Charoenkrung Creative District

Charoenkrung Creative District Creative Cultural Community of Charoenkrung.​ where people, local culture and creativity connected.

'เจริญกรุง' ถนนสายแรกของประเทศไทย จุดกำเนิดของสถานที่สำคัญแห่งแรกของประเทศหลากหลายแห่ง ตั้งแต่สถานทูตแห่งแรก ธนาคารแห่งแรก ไปจนถึงโรงแรมแห่งแรก ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หล่อหลอมและเติบโตมาจากความหลากหลายของผู้คนหลากเชื้อชาติและความเชื่อ ทั้งไทย จีน มุสลิม และตะวันตก ทำให้ย่านแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมทรงคุณค่า ร้านค้าเก่าแก่ ภูมิปัญญาอาหารสูตรโบราณ และช่างฝีมือดั้งเดิมซุกซ่อนอยู่มากมาย

ใน

ปี 2560 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (สศส.) ได้ย้ายมายังอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาพื้นที่ย่านเจริญกรุงซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความผสมผสานแบบเฉพาะตัว โดยผนึกกำลังและความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ประชาชน นักคิด นักออกแบบ และนักพัฒนาเมือง ทำให้วันนี้มีแกลเลอรี ธุรกิจสร้างสรรค์ กิจกรรมต่างๆ ทยอยกันเข้ามาใช้พื้นที่ย่านแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้เจริญกรุงเป็นที่รู้จักในฐานะ “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้นแบบ” ของประเทศไทย

🏮เทศกาลไหว้บะจ่างกลับมาอีกครั้ง ✨🗓️ ปีนี้เทศกาลไหว้บะจ่างตรงกับวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ตาม...
16/06/2026

🏮เทศกาลไหว้บะจ่างกลับมาอีกครั้ง ✨
🗓️ ปีนี้เทศกาลไหว้บะจ่างตรงกับวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
เป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกลับมารวมตัวกัน ช่วยกันห่อบะจ่าง ล้อมวงรับประทานอาหาร และใช้เวลาร่วมกันกับญาติพี่น้อง จนกลายเป็นประเพณีแห่งความอบอุ่นที่เชื่อมโยงผู้คนและความทรงจำเข้าไว้ด้วยกัน
🐉 เทศกาลไหว้บะจ่าง หรือ “เทศกาลตวนอู่” (Dragon Boat Festival) มีที่มาจากการรำลึกถึง “ชวีหยวน” กวีและขุนนางผู้ซื่อสัตย์แห่งแคว้นฉู่ในสมัยจีนโบราณ ชาวบ้านได้พายเรือออกตามหาร่างของเขา พร้อมโยนข้าวเหนียวห่อใบไผ่ลงสู่แม่น้ำเพื่อไม่ให้สัตว์น้ำกัดกินร่าง ก่อนจะกลายมาเป็นจุดกำเนิดของบะจ่างและเทศกาลสำคัญที่ได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
✨ “ตลาดน้อย” ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรวมบะจ่างที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ทุกปีเมื่อเทศกาลไหว้บะจ่างเวียนมาถึง ย่านแห่งนี้จะกลับมาคึกคักเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยผู้คนที่แวะเวียนมาเลือกซื้อบะจ่างกัน
🥢 เสน่ห์ของบะจ่างตลาดน้อยอยู่ที่ความดั้งเดิมและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในแต่ละห่อ ทั้งสูตรแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ รวมถึงสูตรประจำบ้านที่สืบทอดกันมา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละร้าน
บะจ่างหอม ๆ ที่ห่อสดใหม่ พร้อมให้ทุกคนมาลิ้มลองและเลือกซื้อกลับไปฝากคนสำคัญและครอบครัว
#ลายแทงร้านบะจ่างในตลาดน้อย ✨

📍 ร้านเฮียจั๊ว : เจ้าของร้านที่ต้อนรับทุกคนด้วยรอยยิ้ม ใครมองหาบ๊ะจ่างรสชาติเข้มข้นต้องมาร้านนี้ ตั้งอยู่ในซอยวานิช 2 โทร. 081-251-9800
📍 ร้านเจ๊วัชรี : สำหรับคนที่ตามหาบ๊ะจ่างแต้จิ๋วแบบดั้งเดิม ต้องร้านนี้เท่านั้น สูตรโบราณขนานแท้ ไม่ใส่แป๊ะก๊วย ไม่ใส่เกาลัด ข้าวเหนียวนุ่มหอมเครื่องเทศ และใช้เนื้อไก่ ถือเป็นร้านที่ได้รับความนิยมลำดับต้นๆ ของย่านนี้ มีขายตลอดทั้งปี ตั้งอยู่หลังตลาดน้อย (โซนตลาดสด) ซ. วานิช 2 โทร. 0-2233-7488
📍 ร้านเจ๊ไพ : ร้านข้าวแกง ที่งัดบ๊ะจ่างสูตรเด็ดของครอบครัว มาทำขาย จุดเด่นของร้านนี้คือการใช้หมูสามชั้น พอกัดเต็มคำแล้วเจอหมูนุ่มๆ นั้นฟินสุดๆ ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุง บริเวณปากตรอกตัน โทร. 089-447-8638
📍 ร้านเจ๊ยี้ : จุดเด่นของบ๊ะจ่างเจ๊ยี้คือ ความอร่อย เครื่องเยอะ เครื่องแน่น พริกไทยจัด กัดเต็มคำแล้วกินสนุก ที่สำคัญคือ ความเผ็ดที่ซึมลึก เป็นอีกหนึ่งร้านดังของย่าน ตั้งอยู่ในตรอกตัน ตลาดน้อย โทร 08-7068-4696
📍 ร้านเจ๊ฮวง : ปกติเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวหมี่ข้าวแกง ที่ฝากท้องของชาวตลาดน้อย พอถึงเทศกาลจึงทำบ๊ะจ่าง ขายมานานกว่า 40 ปี จุดเด่นอยู่ที่บ๊ะจ่างไซส์เบิ้ม เน้นทำเครื่องเอง ให้เครื่องเยอะ รสไม่จัดมาก
ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุง ใกล้ ธ. กรุงเทพ สาขาตลาดน้อย โทร. 082-206-1833
📍 ร้านบิ๊กบ๊ะจ่างซีฟู้ด : ใครที่อยากลองบ๊ะจ่างรสชาติพิเศษต้องบิ๊กบ๊ะจ่างเท่านั้น เพราะมีทั้งไส้หมูพะโล้ ไส้หอยเป๋าฮื้อ กุ้งแชบ๊วย หอยเชลล์ หอยนางรม ตั้งอยู่หลังตลาดน้อย โทร. 081-449-8877
📍 ร้านอี๊หมวย : บ๊ะจ่างเจ้านี้เจ้าของร้านใจดี ให้เครื่องเยอะ มีทั้งสูตรทั่วไปและสูตรเจ การันตีความอร่อยด้วยยอดจองจากลูกค้าที่จดไว้จนเกือบเต็มสมุด ตั้งอยู่ใน ซ.วานิช 2 โทร. 0933299721
📍 ร้านเจ๊หมวย : เจ๊หมวยทำบ๊ะจ่างมากว่า 60 ปี จุดเด่นคือจะเน้นใช้เนื้อหมูติดมันใส่ลงไปก่อนนึ่ง ทำให้เนื้อข้าวซึมซับความหอมหวานของหมู อร่อยไปอีกแบบ ร้านนี้ยังขายกี่จ่างทั้งแบบห่อ และแบบตัดขายตามน้ำหนักด้วย ตั้งอยู่บริเวณศาลเจ้าปึงเถ่ากง หลังตลาดน้อย โทร. 0894862269
มาเดินเล่นและเลือกซื้อบะจ่างในย่านเจริญกรุง–ตลาดน้อย พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของเทศกาลที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในย่านนี้ ผ่านรสชาติ เรื่องราว และความผูกพันที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น🍃

