16/08/2026
เทคนิคใช้ดนตรีสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีคู่แข่งสูง
:
เวลาพูดถึงตลาดที่มีคู่แข่งเยอะ สิ่งแรกที่หลายแบรนด์มักคิดคือทำอย่างไรให้สินค้าดีกว่าคู่แข่ง ราคาดีกว่า หรือทำโฆษณาให้ใหญ่กว่าเดิมครับ แต่ในความเป็นจริง ต่อให้สินค้าดีแค่ไหน ถ้าคนจำไม่ได้ว่าเราแตกต่างจากคนอื่นตรงไหน สุดท้ายก็อาจถูกกลืนไปกับแบรนด์อื่นที่อยู่ในตลาดเดียวกัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับงานโฆษณาเหมือนกันครับ โดยเฉพาะตลาดที่มีแบรนด์จำนวนมาก ทุกคนต่างก็ใช้ภาพสวย นักแสดงดัง คำโฆษณาที่น่าสนใจ หรือโปรโมชั่นที่ดึงดูดลูกค้า จนบางครั้งดูโฆษณาหลายตัวแล้วรู้สึกว่า "คล้ายกันไปหมด"
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม "ดนตรี" สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ได้ เพราะภาพสามารถถูกเลียนแบบได้ โทนสีสามารถถูกนำไปใช้ตามกันได้ แต่ถ้าแบรนด์มีเอกลักษณ์ทางเสียงที่ชัดเจน คนก็สามารถแยกออกได้ตั้งแต่ยังไม่เห็นโลโก้ครับ
1. อย่าพยายามทำเพลงให้เหมือนตลาดมากเกินไป
สิ่งแรกที่ต้องทำ ถ้าอยากสร้างความแตกต่าง คือดูว่าคู่แข่งกำลังใช้เสียงแบบไหนครับ
ถ้าทุกแบรนด์ในตลาดใช้เพลงสนุก ๆ จังหวะเร็วเหมือนกัน การทำเพลงให้สนุกและเร็วขึ้นไปอีกอาจไม่ได้ทำให้เราแตกต่าง เพราะสุดท้ายคนฟังก็ยังรู้สึกว่าเป็นเสียงแบบเดียวกับที่เคยได้ยิน
ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วถามว่า "ถ้าไม่ทำเหมือนคนอื่น เราจะเล่าแบรนด์ของเราด้วยเสียงแบบไหนได้บ้าง"
บางครั้งการใช้ดนตรีที่เรียบกว่า ช้ากว่า หรือแตกต่างจากภาพรวมของตลาด กลับทำให้คนหันมาสนใจได้มากกว่า เพราะสิ่งที่แตกต่างมักดึงดูดความสนใจได้ง่ายกว่าสิ่งที่เหมือนกันครับ
2. เลือกบุคลิกของแบรนด์ให้ชัดก่อนเลือกเพลง
การเลือกเพลงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า "เพลงนี้เพราะไหม" อย่างเดียวครับ แต่ควรถามก่อนว่า "เราอยากให้คนรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินแบรนด์นี้"
ถ้าแบรนด์ต้องการดูพรีเมียม อาจเลือกดนตรีที่เรียบและมีพื้นที่ของเสียงมากขึ้น ถ้าต้องการดูเป็นมิตร อาจใช้เครื่องดนตรีที่ฟังง่ายและมีจังหวะที่เป็นธรรมชาติ หรือถ้าเป็นแบรนด์เทคโนโลยี อาจเลือกเสียงสังเคราะห์ที่มีความทันสมัย
สิ่งสำคัญคือดนตรีต้องสอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ เพราะเมื่อเลือกบุคลิกได้ชัดแล้ว การสร้างเสียงที่แตกต่างจะง่ายขึ้นมากครับ
3. สร้างเอกลักษณ์เล็ก ๆ ที่คนจำได้
แบรนด์ไม่จำเป็นต้องมีเพลงเต็ม ๆ เป็นของตัวเองเสมอไปครับ บางครั้งแค่มีองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่ถูกใช้ซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็เพียงพอที่จะสร้างภาพจำได้แล้ว
อาจเป็นเมโลดี้สั้น ๆ เสียงเปิด เสียงปิด จังหวะกลองบางแบบ หรือแม้แต่เสียงของสินค้าเอง
สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กมากในตอนแรก แต่เมื่อถูกใช้ซ้ำในโฆษณาหลายชิ้น ผู้คนก็จะเริ่มเชื่อมโยงเสียงนั้นเข้ากับแบรนด์โดยอัตโนมัติ
เหมือนกับการเห็นโลโก้ครับ เพียงแค่เห็นบางส่วนเราก็อาจรู้ว่าเป็นแบรนด์อะไร เสียงก็สามารถทำหน้าที่แบบเดียวกันได้ครับ
4. ใช้ความเงียบเพื่อสร้างความแตกต่าง
อีกเทคนิคที่น่าสนใจคือ "ไม่จำเป็นต้องมีเพลงตลอดเวลา"
ในตลาดที่ทุกแบรนด์พยายามทำโฆษณาให้ตื่นเต้น มีเพลงดัง มีจังหวะเร็ว และมีเสียงประกอบเต็มไปหมด การลดเสียงลงกลับสามารถสร้างความสนใจได้อย่างน่าประหลาด
