Rare Collectibles

Rare Collectibles ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Rare Collectibles, ศิลปะและบันเทิง, Bangkok.

22/08/2026

หมดยุครุ่งเรือง! ตลาดจตุจักร ตะวันนา ย่านค้าหน้าราม ตลาดน้ำไม่เหลือ
ครั้งหนึ่ง หน้ารามคำแหง ตะวันนา จตุจักร และตลาดน้ำ คือภาพแทนของ “ย่านการค้า” ที่ผู้คนต้องเดินทางไปหา หน้ารามฯ เต็มไปด้วยนักศึกษา ร้านหนังสือ ชีทเรียน ชุดนักศึกษา ร้านถ่ายรูป ร้านอาหาร และร้านเล็ๆ อีกมากมาย
ตะวันนาเคยเป็นตลาดวัยรุ่นที่คนแวะมาเดินช้อปปิ้งตอนเย็นถึงค่ำ
จตุจักรเป็นจุดหมายของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ส่วนตลาดน้ำไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายภาพจำของประเทศไทย ทั้งเรือ คลอง อาหาร และวิถีชีวิตริมสายน้ำ
แต่วันนี้ภาพกำลังเปลี่ยนไป ร้านค้าปิด พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น ป้าย “เซ้ง” และ “ให้เช่า” เริ่มเห็นบ่อยขึ้น
คำถามคือ คนเลิกซื้อของแล้วหรือ...อาจไม่ใช่
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงๆ คือ “วิธีการซื้อ” และ “เหตุผลที่ต้องเดินทาง”
📌หน้ารามฯ - เมื่อนักศึกษาไม่ใช่เครื่องยนต์เดิม
ในอดีต นักศึกษารามคำแหงไม่ได้เป็นเพียงคนมาเรียน แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของทั้งย่าน คนมาเรียน กินข้าว ซื้อหนังสือ ซื้อชีท ถ่ายรูป ซื้อเสื้อผ้า เช่าหอพัก และใช้ชีวิตอยู่รอบมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดเงินหมุนต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยไปสู่ร้านค้าและธุรกิจรอบข้าง แต่วันนี้รูปแบบชีวิตเปลี่ยนไป
ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า รามคำแหงมีนักศึกษาส่วนกลางและภูมิภาครวม 148,154 คน แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งหมดจะใช้ชีวิตอยู่หน้ามหาวิทยาลัย
เพราะกิจกรรมจำนวนมากที่เคย “บังคับให้ต้องมา” วันนี้ไม่จำเป็นต้องมาแล้ว
หนังสือกลายเป็นไฟล์ดิจิทัล การซื้อของย้ายไปออนไลน์ การสื่อสารไม่ต้องพึ่งร้านอินเทอร์เน็ต และธุรกิจอย่างร้านถ่ายรูป ร้านหนังสือ ร้านชีท หรือร้านชุดนักศึกษาก็หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อกิจกรรมที่ทำให้คนต้องอยู่ในพื้นที่หายไป คนเดินก็หายไปตาม
ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จากสำนักบริการทางวิชาการและทดสอบประเมินผล ระบุว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีนักศึกษาทั้งส่วนกลางและภูมิภาครวม 148,154 คน ขณะที่นักศึกษาปีการศึกษา 2568 เฉพาะส่วนกลางอยู่ที่ 18,801 คน
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทั้งหมดจะใช้ชีวิตอยู่หน้ารามฯ หรือสะท้อนจำนวนคนเดินในพื้นที่โดยตรง แต่ช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงว่า ฐาน Demand ที่เคยหล่อเลี้ยงธุรกิจรอบมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิมอีกแล้ว
ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในอดีต ช่วงปี 2557 ยังทำให้ผู้ค้าบางส่วนต้องย้ายจากพื้นที่สาธารณะเข้าสู่พื้นที่เช่า ต้นทุนจึงสูงขึ้น แต่ Demand กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ที่เคยสูงถึงประมาณแสนบาทต่อเดือน วันนี้บางพื้นที่เหลือราว 30,000–40,000 บาท ฟังดูเหมือนถูกลง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันกำลังบอกว่า “กำลังซื้อของทำเล” ก็ลดลงเช่นกัน
📌ตะวันนา - ไม่ใช่คนไม่ซื้อ แต่ไม่มีเหตุต้องไป
ตะวันนาแตกต่างจากหน้ารามฯ เพราะ Demand ไม่ได้หายไป คนยังซื้อเสื้อผ้า แฟชั่น อาหาร และสินค้าอื่นๆ เหมือนเดิม แต่คำถามคือ...ทำไมต้องมาซื้อที่ตะวันนา
เมื่อก่อน การซื้อเสื้อหนึ่งตัวอาจหมายถึงการเดินทางมาที่ตลาด เดินหา เปรียบเทียบราคา ต่อราคา แล้วจึงซื้อกลับบ้าน วันนี้ทั้งหมดนี้ทำได้จากโทรศัพท์มือถือ
ตลาดจึงไม่ได้กำลังแข่งขันกับตลาดข้างๆ อีกต่อไป แต่มันกำลังแข่งขันกับ “หน้าจอ” และคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ร้านที่ขายถูกกว่า แต่คือร้านที่ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย
เมื่อสินค้ากลายเป็นของที่หาได้เหมือนกันทั่วประเทศ ความสำคัญของทำเลก็ลดลง
ดังนั้นอนาคตของตะวันนาอาจไม่ใช่การพยายามเพิ่มร้านค้าให้มากที่สุด แต่ต้องตอบคำถามว่า...เราจะสร้างเหตุผลอะไรให้คนอยากเดินทางมาที่นี่
เพราะร้านค้า 500 ร้านไม่ได้แปลว่าจะมีคนมา ถ้าหากสินค้าทั้ง 500 ร้านสามารถหาได้จากโทรศัพท์
📌จตุจักร - คนยังมา แต่คนมาไม่เท่ากับเงินเดิน
จตุจักรเป็นกรณีที่น่าสนใจที่สุด เพราะคนยังมาเดิน ชื่อของจตุจักรยังเป็นที่รู้จัก นักท่องเที่ยวยังเดินทางมา ร้านอาหาร แฟชั่น ต้นไม้ ของแต่งบ้าน ของสะสม และสินค้าที่มีเอกลักษณ์ยังมีอยู่
แต่ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ Traffic แต่อยู่ที่ Transaction คนเดินเยอะ ไม่ได้แปลว่าคนซื้อเยอะ
วันนี้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาสินค้า ดูราคา อ่านรีวิว และเปรียบเทียบกับออนไลน์ได้ก่อนเดินทางมาถึง การมาจตุจักรจึงอาจเปลี่ยนจาก “มาหาของ” เป็น “มาเที่ยว แล้วถ้าเจอของน่าสนใจก็ค่อยซื้อ”
นี่ทำให้ร้านค้าต้องแข่งขันมากขึ้น เพราะคนหนึ่งคนอาจเดินอยู่หลายชั่วโมง กินข้าว ดื่มกาแฟ ถ่ายรูป แต่ซื้อสินค้าเพียงไม่กี่ชิ้น
อย่างไรก็ตาม จตุจักรยังมีข้อได้เปรียบที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ทั้งหมด คุณสัมผัสต้นไม้จริงได้ เดินดูของหลายร้อยร้านได้ เจอร้านเล็กๆ ที่ไม่เคยรู้จักได้ และสัมผัสบรรยากาศของตลาดจริงได้
ดังนั้นร้านที่จะอยู่รอดอาจต้องมีอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่ชัดเจน ถูกกว่า แตกต่างกว่า เฉพาะทางกว่า หรือสร้างประสบการณ์ได้มากกว่า
โจทย์ของจตุจักรจึงไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้คนมา” แต่คือ “ทำอย่างไรให้คนที่มา มีเหตุผลที่จะซื้อ”
📌ตลาดน้ำ - เมื่อสิ่งที่ขายจริงๆ คือ “ประสบการณ์”
ตลาดน้ำแตกต่างออกไปอีกขั้น เพราะคนไม่ได้เดินทางไกลเพื่อซื้อของอย่างเดียว ถ้าเป็นเรื่องของฝาก อาหาร หรือสินค้าทั่วไป หลายอย่างหาได้ในกรุงเทพฯ หรือสั่งออนไลน์ได้
สิ่งที่คนกำลังซื้อจริงๆ คือ “ประสบการณ์” เรือในคลอง อาหารริมน้ำ บ้านเรือน วิถีชีวิต และภาพจำที่หาไม่ได้จากหน้าจอ แต่เมื่อสถานที่ท่องเที่ยวเติบโตขึ้น ปัญหาก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน
เมื่อมีร้านค้ามากขึ้น สินค้าเริ่มเหมือนกันมากขึ้น ราคาถูกตั้งคำถามมากขึ้น และประสบการณ์บางอย่างถูกออกแบบเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่าการสะท้อนชีวิตจริง
ตลาดน้ำจึงเสี่ยงสูญเสียสิ่งที่เป็นจุดขายสำคัญที่สุดของตัวเอง นั่นคือ “ความเป็นสถานที่” เพราะถ้าทุกตลาดน้ำขายของฝากเหมือนกัน อาหารเหมือนกัน และมีโปรแกรมทัวร์คล้ายกัน
คำถามก็จะกลับมาว่า...“แล้วทำไมต้องมาที่นี่”
ตลาดน้ำจึงไม่ได้แพ้ออนไลน์แบบเดียวกับตะวันนา ตะวันนาถูกออนไลน์แย่ง “ธุรกรรม” แต่ตลาดน้ำอาจกำลังสูญเสีย “คุณค่าของประสบการณ์” ไปด้วยตัวเอง
📌แล้วตลาดเก่ากำลังตายจริงหรือ?
ถ้ามองทั้ง 4 พื้นที่ เราจะเห็นว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของ “ตลาดเก่ากำลังตาย” แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจเมือง
หน้ารามฯ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของ Demand เดิม เมื่อ “นักศึกษา” ไม่ได้ใช้ชีวิตในพื้นที่เหมือนเมื่อก่อน
ตะวันนา เผชิญกับโลกที่สินค้าไม่ได้เป็นเหตุผลเพียงพอให้คนต้องเดินทางมา
จตุจักรยังมี Traffic แต่ต้องเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็น Transaction
ส่วนตลาดน้ำ ต้องรักษาสิ่งที่ออนไลน์เลียนแบบได้ยากที่สุด นั่นคือประสบการณ์และความเป็นสถานที่
ทั้งหมดจึงนำไปสู่คำถามเดียวกัน ในอดีตคนเคยมาที่นี่เพราะ...ถ้าอยากได้ของ ต้องมาที่นี่
แต่วันนี้ของสามารถไปหาคนถึงบ้านได้แล้ว
ดังนั้นคำถามของย่านการค้าในอนาคตจึงไม่ใช่ “เราจะขายอะไร”
แต่คือ “ทำไมคนยังต้องมาที่นี่”
และบางที คำตอบของอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ตลาดกลับไปเหมือนเดิม
แต่อยู่ที่การสร้างเหตุผลใหม่ให้คนรู้สึกว่า...การเดินทางมาที่นี่ ยังมีบางสิ่งที่หน้าจอให้พวกเขาไม่ได้
อ้างอิง
https://citly.me/nMENx
https://citly.me/aR6nf
https://citly.me/rKBjJ
https://citly.me/V3qHu
https://citly.me/c4jIy
#ตลาดนัด #เศรษฐกิจไทย #การตลาดออนไลน์ #จตุจักร #ตะวันนา #หน้าราม #ตลาดน้ำ #การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค

22/08/2026

ไทยพาณิชย์ผนึก 3 ร้านทองยักษ์ใหญ่ เปิดตัว SCB Gold Marketplace ปลดล็อกประสบการณ์ลงทุนทองมาตรฐานโลกผ่าน SCB EASY
ครั้งแรก. เทรดทองเรตโลกกับ 3 ร้านดังในแอปเดียว เทรดได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียม พร้อมทางเลือกบริการจัดส่งทองคำถึงบ้าน
ธนาคารไทยพาณิชย์ ผนึกกำลัง ฮั่วเซ่งเฮง MTS Gold (แม่ทองสุก) และ วายแอลจี (YLG) ร่วมปรากฏการณ์การลงทุนครั้งใหม่ เปิดตัว SCB Gold Marketplace บริการซื้อ-ขายทองคำผ่าน SCB EASY ครั้งแรก รวม 3 ร้านทองยักษ์ใหญ่ของประเทศไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ส่งมอบประสบการณ์การลงทุนระดับโลก ซื้อ-ขายทองคำด้วย USD ผ่านบัญชี SCB e-FCD* เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงทองคำราคาอ้างอิงตลาดโลก ทั้งแบบ 96.5% และ 99.99% พร้อมเทรดแล้วทั้ง 3 ร้านทันที โดยไม่มีค่าธรรมเนียม เริ่มต้นลงทุน 0.05 บาททอง หรือ 0.05 ออนซ์ พร้อมทางเลือกถอนทองคำจริงได้ที่ร้านค้าพันธมิตรหรือจัดส่งถึงบ้าน ต่อยอด SCB EASY สู่แพลตฟอร์มการลงทุน USD ครบวงจร ให้นักลงทุนดิจิทัลบริหารพอร์ตลงทุนอย่างมืออาชีพผ่านบัญชี SCB e-FCD พร้อมเชื่อมทุกโอกาสการลงทุนระดับสากล ทั้งการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนต่างประเทศ และบริการซื้อ-ขายทองคำ ช่วยกระจายความเสี่ยงรับความผันผวนของตลาด ปูพื้นฐานสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป้าหมายของธนาคารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็น Trusted Partner หรือพันธมิตรทางการเงินที่เดินเคียงข้างและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงของชีวิตผ่านความสามารถในการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้จริง ขณะเดียวกัน ธนาคารยังกำลังสร้างอนาคตของการเงินบนบทบาทใหม่ในฐานะ Wealth Platform ที่เชื่อมลูกค้าเข้ากับโอกาสการลงทุนอย่างไร้รอยต่อ ธนาคารจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถลดข้อจำกัดทางด้านการลงทุน ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพได้ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นธนาคารแห่งอนาคตที่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้แอปธนาคารเป็นแพลตฟอร์มหลักที่สร้างมูลค่ามากกว่าแค่การทำธุรกรรม แต่ยังต้องช่วยให้เงินเติบโต เพิ่มทางเลือกในการวางแผนทางการเงิน และเข้าถึงทางเลือกการลงทุนในโลกไร้พรมแดนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชีวิตและครอบครัวได้อย่างมั่นคง
“ธนาคารจึงได้พัฒนา SCB Gold Marketplace บริการซื้อ-ขายทองคำแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์ม SCB EASY เพื่อเปลี่ยนการซื้อ-ขายทองคำให้กลายเป็นการลงทุนที่ง่ายสำหรับทุกคน ด้วยความร่วมมือกับสามพันธมิตรผู้ค้าทองชั้นนำ ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง MTS Gold (แม่ทองสุก) และ วายแอลจี (YLG) สะท้อนบทบาทของ SCB ในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนแห่งอนาคตที่รวบรวมโอกาสการลงทุนสำคัญไว้ในที่เดียว ช่วยให้การเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเป็นเรื่องง่าย สะดวก และตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำพันธกิจของธนาคารในการเชื่อมต่อคนไทยเข้ากับโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว” นายสารัชต์ กล่าว
นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า พฤติกรรมการลงทุนของคนไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนจากราคาสินทรัพย์แต่เริ่มให้ความสำคัญเรื่องการกระจายความเสี่ยง การบริหารสภาพคล่อง และการปกป้องมูลค่าความมั่งคั่งมากขึ้น ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่คนไทยคุ้นเคยและได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนไทยมีความต้องการลงทุนทองคำเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้อัตราการซื้อ-ขายเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และ ติดท็อป 10 ของโลก โดยมีปริมาณซื้อ-ขายสูงสุดกว่า 250,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดย SCB EASY มีผู้ใช้งานกว่า 17 ล้านราย สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของลูกค้าในการเข้าถึงโอกาสการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ SCB Gold Marketplace จึงได้รับการพัฒนาขึ้นจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเติบโตของการลงทุนผ่านมือถือ ความสนใจในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก เราจึงนำความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล และตลาดการเงินของเรา มาผสานกับจุดแข็งของพันธมิตร เพื่อผลักดัน SCB Gold Marketplace ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่สะดวก โปร่งใส และเข้าถึงได้ง่ายบน SCB EASY พร้อมต่อยอดบทบาทของธนาคารในการเป็น Wealth Platform ที่เชื่อมลูกค้าเข้ากับโอกาสการลงทุนสำคัญจากทั่วโลก
“SCB Gold Marketplace ออกแบบให้เชื่อมต่อกับบัญชี e-FCD (Foreign Currency Deposit) ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การลงทุนของคนไทยสู่มาตรฐานสากล โดยลูกค้าสามารถใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งเป็นสกุลเงินอ้างอิงของตลาดทองคำโลก ซื้อ-ขายทองคำกับ ฮั่วเซ่งเฮง MTS Gold (แม่ทองสุก) และ วายแอลจี (YLG) ผ่าน SCB EASY ได้อย่างสะดวก ครอบคลุมทั้งทองคำบริสุทธิ์ 99.99% มาตรฐานสากล และทองคำ 96.5% มาตรฐานไทย ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 0.05 บาททอง พร้อมทางเลือกในการถือครองทองคำในรูปแบบดิจิทัลหรือรับมอบทองคำจริงได้ถึงบ้าน ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงราคาทองคำในระดับสากล บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน วางแผนการลงทุน และต่อยอดโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ระดับโลกได้อย่างคล่องตัว” นายแพท ทริก กล่าว
นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า “ท่ามกลางความผันผวนของราคาทองคำตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่คนไทยยังคงให้ความสนใจในการออมและลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในธุรกิจทองคำหลายรายต่างพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเอง เพื่อรองรับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ฮั่วเซ่งเฮงจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การซื้อ-ขายทองคำให้สอดคล้องกับช่องทางดิจิทัลที่ลูกค้าใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานการดำเนินงานที่สั่งสมมากว่า 75 ปี ทั้งในด้านความไว้วางใจจากลูกค้า ความเป็นเลิศด้านสินค้าและบริการ ตลอดจนการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เข้ามาทดแทนการให้บริการที่หน้าร้าน หากแต่เป็นการเพิ่มทางเลือกและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น สำหรับความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่าน SCB Gold Marketplace ในครั้งนี้ ถือเป็นการผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านธุรกิจทองคำของฮั่วเซ่งเฮงเข้ากับความแข็งแกร่งของ SCB ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลทางการเงินชั้นนำของประเทศ เพื่อยกระดับการเข้าถึงการลงทุนในทองคำให้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางที่ลูกค้าใช้งานเป็นประจำในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าและนักลงทุนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงและเริ่มต้นซื้อ-ขายทองคำได้สะดวกยิ่งขึ้น”
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า “ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนใช้ในการกระจายความเสี่ยงและรักษามูลค่าความมั่งคั่ง ขณะที่การลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลและการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าถึงราคาทองคำโลกและบริหารพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ SCB Gold Marketplace ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการลงทุนทองคำของไทยสู่มาตรฐานสากล ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อขายทองคำผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐบนบัญชี e-FCD ได้อย่างสะดวกบน SCB EASY โดย MTS Gold (แม่ทองสุก) ได้นำความเชี่ยวชาญด้านตลาดทองคำและการเป็นผู้นำนวัตกรรมการลงทุนทองของไทยมาผสานกับศักยภาพของธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงนักลงทุนรุ่นใหม่ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศการลงทุนทองคำดิจิทัลของไทยในระยะยาว”
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป (YLG) ปัจจุบันเราเห็นฐานนักลงทุนทองคำขยายมาสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานอย่างชัดเจน โดยจากข้อมูลลูกค้าของ YLG ที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัล พบว่าเกือบ 7 ใน 10 หรือประมาณ 68% มีอายุไม่เกิน 40 ปี สะท้อนว่าทองคำในวันนี้ไม่ได้เป็นสินทรัพย์สำหรับนักลงทุนรุ่นใหญ่หรือผู้ที่มีเงินก้อนเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปัจจัยสำคัญมาจากการพัฒนาของ Fractional Gold และ Digital Gold โดย Fractional Gold ช่วยให้นักลงทุนแบ่งซื้อทองคำเป็นหน่วยย่อยและเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 100 บาท ขณะที่ Digital Gold ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ทำให้การซื้อขายและทยอยสะสมทองคำผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องง่าย สะดวก และสอดรับกับพฤติกรรมของนักลงทุนยุคใหม่ที่เป็นกลุ่ม Mobile-first ส่งผลให้การลงทุนทองคำได้รับความสนใจจากคนหลากหลายช่วงวัยมากขึ้น เราเชื่อว่าการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายฐานนักลงทุนไทยในระยะยาว ความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ผ่าน SCB Gold Marketplace จึงเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านทองคำของ YLG เข้ากับศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัลและฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ของธนาคาร ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการลงทุนทองคำได้อย่างสะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การลงทุนทองคำดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตของตลาดทองคำไทยให้สอดรับกับพฤติกรรมการลงทุนยุคใหม่
SCB Gold Marketplace คือบริการซื้อ-ขายทองคำออนไลน์บนแอป SCB EASY ที่รวบรวมทองคำจาก 3 ร้านทองชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง (Hua Seng Heng) MTS Gold (แม่ทองสุก) และ วายแอลจี (YLG) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อ-ขายทองคำกับผู้ให้บริการที่ต้องการได้อย่างสะดวก เป็นบริการรองรับการซื้อ-ขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ผ่านบัญชี e-FCD (Foreign Currency Deposit) ของธนาคารไทยพาณิชย์ ครอบคลุมทั้งทองคำบริสุทธิ์ 99.99% มาตรฐานสากล (เริ่มลงทุน 0.05 ออนซ์) และทองคำ 96.5% มาตรฐานไทย (เริ่มลงทุนที่ 0.05 บาททอง) ซื้อ-ขายทองคำได้สะดวกผ่าน SCB EASY ตั้งแต่ 7 โมงเช้า-ตี 3 ของวันถัดไป* พร้อมทางเลือกในการถือครองทองคำในรูปแบบดิจิทัล หรือนัดรับทองคำที่ร้านทองหรือเลือกจัดส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าบล็อกทองและค่าธรรมเนียมประกันภัย)
*ช่วงเวลาซื้อ-ขายเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและพันธมิตรกำหนด
วิธีเริ่มต้นใช้งาน SCB Gold Marketplace
1️⃣เปิดแอป SCB EASY และเลือกเมนู “ธุรกรรมของฉัน”
2️⃣เลือก “ซื้อ-ขายทองคำ”
3️⃣สมัครใช้บริการและยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน
4️⃣เปิดบัญชี e-FCD สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (หากยังไม่มี)
5️⃣เลือกร้านทองพันธมิตรที่ต้องการซื้อ-ขาย
6️⃣เลือกประเภททองคำและหน่วยน้ำหนักทองคำที่ต้องการซื้อหรือขาย และกดยืนยันรายการ (หน่วยซื้อขั้นต่ำ 0.05 บาททองคำ สำหรับทองคำแท่ง 96.5% และ 0.05 ออนซ์ สำหรับทองคำแท่ง 99.99%)
*บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศอิเล็กทรอนิกส์ประเภทออมทรัพย์ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (e-FCD)
หมายเหตุ:
• การฝาก / ถอนเงินในบัญชี e-FCD / FCD มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ควรศึกษารายละเอียดข้อมูลสำคัญและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ก่อนการตัดสินใจ​
• ลูกค้าไม่สามารถใช้และ/หรือทำธุรกรรมผ่านบัญชี e-FCD เพื่อการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้​
• ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นเพียงผู้ให้บริการ e-marketplace platform ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับตลาดซื้อขายทองคำออนไลน์ บนแพลตฟอร์มของธนาคาร โดยเปิดให้ร้านค้าทองสามารถขาย- รับซื้อทองสกุล USD บนแอป SCB EASY
• เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร.02-777-7777 หรือ www.scb.co.th*
[PR NEWS]