#เทศกาลไหว้บะจ่าง


ชีวิต 70 ปี ในเจริญกรุงผ่านสายตา ‘ไบ๋นง’ นักเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนฮารูณ 🗺️ “ผมภูมิใจที่เกิดในย่านนี้ เพราะย่านเจริญกรุงเ...
13/06/2026

ชีวิต 70 ปี ในเจริญกรุง
ผ่านสายตา ‘ไบ๋นง’ นักเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนฮารูณ 🗺️

“ผมภูมิใจที่เกิดในย่านนี้ เพราะย่านเจริญกรุงเป็นย่านที่เจริญมาก่อนใคร”
คุณทนงศักดิ์ ตุลยธำรง หรือ ‘ไบ๋นง’ แห่งชุมชนฮารูณ บอกกับเรา เพราะตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษที่เติบโตในย่านเก่าแก่แห่งนี้ เขาได้ทันเห็นวันที่เจริญกรุงยังคึกคักด้วยธุรกิจการค้าทันสมัย สถานทูต บริษัทต่างชาติ อาคารราชการ โรงแรมชั้นนำ จนใครๆ ต้องมาที่นี่
จากเด็กที่กระโดดน้ำเล่นที่ท่าเรือศุลกสถาน เป็นลูกแม่ค้าขายข้าวแกง สู่การทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวประเทศไทย ก่อนเกษียณมาทำงานเป็นจิตอาสารับใช้ชุมชนบ้านเกิด ความผูกพันที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตทำให้ไบ๋นงไม่เคยคิดย้ายไปไหน
แม้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน แต่สำหรับเขาแล้ว ย่านเจริญกรุงยังมีเสน่ห์ และเต็มไปด้วยความหลากหลาย มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อาหารการกินโดดเด่นจากนานาวัฒนธรรม ผู้คนต่างศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และมีมิตรไมตรีต่อกัน สิ่งเหล่านี้ยังคงเหมือนเดิม
คอลัมน์ People of Charoenkrung วันนี้ อยากชวนไปคุยกับนักเล่าประวัติศาสตร์แห่งชุมชนฮารูณ ผู้มักบอกว่าตนเองไม่ได้เป็นนักวิชาการ ไม่ใช่ปราชญ์ชุมชน แต่เป็นคน ‘ครูพักลักจำ’ คือได้ยินอะไรมาก็จดจำและนำเรื่องราวที่มีประโยชน์มาแบ่งปัน เพื่อถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นต่อไปก่อนจะเลือนหาย
เด็กชุมชนตรอกโรงภาษี
ไบ๋ แปลว่า พี่ชาย มาจากภาษาอินเดีย บางที่เรียกบาย แต่ความหมายเดียวกัน ดังนั้น ‘ไบ๋นง’ จึงหมายถึง ‘พี่นง’ ซึ่งเป็นคำเรียกติดปากของชาวชุมชนมานาน (ส่วนพี่สาวหรือน้องสาว จะเรียกว่า แบ๋น)
ไบ๋นงมีเชื้อสายฝ่ายพ่อเป็นลูกครึ่งอินเดีย-มอญ ส่วนฝ่ายแม่ สืบเชื้อสายมลายูจากปัตตานี ซึ่งบรรพบุรุษถูกเทครัวมาจากใต้ พร้อมปืนใหญ่พญาตานี โดยพ่อมาทำงานส่งออกสินค้าแล้วพบรักกับแม่ซึ่งเป็นชาวฮารูณ สมัยนั้นศุลกสถาน หรือ ‘โรงภาษี’ ที่ตั้งใกล้ๆ กับชุมชนยังเปิดทำการ จึงมีบรรดาเรือสินค้ามาจอดเทียบท่าไม่ขาดสาย คนในละแวกนี้จึงมีอาชีพที่เกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ และการนำเข้า-ส่งออกสินค้านานาประเภท
ทุกวันจะมีคนผ่านเข้ามาในตรอกโรงภาษีเต็มไปหมด แม่ของไบ๋นงจึงทำอาหารขาย ขณะที่ชาวชุมชนบางส่วนก็ไปขายเพชรขายพลอยที่ถนนวานิช 1 ย่านสำเพ็ง บางคนก็รับผ้าจากอินเดียและอังกฤษมาขาย บ้างก็ขายขนมหวาน ขายเครื่องเทศ เพราะในอดีตคนไทยไม่ชอบทำการค้า หน้าที่นี้จึงเป็นของแขกและจีน เรียกว่ามีส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเวลานั้นให้เจริญรุ่งเรือง
ในสมัยเด็ก ไบ๋นงและเพื่อนๆ มักจะไปกระโดดน้ำที่ท่าเรือศุลกสถาน ดำผุดดำว่ายเล่นในแม่น้ำเจ้าพระยา บางทีก็พากันไปตกปลา บางวันก็เปลี่ยนลานด้านหน้าเป็นสนามฟุตบอล ก่อนที่ตอนหลังอาคารศุลกสถานจะปิดทำการ พื้นที่ตรงนี้เปลี่ยนไปอยู่ในความดูแลของตำรวจน้ำ และมีการเข้มงวดเรื่องการผ่านเข้าไป ทำให้เด็กรุ่นหลังไม่ได้สัมผัสประสบการณ์สนุกๆ แบบคนรุ่นเก่าอีก เช่นเดียวกับความเจริญริมน้ำที่ย้ายออกมาอยู่ที่ริมถนนเจริญกรุงมากขึ้น
เปิดสำรับมุสลิมฮารูณ
ด้วยความที่แม่ขายอาหาร ไบ๋นงจึงคุ้นเคยกับของกินตำรับมุสลิมทั้งคาวหวานมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งอาหารเหล่านี้คือมรดกวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น และนับเป็นของขึ้นชื่อของชุมชนที่เขาภูมิใจ
“ฮารูณจะมีอาหารหลักเลยก็คือ กุรุหม่าดานจา เป็นอาหารพื้นฐานที่ทำกันทุกบ้าน บางคนเรียกว่า แกงขาว ซึ่งจะใช้เนื้อไก่และเนื้อแพะ แกงกับถั่วดานจา รสชาติจะออกเปรี้ยว เพราะใส่ส้มมะขาม แล้วใส่เครื่องเทศต่างๆ ทุกวันนี้ยังทำกินกันอยู่ แล้วก็มีข้าวบุหรี่ ที่เป็นข้าวหุงกับน้ำมันและเครื่องเทศ ซึ่งชุมชนมุสลิมหลายๆ พื้นที่ไม่ได้ทำกินกันแล้ว”
