The Fourth Wall เพจละครเวที จาก cinephile ที่พึ่งหัดดูละคร

จดหมายรักจากเมียเช่า (Love Letters to My Dear John)โดย Poems Dimensionเวลาแสดง: 80 นาที[รับชมวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 รอบ ...
24/05/2026

จดหมายรักจากเมียเช่า (Love Letters to My Dear John)
โดย Poems Dimension
เวลาแสดง: 80 นาที
[รับชมวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 รอบ 19:30 (Press)]
- - - - - - - - - -
ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ผู้เขียนได้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงการเลือกละครเข้ามาแสดง ของทาง Poems Dimension ที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะปกติแล้วละครของที่นี่ล้วนแล้วแต่จะเน้นหนักไปทางละครที่เกี่ยวกับชีวิตของสังคมคนเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทาง Poems Dimension ได้เปิดแสดง ‘ปุจฉานาคิน’ ละครเพลงที่นำเอาศิลปะการแสดงหลายแขนงของไทย เข้ามาผสมให้เกิดเป็นการแสดงที่มีความเป็นร่วมสมัย ซึ่งก็ถูกใจผู้เขียนอย่างมาก และละครประจำเดือนพฤษภาคมของที่นี่ ‘จดหมายรักจากเมียเช่า’ ละครที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงในชื่อเดียวกัน จากการประพันธ์เพลงโดยศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ ‘อาจินต์ ปัญจพรรค์’ และผู้ขับร้องต้นฉบับ ‘มานี มณีวรรณ’
ก่อนที่จะได้รับชมละครไม่กี่ชั่วโมง ระหว่างที่เดินทางจากหน้าทางเข้าหมู่บ้าน Town in Town ไปยังโรงละคร ผู้เขียนได้มีโอกาสเปิดฟังเพลง ‘จดหมายรักจากเมียเช่า’ ทั้งของต้นฉบับ และ Cover ใน Music Streaming ซึ่งพอได้ยินครั้งแรกแบบเต็มๆ ก็สัมผัสได้ถึงความเท่และความเจ๋งของการประพันธ์เพลงนี้ของคุณอาจินต์ ที่ฟังแล้วสามารถเห็นภาพได้โดยทันที ว่ากำลังเห็นผู้หญิงคนนึงกำลังนั่งเขียนจดหมายถึงทหารจีไอด้วยภาษาไทยและภาษาอังกฤษแบบ งูๆ ปลาๆ ด้วยยากลำบาก พร้อมใจที่คิดถึงคนรักปนกับความเศร้า เนื้อเพลงมีการใช้ทั้งคำไทยและคำอังกฤษ ถึงแม้ปัจจุบัน อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดูประหลาด เพราะเพลง T-Pop บางเพลง ก็มีมากกว่า 2 ภาษา ใน 1 เพลง แต่สำหรับเพลงที่มีอายุเกือบ 60 ปี ที่มีการใช้คำฝรั่งมาสัมผัสกับคำไทย ที่น่าจะเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น แต่สำหรับผู้เขียน เพลงนี้มันเจ๋งข้ามกาลเวลาในยุคนี้
แม้ตัวบทเพลงเอง จะทำให้ผู้เขียนเห็นภาพโศกนาฏกรรมรักระหว่างสาวไทยและทหารหนุ่มตาน้ำข้าว ที่ชวนให้นึกถึงหลายเรื่องๆ ก่อนหน้าทั้ง Madane Butterfly, Miss Saigon, สาวเครือฟ้า หรือที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับละครเรื่องนี้นั่นคือ ‘ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด’ บทประพันธ์ของ ‘โบตั๋น’ แต่ละคร ‘จดหมายรักจากเมียเช่า’ ก็ไม่ใช่ละครที่ถอดความจากเนื้อเพลงสู่การแสดงแบบโดยตรง แต่เป็นการขยายความและตีความผ่าน 3 ตัวละครอย่าง ‘พรพิไล’ (สาธิดา ศรีพรหมมา) ‘สร้อย’ (สุมณฑา สวนผลรัตน์) และ ‘ชัย’ (อาตัน อาแว) เมียเช่าของ ‘จอห์น’ ทหารจีไออเมริกัน ในเมืองอุดรฯ ช่วงสงครามเวียดนาม แม้เรื่องราวที่แท้จริงของละครเรื่องนี้ จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมรักอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ความสนุกและความน่าติดตามของการรับชมละคร คือการวางองก์ เรื่องราวของแต่ละตัวละคร บทเพลง การเชื่อมเรื่องราวต่างเหตุการณ์ของ 3 ตัวละครได้อย่างแนบเนียน และสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งต้องอาศัยจังหวะและความแม่นยำของการแสดง ที่ทำให้ผู้ชมสามารถรู้สึกเชื่อและเข้าถึงเรื่องราวของละคร
ผู้เขียนชื่นชอบการวางองก์ของละครเรื่องนี้ ทั้ง 3 องก์ โดยเริ่มองก์แรกจากการเป็นละครใบ้ และต่อด้วยละครพูด(ผสมกับละครเพลงแบบบางๆ) ที่ในองก์ 2 จะเป็นละครตลก และละครดราม่ารสขมในองก์สุดท้าย เป็นการไล่ระดับรสชาติที่ไม่ได้มีความซับซ้อน แต่ค่อยๆ ไล่อารมณ์จากเบาไปหนักได้อย่างดี และตัวละคร ‘จอห์น’ ที่ผู้ชมจะไม่ได้เห็นรูปร่างหรือใบหน้าของเขา แต่จะได้รู้จักผ่านคำบอกเล่าของและบทสนทนาของแต่ละตัวละคร ทำให้ผู้ชมได้เปิดพื้นที่จินตนาการเกี่ยวกับตัวจอห์น ทั้งในความรู้สึกของตัวละครและความรู้สึกส่วนตัวผู้ชมเอง และส่วนผู้เขียนเอง ก็มีทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับตัวละครจอห์น ว่าในเรื่องอาจจะไม่ใช่จอห์นคนเดียว แต่อาจจะเป็น 3 จอห์น ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
ในเรื่องของเรื่องราวของละคร ด้วยความที่มีสารตั้งต้นที่ดีจากบทเพลง ‘จดหมายรักจากเมียเช่า’ อยู่แล้ว การขยายความและตีความจากบทเพลงของละครเรื่องนี้ ก็ทำออกมาได้อย่างดี นอกจากเรื่องความรักของทั้ง 3 ตัวละครแล้ว ยังสะท้อนถึงยุคสมัย ค่านิยมทั้งในเรื่องของเพศ ความต่างของเชื้อชาติ ที่ทำออกมาได้อย่างร่วมสมัย และสามารถทำให้ผู้ชมสามารถสนุก และรู้สึกไปกับเรื่องราวได้
ส่วนเรื่องของการแสดง สำหรับละครใน Poems Dimension ทีมนักแสดงของเรื่องนี้เป็มทีมที่สมบูรณ์แบบอีกเรื่อง นอกจากการรับ-ส่งบท พร้อมจังหวะที่แม่นยำ แต่ละตัวละครก็ได้มีพื้นที่สะท้อนถึงตัวตนของตัวเองที่ทำให้ผู้ชมเห็นอย่างเด่นชัด ‘พรพิไล’ ทำให้เห็นถึงแรงปราถนา ความต้องการในความรักของวัยสาว ‘สร้อย’ กับความรักที่มาพร้อมกับความไม่ไว้วางใจ จากการผ่านประสบการณ์จนผ่านมาถึงวัยกลางคน และ ‘ชัย’ ผู้ที่ต้องการความรักที่แท้จริง และพร้อมมอบความรักอย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งนักแสดงสามารถทำให้ผู้เขียนรู้สึกได้ โดยเฉพาะตัวชัย ที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองเป็นจอห์น ที่พร้อมหลงรักเขาอย่างเต็มใจ ผู้เขียนชอบการถ่ายทอดน้ำเสียง ทั้งบทพูด และบทร้อง ที่ทำให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ในความรักของตัวละครนี้
ในด้านองค์ประกอบอื่นๆ ก็สามารถทำออกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งในเรื่องของฉาก เสื้อผ้า หน้าผม การใช้สีสัน ที่มีทั้งความสมจริงจากการใช้อิทธิพลแฟชั่นในช่วงยุคสมัยของเรื่องราว และความเหนือจริงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกผสมเข้ามา ซึ่งช่วยสร้างสีสันให้ละครได้อย่างดี
‘จดหมายรักจากเมียเช่า’ ละครที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงในชื่อเดียวกัน ที่นำมาขยายเรื่องราวและตีความแง่มุมของ 3 ตัวละคร พร้อมการดำเนินเรื่องราวที่ทำผู้ชมได้สัมผัสทัั้งความรัก ความตลก ความเศร้า และการสะท้อนถึงยุคสมัย ค่านิยม ที่สามารถผูกเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างดี ทีมนักแสดงที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีทั้งการเล่นแบบทีม และแบบเดี่ยว พร้อมกับฉาก เสื้อผ้าหน้าผม ที่มีความโดดเด่น เป็นละครที่ทะลุความคาดหวังได้มากกว่าความรู้สึกของผู้เขียน
- - - - - - - - - -
🎭 จดหมายรักจากเมียเช่า
📆 22 - 31 พฤษภาคม 2569
📍 Poems Dimension
🎟 Zipevent
💵 800 บาท
ติดตามข้อมูลของละครเวที
‘จดหมายรักจากเมียเช่า’
ได้ทางPoems Dimensionn
- - - - - - - - - -
#จดหมายรักจากเมียเช่า

