17/08/2025
ขอบคุณทาง The Unlock มากเลยนะคะ 🙏🏼❤️✨
Oh My Goddess! เมื่อศาลเจ้าแม่ทับทิมบอกรัก: ละครที่ผสานความรักเข้ากับคุณค่าประวัติศาสตร์และเมืองที่เปลี่ยนไปในระบบทุนนิยม
วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่ Sam Yan Space ชั้น 2 ร้านประชาธิปไตยกินได้ มีกิจกรรมอ่านบทละครเรื่อง “Oh My Goddess” เขียนบทและกำกับโดย Aomtip Alice Kerdplanant นำแสดงโดย Anawila Klanpoomsri, Benn Tan และ Panmas Tongpan
ละครเวทีเรื่อง “Oh My Goddess” เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้ที่สนุกสนานและสอดแทรกประเด็นทางสังคมได้อย่างน่าสนใจ แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้มาจากประสบการณ์จริงของผู้เขียนบทที่เล่าว่า “เราเป็นหนึ่งในผู้ใช้งานจริงที่ไปไหว้ขอพรที่ศาลเจ้า แล้วก็ศาลเจ้าแม่ทับทิม แล้วก็ได้รับพรสมหวัง” ประสบการณ์ส่วนตัวนี้ได้ถูกนำมารวมเข้ากับประเด็นทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นคือ “ศาลเจ้าแม่ทับทิมที่กำลังจะโดนทุบพอดี” ซึ่งผู้เขียนบทมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึง การต่อสู้เพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสถานที่เก่าแก่ โดยผู้เขียนบทกล่าวว่า “มันน่าเสียดายที่เราปล่อยให้สถาปัตยกรรมแบบเก่าในพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ศาลเจ้าเก่าที่เคยอยู่ฝั่งคณะบัญชีและโดนทุบไปแล้ว หรือแม้กระทั่งตลาดสามย่านเก่า โรงหนังสกาล่า สถานที่สำคัญเหล่านี้ถูกปล่อยให้โดนทุบอย่างน่าเสียดายแล้วก็ถูกเปลี่ยนเป็นตึกใหม่ที่ไร้ความทรงจำใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่จริง ตึกพวกนี้มันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากๆ” นอกจากนี้ ละครยังชี้ให้เห็นถึง ความยากลำบากในการมีความรักที่ดีในยุคสมัยที่ทุนนิยมและการพัฒนาเมืองเข้ามามีบทบาทสำคัญ ความพิเศษของละครเรื่องนี้คือ บทละครได้เล่าเรื่องความสัมพันธ์โรแมนติกระหว่างคนสองคนได้อย่างกลมกลืนไปกับความทรงจำอันลึกซึ้งของผู้คนที่มีต่อสถานที่ต่างๆ
ณัชชา ผู้รับชมละครเรื่องนี้กล่าวว่า “เป็นละครเวทีโรแมนติกคอเมดี้ที่สนุกมากๆ ชอบที่สอดแทรกประเด็นสังคมอย่างการต่อสู้เพื่อคัดค้านการรื้อถอนศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง สะท้อนเรื่องทุนนิยมกับการพัฒนาเมืองที่ทำให้การมีความรักดีๆ เป็นไปได้ยากเหลือเกิน”
นอกจากนี้ ละครเรื่องนี้ยังนำองค์เจ้าแม่ทับทิมออกมาแสดงเป็นหนึ่งในตัวละครหลักที่พูดคุยตัวต่อตัวกับนักแสดงนำในฐานะผู้อาศัยในชุมชนคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงความสนิทชิดเชื้อระหว่างคนกับเทพเจ้า ในฐานะที่เทพเจ้าคือที่ยึ่ดเหนี่ยวจิตใจในยามยาก พึ่งพาอาศัยกันและกัน (คนในชุมชนขอพรกับเทพเจ้า ขณะที่เทพเจ้าและศาลเจ้าก็ได้รับการปกป้องคุ้มกันจากการรื้อทุบทำลายเช่นกัน) และเสมือน “เพื่อน” ในยามยากของคนในชุมชนที่หันไปหาเมื่อไหร่ก็เจอ ไม่ใช่แค่เพียงรูปปั้นไว้บูชากราบไหว้ธรรมดาเฉยๆ
“ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวความสัมพันธ์โรแมนติกระหว่างคนสองคน มันสามารถทาบทับได้แนบสนิทกับความทรงจำของผู้คนที่มีต่อสถานที่ ซึ่งสถานที่เก่าแก่หลายๆ แห่งก็มักจะโดนทุบทิ้งเพราะนายทุนไม่เห็นประโยชน์ ละครเรื่องนี้จึง empowering (ทำให้เรารู้สึกต้องมีพลังเข้มแข็ง) มากๆ ด้วย” ณัชชา กล่าวเสริม
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในละครเรื่องนี้คือ “人定胜天” หรือ “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” ผู้เขียนบทละครอธิบายแนวคิดนี้ว่า “การที่มนุษย์มีวิวัฒนาการมาได้ขนาดนี้ ก็เพราะมีคำๆ นี้คำว่า 人定胜天 (ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน) นี่แหละ ถ้าเราหยุด เราไม่ศรัทธา แล้วเราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง เราไม่เชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ แล้วโลกมันจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร” ละครต้องการสื่อสารว่าเรื่องราวเหล่านี้ “ไม่ได้อยากให้รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเก่าแก่ หรือว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ แต่จริงๆ เป็นเรื่องของคนทุกคน … คุณไม่จำเป็นต้องเป็นแอคติวิสต์ (นักรณรงค์) ก็ได้ คุณสามารถทำแบบอื่น เช่น การสนับสนุนหรือส่งต่อกำลังใจ (inspire) ในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน”
นอกจากประเด็นทางสังคมและแนวคิดที่ลึกซึ้งแล้ว ศาลเจ้าแม่ทับทิมยังเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าทำให้หลายคู่รู้จักและพัฒนาความสัมพันธ์กันจริงๆ ผู้ชมละครท่านหนึ่งกล่าวกับว่า “ตนในฐานะผู้ศรัทธาเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองอยู่แล้วรู้สึกประทับใจกับละครเรื่องนี้มาก ซึ่งได้เห็นเพื่อนๆ ที่ขอพรด้านความรักแล้วได้จริง”
ละครเรื่องนี้จึงทรงพลังและสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก สามารถติดตามผู้กำกับละครเรื่องนี้ได้ทาง Instagram หรือ Facebook: “Blitz Theater” ผู้เขียนบทละครกล่าวทิ้งท้าย “ขอเชิญชวนให้ทุกคนไปไหว้เจ้าแม่เยอะๆ ไปศาลจริงนะคะ อย่าไปศาลปลอม”
้าแม่ทับทิม ่า #สามย่าน #จุฬา