21/08/2026

ประหยัดเป็นเรื่องเท่ เทรนด์ใหม่เปลี่ยนจากสายเปย์สู่สายคุ้ม “Moneymaxxing” กระแสเรื่องการเงินมาแรง ชวนรีดประโยชน์จากเงินทุกบาท ตั้งแต่ลดรายจ่าย ใช้แต้ม ไปจนถึงเพิ่มเงินออม

21/08/2026

ผังเมือง กทม.ใหม่ อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ “สีที่ดิน” แต่กำลังเปลี่ยนสมรภูมิอสังหาฯ กรุงเทพฯ–ปริมณฑล

ถ้ามองร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ในมุมของคนอสังหา จี๊ปมองว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า “ที่ดินตรงไหนเปลี่ยนสี”

แต่ต้องมองต่อว่า

เมื่อที่ดินผืนเดิมพัฒนาได้มากขึ้น ต้นทุนต่อพื้นที่ขายเปลี่ยนไป Product ที่ Developer สามารถทำได้ก็เปลี่ยน และสุดท้าย Demand อาจเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย

นี่คือเหตุผลที่ผังเมืองรอบนี้น่าจับตามาก

ปัจจุบันร่างผังเมืองอยู่ในขั้นตอน ปิดประกาศ 90 วัน ตั้งแต่ 10 สิงหาคม–9 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบและยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้

ดังนั้นต้องย้ำก่อนว่า ขณะนี้ยังเป็น “ร่างผังเมือง” ไม่ใช่ผังที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดยฐานเศรษฐกิจรายงานว่าคาดว่าจะประกาศใช้จริงในช่วงปลายปี 2570

🔵 ทำไมผังเมืองใหม่ถึงมีผลต่อ “ราคาบ้าน” มากกว่าที่หลายคนคิด?

ในธุรกิจอสังหาฯ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ราคาที่ดินต่อตารางวา

แต่คือ ที่ดินหนึ่งแปลงสามารถสร้างพื้นที่ขายได้มากแค่ไหน

เมื่อข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทั้งประเภทสีผังเมือง FAR (Floor Area Ratio) และ OSR (Open Space Ratio) เปลี่ยน ศักยภาพในการพัฒนาที่ดินก็เปลี่ยนตาม

ถ้าที่ดินผืนเดิมสร้างพื้นที่อาคารได้มากขึ้น Developer สามารถเฉลี่ยต้นทุนที่ดินไปยังพื้นที่ขายจำนวนมากขึ้นได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ KKP มองว่า การเปลี่ยนผังเมืองอาจทำให้บางทำเลในกรุงเทพฯ สามารถกลับมาพัฒนา Product ที่แข่งขันด้านราคากับปริมณฑลได้มากขึ้น

และเกิดสิ่งที่เรียกว่า

“The Pull-Back Effect”

หรือการดึงกำลังซื้อที่เคยต้องขยับออกไปซื้อบ้านในปริมณฑล ให้กลับเข้ามาเลือกที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ อีกครั้ง

🔵 1. ตลิ่งชัน–ทวีวัฒนา
จากข้อจำกัดเรื่องขนาดที่ดิน → สู่ตลาดแนวราบที่ยืดหยุ่นขึ้น

ตามการวิเคราะห์ของ KKP พื้นที่ตลิ่งชัน–ทวีวัฒนาถูกปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ย.4–ย.5 และ ก.2–ก.3 พร้อมการยกเลิกข้อกำหนดการสร้างบ้านขั้นต่ำ 100 ตร.ว.

ผลสำคัญคือ Developer สามารถออกแบบ Product ได้หลากหลายขึ้น เช่น บ้านเดี่ยวขนาดประมาณ 50 ตร.ว. หรือทาวน์โฮมระดับพรีเมียม

ประเด็นนี้สำคัญมากในเชิงการแข่งขัน

เพราะตลาดบ้านราคา 8–15 ล้านบาท ในโซนตอนเหนือ–ตะวันตกของนนทบุรีและนครปฐม มีมูลค่าซื้อขายประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อปี

หากผู้ซื้อสามารถเลือกบ้านในกรุงเทพฯ ที่พื้นที่เล็กลง แต่ราคาไม่ต่างกันมาก และประหยัดเวลาเดินทางผ่านบรมราชชนนีได้

“เวลา” อาจเริ่มมีมูลค่ามากกว่า “พื้นที่” สำหรับผู้ซื้อบางกลุ่ม

และนั่นทำให้ตลิ่งชัน–ทวีวัฒนาอาจกลายเป็นพื้นที่ดัก Demand ก่อนข้ามไปนนทบุรีและนครปฐม

🔵 2. ดอนเมือง
ไม่ได้โตเพราะ Airport City อย่างเดียว แต่โตจาก Connectivity

ดอนเมืองถูกปรับให้เป็นพื้นที่สีส้มเพื่อรองรับ Airport City ขณะที่หทัยราษฎร์–คลองสามวามีการผ่อนปรนให้พัฒนาโครงการแนวราบได้หลากหลายขึ้น และพื้นที่ริมถนนพหลโยธินมีการเพิ่ม FAR

เมื่อประกอบกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีแดง ทำให้พื้นที่ฝั่งกรุงเทพฯ มีความสามารถในการแข่งขันกับ ลำลูกกา–รังสิต มากขึ้น

ตลาดลำลูกกา–รังสิตมีมูลค่าซื้อขายประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี

แม้รังสิตจะมี Infrastructure และ Mega Project ขนาดใหญ่รออยู่ ทั้ง Central Rangsit, Mega Rangsit, IKEA Rangsit รถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และ M5

แต่หลายโครงการยังต้องใช้เวลา

ในระยะสั้นถึงกลาง KKP จึงมองว่าผังเมืองใหม่อาจกลายเป็น “ตาข่ายดักกำลังซื้อ” ให้อยู่ในกรุงเทพฯ ก่อนข้ามออกไปปทุมธานี

🔵 3. ฉลองกรุง
ปลดล็อก Supply ให้เข้าใกล้ “แหล่งงาน”

ฉลองกรุงถูกปลดล็อกเป็นพื้นที่เขียวทแยงขาว หรือพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ทำให้สามารถแบ่งแปลงพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมได้มากขึ้น

ทำเลนี้มี Demand Base ที่น่าสนใจมาก เพราะอยู่ใกล้ทั้ง สนามบินสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง

KKP ประเมินฐานบุคลากรกลุ่มนี้ไว้ประมาณ 40,000–47,000 คน

เมื่อมี Supply ที่สามารถเข้าไปอยู่ใกล้แหล่งงานได้มากขึ้น จึงอาจกระทบ Demand ที่เดิมไหลออกไป หลวงแพ่ง–ลาดกระบัง–สุวินทวงศ์–วัดศรีวารีน้อย

ตลาดกลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 7,400 ล้านบาทต่อปี

ในมุมจี๊ป นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ผังเมืองสามารถเปลี่ยน Catchment Area ของตลาดที่อยู่อาศัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องมี CBD ใหม่เกิดขึ้นเลย

เพียงแค่เปิดให้ Supply เข้าใกล้ Demand มากขึ้น เกมก็เปลี่ยนแล้ว

🔵 4. จอมทอง
หนึ่งในทำเลที่ต้องจับตาสำหรับตลาดคอนโด

จอมทองมีการปรับจากพื้นที่สีส้ม ย.5–ย.7 ไปเป็นสีน้ำตาล ย.8–ย.10 หรือพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก

นั่นหมายถึงศักยภาพในการพัฒนาคอนโดมิเนียมและพื้นที่อาคารที่เพิ่มขึ้น

KKP วิเคราะห์ว่า เมื่อพื้นที่อาคารเพิ่มขึ้น ราคาขายต่อยูนิตมีโอกาสลดลง และอาจดึงกำลังซื้อจาก ตากสิน–เพชรเกษม ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 5,300 ล้านบาทต่อปี

จุดนี้จี๊ปอยากเสริมว่า

“สร้างได้มากขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “ราคาคอนโดจะถูกลง” โดยอัตโนมัติ

เพราะราคาขายจริงยังขึ้นอยู่กับราคาที่ดิน ค่าก่อสร้าง ต้นทุนทางการเงิน Product Positioning และกลยุทธ์ของ Developer

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนในเชิง Development Feasibility คือ Developer มีทางเลือกในการบริหารต้นทุนและ Product มากขึ้น

และนี่คือสิ่งที่ทำให้จอมทองน่าสนใจ

🔵 5. ลาดพร้าว–รามอินทรา
ที่ดินเท่าเดิม แต่ศักยภาพพัฒนาอาคารอาจเพิ่ม 1.5–2 เท่า

นี่คือหนึ่งในตัวเลขที่จี๊ปคิดว่าน่าสนใจที่สุดในข้อมูลชุดนี้

KKP ระบุว่า การปลดล็อกและเพิ่มศักยภาพที่ดินเพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายอื่น อาจทำให้ที่ดินขนาดเท่าเดิมสามารถสร้างพื้นที่อาคารได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5–2 เท่า

ถ้ามองในมุม Developer นี่คือการเปลี่ยน Development Potential ของที่ดินโดยตรง

และอาจทำให้ลาดพร้าว–รามอินทรากลายเป็น Alternative Location ของ รัชดาภิเษก–พระราม 9

ตลาดคอนโดในโซนดังกล่าวมีมูลค่าซื้อขายประมาณ 10,800 ล้านบาทต่อปี และราคาสินค้าเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 3 ล้านบาทขึ้นไป

เมื่อผู้ซื้อมีงบเท่าเดิม แต่สามารถเลือกห้องที่ใหญ่กว่า หรือราคาต่ำกว่าในลาดพร้าวได้ Demand บางส่วนจึงมีโอกาสขยับตาม

🔵 5 ตลาด มูลค่ารวม 51,500 ล้านบาท/ปี กำลังถูกท้าทาย

เมื่อนำตลาดที่ KKP วิเคราะห์ว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบทั้ง 5 พื้นที่มารวมกัน

16,000 + 12,000 + 7,400 + 5,300 + 10,800
= 51,500 ล้านบาทต่อปี

KKP ประเมินว่า หลังผังเมืองใหม่มีผล ตลาดกลุ่มนี้อาจมีมูลค่าซื้อขายค่อยๆ ลดลงประมาณ 5% ต่อปี

นี่ไม่ได้หมายความว่าอสังหาฯ ปริมณฑลจะ “ขายไม่ได้”

แต่หมายความว่า Competitive Advantage แบบเดิมอาจไม่เพียงพอ

ที่ผ่านมาโครงการปริมณฑลได้เปรียบจากราคาที่ดินต่ำกว่า ทำให้ลูกค้าได้บ้านใหญ่กว่าในงบประมาณเดียวกัน

แต่ถ้ากรุงเทพฯ รอบนอกสามารถพัฒนา Product ในระดับราคาที่เข้าใกล้กันได้มากขึ้น ผู้ซื้อจะเริ่มเอา ต้นทุนเวลาในการเดินทาง เข้ามาคำนวณมากขึ้น

ดังนั้น Developer ปริมณฑลอาจต้องเปลี่ยนจาก

Price Competition → Value Competition

KKP เสนอ 2 แนวทางสำคัญ คือ

1. Cost Management
ต้องรักษาส่วนต่างราคาให้มากพอที่ผู้ซื้อรู้สึกว่าคุ้มกับเวลาเดินทางที่เพิ่มขึ้น

2. Niche Market
สร้าง Product, Function และ Lifestyle ที่โครงการในเมืองไม่สามารถให้ได้ในราคาเดียวกัน เพื่อสร้างความแตกต่างและ Brand Loyalty

🔵 แล้วตลาดอสังหาฯ กรุงเทพฯ จะฟื้นเพราะผังเมืองใหม่เลยหรือไม่?

ประเด็นนี้ต้องมองอย่างระมัดระวัง

KKP ระบุว่า ตลาดอสังหาฯ เคยมียอดขายประมาณ 100,000 ยูนิตต่อปี มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันตลาดลดลงประมาณ 50% และอยู่ในช่วงปรับฐาน

ดังนั้นผังเมืองใหม่ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะกลับไปสู่จุดเดิมทันที

แต่ KKP ประเมินว่าในปีหน้า มูลค่าตลาดที่หายไปอาจกลับมาประมาณ 15–20% จากทั้งการระบายสต๊อกเดิมและโครงการใหม่

และสินค้าที่ KKP มองว่าน่าจะได้รับอานิสงส์เด่นคือ คอนโดมิเนียม เพราะหลายพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาอาคารสูงและพื้นที่อาคารเพิ่มขึ้น

🔵 มุมมองของจี๊ป | ผังเมืองใหม่กำลังเปลี่ยน “Economics of Location”

ถ้ามองในมุมคนทำอสังหาฯ จี๊ปคิดว่าผังเมืองรอบนี้มีเรื่องที่ต้องติดตามมากกว่าแค่ราคาที่ดิน

เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ Economics ของการพัฒนาแต่ละทำเล

เมื่อ FAR เปลี่ยน
Product เปลี่ยน

เมื่อ Product เปลี่ยน
Price Point ที่ Developer สามารถทำได้ก็มีโอกาสเปลี่ยน

เมื่อ Price Point เปลี่ยน
Catchment Area และพฤติกรรมของผู้ซื้อก็เปลี่ยนตาม

และสุดท้ายมันอาจทำให้เส้นแบ่งการแข่งขันระหว่าง “กรุงเทพฯ” กับ “ปริมณฑล” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ผ่านมาโจทย์ของคนซื้อบ้านคือ

“ยอมเดินทางไกลขึ้น เพื่อแลกกับบ้านที่ใหญ่ขึ้น”

แต่โจทย์หลังจากนี้อาจกลายเป็น

“ถ้าจ่ายเพิ่มไม่มาก แล้วได้กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ประหยัดเวลาเดินทางทุกวัน เรายังจำเป็นต้องออกไปไกลหรือไม่?”