#ละครเวที #ละครโรงเล็ก #ละครเวทีมีทุกเดือน

นอกคำสั่งโดย UTCC Performing Artsเวลาแสดง: 150 นาที (รวมพักครึ่ง 15 นาที)[รับชมวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 รอบ 19:30]- - - - ...
21/05/2026

นอกคำสั่ง
โดย UTCC Performing Arts
เวลาแสดง: 150 นาที (รวมพักครึ่ง 15 นาที)
[รับชมวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 รอบ 19:30]
- - - - - - - - - -
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พฤษภาคม) ผู้เขียนได้มีโอกาสรับชมละครเวที ของน้องๆ นักศึกษาปี 2 สาขาวิชาศิลปะและธุรกิจการแสดง คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรื่อง ‘นอกคำสั่ง’ เป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์ RC หรือ สหายกายเสมือน ในห้างสรรพสินค้าแห่งนึง อย่าง ‘รูบี้’ และ ‘ชาลี’ ที่พวกเขารอวันที่มนุษย์จะมาซื้อพวกเขา แต่แล้ววันหนึ่ง ‘ไวโอเล็ต’ RC รุ่นที่ใหม่กว่า ประสิทธิภาพดีกว่าพวกเขา ได้เข้ามาเป็นสินค้าใหม่ในห้างแห่งนี้ และทำให้ความคิดและทัศนคติของพวกเขาเปลี่ยนไป
การไปรับชมละครในเรื่องนี้ ครั้งนี้ของผู้เขียน คือการไปรับชมแบบหัวโล่งๆ เพราะได้รับเชิญไปรับชมแบบค่อนข้างกระทันหัน เห็นชื่อของละครในทีแรกนึกว่าเป็นละครแบบเนื้อเรื่องอยู่ในอดีต (เพราะพึ่งเจอชื่อละครลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน) แต่แท้จริงแล้ว นี่คือละครแนว Sci-Fi ที่มีความเข้มข้นของเนื้อหาอย่างมาก ทั้งการสอดแทรกประเด็นเรื่องของ เจตจำนงเสรี ความต่างของวัย การปฏิวัติ การเมือง อารมณ์มนุษย์ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ถ้าไปอยู่ในภาพยนตร์ Sci-Fi ก็จะเป็นหนังแนว Sci-Fi ที่จะเน้นเล่าเนื้อหาในเชิงปรัชญา อย่างเช่น 2001: A Space Odyssey หรือ Blade Runner ที่มีการดำเนินเรื่องชวนหาว มากกว่าชวนสนุกแบบหนัง Sci-Fi ระดับ Blockbuster แต่ละครสามารถนำเอาประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมด มาผูกรวมกันแล้วสามารถดำเนินเรื่องราวได้อย่างน่าติดตาม เกิดความสนุกสนาน ด้วยการใส่ความตลก บทสนทนา หรือเส้นเรื่องความรักของตัวละครรูบี้ และ Drama ที่ไม่ขมจนเกินไป ทำให้ Sci-Fi รสเข้มๆ นั้น ได้ใส่สารพัดของกุ๊กกิ๊กนั้นกลับทานง่ายมากยิ่งขึ้น
การดำเนินเรื่องของละครเรื่องนี้ น้ำหนักหลักๆ ของเรื่อง ถูกแบกด้วยบทบาทของตัวละคร ‘รูบี้’ หุ่น RC สาว ซึ่งผู้แสดงสามารถถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างซับซ้อนและโดดเด่นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นตัวละครอื่นๆ ในเรื่องนี้ ก็สามารถเฉลี่ยบทบาท ให้มีพื้นที่ได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน ทั้งตัวละครอย่าง ‘ชาร์ลี’ กับ ‘มิส อบิเกล’ ที่มาช่วยเสริมอารมณ์ มิติของละครให้หนักแน่น หรือ ‘ไวโอเล็ต’ กับ ‘แซม’ ที่เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนตัวละครรูบี้ทั้งในด้านความคิดและความรัก และ ‘ออสการ์’ ที่เป็นทั้ง 2 อย่างที่กล่าวข้างต้น พร้อมกับการเป็นตัวละครที่แย่งซีนได้อย่างดีเยี่ยมในช่วงท้ายเรื่อง
ในเรื่องของฉาก เสื้อผ้า ด้วยความเป็นละครนักศึกษา อาจจะไม่ได้อะไรให้ต้องติมาก แต่ผู้เขียนก็รู้สึกว่าสามารถออกแบบฉากและการเลือกใช้เสื้อผ้าได้อย่างน่าสนใจ คือดูมีความเป็นโลกอนาคต แต่ก็มีองค์ประกอบของปัจจุบัน ที่ทำให้จับต้องได้ แต่ถ้าจะมีให้ติอยู่บ้าง สำหรับผู้เขียนก็คงมีเรื่องของการ blocking ที่มันกว้างเกินกว่าสเกลในกาารจัดวางที่นั่งของโรงละคร คือระหว่างที่ผู้เขียนรับชม ต้องกวาดสายตาดูการสนทนาของตัวละครเยอะไปหน่อย ความที่พื้นที่ไม่ได้ใหญ่มาก พื้นที่การแสดงสามารถบีบให้เล็กลงได้มากกว่านี้
‘นอกคำสั่ง’ ละครเวทีแนว Sci-Fi ที่ต้องการสื่อสารกับผู้ชมด้วยประเด็นที่หนักๆระดับปรัชญา ที่เป็นดั่งยารสขมของใครหลายคน แต่สามารถทำให้การรับชมและรับรู้ประเด็นเหล่านี้ ด้วยการดำเนินเรื่องที่สนุก น่าติดตาม มีการสอดแทรกความตลก เส้นเรื่องความรักของตัวละคร ที่ทำให้รสขมกลายเป็นรสหวานทานง่าย พร้อมกับการแสดงของแต่ละตัวละครที่มีพื้นที่ของตัวเองได้เฉิดฉายอย่างโดดเด่น
- - - - - - - - - -
🎭 นอกคำสั่ง
📆 15 - 17 พฤษภาคม 2569
📍 UTCC PA STUDIO, อาคาร 7 ชั้น 11, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ติดตามข้อมูลของผู้ผลิตละคร
ได้ทาง UTCC Performing Arts
- - - - - - - - - -
#นอกคำสั่ง
#การแสดงหอการค้า