นอกจากนี้ยังมีอาหารประจำชุมชนที่นิยมทำขึ้นเฉพาะเทศกาลหรือวาระโอกาสพิเศษ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเส้นอ่อน ที่มีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ในแกงกะทิ รสชาตินุ่มนวล มักทำรับประทานกันในงานศพจนได้ฉายาว่า ‘ก๋วยเตี๋ยวคนตาย’ สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากการดัดแปลงข้าวต้มทรงเครื่องใหญ่ ข้าวต้มที่ใส่กะทิและขมิ้นเล็กน้อยให้มีสีเหลืองนวล ซึ่งมีขั้นตอนการทำยุ่งยากให้เป็นอาหารจานด่วนที่ทำได้ง่าย เสิร์ฟได้รวดเร็วขึ้น เพราะเตรียมเครื่องไว้ล่วงหน้าได้ง่าย แค่มีเส้นลวกกับน้ำแกง จึงเหมาะสำหรับเลี้ยงคนหมู่มาก ในอดีตแต่ละบ้านจะมีสูตรเด็ดของตนเอง แต่ปัจจุบันเหลือคนทำน้อยลงมากเเล้ว
อีกเมนูที่หากินยากคือ ซำบัล หรือซัมบัน มักทำรับประทานกันในเดือนรอมฎอน เพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เหมาะกับกินเป็นอาหารจานแรกหลังผ่านการอดอาหารในแต่ละวัน เนื่องจากถ้ากินมื้อหนักเลยอาจทำให้ท้องอืดได้ ข้าวต้มซำบัลทำจากธัญพืชนับ 10 อย่าง ใส่เนื้อไก่ฉีก ผสมกับเครื่องเทศที่เรียกว่ากานยี ผู้คิดค้นคือนายห้างมูตู ก่อนที่ต่อมาจะเผยแพร่ไปยังคนฮารูณทุกบ้าน
ส่วนของหวานที่มีความพิเศษคือ พุดดิ้งสูตรชาวฮารูณ ที่เรียกกันว่า ‘ขนมปังเผา’ ซึ่งทำจากนมกวนใส่อบเชยแล้วนำไปอบ โรยหน้าด้วยถั่วอัลมอนด์และลูกเกด หน้าตาคล้ายบ้าบิ่นแต่รสชาติหวานกลมกล่อม มักรับประทานกับชา
ไบ๋นงเคยคิดว่ารสชาติแบบนี้หาที่อื่นไม่ได้อีก จนกระทั่งมีโอกาสไปทำงานด้านท่องเที่ยวที่ฝรั่งเศส แล้วได้ไปกินพุดดิ้งแถวพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เขาพบว่ามีรสชาติเหมือนกันเลย จึงสันนิษฐานว่า ขนมชนิดนี้ของชาวฮารูณอาจได้รับอิทธิพลมาจากขนมฝรั่งเศส เพราะมีสถานทูตฝรั่งเศสอยู่ใกล้ๆ
อาหารยังเป็นแกนกลางที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน อย่างในช่วงฤดูร้อน ชาวฮารูณจะทำข้าวเหนียวมะม่วงเลี้ยงคนในชุมชน เรียกตามแบบไทยๆ ว่าวันสลากภัตร
“ช่วงหน้าร้อนมันมีผลไม้ มีมะม่วงเยอะ เราก็ทำข้าวเหนียวมะม่วงมาเลี้ยงคนทั้งตรอก แล้วก็ทำบุญกัน มีการกวนขนมอาซูรอ คล้ายๆ กาละแม มีทั้งหวานและคาว โดยให้คนในชุมชนมาร่วมกันทำ ช่วยกวนทั้งวันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ใช้เวลานาน พอเสร็จก็แจกจ่ายกันไป ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ทำให้คนมาพูดคุยพบปะสังสรรค์กัน”
น้ำใจที่ไม่เคยเหือดแห้ง
คำสอนที่ได้รับการปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่นของชาวฮารูณ คือ ต้องรู้จัก ‘การให้’ และมีจิตเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ ตั้งแต่คนในชุมชนไปจนถึงคนภายนอก
การให้อย่างแรกสุด คือการช่วยเหลือดูแลกัน อย่างสมัยก่อนตอนที่ไบ๋นงเป็นเด็ก จะมีคำว่า ‘ไบ๋วัฒนธรรม’ คือวัฒนธรรมของความเป็นพี่ ที่จะคอยสอดส่องดูแลน้องๆ ในชุมชนให้อยู่ในลู่ทางที่ถูกต้อง เตือนว่าถึงเวลาละหมาด หรือควรไปอ่านหนังสือ แนะนำหนังสือที่มีคุณค่าให้กับน้องๆ
ใครไม่มีข้าวกิน ก็ไปขออีกบ้านได้ หรือถ้าอยากเรียนรู้การทำแกง ทำขนม ก็สามารถขอดูวิธีการทำและฝึกฝนโดยไม่มีบ้านไหนหวงวิชา
การให้นี้ยังรวมไปถึงช่วยเหลือสังคม อย่างตอนที่เกิดวิกฤตภัยคลื่นยักษ์สึนามิ หรือวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ชาวฮารูณก็ออกไปตั้งโรงครัว ช่วยแจกจ่ายอาหารให้กับผู้เดือดร้อน ทุกวันนี้จิตวิญญาณแห่งการให้ก็ถูกส่งต่อมายังคนรุ่นใหม่ในชุมชน ที่รวมตัวกันเป็นจิตอาสากู้ภัย ในนาม อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิฮารูณ ทำหน้าที่ช่วยเหลือเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เหตุด่วนเหตุร้าย แม้แต่เหตุการณ์ตึกถล่มจากแผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 น้องๆ กลุ่มนี้ก็ไปร่วมช่วยค้นหาผู้สูญหายด้วย
สำหรับไบ๋นงแล้ว ชุมชนฮารูณและย่านเจริญกรุงวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่น้อย ทั้งผู้คนและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเขาได้แต่หวังว่า ขอให้น้ำใจและการให้ที่ส่งทอดกันมายังคงไม่หายไปไหน
“อย่างแรกเลยอยากให้คนชุมชนมีจิตใจที่ดี ถ้าพัฒนาจิตใจได้แล้ว วัตถุต่างๆ ก็จะพัฒนาตามมา” นักเล่าประวัติศาสตร์แห่งชุมชนฮารูณวัย 70 ปี กล่าวทิ้งท้าย