ในทางกลับกัน ปริมณฑลก็ไม่ได้หมดความน่าสนใจ

แต่ Developer ต้องตอบให้ได้ชัดกว่าเดิมว่า การออกไปไกลขึ้นนั้น ลูกค้าจะได้อะไรกลับมา

บ้านใหญ่กว่าแค่ไหน
พื้นที่ส่วนกลางดีกว่าอย่างไร
สภาพแวดล้อมเหนือกว่าแค่ไหน
และราคาต้องต่างกันเท่าไร ถึงจะคุ้มกับเวลาเดินทาง

นี่คือเหตุผลที่จี๊ปมองว่า ร่างผังเมือง กทม.ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง Urban Planning แต่เป็นการ Reset Competitive Landscape ของตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ และปริมณฑล

และสำหรับนักลงทุนหรือคนซื้ออสังหาฯ

อย่าเพิ่งมองเพียงว่า “ที่ดินตรงไหนเปลี่ยนสีแล้วราคาจะขึ้น”

สิ่งที่ควรมองมากกว่าคือ

หลังผังเมืองเปลี่ยน — ที่ดินตรงนั้น “สร้างอะไรได้เพิ่มขึ้น” และ Demand ใหม่ที่จะเข้ามาคือใคร

สองคำถามนี้สำคัญกว่าการดูสีผังเมืองเพียงอย่างเดียวค่ะ

แหล่งข้อมูล:
• ฐานเศรษฐกิจ, “ผังกทม.ใหม่บูม 5 ทำเลทองกำลังซื้อไหลเข้ากรุง จับตาปริมณฑลเสียเปรียบ”, 19 ส.ค. 2569
• การวิเคราะห์ของ นายกรทิพย์ พฤกษ์ประเสริฐดี นักวิจัยข้อมูลอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ตามที่ฐานเศรษฐกิจรายงาน
• สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร — ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ฉบับปิดประกาศ 90 วัน

#อสังหาเรื่องจิ๊บๆ #ผังเมืองกรุงเทพ #ผังเมืองใหม่ #อสังหาริมทรัพย์ #ลงทุนอสังหา #ราคาที่ดิน #คอนโดกรุงเทพ #บ้านกรุงเทพ

21/08/2026

ภาพลวงตาแห่งความมั่งคั่งบนผืนดินกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาคนไทยทั้งประเทศ

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยส่งต่อคำสอนจากรุ่นสู่รุ่นว่าจงซื้อที่ดินเก็บไว้เพราะผืนดินไม่มีวันงอกเพิ่ม
ความเชื่อนี้ทำให้ใครหลายคนยอมกู้เงินจนสุดเพดานเพื่อแลกกับคำว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ไม่มีวันจน

ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2568 ถึง 2569 มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกลับทรุดตัวลงสู่จุดต่ำสุดในรอบเกือบสิบปี
ยอดการเปิดตัวโครงการใหม่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบสองทศวรรษ สะท้อนว่าตำนานที่ดินไร้พ่ายได้จบลงแล้ว

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เริ่มตัดใจยอมเฉือนเนื้อขายที่ดินสะสมใจกลางเมืองในราคาลดกระหน่ำ
ที่ดินแปลงงามตามแนวรถไฟฟ้าที่เคยมีแต่คนแย่งชิง กลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีใครกล้าซื้อเพื่อพัฒนาต่อ

การถือครองที่ดินเปล่าโดยไร้รายรับได้แปรสภาพจากขุมทรัพย์กลายเป็นหลุมดำทางการเงินที่กัดกินสภาพคล่อง
ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายและภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกลายเป็นรายจ่ายรายปีที่คอยบั่นทอนกระแสเงินสด

บริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากต้องเผชิญวิกฤตตราสารหนี้ที่ไม่สามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่มารองรับชุดเดิมได้
การขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงบีบให้เจ้าของที่ดินต้องยอมเทขายสินทรัพย์ทิ้งก่อนที่โครงสร้างหนี้สินจะพังพาบ

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานรากของประเทศกำลังติดหล่มหนี้ครัวเรือน
ระดับหนี้ที่สูงเกินกว่า 90% ของมูลค่าเศรษฐกิจรวม ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินพุ่งสูงเกือบครึ่งหนึ่ง

คนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริงจึงไม่สามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์และหันไปเลือกการเช่าระยะยาวเพื่อรักษาความคล่องตัว
อำนาจในการต่อรองราคาจึงตกไปอยู่ในมือของผู้ถือเงินสด ทำให้ราคาซื้อขายจริงของที่ดินหลายทำเลถูกกดต่ำลงอย่างมหาศาล

ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรศาสตร์ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไร้ทางฟื้นตัวในรูปแบบเดิม
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์พร้อมกับอัตราการเกิดของเด็กใหม่ที่ลดต่ำลงจนทำลายอุปสงค์ในอนาคต

เมื่อประชากรวัยทำงานหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่หวังพึ่งพายอดขายเชิงปริมาณจึงต้องเดินมาถึงทางตัน
ในอนาคตอันใกล้ อสังหาริมทรัพย์เดิมจะถูกส่งต่อเป็นมรดกสู่ทายาทรุ่นใหม่ที่มีจำนวนน้อยลงจนเกิดภาวะบ้านมือสองล้นตลาด

ซ้ำร้ายภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปัญหาน้ำท่วมและดินทรุดตัวในเขตกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนวิธีตีมูลค่าสินทรัพย์
ที่ดินในพื้นที่ลุ่มต่ำสูญเสียสภาพคล่องอย่างสิ้นเชิง สวนทางกับต้นทุนการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่แพงขึ้นเรื่อยๆ

ยุคสมัยของการซื้อที่ดินทิ้งไว้เฉยๆ แล้วรอให้รวยขึ้นตามกาลเวลาได้สิ้นสุดลงอย่างถาวรแล้วในวันนี้

ในวันที่ที่ดินไม่ได้การันตีความมั่งคั่งอีกต่อไป คุณคิดว่าสินทรัพย์ประเภทไหนจะกลายเป็นหลุมหลบภัยที่แท้จริงของคนไทย?