#ละครเวที #ละครนักศึกษา

วันนี้ Facebook แจ้งเตือน ว่า The Fourth Wallก่อตั้งเพจครบรอบ 2 ปีแล้วครับจากละครเวทีเรื่องแรก ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์เร...
15/05/2026

วันนี้ Facebook แจ้งเตือน ว่า The Fourth Wall
ก่อตั้งเพจครบรอบ 2 ปีแล้วครับ
จากละครเวทีเรื่องแรก ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผู้เขียนได้รับชมในโรงภาพยนตร์ หลังจากคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์มาอย่างยาวนานอย่างผู้เขียน ก็เริ่มแบ่งเวลาจากหน้าจอเงิน สู่หน้าเวทีโรงละคร จากแค่ 4 เรื่องในปีแรก แต่รีวิวละครเวทีแค่เรื่องเดียว
และในปีที่ผ่านมา ที่ก็ยังประทับใจพร้อมกับตกใจ กับการรีวิวละครเวทีเรื่องนึง ที่ยอดเยอะจนเป็นปรากฏการณ์ และรีวิวเรื่องนั้นก็พาผู้เขียน ไปพบมหรสพการแสดงสด อื่นๆ อีกมากมากมาย ทั้งละครเพลง ละครพูด ละครนิสิต / นักศึกษา โชว์ โขน ได้ไปทั้งโรงละครโรงใหญ่ โรงเล็ก กรุงเทพชั้นใน ชั้นกลาง หรือออกไปยันปริมณฑล จนทำให้ตัวผู้เขียนหลงไหลในศาสตร์การแสดงละครเวที และมหรสพสดอย่างที่รักแบบจริงจัง
ขอขอบคุณผู้อ่าน เพื่อน พี่ น้อง คนที่รู้จัก และฅนละครทุกท่าน ที่ให้ความสนใจเพจรีวิวละครเวทีเล็กๆ เพจนี้ คณะละครหลายสำนัก ที่เชิญผู้เขียนไปชมละครของพวกคุณ ซึ่งมันเป็นทั้งกำลังใจ และความรู้สึกที่ดีต่อผู้เขียนอย่างมาก จนอยากบรรยายความรู้สึกที่ได้รับชมละครในเรื่องถัดไป
จากรีวีวละครเวทีเรื่องแรก ที่เป็นละครเวทีจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง วันนี้ในปีที่ 2 ของเพจ ก็ได้มารับละครเวทีของนักศึกษา ม.หอการค้าไทย ต้องขอขอบคุณ UTCC Performing Arts น้องๆ ทีมงานละครเวที #นอกคำสั่ง ที่เชิญผู้เขียนมารับชมละครในคืนนี้ ถือเสียว่าเป็นของขวัญสำหรับทางเพจแล้วกันครับ 💓
.
ขอไปรับชมละครก่อนครับ
พบกับรีวิวของละครเรื่องนี้ เร็วๆ นี้
และอีกหลายๆ เรื่อง หลังจากนี้
รัชดาลัย โพไซดอน (นามปากกา)
ผู้เขียน.

AFTERLIVESโดย Miss Theatre และ Henrike Iglesiasเวลาแสดง: 90 นาที[รับชมวันที่ 25 เมษายน 2569 รอบ 19:00]- - - - - - - - - ...
27/04/2026

