19/07/2022
#อันตรายของแสงแดดและดวงตา🌞
แสงแดดประกอบด้วยรังสี อัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet)หรือ รังสี UV แสงที่มองเห็นด้วยตามีค่าความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตรรังสีUVจึงมีคลื่นสั้นกว่า 400 นาโนเมตร มีพลังงานสูงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แบ่งเป็น3ชนิด คือ
1.รังสียูวี ซี iuv c rays 100-280 nml เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงสุด สามารถทำให้เกิดอันตรายกับผิวหนัง และดวงตาได้มากที่สุด
2.รังสียูวี บี iuv b rays 280-320 nml เป็นรังสีที่มีพลังงานงานน้อยกว่า รังสียูวีซี รังสีบางส่วนในปริมาณน้อย จะกระตุ้นสร้างเม็ดเมลานิน (Malanin)ส่วนรังสีในปริมาณมากจะทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดจุดด่างดำ รอยเหี่ยวย่น และเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งผิวหนัง
3.รังสียูวี เอ uv a rays 320-400 nml เป็นรังสีที่มีพลังงานต่ำกว่า2ชนิดแรก แต่สามารถ ทะลุผ่านกระจกตาเข้าสู่เลนส์ตาและจอตาได้ หากได้รับรังสีชนิดนี้ ในปริมาณมากอาจมีส่วนในเรื่องต้อกระจก และอาจมีผลต่อการเกิดจุดภาพเสื่อม
เพื่อเป็นการปกป้องดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะบอบบางให้ปลอดภัย จากอันตรายภายนอกรวมทั้งแสงแดด ดวงตาจึงถูกห่อหุ้มด้วยกระดูกเบ้าตา มีเปลือกตา ขนคิ้วและขนตา เป้นเกราะกันอีกหนึ่งชนิดนึงซึ่งนอกจากนี้การหดแคบของรูม่านตาการหลับตาหรือการหรี่ตา ช่วยป้องกันดวงตาตามธรรมชาติ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง ที่มองเห็นด้วยตา และไม่ถูกกระตุ้นด้วย UV
เยื่อบุตามีการเสื่อมบริเวณที่ชิดขอบตาดำ เรียกว่าต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลมฝุ่นรังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำเรียกว่าต้อเนื้อไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจจะรบกวนการมองเห็นหรือการอักเสบทำให้มีอาการปวด และระคายเคืองได้
กระจกตา การอักเสบเฉียบพลันของกระจกตาทำให้ปวดตาน้ำตาไหลมักเกิดอาการประมาณ2-3ชั่วโมง หลังจากได้รับรังสียูวีเป็นจำนวนมากเช่นแส่งสะท้อนจากหิมะ หรือรังสีโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการที่เป็นมักเกิดขึ้นมักจะเป็นชั่วคราว 1-2วัน
เลนส์ตาเกิดโรคต้อกระจก แม้ว่าต้อกระจกจะเกิดจากการเสื่อมตามวัย แต่พบว่าการได้รับรังสียูวีทำให้เป็นต้อกระจากมากขึ้นได้ ในแต่ละปีมีประชากรกว่า18ล้านคนทั่วโลก พบว่าประมาณ20เปอร์เซ็นเป็นต้อกระจกและการได้รับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุและหลีกเลี่ยงได้
#สาระเรื่องสายตา #เลนส์กันแสงสีฟ้า