แหล่งอ้างอิง:
ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยและภาวะหนี้ครัวเรือน
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและการออกใบอนุญาตก่อสร้าง
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ข้อมูลสรุปการครบกำหนดชำระและการปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สถิติด้านประชากรศาสตร์และแนวโน้มสังคมสูงวัย

#ฟองสบู่อสังหา #วิกฤตที่ดินไทย #เศรษฐกิจไทย #การเงินส่วนบุคคล

20/08/2026

พูดถึงเมืองพักผ่อนตากอากาศ คงยากที่จะไม่นึกถึง ‘หัวหิน’ สถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ทอดตัวยาวริมฝั่งทะเลอ่าวไทย
หากใครบอกว่าหัวหินกำลังจะตาย ก็คงต้องลองมาดูข้อมูลนี้ เพราะ ‘แสนสิริ’ บอกว่าในแต่ละปีหัวหินต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวมากถึงปีละ 17 ล้านคน แบ่งเป็นคนไทย 15.8 ล้านคน และชาวต่างชาติ 1.4 ล้านคน
ซึ่งสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 45,000 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักโรงแรมเฉลี่ยสูงสุดถึง 80%
อะไรที่ทำให้หัวหินยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ปัจจัยอะไรที่หนุนอยู่ จนทำให้ตลาดอสังหาฯ ในปี 2569 ของเมืองชายทะเลแห่งนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
[เมื่อหัวหินกลายมาเป็นศูนย์กลาง Wellness และ Longevity]
สำหรับผู้คนใหม่ๆ ที่แวะเวียนไปที่หัวหิน ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเท่านั้น แต่อีกหนึ่งขุมกำลังเศรษฐกิจที่กำลังขับเคลื่อนเมืองนี้อย่างเงียบๆ ก็คือผู้เข้าพักระยะยาว หรือ Long-stay
ที่เป็นแบบนี้เพราะการเกิดขึ้นของสถานพยาบาลและรีสอร์ตสุขภาพชั้นนำต่างๆ ตั้งแต่ศูนย์สุขภาพในระดับไฮเอนด์ที่ให้บริการโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายแก่ผู้เข้าพักระยะยาว หรือศูนย์การแพทย์แบบครบวงจร
จนทำให้หัวหินกลายมาเป็นเมืองแห่งการฟื้นฟูสุขภาพและอายุขัย (Wellness & Longevity) อีกแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดึงดูดกลุ่มนักเดินทางที่รักสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นแถบยุโรป รัสเซีย และสแกนดิเนเวีย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้อัตราการเช่าระยะยาว และราคาประเมินที่อยู่อาศัยจะพุ่งสูงขึ้น ตามความต้องการที่มากขึ้นนั่นเอง
[การคมนาคมที่ครอบคลุม เมกะโปรเจกต์สู่ภาคใต้]
หัวหินก็แค่ปากซอย คำกล่าวเล่นนี้เห็นทีจะจริง เพราะสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้หัวหินยังคงไม่หลับใหลก็คืออานิสงส์จากการพัฒนาระบบคมนาคมที่ทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายขึ้น
ไล่เรียงไปตั้งแต่ทางด่วน M82 ที่เปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม, ทางด่วนพระราม 3 - ดาวคะนอง ที่เตรียมเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้, รถไฟสายคู่ทางใต้ ที่สามารถย่นระยะเวลาลงภาคใต้ไปได้ 2-3 ชั่วโมง และ High Speed Rail รถไฟความเร็วสูงหัวหิน ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ แค่ 1.5 ชั่วโมงเท่านั้น
การสร้างท่ารถตู้หัวหิน สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งใหม่ ที่รองรับการเดินด้วยรถตู้และมินิบัสหลายสาย และการยกระดับสนามบินหัวหินเพื่อรองรับเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศที่เชื่อมต่อทั้งสิงคโปร์ ไทเป เซี่ยงไฮ้ และกัวลาลัมเปอร์
ไปจนถึงการพัฒนาถนนสายท่องเที่ยวชมทัศนียภาพอย่าง ถนนท่องเที่ยวตะนาวศรีคีรีพัฒน์ (Thailand Riviera) หรือ โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) เส้นทาง 350 กม. จากเขาย้อยถึงปราณบุรี
เมื่อมีการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้รอบทิศทางแบบนี้ ยิ่งทำให้หัวหินกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นานจากเมืองหลวง ซึ่งทำให้มีจำนวนผู้คนเดินทางมากหลั่งไหลเข้าไปในพื้นนี้อย่างง่ายดายขึ้น
[รับดีมานด์ผู้อยู่อาศัยระยะยาว โอกาสการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์]
ในเมื่อหัวหินยังมีศักยภาพให้ไปต่อ และมีการพัฒนาเมืองอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องของการเดินทาง หรือการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ จนทำให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยระยะยาวเพิ่มขึ้น
ทำให้ ‘แสนสิริ’ ที่บุกตลาดคอนโดมิเนียมตากอากาศในหัวหินมายาวนานถึง 38 ปี และมีโครงการในพื้นที่หัวหินกว่า 26 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท ยังมองเห็นช่องทางของการวางโครงการใหม่ๆ
ด้วย 3 โครงการใหม่ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับที่เข้าถึงได้ไปจนถึงระดับลักซ์ชัวรี โดยเตรียมเปิดตัวและส่งมอบในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ไล่เรียงไปตั้งแต่ HUB Hua Hin (ฮับ หัวหิน) ในกลุ่ม Affordable Segment, Cabanas Hua Hin (กาบานาส หัวหิน) ในกลุ่ม Inland Segment จุดเด่นอยู่ที่การเป็นคอนโดสไตล์โปรตุเกส ใกล้หาดเพียง 300 เมตร และ The Standard Residences, Hua Hin ในกลุ่ม Beachfront Luxury Segment บีชฟร้อนท์แบรนด์เรสซิเดนซ์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกในเอเชีย ติดหาดหัวหิน
แม้ปัจจุบันหัวหินจะไม่ใช่เมืองที่ฉูดฉาด หรือครื้นเครงอย่างภาพจำที่เคยเป็นมา แต่จากปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามาทั้งการพัฒนาระบบคมนาคมก็ดี หรือชื่อเสียงของสถานพยาบาลและสุขภาพก็ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้หัวหินกลายเป็นจุดหมายของการพำนักระยะยาวและการท่องเที่ยวใกล้กรุง
อีกทั้งหัวหินในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สอง กลุ่มคนทำงาน คนรักสุขภาพ ไปจนถึงกลุ่มนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำให้หัวหินไม่เคยตายหรือหายไปไหนเลย
#ธุรกิจคิดใหม่

ที่อยู่

Bangkok
10110

เบอร์โทรศัพท์

081 886 3046

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rare Collectiblesผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์