AFTERLIVES
โดย Miss Theatre และ Henrike Iglesias
เวลาแสดง: 90 นาที
[รับชมวันที่ 25 เมษายน 2569 รอบ 19:00]
- - - - - - - - - -
ผู้เขียนได้รับรู้ถึงผลงานของ ‘มิสโอ๊ต’ เมื่อครั้งแสดงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้มีโอกาสรับชม มาในปีนี้ เมื่ออัลกอริธึ่มของช่องทางออนไลน์ ได้ยิงโฆษณาเข้ามาที่หน้าฟีด ทีแรกลังเลอยู่ว่าจะจองบัตรดีหรือไม่ เพราะจากที่พักไปโรงละคร ระยะทางก็ไม่ได้ไกลมากนัก สามารถนั่งรถเมล์ไปถึงได้เพียงแค่ต่อเดียว จนมาได้ให้โพสต์ว่ารอบที่ตัวผู้เขียนสะดวกสุด ที่นั่งกำลังเต็ม จึงไม่รอช้า รีบจองบัตรหลังจากได้เห็นโพสต์ทันที
‘โลกหลังความตาย’ หลายคนต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะจินตนาการว่ามันอาจจะสวยงามสมดั่งฝัน น่ากลัวสยดสยอง หรืออาจจะไม่เคยคิดว่ามันมีก็ได้ แต่การได้มารับชมละคร ‘AFTERLIVES’ ซึ่งเปิดการแสดงแบบคู่ขนาน ใน 2 ประเทศ 2 ซีกโลก อย่างประเทศไทยกับประเทศเยอรมนี ที่ตัวผู้ชมเสมือนได้เข้าร่วมพิธีกรรม และเข้าสู่โลกหลังความตาย ทั้งจากทัศนคติของตัว ‘มิสโอ๊ต’ ที่เปี่ยมไปด้วยความลึกลับ ฉูดฉาด และเบียวตามที่เธอได้อธิบายก่อนรับชมการแสดง และขณะเดียวกัน ผู้ชมเองก็ได้มีส่วนร่วมในการร่วมแบ่งปันโลกหลังความความตายตามทัศนคติของตนเอง รวมทั้งยังได้เห็นภาพบางส่วนจากผู้ชมอีกซีกโลกนึง ที่รับชมพร้อมๆ กับเรา แม้ละครในทีแรกจะสัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวของผู้สร้าง ที่เหมือนจะสูงจนดูเข้าไม่ถึง แต่พอได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราว ผู้แสดง ผู้ชมเอง เลยยิ่งทำให้รู้สึกว่าเรื่องของความตาย มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว แต่เพียงแค่มันอาจจะยังไม่ได้คุยกับเราอย่างจริงจัง หรือเล่นงานกับเรามากพอ ละครเหมือนให้ตัวผู้ชมได้ทำแบบทดสอบแบบ Pre-test เพราะชีวิตจริงเราไม่สามารถสอบก่อนตายได้
อย่างนึงที่ผู้เขียนที่ชอบของเรื่องนี้ คือการเล่าถึงความตายที่มีความเป็นกลางและเป็นสากล โดยที่ไม่อ้างอิงหรือใช้พื้นฐานของศาสนาใด ศาสนานึง ซึ่งตัวผู้เขียนเอง โดยส่วนตัว พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ ก็รู้สึกมีความคิดต่อศาสนาประจำตัวที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก จนมีความคิดอยากเปลี่ยนศาสนา และจนมาล่าสุดคือการที่ตัวเองไม่อยากนับถือศาสนาอะไรเลย เคยคิดว่าถ้าตัวเองจากโลกนี้ไป ศพของตัวเองจะถูกจัดการแบบใด มีพิธีแบบไหน ระยะเวลานานเท่าไหร่ ซึ่งอยากที่กล่าวไว้ในย่อนหน้าบน ละครได้ทำใหผู้เขียนได้ย้อนมองตัวเองอีกครั้งผ่านแบบดทดสอบ ที่ทั้งตัวเองและผู้ชมคนอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมไปเรื่องราว
ในส่วนของด้านการนำเสนอเรื่องราว ละครสามารถทำออกมาได้อย่างน่าสนใจอย่างมาก ทั้งการใช้เทคโนโลยี อย่างการใช้เแอปฯ ที่ทำให้ผู้ชมได้ส่วนร่วมกับและส่งเสริมเรื่องราวของละคร การสื่อสารของผู้แสดงทั้งจากฝั่งไทย และฝั่งเยอรมนี ผ่านการ Video Call หรือการที่ผู้แสดงแต่ละฝั่งนั้นสื่อสารทางเดียว แต่ทั้งสองต้องเชื่อมการแสดงเป็นฉากเดียวกัน โดยที่มีจออยู่รายล้อมรอบโรงละคร ที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หรือการใช้โปรเจกเตอร์ฉายแสงผ่านกลุ่มควัน แม้อาจจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรนัก แต่พอมันได้อยู่กับเรื่องราวที่ถูกที่ ถูกจังหวะ ทำให้การนำเสนอละครมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
ด้านฉากและการใช้การแสงสี สามารถสะท้อนถึงทัศนคติเกี่ยวกับโลกหลังความตาย เอกลักษณ์ส่วนตัว และตัวตนของผู้สร้าง ทั้งพิธีกรรมที่ผสมทั้งความเป็นจริงและความเหนือจริงเข้าไว้ด้วยกัน การใช้เลือกใช้สี แสง และเสียงที่มีความเฉพาะตัว จนทำให้โลกหลังความตายที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ดูน่ากลัว กลับน่าติดตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
‘AFTERLIVES’ ทำให้ผู้ชมได้มาทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความตาย ด้วยพิธีกรรม ที่นำพาผู้ชมเข้าสู่โลกหลังความตายแบบกึ่งเสมือน ที่เปี่ยมไปด้วยความลึกลับ ฉูดฉาด น่าค้นหา และทำให้ผู้ชมได้ย้อนมองและระลึกถึงความตายอีกครั้ง โดดเด่นในด้านการนำเสนอ ที่ทำให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราว และการใช้เทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมกับการออกแบบสร้างสรรค์ ฉาก แสง สี เสียง ที่สะท้อนทั้งทัศนคติ เอกลักษณ์ และตัวตนของผู้สร้างออกมาได้อย่างชัดเจน
- - - - - - - - - -
🎭 AFTERLIVES
📆 25 - 26 เมษายน 2569
📍 Buffalo Bridge Gallery
ติดตามข้อมูลของ
‘AFTERLIVES’
ได้ทาง Miss Theatre
- - - - - - - - - -


#ละครเวที #ละครโรงเล็ก

ปุจฉานาคิน (Question from Nakin - The Local Thai Musical)โดย Poems Dimensionเวลาแสดง: 80 นาที[รับชมวันที่ 16 เมษายน 2569...
17/04/2026