Galerie C.Pappa & นายอินทร์ 🖼️📚แกลเลอรีอันรื่นรมย์ในร้านหนังสือ และความระลึกถึงคุณตาชาวกรีก อาคารสีแดงสดในซอยเจริญกรุง 4...
07/06/2026

Galerie C.Pappa & นายอินทร์ 🖼️📚
แกลเลอรีอันรื่นรมย์ในร้านหนังสือ
และความระลึกถึงคุณตาชาวกรีก

อาคารสีแดงสดในซอยเจริญกรุง 45 แห่งนี้ พร้อมต้อนรับทุกคนที่กำลังมองหาหนังสือดีๆ มาเติมเต็มแรงบันดาลใจ หรือแวะหลบความวุ่นวาย มาผ่อนคลายพักชมงานศิลปะที่ทำให้หัวใจอ่อนโยน
Galerie C.Pappa & นายอินทร์ คือพื้นที่แห่งความรักและงานอดิเรกของ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ตั้งใจอยากใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายแบ่งปันความสุขและความเอื้ออารีให้แก่ผู้อื่น
อาจารย์นันทวัฒน์รักหนังสือและงานศิลปะมายาวนาน สมัยก่อนเวลาไปต่างประเทศ เขามักแวะไปซื้อหนังสือกลับมาเต็มกระเป๋าเดินทาง แล้วยังชอบคว้ากล้องคู่ใจออกไปเก็บภาพเรื่องราวและทิวทัศน์ที่งดงามจากต่างแดน ต่อมางานอดิเรกนี้ต่อยอดกลายเป็นนิทรรศการภาพถ่าย ซึ่งจัดขึ้นหลายครั้ง และมอบรายได้ให้มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการทางการได้ยิน
หลังเกษียณจากงานประจำ อาจารย์ยังคงอยากหาอะไรสนุกๆ ทำต่อ ไอเดียแรกคิดจะทำร้านไอศกรีม เพราะอยากให้คนเข้ามามีความสุข แถมแบ่งพื้นที่จัดเป็นนิทรรศการเล็กๆ ติดรูปภาพขายในร้านไปด้วย แต่คิดไปคิดมาน่าจะต้องจัดการมากพอสมควร ไอเดียนี้จึงถูกพับไป กระทั่งวันหนึ่งเดินมากินไอศกรีมแถวไปรษณีย์กลาง และเห็นอาคารหลังหนึ่งในซอยเจริญกรุง 45 ติดป้ายให้เช่าอยู่ ความตั้งใจเดิมก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากร้านไอศกรีมเป็นร้านหนังสือซึ่งจัดการง่ายกว่า และน่าจะตอบโจทย์กับแถวนี้ที่ยังขาดร้านหนังสือให้คนเข้าถึงความรู้ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปห้างสรรพสินค้า หรือออกไปย่านอื่น
ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตา พื้นที่ละแวกนี้ยังมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงย้อนไปถึงต้นตระกูลของอาจารย์อีกด้วย เพราะในอดีตคุณตาที่เป็นชาวกรีก ชื่อ Constantinos Pappayanopoulos หรือที่ใครๆ มักเรียกว่า นายห้างซีปาปา เคยเปิดร้านขายบุหรี่อยู่แถวหน้าไปรษณีย์กลาง ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1901 โดย C. Pappayanopoulos เป็นห้างจำหน่ายบุหรี่และซิการ์ที่นำเข้ามาจากอียิปต์ มีบันทึกเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงชื่นชมกิจการของนายห้างซีปาปา จึงพระราชทานเงินให้ 80 ชั่ง เพื่อสร้างโรงงานบุหรี่และซิการ์ในประเทศไทยที่ถนนสี่พระยา นอกจากนี้ เจริญกรุงยังเป็นย่านที่อาจารย์ผูกพันมาตั้งแต่วัยรุ่น เนื่องจากเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ มีเพื่อนฝูงมากมายอยู่แถวนี้ เวลาเดินกลับบ้านก็จะผ่านเป็นประจำ
“แถวนี้เป็นย่านที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้นพอเจอตรงนี้ ผมไม่ลังเลเลย แล้วก็ตั้งใจนำชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่อแกลเลอรี เหมือนเราได้พาคุณตากลับมาอยู่ในถิ่นที่ท่านเคยอยู่”
Galerie C.Pappa & นายอินทร์ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา บริเวณชั้นล่างสุด อาจารย์นันทวัฒน์จัดให้เป็นส่วนของร้านหนังสือ ด้วยความที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) จึงชวนร้านหนังสือนายอินทร์ ในเครือของอมรินทร์ฯ มาทดลองเปิดสาขานอกห้างสรรพสินค้า หนังสือที่วางจำหน่ายกว่า 1,000 เล่ม ก็จะต่างกับสาขาอื่นทั่วไป เพราะอาจารย์ได้ส่วนร่วมในการเลือกด้วย โดยเน้นหนังสือด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ซึ่งสอดรับกับกลุ่มคนที่แวะเวียนมาในย่าน ทั้งนักศึกษา คนทำงาน นักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ ยิ่งเล่มไหนมีหน้าปกสวยงาม น่าดึงดูด ก็จะได้รับการพิจารณามากเป็นพิเศษ รวมทั้งมีหนังสือของนักเขียนไทย ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ เช่น ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต นวนิยายรางวัลซีไรต์ของวีรพร นิติประภา หรือหนังสือเกี่ยวกับมวยไทย อาหารไทย เพื่อตอบโจทย์คนต่างชาติที่สนใจวัฒนธรรมของประเทศเรา
ภายในร้านยังจัดวางที่นั่งอ่านหนังสือ สำหรับคนที่อยากมาใช้เวลาละเลียดกับภาพและเนื้อหาแบบไม่เร่งรีบก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้อาจารย์นันทวัฒน์ยังนำหนังสือส่วนตัวที่ไม่ได้จำหน่ายมาวางไว้ให้อ่านบนโต๊ะ ซึ่งมีทั้งหนังสือศิลปะ หนังสือภาพถ่ายจากต่างประเทศ เผื่อมีใครสนใจอยากพลิกเปิดดูก็ยินดี เพราะอาจารย์มุ่งหวังให้คนที่แวะมาได้รู้จักหนังสือดีๆ ซึ่งอาจช่วยจุดประกายให้เขาอ่านหนังสือกันเพิ่มมากขึ้น หรือจะแค่แวะมาหลบร้อน มานั่งคุยกับเจ้าของร้านก็ได้ ไม่ว่ากัน
ตามผนังประดับไปด้วยกรอบภาพถ่าย ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาพขาวดำ หรือที่อาจารย์มักเรียกว่า ภาพถ่าย ‘ดำ-ขาว’ ซึ่งเป็นบันทึกเรื่องราวการเดินทางต่างๆ นอกจากติดไว้เพื่อความสวยงามและเปิดโลกจินตนาการของผู้ชมแล้ว ใครที่สนใจก็สามารถจับจอง โดยรายได้จะนำเข้ามูลนิธิฯ อีกด้วย
“ผมไม่ได้เรียกภาพขาวดำ แต่เรียกว่าภาพดำขาว อาจจะประหลาดกว่าคนอื่น แต่ที่บ้านผมเรียกกันมาอย่างนี้นานแล้ว เพราะแปลตามคำว่า Black and White ผมรู้สึกว่าภาพเหล่านี้มันไม่มีอายุ ผ่านไปกี่ปีก็เหมือนเดิม สีไม่ซีด แล้วมันทำให้นึกถึงวัยเด็ก เพราะตอนเด็กๆ เวลามีงานวันเกิด หรืองานนู้นงานนี้ พ่อผมจะไปจ้างช่างภาพมาถ่ายภาพผมกับพี่น้องไว้เยอะเลย มีภาพเป็นกระเป๋า แต่พอผ่านไปผู้ใหญ่ก็ค่อยๆ หายไปทีละคน ที่ยังเหลืออยู่ก็คือรูปดำขาวทั้งนั้น”
เมื่อก้าวขึ้นบันไดมายังชั้น 2 ก็จะพบกับห้องจัดนิทรรศการศิลปะแบบหมุนเวียน ซึ่งช่วงนี้จัดแสดงภาพถ่ายสีของการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศของอาจารย์เอง อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องรับแขก ส่วนบนชั้น 3 แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นสตูดิโอถ่ายภาพที่ทำขึ้นมาตามคำขอของเพื่อนๆ ที่อยากให้อาจารย์ถ่ายภาพให้ ส่วนที่สองเป็นแกลเลอรีที่เปิดให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้หมุนเวียนมาจัดแสดงผลงาน จึงมีความสดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ให้ได้ชมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ความพิเศษคืออาจารย์นันทวัฒน์ไม่ได้คิดค่าใช้พื้นที่ หรือหักส่วนแบ่งรายได้แม้แต่บาทเดียว แต่ตั้งกติกาไว้ว่า ถ้าขายผลงานได้ ขอให้แบ่งรายได้ร้อยละ 15 บริจาคให้กับมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกฯ เพื่อให้น้องๆ ศิลปินได้มีโอกาสร่วมคืนสิ่งดีๆ ให้สังคม และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาตระหนักถึงคุณค่าของการให้ต่อไป
Galerie C.Pappa & นายอินทร์ จึงไม่ใช่แค่ร้านหนังสือหรือแกลเลอรี แต่เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังของการแบ่งปัน ตลอดจนส่งต่อความสุขความผ่อนคลายและความปรารถนาดี จากอาจารย์นักกฎหมายผู้นี้ไปยังทุกคนที่ผ่านประตูเข้ามา