ลองนึกภาพโฆษณาที่เริ่มต้นด้วยความเงียบ แล้วค่อย ๆ มีเสียงบางอย่างเกิดขึ้นทีละนิด ผู้ชมอาจหันมาสนใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ความเงียบจึงไม่ได้หมายถึงไม่มีอะไร แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเสียง และทำให้แบรนด์มีพื้นที่ที่แตกต่างจากคู่แข่งครับ
5. อย่าเปลี่ยนเสียงตามทุกกระแส
ตลาดเปลี่ยนเร็วมากครับ เพลงที่กำลังฮิตวันนี้อาจกลายเป็นเพลงที่ไม่มีใครพูดถึงในอีกไม่กี่เดือน
ถ้าแบรนด์เปลี่ยนแนวดนตรีตามกระแสตลอดเวลา ก็อาจได้ความทันสมัยในระยะสั้น แต่กลับเสียเอกลักษณ์ในระยะยาว
การสร้างเสียงของแบรนด์จึงควรแยกระหว่าง "สิ่งที่กำลังเป็นกระแส" กับ "สิ่งที่เป็นตัวตนของเรา"
เราอาจนำเทรนด์เข้ามาปรับใช้ได้ แต่ควรมีบางอย่างที่ยังคงเป็นเสียงของแบรนด์อยู่เสมอ เพื่อให้คนฟังรู้ว่า ถึงเพลงจะเปลี่ยนไป แต่แบรนด์ยังเป็นแบรนด์เดิมครับ
6. ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องแปลกที่สุด
อีกเรื่องที่สำคัญคือ อย่าเข้าใจว่าการสร้างความแตกต่างหมายถึงการทำอะไรที่แปลกที่สุดในตลาดครับ
ถ้าเพลงแปลกจนคนฟังไม่เข้าใจ หรือไม่เข้ากับสินค้า ความแตกต่างนั้นก็อาจไม่ได้ช่วยแบรนด์เลย
สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือ "ความแตกต่างที่ยังเข้ากับตัวตนของแบรนด์"
เช่น ตลาดหนึ่งเต็มไปด้วยเพลงจังหวะเร็ว แบรนด์ของเราอาจเลือกใช้เพลงช้าลง แต่ยังคงความทันสมัยเอาไว้ แบบนี้ก็สามารถแตกต่างได้โดยไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์หลุดออกจากตลาดครับ
7. เสียงที่ดีต้องทำให้คนจำแบรนด์ ไม่ใช่จำแค่เพลง
นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
บางครั้งเพลงในโฆษณาเพราะมาก จนคนเอาไปค้นหา ฟังต่อ หรือแชร์กัน แต่พอถามว่าเพลงนี้เป็นโฆษณาของแบรนด์อะไรกลับจำไม่ได้
นั่นหมายความว่าเพลงอาจประสบความสำเร็จในฐานะเพลง แต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะเครื่องมือสร้างแบรนด์อย่างเต็มที่
ดนตรีที่ดีสำหรับแบรนด์จึงควรทำให้คนจำได้ว่า "เพลงนี้เป็นของแบรนด์นั้น" ไม่ใช่แค่ "เพลงนี้เพราะดี"
สุดท้ายแล้ว ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การสร้างความแตกต่างไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการทำอะไรที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง แต่อาจเริ่มจากการทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์ของเรามีบางอย่างที่คนอื่นไม่มี
ดนตรีเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถทำเรื่องนี้ได้ดี เพราะมันทำงานกับความรู้สึกโดยตรง และไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก แค่เมโลดี้ไม่กี่โน้ต เสียงบางอย่าง หรือจังหวะที่เป็นเอกลักษณ์ ก็สามารถกลายเป็นภาพจำได้
ดังนั้น ถ้าตลาดเต็มไปด้วยแบรนด์ที่พยายามพูดว่า "เราดีกว่า" บางทีสิ่งที่เราควรทำอาจไม่ใช่การพูดให้ดังกว่าเดิม แต่คือการสร้างเสียงที่ทำให้คนจำเราได้ตั้งแต่ยังไม่เห็นชื่อแบรนด์ครับ
เพราะในวันที่สินค้าหลายแบรนด์เริ่มคล้ายกันมากขึ้น ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่แบรนด์พูดเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่ "เสียง" ที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นของเราโดยเฉพาะครับ
———————
The Real Producer
REAL / DEEP / EXCLUSIVE
VERY CAT SOUND : Compose Your Dream
สร้างงานดนตรีที่มีคุณภาพระดับสากล
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่
Line ID :
Tel : 0839192945
——————