ปุจฉานาคิน (Question from Nakin - The Local Thai Musical)
โดย Poems Dimension
เวลาแสดง: 80 นาที
[รับชมวันที่ 16 เมษายน 2569 รอบ 19:30 (Opening Night)]
- - - - - - - - - -
หลังจากที่ทาง ‘Poems Dimension’ ได้สร้างสรรค์ผลงานละครเวทีที่เน้นหนักไปทางการเล่าเรื่องชีวิตของผู้คนเสียเป็นส่วนใหญ่ การมาของ ‘ปุจฉานาคิน’ ละครเรื่องล่าสุดประจำเดือนเมษายน 2569 เป็นอะไรที่ผู้เขียนรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ ประการแรกคือการที่ละครเรื่องนี้เป็นละครเพลงพื้นบ้านไทย ซึ่งขนาดระดับโรงละครขนาดใหญ่ ละครเพลงลูกทุ่งยังมีจำนวนแบบนับนิ้วได้ และอย่างต่อมาคือการเป็นละครแนว BL หรือละครเวทีวาย แม้สำหรับผู้เขียนละครวายอาจจะไม่ได้ใหม่สำหรับเราแล้ว แต่สำหรับการที่ละครเรื่องนี้ที่ผสมละครเพลงพื้นบ้านไทย และละครวายเข้าไว้ด้วยกัน ก็เป็นรสชาติที่อยากลิ้มลองมากว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
ในทีแรกผู้เขียนเดาว่า ‘ปุจฉานาคิน’ จะต้องละครเพลงที่หนักไปทางหมอลำ ด้วยความที่ชื่อเรื่องมีความเกี่ยวข้องกับพญานาค แต่ก่อนที่ผู้เขียนจะได้รับชมละครในรอบ Opening Night ผู้กำกับการแสดงของเรื่อง (และรับบท ‘พรานบุญ’) ‘ตรี-ชวลิต ชาติทอง’ ได้มาเล่าถึงความเป็นมาของละครเรื่องนี้ ว่าดั้งเดิมบทละครเรื่องนี้ คือบทของลิเก ที่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ตามบริบทต่างๆ ทั้งสถานการณ์ สถานที่แสดง นับเวลากว่า 20 ปี จากบทลิเกสู่บทละครเพลงในปัจจุบัน ซึ่งพอมาเป็นฉบับล่าสุด ผู้เขียนรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นในการนำเสนอของเรื่องที่เป็น ‘The Local Thai Musical’ ซึ่งมีฐานดั้งเดิมคือบทร้องลิเก พร้อมกับศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยอีกหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน แม้สิ่งเหล่านี้ในสายตาใครหลายคน อาจจะดูเชย ล้าสมัย แต่ความเก๋ของเรื่อง ที่ทำให้ผู้เขียนสามารถติดตาม สนุกกับเรื่องราวได้ตั้งแต่ต้นจนจบ คือการที่ละครเลือกใช้สิ่งที่มาชูรสให้กับละครเรื่องนี้ ทั้งการใส่บริบท สถานการณ์ของปัจจุบันเข้ามาในบทพูด ความตลกทั้งจากตัวนักแสดง บทที่มีทั้งน่ารักและปนความแอบทะลึ่งตึงตัง(แต่ไม่หยาบโลน) ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ติดอะไร เพราะการแสดงพื้นบ้านดั้งเดิม ก็มีอะไรแบบนี้เพื่อสร้างสีสันให้กับเรื่องราว การที่ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมเพื่อเป็นส่วนนึงของเรื่อง ส่วนของดนตรีที่ใช้ทั้งดนตรีไทยและดนตรีไทย ที่มีจังหวะนัวเข้าเส้น จนทำให้ต้องปรบมือไปตามจังหวะ เท้าและขาของผู้เขียนที่ขยับไปตามทำนอง และเรื่องราวที่เป็นแนว BL ชวนจิ้นจนเข้าใจความรู้สึกในการเป็นแม่ยก
ละครได้มีการลดทอนองค์ประกอบหลายอย่างของการแสดงลิเกแบบปัจจุบัน แล้วใส่สิ่งที่ร่วมสมัยเป็นสากล และสร้างเอกลักษณ์ให้กับเรื่อง ทั้งในเรื่องของเครื่องแต่งกายใส่เชิ้ตดำ คาดผ้าขาวม้า นุ่งโจงกระเบน และถุงเท้าสีดำ การแต่งหน้าที่ไม่ต้องจัด เพราะด้วยความเป็นละครโรงเล็ก สามารถเห็นสีหน้า การแสดงอารมณ์ของนักแสดงได้อย่างชัดเจน ฉากที่ให้ความรู้สึกเป็นละครเวทีแบบสากล แต่ก็ไม่ลืมหยิบความเป็นลิเกเข้ามาใช้ได้อย่างแนบเนียน การจัดแสงที่ใช้สีบ่งบอกอารมณ์ในแต่ละฉาก ไม่ใช่เพียงแค่สปอตไลท์สีขาวส่องแบบทื่อๆ ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้ผู้เขียนต้องการแสดงของปุจฉานาคิน ว่าเป็น ‘ลิเก Contemporary’ เพราะมีทั้งความร่วมสมัยที่ถูกใจและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ลืมรากเหง้าที่ดีงามของศิลปะการแสดงพื้นบ้าน
การดำเนินเรื่องเองก็น่าสนใจ นอกจากการชิงดีชิงเด่น ที่เป็นหัวใจหลักของลิเกหลายๆ เรื่องแล้ว ละครได้นำประเด็นนี้มาขับเน้นประเด็นของความรัก โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์ และประเด็นที่ทันทันสมัยอย่างเรื่องของ Beauty Standard ออกมาได้อย่างเด่นชัดขึ้น แม้ลิเกหลายๆ เรื่อง ก็มีการเล่าถึงประเด็นที่กล่าวมา แต่พอมันถูกขับเน้นออกมา แล้วทำออกมาให้ทันสมัย เลยรู้สึกถึงความสดใหม่ของเรื่องราว
การชมละครในคราวนี้ ทำให้ผู้เขียนเองที่เคยหลงลืม หรือละเลยวัฒธรรม หรือศิลปะการแสดงพื้นบ้านไทยหลายอย่างไป ได้กลับมารู้สึกว่าความเป็นไทย ก็สามารถเท่ เก๋ได้ ถ้ารู้จักปรับ รู้จักใช้ให้ถูกที่ ถูกทาง ถูกกลุ่ม ความเป็นไทยถึงอาจจะไม่ถ่องแท้ หรือดั้งเดิม แต่ก็สามารถต่อลมหายใจ ผู้คนได้สืบสาน และสนใจความเป็นไทยได้มากขึ้น
‘ปุจฉานาคิน’ ได้นำการแสดงพื้นบ้านหลายแขนงรวมกัน โดยมีพื้นฐานหลักคือการแสดงลิเก ที่จะดูเหมือนเชยหรือเห็นได้ทั่วไป แต่การแสดงเรื่องนี้ก็สามารถชุบชีวิตให้ผู้ชมรุ่นใหม่ได้สนใจการแสดงเหล่านี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลดทอนบางสิ่ง แล้วเพิ่มสิ่งที่ร่วมสมัยและเป็นสากล ทั้งในด้านของเครื่องแต่งกาย ฉาก หรือดนตรี บทพูดที่มีการใส่บริบทความเป็นปัจจุบันทำให้ผู้ชมเข้าถึงเรื่องราวได้อย่างดี หรือความสัมพันธ์ตัวละครแบบ BL และการเล่าประเด็นที่ทันสมัย ซึ่งทำให้รู้สึกสดใหม่ สนุกสนาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่หลงลืมรากเหง้าที่ดีงาม รักษาหัวใจของการแสดงแบบดั้งเดิมไว้ได้ เป็นการแสดงที่ทำให้รู้สึกว่าความเป็นไทย ก็สามารถเท่ เจ๋ง และอยู่กับความร่วมสมัย พร้อมทั้งเกิดความสนใจได้อย่างดีเยี่ยม
- - - - - - - - - -
🎭 ปุจฉานาคิน
📆 17 - 26 เมษายน 2569
📍 Poems Dimension
🎟 Zipevent
💵 800 บาท
ติดตามข้อมูลของละครเวที
‘ปุจฉานาคิน’
ได้ทาง Poems Dimension
- - - - - - - - - -
#ปุจฉานาคิน

#ละครเวที #ลิเก #ละครโรงเล็ก
#ละครเพลง #มิวสิคัล #ละครเวทีมีทุกเดือน

ARMANโดย Naked Masks Thailand x Ninart Studioร่วมกับ OpenSchool Creative and Designเวลาแสดง: 90 นาที[รับชมวันที่ 3 เมษาย...
07/04/2026