Galerie C.Pappa & นายอินทร์
📍ซอยเจริญกรุง 45
https://maps.app.goo.gl/cnAwW5smos1vAJk76
🗓️เปิดบริการ ทุกวัน 10.00 น. - 18.00 น. ยกเว้นวันพุธ
Facebook : Galerie C.Pappa


#เจริญกรุงบอกต่อ

04/06/2026

𝗥𝗜𝗖𝗘 𝟵 𝗚𝗘𝗟𝗔𝗧𝗢 🍦🌈
ถึงจะแพ้นม และกลูเตน แต่ก็ยังเอ็นจอยกับไอศกรีมรสสดชื่นได้ ก็ไอศกรีมที่ RICE 9 GELATO ทำมาจากข้าวและผลไม้ท้องถิ่นไทย 100%
แต่ละรสชาติจะสลับสับเปลี่ยนไปในแต่ละวัน มีทั้งฝรั่ง สับปะรด กระเจี๊ยบ เลมอนเบซิล ช็อกโกแลต และรสอื่นๆ รอให้ติดตาม แถมยังสามารถนำไอศกรีมไปแมตช์กับเครื่องดื่มอย่างสาโท กลายเป็น SATO FLOAT และ กาแฟ กลายเป็น AFFOGATO ได้ด้วย
ร้านไอศกรีมรสสนุกร้านนี้ ตั้งอยู่ในโครงการ THE WAREHOUSE ตลาดน้อย
📅เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ตั้งแต่ 13:30-22:00 น. ในวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี และอาทิตย์ ส่วนวันศุกร์ และวันเสาร์ เปิดยาวๆ ถึง 02:00 น. เลย!
📍ปักหมุดมาที่ https://maps.app.goo.gl/bkLEQfLhKhHuAoYi9?g_st=ic
Facebook: Rice9gelato





เกี๊ยวเก๋ 🍜✨ของอร่อยสี่พระยาที่ไม่ได้เก๋แค่เกี๊ยว แต่ยังดีไปถึงหมูแดง-หมูกรอบ และอื่นๆ อีกมากมาย เกี๊ยวกุ้งเนื้อเด้งตัวใ...
29/05/2026

เกี๊ยวเก๋ 🍜✨
ของอร่อยสี่พระยาที่ไม่ได้เก๋แค่เกี๊ยว แต่ยังดีไปถึงหมูแดง-หมูกรอบ และอื่นๆ อีกมากมาย

เกี๊ยวกุ้งเนื้อเด้งตัวใหญ่ เต็มปากเต็มคำ หมูแดง หมูกรอบ สไตล์ฮ่องกง ที่ย่างออกมากำลังดี คือ แรงดึงดูดที่ทำให้ใครต่อใครหลั่งไหลมุ่งตรงมายังร้านเกี๊ยวเก๋ ติดกับวัดแก้วแจ่มฟ้า บนถนนสี่พระยา
นี่คือร้านอาหารเล็กๆ ที่เกิดจากความตั้งใจและความมุ่งมั่นของ คุณเก๋-ภาวณี กมลนิธิ กับคุณเจน-นันท์นภัส วงษ์วีรธรรม ที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลองของอร่อยไปพร้อมกัน
เดิมทีคุณเก๋เติบโตในครอบครัวร้านเฟอร์นิเจอร์ ย่านบางรัก แต่ด้วยความที่ชอบชีวิตผจญภัย จึงชักชวนคุณเจนแฟนสาวไปหาประสบการณ์เพิ่มเติมที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา และมีโอกาสได้ไปช่วยงานร้านอาหาร จนพอมีทักษะเรื่องงานในครัวติดตัวบ้าง
กระทั่งเมื่อราวสิบปีก่อน ทั้งคู่ตัดสินใจกลับบ้านเกิด ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่ชายของคุณเก๋ได้สูตรทำหมูแดงหมูกรอบจากเชฟสิงคโปร์ที่มาสอนที่เมืองไทย พวกเขาจึงตัดสินใจสานต่อ พร้อมกับเดินทางไปดูหน้าร้านถึงสิงคโปร์ จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาสูตรของตัวเองประมาณ 6 เดือน ก่อนจะมาเป็นเปิดร้านเกี๊ยวเก๋ เมื่อปี 2559
จุดเด่นที่ทำให้ร้านเกี๊ยวเก๋แตกต่าง คือ หมูแดงและหมูกรอบที่ใช้วิธี ‘ย่าง’ เท่านั้น ไม่มีการทอดหรือต้ม โดยส่วนของหมูกรอบ ทางร้านจะใช้เนื้อสันคออย่างดี นำมาย่างด้วยไฟอ่อนๆ ซ้ำไปซ้ำมา 3-4 รอบจนหนังขึ้นฟู บางกรอบ ข้อดีหนึ่งคือ ไม่อมน้ำมัน มันไม่เยอะเกิน เนื้อนุ่ม กินแล้วรับรองว่าไม่เลี่ยน แต่น้ำหนักของหมูก็จะหายไปมากกว่าครึ่ง และหนังอาจไม่ได้กรอบนานมากเมื่อเทียบกับการทอด
“เราย่างใหม่วันต่อวัน อย่างหมูกรอบจะกรอบแค่ 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นหลังจากที่ย่างตอนเช้าเสร็จแล้ว ตอนสายก็จะไปย่างซ้ำอีกรอบ และถ้าลูกค้าซื้อกลับไปบ้าน เราก็จะแนะนำให้นำไปเข้าหม้ออบลมร้อน หรือเตาอบเพื่อให้หนังกลับมาฟูอีกครั้ง แต่ห้ามใช้เตาไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะนอกจากไม่กรอบแล้วหนังจะเหนียวด้วย”
เช่นเดียวกับหมูแดง ซึ่งคัดแต่เนื้อสันคอคุณภาพสูง จากนั้นก็นำไปหมักด้วยเครื่องเทศ 14 ชนิด อาทิ น้ำมันหอยซึ่งสั่งตรงมาจากเมืองจีน ผงพะโล้ โป๊ยกั้ก ฯลฯ ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน ก็นำไปย่างด้วยไฟอ่อนอีก 30 นาที จนได้หมูแดงที่มีความชุ่มฉ่ำ เนื้อแน่นๆ นุ่มๆ แล้วก็มีกลิ่นหอมไหม้นิดๆ รสชาติหวานกลมกล่อมกำลังลงตัว
ส่วนน้ำราดข้าวหมูแดง-ข้าวหมูกรอบ เนื่องจากสูตรดั้งเดิมของสิงคโปร์ไม่มีน้ำราด คุณเก๋กับคุณเจนจึงตระเวนไปชิมตามร้านต่างๆ หาสไตล์ที่ชอบ คือไม่หวานหรือเค็มเกินไป จากนั้นก็นำมาทดลองโดยใช้น้ำที่ได้จากการย่างหมู มาผสมกับเครื่องเทศอีกนิดหน่อย จนได้น้ำราดที่เข้มข้น และถูกปากคนไทย
แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญคือ เกี๊ยวกุ้ง ซึ่งคุณเก๋ใช้หลักการง่ายๆ คืออยากกินแบบไหนก็ทำแบบนั้น และผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าพอใจ เพราะไม่ว่าใครที่เยือนร้านนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า ‘ห้ามพลาด!!’
แรงบันดาลใจสำคัญมาจากความชอบกินเกี๊ยวของคุณเก๋ แต่ปัญหาคือมักจะเจอแต่เกี๊ยวที่แป้งเยอะ ไส้น้อย ทำให้บ่อยครั้งต้องมานั่งตัดแป้งส่วนเกินออก ทำให้เกิดไอเดียว่าอยากทำเกี๊ยวที่ไส้แน่นเต็มคำ กินแค่ 2 ตัวก็อิ่มกำลังดีแล้ว ดังนั้นแทนที่จะใช้กุ้งสับผสมกับมันหมู แต่ร้านเกี๊ยวเก๋กลับเลือกใช้กุ้งเป็นตัวๆ ผสมกับเนื้อหมูสับ ซึ่งทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความเด้งของตัวกุ้งชัดเจน แถมรับประทานไปแล้วไม่เลี่ยน ยิ่งมาเสริมกับกลิ่นหอมจากน้ำมันงา ปรุงรสด้วยเครื่องเทศนิดหน่อย กินแล้วยิ่งติดใจ
นอกจากนี้ ทั้งคุณเก๋และคุณเจนยังให้ความสำคัญกับเรื่องเส้นบะหมี่ มีการศึกษาอย่างละเอียดว่าต้องทิ้งไว้คืนหนึ่ง ต้องลวกด้วยอุณหภูมิเท่าไหร่ จากนั้นก็สั่งซื้อตามสูตรที่อยากได้ คือเส้นบางเล็ก และมีความเป็นไข่มากเป็นพิเศษ ต้องลวกกับน้ำที่มีความร้อนสูงเท่านั้น เส้นเด้ง ไม่เหมือนกับเส้นทั่วไป
แล้วยังมีขนมจีบหมูลูกโต ซึ่งทำสดใหม่ โดยใช้เนื้อหมูเป็นหลัก มันหมูเป็นส่วนน้อย เน้นตีหมูให้นุ่ม จากนั้นก็ผสมมันแกวลงไปนิดหน่อย เน้นแป้งบาง เสิร์ฟคู่กับกระเทียมเจียวอร่อยสุดๆ
ด้วยคุณภาพที่ไม่เคยยอมแพ้ใคร ทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งจากลูกค้าทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ จนเกิดกระแสบอกต่อไปทั่ว แถมยังมีอินฟลูเอนเซอร์มารีวิวร้านลง TikTok อีกต่างหาก
แต่ถึงร้านเกี๊ยวเก๋จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น เจ้าของร้านคนเดิมก็ยังยืนยันที่จะมุ่งมั่นทำอาหารทุกจานอย่างพิถีพิถันไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความสุขในการรับประทานอย่างแท้จริง

