากจะมีเชฟที่นำสูตรต้นตำรับมาปรุงให้รับประทานกันแบบสดใหม่แล้ว ยังรับประกันถึงคุณภาพของวัตถุดิบที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน รวมถึงความอร่อยที่ทุกคนสัมผัสได้ในราคามิตรภาพ

ก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถา no.168
📍 ตรงข้ามซอยเจริญกรุง 91 ด้านข้างเอเชียทีค
https://maps.app.goo.gl/amLBGWoag8pXSyyk6
🗓️ เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-21.30 น.
☎️ 062-096-2713
Facebook : ก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถา曼味道

#ก๋วยเตี๋ยวหลอดซัวเถา

#เจริญกรุงบอกต่อ

ร้านตัดรองเท้าตลาดน้อย 👠🥿👡✨งานแฮนด์เมดคลาสสิก คุณภาพคงทนจากครอบครัวช่างฝืมือแห่งย่านตลาดน้อย ถ้าไม่ตั้งใจมองให้ดีๆ บางคน...
03/10/2026

ร้านตัดรองเท้าตลาดน้อย 👠🥿👡✨
งานแฮนด์เมดคลาสสิก คุณภาพคงทน
จากครอบครัวช่างฝืมือแห่งย่านตลาดน้อย

ถ้าไม่ตั้งใจมองให้ดีๆ บางคนอาจไม่เห็นว่า ติดกับร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นเจ้าท่า มีร้านรองเท้าสตรีเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ ความน่าสนใจของร้านแห่งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงร้านลับของย่านตลาดน้อยเท่านั้น แต่ยังเป็นร้านทำรองเท้าแฮนด์เมดของช่างฝีมือที่ขลุกกับรองเท้ามาตั้งแต่ 11 ขวบ จนวันนี้อายุแตะเลข 8 แล้ว
แม้ไม่มีชื่อร้านเป็นทางการ แต่ผู้คนและลูกค้าประจำต่างเรียกที่นี่จนติดปากว่า ‘ร้านตัดรองเท้าตลาดน้อย’ ดำเนินกิจการโดยครอบครัวแซ่โง้ว ซึ่งประกอบด้วย ‘ง้วน กับ ‘เม้ง’ อากง 2 พี่น้องซึ่งรับหน้าที่ตัดรองเท้า ตั้งแต่ตัดหนัง ทำพื้น ขึ้นทรง เย็บ ติดกาว ประกอบจนเป็นรูปร่าง กับอาม่าเกียง ‘ศรีสุข’ ภรรยาของอากงง้วน ซึ่งมีภารกิจหลักในการพูดคุยกับลูกค้า และจดรายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญ เนื่องจากช่างทั้ง 2 คนเขียนหนังสือไม่เป็น
“ถ้าขาดคนใดคนหนึ่ง ก็เลิกทำได้เลย ต้องอยู่ด้วยกัน 3 คน” อาม่าเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
ลูกค้าของที่นี่มีหลากหลาย ตั้งแต่พนักงานธนาคาร ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ พนักงานท่าเรือคลองเตย นักวิชาการจากสถาบันแถวหน้า ไปจนถึงอาจารย์สอนเต้นลีลาศ หลายคนตัดรองเท้ากันมากว่า 30 ปี มีอยู่รายหนึ่งข้ามฝั่งมาจากปิ่นเกล้า สั่งตัดทีเดียว 10 คู่ 10 สี พร้อมกับเล่าว่า รองเท้าเต้นรำคู่แรกที่ตัดมา ทุกวันนี้ก็ยังใช้งานได้ดีเหมือนเดิม
เบื้องหลังของรองเท้าที่คุณภาพไม่เสื่อมคลายตามกาลเวลา มาจากอากงทั้งสองคนมีวิชาดี เพราะถึงจะเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว แต่ก็มีโอกาสได้ไปฝึกงานอยู่ที่ร้านคุนซิน หนึ่งในตำนานร้านรองเท้าสตรีแห่งย่านบางรัก ซึ่งเป็นจีนฮากกา หรือจีนแคะ ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ ฝึกฝนตั้งแต่ศูนย์ ได้ค่าแรงไม่ถึงสิบบาท จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่หาตัวจับยาก สองพี่น้องจับคู่กันทำงานมาแต่ไหนแต่ไร โดยคนพี่เป็นมือทำพื้นรองเท้า ส่วนคนน้องเป็นช่างทำอัปเปอร์ หรือส่วนด้านบน พร้อมดึงหนังให้ขึ้นรูปเป็นรองเท้าขึ้นมา
ต่อมาเมื่ออากงง้วนกับอาม่าเกียงแต่งงานกัน และเห็นว่ารับตัดเป็นคู่ๆ ได้รายได้มากกว่าค่าจ้างรายเดือน จึงลาออกมาเป็นช่างรับงานตามร้านต่างๆ โดยเริ่มแรกก็อยู่แถวท่าพระจันทร์ จากนั้นก็ไปอยู่แถวบางลำพู ประตูน้ำ เสาชิงช้า กระทั่งปี 2525 ลูกๆ เริ่มโตจึงตัดสินใจมาเปิดร้านของตัวเองที่นี่ คิดค่าตัดคู่ละ 50 บาท โดยมีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างล้นหลาม เพราะบอกปากต่อปากถึงคุณภาพการตัดรองเท้าที่ไม่เป็นสองรองใคร ว่ากันว่าสมัยบูม ถึงขั้นลูกค้าต้องมายืนเข้าแถวหน้าบ้านเลยทีเดียว
สำหรับรองเท้าสตรีที่รับตัด ก็มีตั้งแต่รองเท้าหุ้มส้น รองเท้ารัดส้น รองเท้าแตะ และรองเท้าเต้นรำ ใช้หนังวัวแท้ๆ ซึ่งสั่งตรงจากย่านเจริญรัถ แถมยังตัดได้ทุกแบบ แค่ส่งภาพจากโทรศัพท์มือถือก็ทำได้แล้ว ส่วนรองเท้าบุรุษ แม้จะไม่ได้ตัด แต่ถ้าพื้นรองเท้าเปิด ส้นหัก ก็สามารถส่งมาซ่อมแซมได้
ยิ่งกว่านั้นการทำงานยังละเอียดลออ สังเกตได้จากการวัดเท้า เพราะแม้จะใช้เพียงแค่กระดาษกับปากกา แต่ก็เปี่ยมด้วยความชำนาญ โดยอาม่าจะลากเส้นตามรูปเท้าจริง จากนั้นจะส่งต่อให้อากงเพื่อนำหุ่นสำหรับทำรองเท้ามาเทียบ เสร็จแล้วตัดตามที่วัด เวลาใส่แล้วจะได้รู้สึกว่า ‘ใส่พอดีและไม่เจ็บเท้า’
“เท้าคนเราบางทีสองข้างก็ไม่เท่ากัน ก็ต้องจัดการให้เหมาะสม อย่างเช่นคนที่ขาสูงต่ำไม่เท่ากัน เราก็เสริมส้นข้างที่ต่ำกว่าเข้าไป แค่นี้ก็พอดีแล้ว แต่ถ้าคนไหนเท้าใหญ่ไม่เท่ากัน จะทำยากหน่อย เพราะเราต้องใช้ 2 บล็อก เช่นข้างหนึ่งเบอร์ 4 อีกข้างเบอร์ 6 หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุเราก็เสริมฟองน้ำ 2 ชั้นเข้าไปที่พื้นรองเท้า จะได้นิ่มๆ เดินสบายขึ้น” อาม่าอธิบาย
อย่างรองเท้าเต้นรำก็ถือเป็นของปราบเซียน เนื่องจากมักใช้งานหนักและเกิดการเสียดสีอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำไม่ดีก็พังได้ง่ายๆ แต่ไม่ใช่ปัญหาของร้านตัดรองเท้าเก่าแก่ โดยที่นี่จะใช้หนังทำพื้นรองเท้าแทนพื้นยาง นักเต้นจะได้สะบัดขาได้สะดวกและลื่นไหลไปบนฟลอร์ได้เป็นธรรมชาติ ไม่สะดุดล้มง่ายๆ
นี่คือโจทย์ที่รองเท้าสำเร็จรูปตอบไม่ได้ แต่ช่างฝีมือแห่งตลาดน้อยสามารถแก้ปัญหาให้ได้ทันที แถมคุณภาพสูง ทำงานได้รวดเร็ว โดยที่ราคาย่อมเยากว่าห้างสรรพสินค้าเท่าตัว ไม่แปลกที่ยังคงมีลูกค้าแวะเวียนมาที่นี่ไม่ขาดสาย ทั้งลูกค้าประจำที่สั่งตัดกันมายาวนาน และลูกค้ารุ่นใหม่ที่ตามหารองเท้าที่มีความประณีตและพิถีพิถันสูง
แน่นอนแม้อากงและอาม่าจะไม่วาดฝันถึงอนาคตของธุรกิจ หลังเห็นร้านเก่าแก่มากมายต่างค่อยๆ ทยอยปิดตัว แต่พวกเขาก็ยังคงยึดมั่นและพร้อมจะเดินหน้าผลิตรองเท้าตามสั่งเพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มคนที่ยังคงเชื่อมั่นในฝีมือของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้นหากใครมีโอกาสไปแถวตลาดน้อย ลองแวะมาที่ร้านไม่มีชื่อแห่งนี้ดู บางทีอาจจะได้พบรองเท้าที่ดีที่สุด ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อโอบรับเท้าของคุณอย่างแท้จริงก็เป็นได้

ร้านตัดรองเท้าตลาดน้อย
📍ซอยวานิช 2 ตลาดน้อย ร้านอยู่ติดกับก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น เจ้าท่า
🗓️เปิดบริการ วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-16.00 น.
และวันอาทิตย์ เวลา 9.00-12.00 น.
☎️084-324-3050

#ร้านตัดรองเท้าตลาดน้อย

𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐂𝐨𝐥𝐥𝐞𝐜𝐭𝐢𝐨𝐧 & 𝐌𝐚𝐬𝐚𝐲𝐚 𝐅𝐮𝐫𝐧𝐢𝐭𝐮𝐫𝐞จากรูปปั้นทองเหลืองที่ครองใจคนทั่วโลกสู่แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ไร้ขีดจำกัด   🐎 ✨  รูปปั้...
30/09/2026

𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐂𝐨𝐥𝐥𝐞𝐜𝐭𝐢𝐨𝐧 & 𝐌𝐚𝐬𝐚𝐲𝐚 𝐅𝐮𝐫𝐧𝐢𝐭𝐮𝐫𝐞
จากรูปปั้นทองเหลืองที่ครองใจคนทั่วโลก
สู่แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ไร้ขีดจำกัด 🐎 ✨

รูปปั้นทองเหลืองขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนบริเวณตรอกกัปตันบุช
เป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้วที่ร้าน Asia Collection ถือกำเนิดขึ้น จนกลายเป็นศูนย์รวมผลงานศิลปะทองเหลืองที่ได้รับความนิยมในระดับสากล และล่าสุดยังเริ่มต้นบุกเบิกเฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองอย่าง Masaya Furniture ที่ไม่ได้มีแค่ความคงทน แต่ยังเปี่ยมด้วยความสวยงาม และดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์
เดิมทีครอบครัวลิมป์จันทรา ทำโรงงานหล่อพระพุทธรูป อยู่แถวบางบอน แต่เนื่องจากสภาพการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ คุณประเสริฐและคุณกัลยา จึงคิดถึงการทำธุรกิจใหม่ที่แตกต่าง โดยยังคงใช้องค์ความรู้เดิมมาประยุกต์ กระทั่งเมื่อราวปี 2529 กระแสเรื่องเทพเจ้ากำลังเริ่มได้รับความนิยม ทางโรงงานจึงทดลองหล่อเทพจีนและฮินดู จากนั้นก็ส่งไปให้ร้านสังฆภัณฑ์ช่วยขาย ปรากฏว่าขายดิบขายดี
ต่อมาวันหนึ่งทั้งคู่ไปเยือนประเทศฝรั่งเศส เยี่ยมชมพระราชวังแวร์ซาย จึงได้เห็นความงดงามของประติมากรรมต่างๆ แล้วเกิดความประทับใจ อยากจะให้มีที่เมืองไทยบ้าง ก็เลยซื้อหนังสือศิลปะกองใหญ่กลับบ้าน จากนั้นก็ให้ช่างช่วยหล่อขึ้นมา โดยยังคงเน้นเอกลักษณ์ของงานปั้นสไตล์ยุโรป คือผิวเรียบ ไม่ได้มีลวดลายมากเหมือนงานเก่าๆ ที่เคยทำมา
แต่ปัญหาคือ ร้านส่วนใหญ่ไม่รับขายงานประเภทนี้ ทำให้สองสามีภรรยาตัดสินใจเปิดโชว์รูมของตัวเอง ใช้ชื่อว่า Asia Collection เพราะนอกจากจะเป็นร้านของคนเอเชียแล้ว ยังเป็นแหล่งรวบรวมผลงานหลากสไตล์ ทั้ง ไทย จีน แขก และฝรั่ง อีกด้วย
หลังเปิดร้านได้ไม่นาน ก็ดูเหมือนว่าจะได้เสียงตอบรับที่ดี ปัจจัยหลักน่าจะมาจากย่านเจริญกรุงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแขกที่มาพักตามโรงแรมโอเรียนเต็ลและแชงกรี-ลา ซึ่งพอได้มาเห็นผลงานก็สนใจ บวกกับราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรป จึงติดต่อสั่งซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อเป็นของประดับที่ประเทศบ้านเกิด
“ของยุโรปมักหล่อแค่ 1-2 ชิ้น ราคาจึงแพงมาก แต่ของเราหล่อได้เยอะ ราคาขนาดบวกค่าขนส่งยังถูกกว่าเลย แต่ทั้งนี้เวลาผลิตอะไรก็ต้องดูว่ามีลิขสิทธิ์หรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นของแวร์ซาย ไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนวิธีจัดส่งเราจะแพ็กใส่ตู้คอนเทนเนอร์ แล้วส่งไปให้ทางเรือ ลูกค้าคนหนึ่งก็จะมาสัก 2-3 ครั้งต่อปี ขึ้นอยู่กับว่าขายหมดเร็วหรือเปล่า” คุณกัลยาอธิบาย
ปัจจุบัน Asia Collection มีลูกค้ามากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่คุณภาพของวัตถุดิบ เพราะทองเหลืองที่ใช้นั้นมีส่วนผสมของทองแดงสูงเกือบ 70% และมีส่วนผสมของเหล็กน้อย ซึ่งทำให้ชิ้นงานมีความแข็งแรง คงทน ไม่ขึ้นสนิม
ส่วนขั้นตอนการผลิตนั้น หลังจากส่งแบบให้ช่างเรียบร้อยแล้ว ช่างก็จะใช้ประสบการณ์จากงานหล่อพระ แปลงภาพ 2 มิติให้เป็นประติมากรรม 3 มิติที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา เริ่มด้วยการปั้นต้นแบบจากหุ่นขี้ผึ้ง จากนั้นตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ให้เรียบร้อยสวยงาม นำไปสร้างแม่พิมพ์ และหล่อด้วยทองเหลืองคุณภาพสูง จนได้ผลงานที่คมชัดและงดงาม โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่ชื่นชอบและต้องการของตลาด โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติ
ที่ผ่านมา Asia Collection มีผลงานมากกว่า 7,000 แบบ ซึ่งชิ้นที่ใหญ่สุดเป็น น้ำพุสูงเท่ากับตึก 3 ชั้น ส่วนแบบยอดนิยมที่สั่งซื้อเข้ามามากที่สุดคือ น้ำพุ และรูปสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กวาง ม้า ช้าง ซึ่งหลายคนที่นำไปแต่งสวนก็มักถ่ายภาพส่งกลับมาให้ จนกลายเป็นไอเดียที่ Asia Collection ช่วยแนะนำต่อให้ลูกค้าคนอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทย ที่เริ่มหันมาสนใจรูปปั้นทองเหลืองมากขึ้น
“สมัยก่อนคนไทยไม่กล้าซื้อ เพราะคิดว่าราคาสูง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเรซินทำสวยๆ ราคาไม่ต่างจากทองเหลืองเลย แถมทองเหลืองยังคงทนกว่าอีก อายุ 40-50 ปีก็ยังอยู่ได้ อีกอย่างคือฝีมือคนไทยสุดยอดเลย หลายประเทศพยายามทำ ทั้งเวียดนาม จีน แต่สู้เราไม่ได้ ทั้งเรื่องความสวยงาม และคุณภาพ มีครั้งหนึ่งเราโดนก็อป ลูกค้าก็ไปซื้อทางนั้นเพราะถูกกว่า แต่ปรากฏว่าฝรั่งไม่เอาเลย เพราะพอเคาะแล้วเสียงของเรากังวานกว่า ส่วนของอีกประเทศ ผสมเหล็กเยอะ เคาะแล้วดังป๊อกแป๊ก สุดท้ายก็ต้องกลับมาสั่งซื้อเราเหมือนเดิม”
ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่า Asia Collection จะไม่เผชิญกับความท้าทาย เพราะต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้วัตถุดิบหายากขึ้น แถมช่างหล่อที่น้อยลงเรื่อยๆ รวมถึงเทรนด์ดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ทางร้านก็ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พยายามหาแบบใหม่ๆ มาให้ช่างได้ฝึกปรือฝีมืออยู่เสมอ ซึ่งหลายผลงาน อาทิ รูปผลไม้ หรือรูปทรงเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ต่างโดนใจลูกค้า กลายเป็นสินค้าขายดีถึงทุกวันนี้
ไม่เพียงแค่นั้น คุณกัลยายังคิดถึงการต่อยอดนำองค์ความรู้เรื่องทองเหลืองไปพัฒนา จนเกิดเป็น Masaya Furniture เมื่อปี 2559 พร้อมกับมอบหมายให้ คุณคัณฑธ์มาส บุตรสาวคนรอง กับคุณกัณณ์ญามาส ลูกสาวคนเล็ก มาช่วยบริหารจัดการเต็มที่ และมี คุณอภิวัฒน์ ชิตะปัญญา ซึ่งเคยทำงานกับแบรนด์ต่างชาติ รับหน้าที่ออกแบบสินค้า
แต่ถึงจะใช้ทองเหลืองเหมือนกัน เฟอร์นิเจอร์กลับเป็นอีกโลกที่พวกเขาต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจ เพราะขณะที่งานของ Asia Collection มีไว้เพื่อประดับตกแต่ง เพื่อความสวยงาม แต่ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Masaya Furniture ต้องสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง มีความแข็งแรง คงทน และสะดวกสบาย ทุกคนจึงต้องอาศัยการลองผิดลองถูกนับไม่ถ้วน ถึงได้ผลงานที่ตอบโจทย์ลูกค้า
จุดเด่นของ Masaya Furniture คือใช้เทคนิค Lost Wax Casting ซึ่งเป็นเทคนิคการเททองเหลือง โดยหล่อแบบขี้ผึ้ง เพื่อสร้างแม่พิมพ์ซิลิโคนขึ้นก่อน จากนั้นก็เทขี้ผึ้งอีกรอบ แล้วโบกปูนเพื่อให้ขี้ผึ้งเซ็ตตัว ถึงจะได้แม่พิมพ์ที่สมบูรณ์ ซึ่งเก้าอี้ 1 ตัวอาจต้องใช้แม่พิมพ์ถึง 3-4 ชิ้นเลยทีเดียว
ขั้นตอนต่อมาคือ เททองเหลืองลงแม่พิมพ์ เพื่อให้ทองเหลืองที่กำลังร้อนๆ ไปละลายและแทนที่ขี้ผึ้ง และเมื่อทองเหลืองแข็งตัว ช่างจะทำการถอดแบบ แล้วเชื่อมแต่ละชิ้นเข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นก็ทำการขัดเงา ทำสี กระทั่งได้ผลงานที่งดงาม
แน่นอนด้วยกระบวนการที่ซับซ้อน ทำให้กว่าจะได้ผลงานแต่ละชิ้นกินเวลานานมาก ถึงอย่างนั้นชิ้นงานที่ออกมาก็มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร คือมีผิวสัมผัสที่เงางาม รวมทั้งมีเส้นสายที่พริ้วไหว อ่อนช้อย เป็นธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทั่วไปที่มีรูปร่างเหลี่ยม แบบเรขาคณิต
เพราะฉะนั้นถึงจะเป็นมือใหม่ในวงการ แต่ผลงานของพวกเขากลับได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ยืนยันได้จากการคว้ารางวัลทั้งในและนอกประเทศ อาทิ ผลงานชุด Feather คว้ารางวัล Japan’s Good Design Award และ A' Design Award หรืออย่าง Ink ก็คว้ารางวัล DEmark ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
“เราปล่อยให้ดีไซเนอร์คิดตามอิสระ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องกลับมาคิดว่าจะขายได้ไหม เวลาเททองเหลืองจะหนักเกินไปหรือเปล่า หากหนักไปจะลำบากเรื่องการขนส่งหรือการใช้งานไหม คือเราต้องปรับจูนและคิดทุกอย่างให้รอบคอบเพื่อให้ได้สินค้าที่ดีที่สุด” สองทายาทลิมป์จันทราอธิบาย
นอกจากนี้ พวกเขายังพยายามขยายตลาดไปต่างประเทศ ด้วยการเดินสายโปรโมต ร่วมงานแสดงสินค้าในระดับนานาชาติ ด้วยหวังให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์นี้สามารถเติบโตและยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมา ลูกค้าในฝั่งยุโรปหลายคนที่ได้สัมผัสกับงานของ Masaya Furniture มักจะตื่นตาตื่นใจ เพราะไม่เคยเห็นเฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองทั้งเซ็ตแบบนี้ และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีรูปร่างพลิ้วไหว ทำให้มียอดสั่งซื้อมาต่อเนื่อง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาคอลเลกชันใหม่ๆ ต่อไป
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของครอบครัวผู้ผลิตทองเหลืองที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลงานด้วยคุณภาพ และสานฝันอันยิ่งใหญ่ ให้แบรนด์คนไทยเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลกอย่างแท้จริง

Asia Collection และ Masaya Furniture
📍 ที่อยู่ : 59,61,63,65 เจริญกรุง 30 ตรอกกัปตันบุช ตรงข้ามสถานทูตโปรตุเกส
🗓️ เปิด ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-17.00 น.
☎️ 09-2294-5645
facebook : Asia Collection Co.,Ltd.




ที่อยู่

Charoenkrung Road, Bangrak
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Charoenkrung Creative District โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

ศิลปะและความบันเทิงใกล้เคียง