ARMAN
โดย Naked Masks Thailand x Ninart Studio
ร่วมกับ OpenSchool Creative and Design
เวลาแสดง: 90 นาที
[รับชมวันที่ 3 เมษายน 2569 รอบ 19:00]
- - - - - - - - - -
ไตรมาสแรกของปีนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสมารับชมละครที่ OpenSchool ถึง 2 ครั้ง โดยทั้ง 2 ครั้งนั้น เป็นละครที่ต่างจากภาพจำการรับชมละครของที่นี่ในครั้งก่อนๆ เพราะเป็นผลงานจากนักเรียนและนักศึกษา แต่การมารับชมละคร ‘ARMAN’ ในครั้งนี้ เป็นการกลับสู่สิ่งที่ผู้เขียนคุ้นเคยอีกครั้ง
‘ARMAN’ ผลงานละครที่ดัดแปลงมาจากบทละครสมัยกรีกอย่าง ‘Antigone’ ของ “Sophocles” แต่ใส่บริบทภูมิรัฐศาสตร์ของเปอร์เซีย ถ้าละครเรื่องนี้เป็นอาหาร 1 จาน ละครเรื่องนี้ก็คงมีสูตรอาหารโบราณล้ำค่าจากกรีก ใช้วัตถุดิบเครื่องปรุงจากกรีก และปรุงรส จัดจานเสิร์ฟโดยเชฟคนไทย การมาถึงของละครเรื่องนี้ เป็นการมาที่ทันที ทันเวลา เข้ากับยุคสมัยและเหตุการณ์โลก ณ ปัจจุบัน อย่างเหตุการณ์สงครามอิหร่าน ด้วยความเป็นละครการเมือง ก็มีความท้าทายอยู่แล้วในการนำเสนอ อยู่ที่ว่าละครจะแสดงออกไปในทางใด
ภายในพื้นที่ของโรงละคร ผู้ชมจะถูกห้อมล้อมด้วยพื้นที่ที่ถูกเนรมิตเป็นห้องวอร์รูม ที่ตัวผู้ชมทั้งได้สังเกตการณ์และเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในห้องนี้ ได้เฝ้ามองตัวละครทั้งการปฏิบัติการสงคราม การปฏิบัติภารกิจทางศาสนา ความรู้สึกมันเหมือนกับการที่ตัวเราได้ดูคลิป VR 360 องศา แต่แค่อยู่ในฉบับสดๆ และเห็นเนื้อหนังของพวกเขาจริงๆ ตรงหน้า นอกจากนี้พื้นที่ของโรงละครไม่ได้จำกัดแค่ภายในห้องเท่านั้น ยังมีพื้นที่แสดงในพื้นที่รอบๆ นอกโรงละคร โดยการให้ผู้ชมได้เห็นการแสดงของตัวละครผ่านการแพร่ภาพสด ไม่ใช่การบันทึกภาพแล้วแสดงที่ตัวผู้แสดงสื่อสารและจินตนาการฝ่ายเดียว นอกจากนี้ทีมงานเบื้องหลังของละคร ก็เป็นส่วนนึงของเรื่องอีกด้วย ในการเป็นอองซอมเบิล ที่รับบทเป็นหน่วยปฏิบัติการในห้องวอร์รูม ซึ่งในแง่การนำเสนอของละครเรื่องนี้ เป็นอะไรที่ท้าทายและสดใหม่อย่างมาก เพราะมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมผสานกับการแสดงให้เข้ากับยุคสมัย และสามารถใช้ประสิทธิภาพของโรงละครและพื้นที่โดยรอบได้อย่างคุ้มค่าและสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ
วิธีการดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ก็สามารถทำออกมาได้น่าสนใจ คือจะมีการพบกันตรงกลางระหว่างการใส่จังหวะเดินเรื่องแบบภาพยนตร์สงครามยุคปัจจุบัน ที่มีจังหวะชวนลุ้น ชวนระทึก และความเป็นละครเวทีจากเรื่องราวต้นฉบับที่ถูกดัดแปลงมา ซึ่งพอศาสตร์ทั้ง 2 อย่างได้มารวมกัน มันให้ละครมีทั้งความสนุก เข้าใจง่าย ไม่ได้มีความเป็นละครจ๋า ที่มีบทพูดโบราณๆ เชยๆ ขนาดนั้น แต่แค่ต้องตั้งใจจับประเด็นเรื่องราวให้ดี เพราะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างยิบย่อยให้ผู้ชมได้เชื่อมโยง ผูกเบาะแสเรื่องราว ซึ่งผู้เขียนเอง ก็มีช่วงที่หลุดจากเรื่องราวไปบ้าง แต่ก็สามารถสนุก และกู้ตัวเองกลับมาสู่เรื่องราวได้
แม้จะเป็นการดัดแปลงจากบทละครระดับตำนานอย่าง ‘Antigone’ ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในบริบทของความภูมิภาคเปอร์เซีย แต่สิ่งที่ทำให้‘ARMAN’ ยังคงหัวใจของความเป็นต้นฉบับออกมาได้ คือเรื่องของการเมือง อุดมการณ์ และ อำนาจ ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค กี่สมัย สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีการชิงดีชิงเด่น เพื่อความเป็นหนึ่ง เพื่อความต้องการในสิ่งที่ดีที่สุด ล้วนแล้วแต่ต้องการไปในทิศทางไหน และมาด้วยวิธีการอะไร
ละครเวทีเรื่องนี้ เป็นผลงานละครวิทยานิพนธ์โดย “บุญประจักษ์ แสงหิรัญวัฒนา” หรือ “เชียร์” ซึ่งนอกจากนี้ก็ยังรับบทนำอย่างตัวละคร “Arman” อีกด้วย ผู้เขียนเองในระยะหลัง นอกจากจะมารับชมละครเวทีที่นี่ ได้เห็นผลงานทั้งส่วนของเบื้องหน้าและเบื้อหลังจากการบ่มเพาะสั่งสมประสบการณ์ของเชียร์หลายเรื่อง มาในหนนี้ เราเองได้เห็นทั้งศักยภาพของตัวเขาเองในวงการละครเวที และตัวผลงานของเขาชิ้นนี้ ที่สามารถต่อยอดขยายเรื่องราวให้สมบูรณ์อีกได้ ซึ่งไม้่ได้แย่เลย แต่แค่ชั่วโมงครึ่งยังรู้สึกว่าไม่หนำใจเท่าไร
ในรอบที่ได้รับชม ด้วยความท้ทายในการเล่นกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างการแพร่ภาพสดจากฝั่งนึงสู่อีกฝั่ง ซึ่งทำให้เกิดการรับส่งสัญญาณทั้งภาพและจังหวะการแสดงที่ล่าช้า ซึ่งมันดันมาเกิดในฉากที่สำคัญ จากการทำให้รู้สึกสะเทือนอารมณ์ กลับการเป็นสะกิดต่อมฮาเล็กๆ จนแอบเสียดาย แต่ด้วยการเป็นละครระดับนักศึกษา และเป็นรอบการแสดงรอบแรก มันต้องมีการผิดพลาดทางเทคนิคบ้าง ก็พอให้อภัย และปล่อยใจไหลไปกับเรื่ิองราวได้
‘ARMAN’ สามารถนำบทละครระดับตำนานอย่าง ‘Antigone’ ดึงแกนหลักสำคัญของเรื่องราวต้นฉบับ และมาดัดแปลงให้อยู่ในสภาพภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเปอร์เซียได้อย่างดีเยี่ยม มีการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจ ด้วยการผสานศาสตร์ทั้งภาพยนตร์และละครเวทีเข้าด้วยกัน ทำให้ประสบการณ์การับชมละครเรื่องนี้ สนุก เข้าใจง่าย มีความระทึก ทั้งจากเชือดเฉือนอำนาจ อุดมการณ์ที่แตกต่างกันของตัวละคร พร้อมกับความท้าทายในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการแสดง ที่มอบความสดใหม่ และประสบการณ์รับที่ตัวผู้ชมก็เสมือนได้อยู่ในเหตุการณ์และเป็นส่วนหนึ่งของละคร
- - - - - - - - - -
🎭 ARMAN
📆 3 - 5 เมษายน 2569
📍 OpenSchool ArtSpace
ติดตามข้อมูลของผู้สร้าง ‘ARMAN’
ได้ทาง Ninart Studio
และ หน้ากากเปลือย Naked Masks Thailand
- - - - - - - - - -


#ละครเวที #ละครโรงเล็ก

Of Tides and Tracesโดย theatre in situ คณะละครอุบัติใหม่เวลาแสดง: 75 นาที[รับชมวันที่ 2 เมษายน 2569 รอบ 20:00]- - - - - ...
03/04/2026