เกี๊ยวเก๋
📍 ถนนสี่พระยา ติดวัดแก้วแจ่มฟ้า และ 7-Eleven
🗓️ เปิดบริการ ทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 8.00 - 15.00 น.
☎️ 08-6342-3565
Facebook : เกี๊ยวเก๋

#เกี๊ยวเก๋


#เจริญกรุงบอกต่อ

🎋 กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลบะจ่างแสนอบอุ่นครั้งนี้มาในธีม “บะจ่าง ผูกรักตลาดน้อย” 🫶🏻ชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของบะจ่าง อาหารท...
27/05/2026

🎋 กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลบะจ่างแสนอบอุ่น
ครั้งนี้มาในธีม “บะจ่าง ผูกรักตลาดน้อย” 🫶🏻

ชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของบะจ่าง อาหารที่เป็นเสมือนตัวกลางผูกร้อยความรัก ความทรงจำ และเรื่องราวของชุมชนตลาดน้อยไว้ด้วยกัน ✨

พบกับกิจกรรมอบอุ่นหัวใจ เวิร์กช็อปน่ารัก ๆ ดนตรีสด และร้านค้ากว่า 40 ร้านตลอด 2 วันเต็ม ที่ตลาดตะลักเกี๊ยะกันค่ะ 🌿



𝐓𝐚𝐥𝐚𝐤𝐤𝐢𝐚 𝐅𝐫𝐢𝐧𝐝𝐥𝐲 𝐌𝐚𝐫𝐤𝐞𝐭 𝟖𝟕𝐭𝐡
วัน: 6-7 มิถุนายน 2569
เวลา 10.00 - 18.00 น.
ที่ ท่าน้ำภาณุรังษี พิพิธตลาดน้อย

🎋 “บะจ่าง ผูกรักตลาดน้อย” 🎋

เทศกาลที่จะพาทุกคนมารู้จัก “บะจ่าง” ผ่านเรื่องราวแห่งความอร่อย และพบเสน่ห์ของการ “ห่อ” และ “ผูก” ที่ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนการทำอาหาร แต่ยังเปรียบเสมือนการผูกร้อยความรัก ความทรงจำแห่งครอบครัว และสานต่อภูมิปัญญาสูตรอาหารชุมชนตลาดน้อยจากรุ่นสู่รุ่น

ภายในงานยังนำแนวคิดการ “ผูกรัก” มาให้ทุกคนได้สัมผัสผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การทำบะจ่างสูตรตลาดน้อยและจับคู่ชิมบะจ่างกับชา การถักเงื่อนมงคล การจัดช่อดอกไม้ที่ช่วยถ่ายทอดเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยอีกด้วย

✨ ✨ กิจกรรมไฮไลท์ ✨ ✨
🪴 ชิมบะจ่างละเลียดชา
ชวนชิมบะจ่างพร้อมจิบชา ร่วมเรียนรู้เรื่องชาเบื้องต้น เจาะลึกเรื่องชาไต้หวันกับ Larry Ko เจ้าของร้าน Casaformosa ที่จะมาชวน paring ชากับบะจ่างสูตรต่างๆ หลังจากนั้นมาร่วมลงมือทำบะจ่างสูตรตลาดน้อย ตั้งแต่รู้จักวัตถุดิบ การเตรียมส่วนผสม และห่อบะจ่างด้วยตนเอง
🗓 อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 | 16.00-18.00น.
⭐️ ค่าใช้จ่าย 350 บาท/ท่าน (สำรองที่นั่งล่วงหน้าทาง inbox)
🪴 โอ้ เจ้าช่อบะจ่าง
เมื่อ "ใบไผ่ห่อบะจ่าง" กลายเป็นช่อดอกไม้ความหมายดีดี เทศกาลไหว้บะจ่างปีนี้ คราฟพี่บาร่าชวนมา "จัดช่อดอกไม้ในใบไผ่" เลือกดอกไม้ความหมายดีๆ นำพาสิ่งดีดีมอบให้ตัวเอง ชวนหยิบใบไผ่ มาครีเอทเป็นแจกันสุดมินิมอล ได้กลิ่นอายความเป็นโมเดิร์นไชนีสแบบชิคๆ สร้างสรรค์ช่อในแบบของตัวเองให้กลายเป็น “โอ้ เจ้าช่อบะจ่าง” ✨💐 😊
🗓 เสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 | 10.00-18.00น.
⭐️ ค่าใช้จ่าย 150 บาท/ท่าน (สำรองที่นั่งล่วงหน้าทาง inbox หรือ walk-in ได้เลย)
🪴 บะจ่างนุ่มจากผ้านิ่ม
Sosaii Embroidery ชวนมาทำบะจ่างน่ารักๆ ด้วยมือของคุณเอง เหมาะสำหรับทุกวัย ไม่ต้องมีพื้นฐาน ทำง่าย สนุก ได้พวงกุญแจบะจ่างกลับบ้าน พร้อมลุ้น Lucky Draw ด้วยนะ
🗓 เสาร์ที่ 6 - อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 | 10.00-18.00น.
⭐️ ค่าใช้จ่าย 150 บาท/ท่าน (สำรองที่นั่งล่วงหน้าทาง inbox หรือ walk-in ได้เลย)
🪴 เงื่อนมงคลคล้องใจ
เรียนรู้การถักเงื่อนมงคลแบบจีน พกความโชคดีติดตัวตลอดปีนี้ สอนโดยเหล่าซือ มทร.รัตนโกสินทร์ พื้นที่บพิตรพิมุข จักรวรรดิ
🗓 เสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 | 13.00-16.00น.
⭐️ กิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (รับจำกัด 25 ท่าน walk-in ได้เลย)
🪴 ถุงหอมละมุนใจ ตำรับจีน
ทำถุงหอมจากสมุนไพรจีน เรียนรู้เรื่องสมุนไพรจีนที่ดีต่อร่างกาย และลงมือทำถุงหอมที่ออกแบบกลิ่นเฉพาะสำหรับคุณ สอนโดยแพทย์จีนจิตติกร พิมลเศรษฐพันธ์
🗓 อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 | 13.00-16.00น.
⭐️ กิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (รับจำกัด 25 ท่าน walk-in ได้เลย)

ตลอดงานทั้ง 2 วัน พบกับ
🫧 ดนตรีสด วง Yellow Pages | 14.00-16.00น.
🫧 เหล่าร้านค้าตะลักเกี้ยะ 40 กว่าร้าน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนม งานคราฟท์ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน เสื้อผ้า เครื่องประดับ ฯลฯ

แล้วมาเจอกันนะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
🌱 ตลาดตะลักเกี้ยะ ครั้งที่ 87
วันที่ 6-7 มิถุนายน 2569
เวลา 10.00 - 18.00 น.
ที่ ท่าน้ำภาณุรังษี พิพิธตลาดน้อย

📌 การเดินทางมาตลาดตะลักเกี้ยะ
🌳 สถานที่: ท่าน้ำภาณุรังษี พิพิธตลาดน้อย
https://maps.app.goo.gl/LJ9W6JhA73ymXS856?g_st=ic

🚗 จอดรถได้ที่ วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร (ชม.แรก 20 บาท / ชม. ต่อไป 10 บาท)
https://goo.gl/maps/BmoNHDiQdYoVKvYr7

🚉 ขนส่งสาธารณะ
• Mrt หัวลำโพง ทางออก 1 เดินมาระยะทาง 900 เมตร หรือต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาท่าน้ำภาณุรังษี
• เรือด่วนกรมเจ้าท่า เดินมาตามทางซอยวานิช 2 ระยะทาง 650 เมตร
• รถเมล์สาย 1, 75, 35 ผ่านตลาดน้อย

20/05/2026

Se–ri ร้านหนังสืออิสระน้องใหม่ในย่านเจริญกรุง! 📚✨
ที่นี่คัดสรร zine คุณภาพมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ให้นักอ่านที่สนใจประเด็นด้าน q***r community, feminism และประเด็นทางสังคมด้านอื่นๆ ได้มาพบปะ หาหนังสือดีๆ กลับบ้านไปเติมกองดอง
ที่ชั้น 2 ของร้านคือสเปซสำหรับทำกิจกรรมทั้งเวิร์กช็อปงานพิมพ์ risograph, book club และการฉายหนัง ส่วนในวันที่ไม่มีกิจกรรม เจ้าของพื้นที่ก็ใจดีเปิดเป็นห้องสมุดที่มีทั้งนวนิยาย หนังสือเกี่ยวกับการออกแบบดีไซน์ จิตวิทยาให้ทุกคนได้มาหยิบยืมนั่งอ่านกัน โดยมีค่าบริการบำรุงห้องสมุดอย่างน้อย 20 บาท (จ่ายมากกว่าได้ตามกำลังและศรัทธา)
Se—ri เปิดให้บริการทุกวันอังคาร-เสาร์
ตั้งแต่เวลา 11:00 เป็นต้นไป
ปักหมุดมาที่ซอยเจริญกรุง 43
หรือตามแผนที่นี้เลย https://maps.app.goo.gl/Ue6swJKDY5mX8cWX6?g_st=ic




ข้าวมันไก่โกนวย10 บาทก็อร่อยได้ ปรัชญาความสุขของยอดเชฟนักดนตรี 🧑‍🍳🎵🎶 เชื่อไหมว่า ข้าวมันไก่ราคา 10 บาท ยังมีขายอยู่ที่ใจ...
10/05/2026

ข้าวมันไก่โกนวย
10 บาทก็อร่อยได้ ปรัชญาความสุขของยอดเชฟนักดนตรี 🧑‍🍳🎵🎶

เชื่อไหมว่า ข้าวมันไก่ราคา 10 บาท ยังมีขายอยู่ที่ใจกลางกรุงเทพฯ
นี่คือร้านอาหารขวัญใจคนยากของอดีตมือเบสยุคสงครามเวียดนาม ที่ชีวิตพลิกผันหันมาเปิดร้านขายอาหารของตัวเอง นอกจากมีราคาเด็ดให้เลือกตั้งแต่ 10-20-30-40-50 บาทแล้ว พอถึงเวลาว่าง เจ้าของร้านซึ่งสวมชุดเชฟเต็มรูปแบบ ก็จะคว้าไมโครโฟนร้องเพลงขับกล่อมลูกค้าอีกด้วย
โกนวย-อำนวย เชาว์เฟื่องกิจ วัยเฉียด 80 ปี เล่าว่า เปิดร้านมากว่า 30 ปี ย้ายมาแล้วหลายแห่ง แต่ก็ยังคงขายข้าวมันไก่ในราคาย่อมเยา เพราะอยากให้ ‘โลกจำ’ ที่สำคัญคือต้องการให้ทุกคนเข้าถึงอาหารดีๆ ต่อให้มีเงินไม่เยอะก็ตาม และหากคนไหนไม่มีสตางค์ อยากมากินฟรีก็ขอมาได้เลย ถ้าใจกล้าพอ
เดิมทีโกนวยเป็นนักดนตรีอยู่ในแคมป์ทหารอเมริกันที่จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็โยกย้ายไปรวมวงกับ ตี๋-วสันต์ สิริสุขพิสัย หรือ ตี๋ วงเพื่อน เล่นกลางคืนแถวพัทยา ก่อนจับพลัดจับผลูถูกทาบทามให้ไปเล่นดนตรีที่สิงคโปร์ กระทั่งปี 2531 กลับมาถึงเมืองไทย ไม่มีงานทำ เนื่องจากเป็นช่วงวงการดนตรีกลางคืนซบเซา เพราะเป็นยุครุ่งเรืองของตลกคาเฟ่ เขาก็เลยหันเหชีวิตเปลี่ยนไปขายอาหารแผงลอยอยู่แถวโรงพยาบาลเลิดสินตามคำชวนของญาติผู้พี่ที่เปิดร้านอยู่ก่อน
แน่นอนช่วงแรกโกนวยไม่ได้มีทักษะเรื่องทำอาหารเลย แต่โชคดีที่น้องสาวขายข้าวมันไก่อยู่แถวดินแดงก็เลยไปขอสูตรมาทดลองทำ ค่อยๆ ฝึกฝนจนชำนาญ กระทั่งสามารถทำรสชาติได้ตามต้องการ โดยตั้งแต่เปิดร้านมา โกนวยก็เริ่มขายในราคา 10 บาท แล้วก็ยืนพื้นขั้นต่ำราคานี้มาตลอด แต่ถ้าใครอยากได้จานใหญ่กว่านี้ก็บอกราคาตามต้องการ โกนวยจัดให้ได้
เคล็ดลับความอร่อยของร้านโกนวย มาจากความพิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียด ทำด้วยหัวใจล้วนๆ โดยเชฟสูงวัยมีสโลแกนประจำร้านว่า ‘ข้าวนุ่ม ไก่นิ่ม น้ำจิ้มแซ่บ น้ำซุปแซ่บเวอร์’
อย่างตัวไก่ โกนวยจะไปเลือกเองถึงร้านเป็นประจำทุกวัน เพราะหากสั่งให้มาส่ง ไก่อาจไม่ได้ขนาดตามต้องการ แถมบางครั้งยังได้ของค้างคืน ไม่สดอีกต่างหาก โดยวันหนึ่งจะใช้ไก่ไม่ต่ำกว่า 20-30 กิโลกรัม จากนั้นก็นำมาต้มใส่เกลือ ผงปรุงรส ทิ้งไว้ตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้า เพื่อให้เนื้อไก่นุ่มและมีรสชาติในตัว
ส่วนข้าวมันนั้น โกนวยเลือกใช้ข้าวหอมมะลิอย่างดี นำไปหุงกับเกลือ น้ำตาลทราย เนย น้ำมันหอย รวมถึงน้ำซุปที่ได้จากการต้มไก่ จนได้ข้าวที่มีกลิ่นหอมและนุ่ม เรียงเม็ดสวย รับประทานเปล่าๆ ก็ยังอร่อย ขณะที่น้ำซุปก็ผสมโครงไก่ และเห็ดหอมลงไป เคี่ยวจนได้น้ำซุปที่อร่อยเข้มข้น เช่นเดียวกับน้ำจิ้มที่รสเด็ด อร่อยไม่เหมือนใคร เพราะใช้เต้าเจี้ยวสูตร 1 น้ำส้มสายชูอย่างดี น้ำตาลทราย ผสมกันจนได้ความแซ่บ ลูกค้ากินแล้วต่างพากันติดใจ กินแล้วก็อยากจะกินอีก
นอกจากนี้ยังมีไก่ทอด ซึ่งโกนวยจะนำมาหมักด้วยเกลือให้รสชาติพอเหมาะ ไม่เค็มเกินไป กินกับข้าวมันแล้วรสชาติลงตัว เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าอร่อยแน่นอน ถึงขั้นที่โกนวยบอกว่า หากกินแล้วไม่ถูกใจ มารับเงินคืนได้เลย โดยที่ผ่านมามีผู้สร้างสถิติ กินจานละ 10 บาท 67 จาน จนไก่หมดร้านมาแล้ว
นี่อาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมต่อให้ข้าวมันไก่โกนวยจะย้ายร้านมาแล้วถึง 4 แห่ง แต่ลูกค้าหลายคนก็พร้อมอุดหนุนไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ย้ายเพราะมีการสร้างทางด่วน ต่อมาก็ขยับไปอยู่ในศูนย์อาหารริมทางด่วน จากนั้นก็โยกมาอยู่ที่ห้องแถวในละแวกนี้ กระทั่งต่อมาเจ้าของตึกจะรื้ออาคาร เพื่อนที่คุ้นเคยจึงชักชวนให้มาเปิดร้านในซอยจริญกรุง 49 หรือตรอกโต๊ะ แล้วก็ปักหลักที่นี่เรื่อยมา
นอกจากร้านของโกนวย บริเวณคูหาเดียวกันยังมีร้านข้าวแกงกับร้านขายน้ำตั้งอยู่ด้วย ทำให้ตรงนี้กลายเป็นศูนย์อาหารขนาดย่อมๆ ที่มีหนุ่มสาวออฟฟิศมานั่งฝากท้องตอนกลางวันอย่างไม่ขาดสาย
“ผมย้ายมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ก่อนโควิด ตอนแรกก็มีแค่ร้านเดียว ต่อมาถึงมีร้านน้ำมาเปิดคู่กัน พอดีมีช่วงหนึ่งผมโดนรถชน ต้องหยุดไป 3-4 เดือน พอกลับมาก็มีร้านข้าวแกงมาขายเพิ่ม ก็เกาะกันมา 3 ร้านจนถึงตอนนี้” โกนวยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
อีกเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนนึกถึงร้านเล็กๆ แห่งนี้คือ พอถึงเวลาว่างจากการสับไก่ โกนวยก็จะถือโอกาสเปิดมินิคอนเสิร์ตร้องเพลงให้ลูกค้าฟัง โดยเพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นยุค 60 สมัยที่เขายังประกอบอาชีพนักร้องนักดนตรี ทั้ง Elvis Presley, Carpenters, The Beatles และ Bee Gees ส่วนเพลงไทย โกนวยก็ร้องพอสมควร โดยเฉพาะผลงานของซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์
เขาบอกว่า การร้องเพลงคือ โอกาสสำคัญที่ได้ใกล้ชิด พูดคุย สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับลูกค้า บางคนก็มาร่วมร้องเพลง บางคนคุยไปคุยมาก็มาขอสูตรทำข้าวมันไก่ ซึ่งโกนวยก็พร้อมแจกแจงแบบไม่มีกั๊ก เพราะคิดเสมอว่า หากทำประโยชน์ให้ใครได้ ก็ยินดีเต็มที่
เช่นเดียวกับราคาข้าวมันไก่ 10 บาทที่โกนวยประกาศเลยว่า ‘จะขอขายราคานี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่’ เพราะต่อให้จะได้กำไรไม่มากมายอะไร แต่คุณค่าที่ได้กลับมาก็คือ ความสุข ซึ่งแม้แต่เงินทองก็ไม่สามารถซื้อได้ และนี่คือเรื่องราวของร้านข้าวมันไก่เล็กๆ ที่หยัดยืนเพื่อทุกคนมานานกว่า 3 ทศวรรษ

โกนวย ข้าวมันไก่-ข้าวมันไก่ทอด
📍ที่อยู่ ซอยเจริญกรุง 49 ตรงข้าม โรงเรียนอัสสัมชัญ
🗓️เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 6.00-14.00 น.
☎️โทรศัพท์ 0812687734
Facebook: ข้าวมันไก่ โกนวย

#ข้าวมันไก่โกนวย
#เจริญกรุงบอกต่อ

06/05/2026

มื้อพิเศษสุดประทับใจ
บรรยากาศดี อาหารอร่อยมากค่ะ✨


วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ใครว่างชวนมาที่ร้าน ภายในโครงการ Charoen43มาชมนิทรรศการ​ที่ทางร้านคิวเรทงานเอง✨🍃“คเณ...
04/05/2026

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม เวลา 14.00 น.
ใครว่างชวนมาที่ร้าน ภายในโครงการ Charoen43
มาชมนิทรรศการ​ที่ทางร้านคิวเรทงานเอง✨🍃
“คเณชา” นิทรรศการศิลปะ 2 ศิลปิน 2 มุมมองสำรวจความงามของศรัทธา ผ่านรอยร้าวและกาลเวลาโดย 2 ศิลปิน ปิยะ เจริญเมือง และยลขวัญ ธัญเศรษฐ์ มีงานวาดและงานเซรามิกอยู่ในนิทรรศการเดียวกัน
•สถานที่จัดแสดง: ชั้น 2 ร้าน Things ภายในโครงการ Charoen43 Art and Eatery (เจริญกรุง 43)
•เปิดให้เข้าชมวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ เวลา 11.00 – 18.00 น.
•ระยะเวลา: ระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 5 กรกฎาคม 2569
•การเดินทาง: BTS สะพานตากสิน : MRT หัวลำโพง (ต่อวินมอเตอร์ไซค์)
หรือจอดรถที่ CAT หรือไปรษณีย์กลางบางรัก (ค่าบริการตามที่อาคารกำหนด)


ที่อยู่

Charoenkrung Road, Bangrak
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Charoenkrung Creative Districtผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์