Of Tides and Traces
โดย theatre in situ คณะละครอุบัติใหม่
เวลาแสดง: 75 นาที
[รับชมวันที่ 2 เมษายน 2569 รอบ 20:00]
- - - - - - - - - -
‘Of Tides and Traces’ ละครเพลงจากคณะละครน้องใหม่อย่าง ‘theatre in situ’ ซึ่งเป็นคณะละครที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาแพทย์ที่ชื่นชอบในศิลปะการแสดง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นละครเวทีและละครเพลงแบบเต็มรูปแบบของคณะละครนี้ กับเรื่องราวของ “ฌอร์” (เจษฎา ส่องแก้ว) เด็กหนุ่ม ที่ได้พบซากเรืออัปปาง และได้พบกับ “ไนอา” (เมษวรินทร์ เหลืองจุฑากรณ์) จิตวิญญาณที่ผูกติดกับเรือ 2 ตัวตนที่มีความแตกต่าง และการตั้งคำถามที่ฝังลึกอยู่ในใจ “พวกเขามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”
ละครเพลงแนว Fantasy ที่ผสมแนวกึ่งความเป็น Slice of Life และ Coming of Age เข้าไว้ด้วยกัน สำหรับผู้เขียนแล้ว ความน่าสนใจของละครเรื่องนี้ทั้งก่อนรับชมและหลังรับชม อย่างแรกด้วยความที่ละครเพลงเรื่องนี้ มาจากกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ซึ่งดูเป็นอะไรที่ขัดกันระหว่างความเป็นคนสายวิชาการที่มาสร้างสรรค์งานในสายศิลป์ แต่ด้วยความชื่นชอบและใจรักในศิลปะการแสดง มันทำให้ผู้เขียนสามารถสัมผัสได้จากผลงานที่พวกเขาได้ถ่ายทอดออกมา ในความเป็นละครเพลงครั้งแรก ที่สามารถทำออกมาได้อย่างงดงาม แม้โดยภาพรวมเองละครเรื่องนี้อาจจะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ด้วยข้อจำกัดหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะขนาดของโรงละคร ที่เอื้อต่อการบรรเลงเครื่องดนตรีแบบสดๆ ในด้านเนื้อร้องที่ในบางช่วงที่ยังมีความแปร่งๆ อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เขียนสามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจในความเป็นละครเพลงของผลงานชิ้นนี้ แม้โดยส่วนตัวดูละครเพลงถึงขั้นระดับเชี่ยวชาญ
ด้านการดำเนินเรื่อง ผู้เขียนมองว่ามันมีความน่าสนใจเลยทีเดียว แม้ในตอนที่ผู้เขียนได้อ่านเรื่องย่อของละคร จะมีความฉงนสงสัย ว่าละครต้องการจะสื่อสารกับผู้ชมในทิศทางไหน แต่พอได้มารับชมจริงๆ เรื่องราวกลับไม่ได้ยากอย่างที่คาดไว้ การเดินเรื่องของละครเป็นเส้นตรงเป็นลำดับ ไม่มีการย้อนเหตุการณ์ หรือแตกย่อยไปอีกเรื่องราวให้งุนงง แต่ผู้เขียนกลับมองว่า ถ้าละครมาในแนว Fantasy แล้ว ก็ควรไปให้สุดทางเลย เพราะคิดว่ามันสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้หมู่มาก และการดำเนินเรื่องราวของตัวละครฌอร์ จากช่วงวัยรุ่นสู่วัยชรา ภายในเวลาแสดงประมาณชั่วโมงครึ่ง ทำหลายๆ อย่าง ทั้งการซึมซับอารมณ์ ความรู้สึก หรือสำรวจจิตใจตัวละครนี้ได้มากพอนัก แม้ผู้เขียนจะเข้าใจในเรื่องราวอย่างดี และตัวบทละครมีการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม
ในด้านของการแสดง สำหรับตัวละคร “ฌอร์” แม้ทางกายภาพในส่วนของรูปร่างและการเคลื่อนไหว อาจจะยังไม่ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ผู้เขียนก็ชื่นชอบในการเปลี่ยนโทนเสียง จังหวะการพูดในแต่ละช่วงวัยของตัวละคร ที่แนบเนียน และไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นการฝืนหรือตลกแต่อย่างใด และตัวละคร “ไนอา” ที่ทำให้รู้สึกทั้งการเป็น safe zone สำหรับทั้งตัวละครฌอร์และสำหรับผู้ชมอย่างเราเอง มอบทั้งความสดใส อบอุ่น ฮีลใจ เหมือนได้นั่งบนชายหาดในแต่ละความรู้สึก ในแต่ละฤดูกาล ซึ่งนักแสดงทั้ง 2 สามารถเอาผู้ชมอยู่ได้ตลอดการแสดง
ในด้านของฉากและเทคนิคต่างๆ ของละคร ผู้เขียนมองว่าก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะมีทั้งการเปลี่ยนฉาก การเปลี่ยนเสื้อผ้า การใช้เทคนิคแสงสี ที่เหมือนระดับละครโรงใหญ่แต่ถูกย่อส่วนมาในการแสดงละครโรงเล็กที่สามารถใกล้ชิดกับเรื่องราวและตัวละครได้มากกว่า
แม้ว่าละครเรื่องนี้ จะมีความท้าทายหลายประการ ทั้งในความเป็นละครเพลง การดำเนินเรื่องเหนือจินตนาการ การตั้งคำถามและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต แต่จากการได้รับชมละครเรื่องนี้สัปดาห์แรกของเดือนเมษายนในค่ำคืนวันพฤหัสบดี คณะละครจากกลุ่มนักศึกษาแพทย์ที่มีใจรักในศิลปะการแสดง สามารถก้าวข้ามจากสิ่งที่พวกเขาศึกษาในวิชาชีพมาสู่สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบได้อย่างดี แม้อาจจะมีความขรุขระ ไม่ได้ราบเรียบ แต่ก็ทำให้ผู้เขียนอยากติดตามทิศทางและก้าวใหม่ของพวกเขาต่อจากนี้
‘Of Tides and Traces’ จากคณะละครหน้าใหม่อย่าง ‘theatre in situ’ ที่สามารถถ่ายทอดผลงานละครเวทีเต็มรูปแบบชิ้นนี้ออกมาได้อย่างดี ทั้งการเป็นละครเพลงแบบที่ควรจะเป็น เรื่องราวที่ดูมีความลึกของเนื้อหา แต่สามารถดำเนินเรื่องได้อย่างให้ชมได้อย่างเข้าใจง่าย การแสดงที่น่าติดตาม ฉากและเทคนิคที่ย่อสเกลจากละครโรงใหญ่สู่ละครโรงเล็ก แม้โดยภาพรวมอาจจะยังไม่สมบูรณ์มากนัก ด้วยการดำเนินเรื่อง บทเพลงที่ยังแปร่งๆ ในบางช่วง แต่ก็เป็นผลงานที่ทั้งน่าสนใจไม่ และประทับใจอยู่ไม่น้อย
- - - - - - - - - -
🎭 Of Tides and Traces
📆 2 - 4, 9 - 11 เมษายน 2569
📍 PoA White Box, Yellow Lane
🎟 link ในช่อง comment
💵 549 บาท (บุคคลทั่วไป) / 499 บาท (นักเรียน นักศึกษา)
ติดตามข้อมูลของ
‘Of Tides and Traces’
ได้ทาง instagram:
- - - - - - - - - -

#ละครเวที #ละครเพลง #มิวสิคัล

Disney on Ice presents ‘Magic in the Stars’โดย Feld Entertainment และ Live Nation Tero เวลาแสดง: 100 นาที (รวมพักครึ่ง 1...
30/03/2026

Disney on Ice presents ‘Magic in the Stars’
โดย Feld Entertainment และ Live Nation Tero
เวลาแสดง: 100 นาที (รวมพักครึ่ง 15 นาที)
[รับชมวันที่ 29 มีนาคม 2569 รอบ 14:30]
- - - - - - - - - -
ผู้เขียนมีความคิดส่วนตัวที่ว่า ถ้าได้รับชมมหรสพ 3 อย่างนี้ ก็ถือได้ว่าการรับชมมหรสพการแสดงในชีวิตนี้ของผู้เขียนถือได้ว่าสมบูรณ์แบบแล้ว อย่างแรกละครเวทีมิวสิคัล ซึ่งในไทยก็ได้รับชมจากค่ายละคร Top 3 ทั้งจากฝั่งรัชดา ฝั่งสยาม และฝั่งเพชรบุรีตัดใหม่ เรียบร้อยแล้ว อย่างต่อมาคือโขน ซึ่งเน้นหลักไปที่โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งก็ได้มีโอกาสรับชมเรื่องรามเกียรติ์ ตอน สัตยาพาลี ไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และอย่างสุดท้ายคือการสานฝันวัยเด็กในตอนที่ไม่ได้มีโอกาสมากพอนักอย่าง ‘Disney on Ice’ เพราะด้วยราคาบัตรที่คงไม่เหมาะสมกับการไปต่อรองกับพ่อแม่ที่มีเงินเดือนไม่ได้มากมายนัก พอมาตัวเองได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่และได้ทำงาน แม้เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายนัก แต่อย่างน้อยก็ได้พึ่งตนเอง โดยไม่ได้เบียดเบียนหรือเป็นภาระให้กับพ่อแม่ เป็นโอกาสอันเหมาะสมแล้ว ในวัยใกล้ 30 ที่จะได้รับชมมหรสพนี้ครั้งแรกในชีวิต
‘Disney on Ice’ เป็นทัวร์การแสดงโชว์สเก็ตน้ำแข็งและการแสดงกายกรรมบางส่วน ที่นำตัวละครยอดนิยมจากค่าย Disney เรื่องต่างๆ มาร้อยเรียงเรื่องราวที่มีธีมและตอนต่างๆ และเวียนแสดงตามแต่ละภูมิภาค ซึ่งในปีนี้ประเทศไทย ได้จัดแสดงในตอน ‘Magic in the Stars’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของกลุ่มตัวละคร Disney ยุคดั้งเดิม ทั้ง Mickey Mouse, Minnie, Donald Duck, Daisy และ Goofy ได้ไปสำรวจกลุ่มดวงดาว ที่เป็นการเชื่อมเรื่องราวและตัวละครจากหนังของค่าย Disney จากเรื่องต่างๆ
เนื่องจากเนื้อหาหลักของการแสดงนี้ เป็นการแสดงที่เหมาะสมกับครอบครัวและเด็กเป็นหลัก ครั้นจะให้มาวิจารณ์หรือตีความเนื้อหาของการแสดงนี้แบบละครเวที มันก็กระไรอยู่ ผู้เขียนต้องปรับเลนส์การรับชมของตัวเองให้อยู่กับกลุ่มเดียวกันกับผู้ชมกลุ่มหลัก และย้อนวัยที่ครั้งหนึ่ง เคยตื่นเต้นและประทับใจในงานหนังของทั้ง Disney หรือ Pixar ที่ยังคงติดตามมาจนโต ซึ่งในขณะที่รับชม ผู้เขียนไม่ได้มองนักแสดงที่อยู่บนลานน้ำแข็งว่าพวกเขาสวมชุดที่ทำให้ตัวเองเป็นตัวละครในหนังของ Disney แต่มองว่าพวกเขาคือตัวละครที่เรารักและเติบโตมากับพวกเขา ได้มาแสดงให้เราเห็นตรงหน้าแบบสดๆ ทั้งการปรากฏตัวแบบสั้นๆ หรือมาทั้งฉากเด่นๆ สำคัญๆ ที่ทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ ได้มีความสุขและประทับใจอีกครั้ง
และความที่ Disney on Ice ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผู้เขียน หลายอย่างที่ปรากฏตรงหน้า จึงทำให้รู้สึกตื่นตะลึง ประทับใจกับมันมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าการสเก็ตน้ำแข็งลีลาของเหล่าตัวละคร ทั้งความพริ้วไหวงดงามจากกลุ่มตัวละครเจ้าหญิง ท่วงท่าที่หลากหลายจากตัวละครในเรื่อง Aladdin การกายกรรมลอยตัวของตัวละคร Raya จาก Raya and the Last Dragon การแสดงของตัวละครในเรื่อง Encanto ที่สุดแสนประทับใจและกินเวลามากสุดในโชว์ ตัวละครจากเรื่อง Cars สามารถวิ่งวนไปมาและขยับหน้าตาได้ราวกับมีชีวิต ขวัญใจมหาชนอย่างกลุ่มตัวละครจาก Frozen ที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมในอิมแพ็ค อารีน่า ได้เป็นอย่างดี และส่วนตัวผู้เขียนที่ตื่นเต้นและใจฟูกับการเห็นกลุ่มตัวละครจาก Toy Story ที่มาโลดแล่นบนลานน้ำแข็ง ถึงจะมาแบบสั้นๆ แต่จำฝังใจกับภาพยนตร์ที่เรารักมากที่สุดแบบไม่รู้ลืม
นอกจากกลุ่มตัวละครจาก Disney ที่ทำให้ผู้ชมมีความสุขแล้ว เทคนิคต่างๆ ทั้งฉาก แสง สี เสียง ที่มาแบบจัดเต็มและอลังการ ก็ช่วยสร้างประสบการณ์ในการรับชมการแสดงให้รู้สึกเต็มอิ่มมากยิ่งขึ้น และการแสดงยังมีการให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมไปกับทั้งตัวละคร และแสดงร่วมในบางฉาก โดยเฉพาะในตอน Moana ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นอะไรที่น่ารักดี
ในรอบที่ผู้เขียนได้รับชม เป็นรอบภาษาไทย แต่โดยส่วนตัวแล้ว ถ้ารับชมรอบภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ได้เข้าใจภาษามากนักก็สามารถรับชมได้ เพราะการแสดงใช้บทพูด บทร้อง ในการเสริมเรื่องราว ไม่ใช้ดำเนินเรื่องเป็นหลัก และรอบภาษาไทยถึงบทพูดจะเป็นไทย แต่พอเข้าช่วงบทร้องก็จะเป็นภาษาอังกฤษ
‘Disney on Ice’ สำหรับประเทศไทยครั้งนี้ ในตอน ‘Magic in the Stars’ เป็นการได้เห็นเหล่าตัวละครจากค่าย Disney ในเรื่องต่างๆ ที่ใครหลายคนหลงรักและประทับใจไปกับพวกเขา มาโลดแล่นแบบเป็นๆ บนลานน้ำแข็ง พร้อมผูกเรื่องราวเชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียว มอบประสบการณ์การรับชมที่ทั้งสนุก ตระการตา และประทับใจ มีความสุขเหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ความบันเทิงที่ไม่ใช่แค่เหมาะกับครอบครัว เด็ก หรือคนรัก Disney แต่เหมาะกับทุกๆ คน
- - - - - - - - - -
Disney on Ice presents ‘Magic in the Stars’
เปิดแสดง 27 มีนาคม - 5 เมษายน 2569
ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
จองบัตรได้ที่ Thaiticketmajor ทุกช่องทาง
บัตรราคา
3,500 / 3,000 / 2,600 / 2,200 / 1,900 / 1,700 บาท (รอบวันหยุด)
3,200 / 2,800 / 2,400 / 2,000 / 1,800 / 1,600 บาท (รอบวันธรรมดา)
1,000 / 800 บาท (ทุกรอบการแสดง)
ติดตามข้อมูลของ
“Disney on Ice presents ‘Magic in the Stars’”
ได้ทาง Live Nation Tero และ Disney On Ice
- - - - - - - - - -



ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Fourth Wallผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท