Mahaheretonight CONTENT CREATOR | MUSIC COMMUNITY

สามารถติดต่องานได้ที่
EMAIL : [email protected]
INBOX : MAHAHERETONIGHT
โทร : 0988553541 (แวน) " มาหาเฮียทูไนท์ "
(1)

ถ้าจะพูดถึงงาน SONiC WAVE MUSiCเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาพวกเขาได้กระทำการอัญเชิญ MAGMAZมาปล่อยของในไทย ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยที...
27/04/2026

ถ้าจะพูดถึงงาน SONiC WAVE MUSiC
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
พวกเขาได้กระทำการอัญเชิญ MAGMAZ
มาปล่อยของในไทย ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อย
ที่จะมีประสบการณ์กับซีนนี้เท่าไร
เลยอยากลองไปเสพย์ดู

พอไปถึงงานผมว่านี่มันคือ New Era
ในซีนดนตรีลูกผสมที่กำลังจะกลายเป็นกระแสหลัก
ได้ในโลกใต้ดินบ้านเราเลนนะเอาจริง
เพราะวงไทยหลายวงเลยที่เล่นร่วมกับ Magmaz
ในวันนั้นมันคือส่วนผสมที่เรียกได้ว่าโคตร
เร้าใจและโคตรอันตรายต่อใจเลยนะ
มันมีหมดจริงๆไม่ว่าจะเป็น
Industrial Rock, Heavy Hip-hop
, Electronic Core ไปจนถึง Shoegaze
วงไทยอย่าง Shimmer Shimmers,
Death Cat,Raincore,Yami Yami,Akira Kuro
สาวๆเหล่านี้ที่ถูกปรุงมาอย่างดีจริงๆครับ
มีทั้งความดิบเถื่อน ลื่นไหล หวานใส
ไปจนถึงดุดัน!

ซาวด์ของพวกเธอมันคือการตบหน้าคนฟัง
ด้วยบีทพร้อมรอยจูบที่หนักหน่วง
ไม่ว่าจะเป็นการแร็พที่จิกกัดก่อนจะสาดดนตรีร็อก
ที่มีความสลับซับซ้อนสไตล์ J-Rock ยุคใหม่เข้าไปอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งบนเวทีนี้พวกเธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังงานและเสน่ห์มันคือกุญแจสำคัญ
มันไม่ใช่แค่การมาร้องตามสคริปต์
แต่มันคือการปลดปล่อยที่ทำให้คนดูในฮอลล์
แทบจะลุกเป็นไฟ วิ่ง 2 step /Body surf
เรียกได้ว่ามากันครบในมุมมองของผมนะ
ผมเริ่มเห็นชัดแล้วว่ากรุงเทพฯ
แม่งอาจจะเป็นพื้นที่ของความหลากหลายที่ดีที่สุด
ในเอเชียก็ได้นะหากในวันหนึ่งที่การเติบโตถึงจุดจริงๆ

เพราะในขณะที่หลายๆประเทศยังแบ่งแยกแนวเพลงอย่างชัดเจน แต่ในไทยเรากลับเห็นภาพคนใส่เสื้อวง Black Metal มายืน Mosh Pit ในโชว์ที่มีกลิ่นอาย Hip-hop ของสาวๆเหล่านี้ได้อย่างไม่ขัดเขิน
5555555555555555
ยืนดูไปก็ยิ้มไปแม่งโคตรน่ารักกันมากๆ

ถามว่าซีนนี้ในไทยจะเติบโตไหม?
บอกเลยว่ามันจะโตแน่ๆ
แม้จะมันอาจจะไม่ใช่เพลงที่ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต
แต่ความเหนียวแน่นของ Community
ที่งาน Sonic Wave สร้างขึ้นมันคือฐานแฟนคลับ
ที่พร้อมจะซัพพอร์ตศิลปินด้วยความจริงใจ
และมีจุดยืนชัดเจน จนซีนอื่นควรหันมาดูเลยละ

บอกเลยครับว่าดนตรีแนวนี้ในไทย
มันกำลังจะสลัดคราบคำว่า
“เพลงเฉพาะกลุ่ม”
ไปสู่การเป็นไลฟ์สไตล์
ของคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับดนตรีสูตรสำเร็จ
การมาของ Magmaz ครั้งนี้
จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าความเดือดไม่มีกำแพงภาษาและซีนทางเลือกในไทยไม่ได้อยู่แค่ในหลืบ
อีกต่อไปเพราะพื้นที่ทางดนตรีมันกว้างมาก
จนเกินที่ใครสักคนจะจำกัดหรือครอบครองได้

ตัดสินใจร่วมวงกับyorke.bandในตำแหน่งนักกินเบียร์นำ!ฝากวงน้องด้วยครับของดีจากตะวันออกเฉียงเหนือ❤️
26/04/2026

ตัดสินใจร่วมวงกับ
yorke.band
ในตำแหน่งนักกินเบียร์นำ!

ฝากวงน้องด้วยครับของดีจาก
ตะวันออกเฉียงเหนือ❤️

เหมือนไม่ได้ออกจากถ้ำไปดูคอนเสิร์ตนานเมื่อวานโชว์ของวง Desktop Error ที่ Volume Livehouse  ยืดยาวราว 1 ชั่วโมงครึ่งความย...
26/04/2026

เหมือนไม่ได้ออกจากถ้ำไปดูคอนเสิร์ตนาน
เมื่อวานโชว์ของวง Desktop Error
ที่ Volume Livehouse ยืดยาวราว 1 ชั่วโมงครึ่ง
ความยาวเหมือนกับวง solitude is bliss
เรียกว่าแฟนๆที่กำบัตรไว้เมื่อคืนคือ
อิ่มหนำกันแบบเต็มข้อโคตรๆครับ
เอาจริงมันเหมือนได้ดูคอนใหญ่ของพวกเขา
เลยสะด้วยซ้ำไป

แต่สิ่งหนึ่งที่มันไปกระตุ้นต่อมดีแตก
ให้คนแบบวัยผมก็คือ setlist เมื่อคืน
ของ DE นี่แหละครับอิ่มเชี้ยะๆ
เมื่อคืนที่ Volume LiveHouse แม่งเข้มข้น
ของจริงความเก๋าของ Setlist รอบนี้
คือเดือดสลับล่องแบบไม่มีกั๊ก!

พวกเขาขุดเอาเพลงตั้งแต่สมัย EP และอัลบั้มแรกๆ
ที่บางเพลงแทบจะกลายเป็นตํานาน
ที่ถูกลืมไปแล้วมาเล่น
หลายคนถึงกับมองหน้ากันแบบว่า
"เห้ย เอาเพลงนี้จริงดิ!" อย่างเพลง “ส่วนลึก”
”สมใจ“ ”ภาพลางตา“ “คืนไม่ปกติ”
และอีกหลายเพลงที่มากันแบบรัวๆ
รอบตัวตรงนั้นครางกันยับครับ!!!
อู้วอ้าซ์ๆกันระงม 55555555555

มันคือการหยิบเอาความทรงจำที่หายไปนาน
มาปัดฝุ่นแล้วสาดใส่หน้าคนดู
ด้วยพลังที่สดกว่าเดิมและผ่านการ
บ่มเพาะแห่งกาลเวลาจนสุกได้ที่
พร้อมเสิร์ฟสู่รูหู จุดที่ทำเอาผมตายจนภาพตัดไปเลย
คือช่วง"กุญแจผี" “ควันจางลา”
และส่งไป "น้ำค้าง" แม่งคือความปั่นป่วน
ที่สวยงามมากๆ ผมว่านี่คือการเสพย์
“น้ำค้าง” ที่อร่อยที่สุดในรอบปี
ของผมเลยจริงๆครับ
วงสาด Noise สาด Reverb คลุกเคล้ากับ groove ม้าดีด
ของพี่เม้งอีก คือมันเหมือนการงัดเอาพลังของแต่ละตำแหน่งออกมา
ใส่กันแบบไม่ยั้งจนแอร์ใน Volume แทบเอาไม่อยู่
ผู้คนแม่งระอุกันมากๆเมื่อคืน

สิ่งที่น่าแปลกคือ ”น้ำค้าง“ เสียงกีตาร์เพลงนี้ขึ้นทีไร
มันมีคนย้อนอดีตกันเพียบ!!
มันเหมือนสวิตช์ความรู้สึกของทุกคนถูกเปิดพร้อมกัน
ไม่รู้เหมือนกันว่าทุกครั้งที่ฟังสมองผม
มันจะไปโหยหาอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้อยู่ตลอด
ไม่รู้ทำไม นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ
แม่งโคตรพรั่งพรูสุดๆครับ

เป็น 1 ชั่วโมง 30 นาที
ที่ Desktop Error เล่นได้ "มีชีวิตชีวา"
ไม่มีความรู้สึกของความเหนื่อยหน่าย
เลยแม้แต่นิดเดียว 5555555555555555 เนอะ!
ใครไม่ได้ไปเมื่อคืนบอกเลยว่าพลาดมากๆ
เล่นกันเหมือนจะเป็นโชว์สุดท้ายของปียังงัยยังงั้น

แล้วเมื่อคืนมันไม่ได้จบแค่ Volume hall ใหญ่อย่างเดียวนะครับ
หลังจากโชว์กินเวลากันมาแบบท่วมท้นตั้งแต่
Yorke,Murrph,Dotdotdot,Saliva bastard,Solitude is bliss
และปิดด้วย Desktop Error
ทาง Volume Live house ได้พาทุกคนไปมันส์กันต่อที่ชั้นล่างสุด
กับ Live house ใหม่แบบเปิดซิงใน Scale ที่พอเหมาะพอดี
300-400 คนนี่สบายๆเลย ประเดิมไปด้วย Hot Like Hell
เปิดฟลอร์แต่ผมรอวงต่อไปไม่ไหวครับ
สมงสมองผมเละเทะไปหมดแล้ว
ต้องหนีกลับบ้านด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
ขอบคุณ Volume LiveHouse ครับ
ที่จัด Line up โดนเส้นมาโดยตลอด
และเปิดพื้นที่ใหม่ๆให้ศิลปินอิสระบ้านเรา
ได้ออกมาฉายแสงกันเป็นประจำตลอดปี

มันส์ฉิบหายครับ

DOTDOTDOTไม่เข้าใจว่ามึงเขวี้ยงคอมทำไม!?🔥
25/04/2026

DOTDOTDOT
ไม่เข้าใจว่ามึงเขวี้ยงคอมทำไม!?
🔥

25/04/2026

เฮ้ยคุณ!!
ผมมาชี้เป้าความบันเทิง
วันนี้ครับ!

กูใส่หมวก!! #มึงมั่วละ
24/04/2026

กูใส่หมวก!!

#มึงมั่วละ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักความทดลองของ Radioheadในแบบความรู้สึกที่เพลงมันไม่ได้แค่ เอาไว้ฟังแต่เหมือนมันพาให้เราหลุดไปอี...
24/04/2026

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรัก
ความทดลองของ Radiohead
ในแบบความรู้สึกที่เพลงมันไม่ได้
แค่ เอาไว้ฟังแต่เหมือนมันพาให้เรา
หลุดไปอีกโลกได้แบบนั้น

ผมอยากให้คุณรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า
ฝั่งอเมริกามันก็มีคนบุกเบิกสิ่งนี้
มาก่อนเหมือนกันครับแล้วแม่งเท่ฉิบหายเลยละ
ชื่อนั้นก็คือ
The Flaming Lips

จุดเริ่มต้น ในวันที่วงยังไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร? (1983)
เรื่องมันเริ่มที่ Oklahoma City
เมืองธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นศูนย์กลาง
ของโลกดนตรีใด แต่ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งชื่อ
“Wayne Coyne”

ตอนนั้นเขาทำงานอยู่ในปั๊มน้ำมัน
และตัดสินใจตั้งวงขึ้นมากับพี่ชายของตัวเอง
โดยไม่มีแผนอะไรทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่ภาพของอนาคต
ว่าวงที่ตั้งนี้จะไปกันถึงไหน
มีแค่ความอยาก จะทำอะไรบางอย่าง
ที่มันไม่ธรรมดา แค่นั้นเลยจริงๆ

ในช่วงแรกของ Flaming Lips
มันก็เลยตุบปั้ดตุบเป๋เดินเซจนงง
ใส่หมดไม่สนแขกทั้ง noise rock , garage
ยัน punk แบบงงๆ

โชว์รั่วมั่วกันจนเสียงป่นปี้ขยี้แอมป์จนวินาศสันตะโร
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มันชัดมากตั้งแต่วันแรก
ที่พวกเขาลุยกันก็คือ
Wayne Coyne ไม่ได้อยากแค่เล่นเพลงเพียงเท่านั้น
เขาอยาก “สร้างประสบการณ์”
ให้ทุกคนที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าสิ่งใด

นั่นแหละครับ The Flaming Lips
จากการเริ่มต้นในปี 1983 ที่ Oklahoma City
โดยเริ่มจาก Wayne Coyne แค่อยากเล่นดนตรี
ร่วมกับพี่ชาย Mark Coyne ที่มารับหน้าที่ร้องนำ
พร้อมด้วย Michael Ivins เล่นเบส
และ Richard English เล่นกลอง
วงขึ้นแสดงครั้งแรกที่ Blue Note Lounge
ในปี 1984 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่พวกเขาบันทึก EP แรก
The Flaming Lips ซึ่งถือเป็นผลงานเดียว
ที่ยังมี Mark เป็นนักร้องนำ
หลังจากนั้น Mark ก็ออกจากวง ทำให้ Wayne
ต้องขึ้นมารับหน้าที่ร้องนำเอง และจุดนี้แหละที่กลายเป็น
turning point สำคัญ เพราะสไตล์การร้องที่เปราะบาง
เพี้ยน และเต็มไปด้วยอารมณ์ของเขา
มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พวกเขาเดินหน้าสร้างผลงานจนถึงในช่วงปลายยุค 80s
อย่าง Hear It Is (1986), Oh My Gawd!!! (1987)
และ Telepathic Surgery (1989) ซึ่งมันสะท้อนตัวตน
แบบ noise และ psychedelic
ที่ยังคงดิบและมีการทดลองสูง ก่อนจะมีการเปลี่ยนสมาชิกอีกระลอก
โดย Nathan Roberts เข้ามาเป็นมือกลอง
และ Jonathan Donahue
เข้าร่วมในตำแหน่งกีตาร์ในช่วงปลายทศวรรษ
อัลบั้ม In a Priest Driven Ambulance (1990)
ที่ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ Dave Fridmann ถือเป็นก้าวสำคัญ
ที่ทำให้ซาวด์ของวงเริ่มมีโครงสร้างและมิติทางอารมณ์ชัดเจนขึ้น
จนไปสะดุดตา Warner Bros. Records ที่ตัดสินใจเซ็นสัญญากับพวกเขาหลังจากได้เห็นโชว์สดที่เกือบจะเผาสถานที่ด้วยพลุไฟ
นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากวงอันเดอร์กราวด์
สู่การเป็นหนึ่งในศิลปินที่ผลักขอบเขตดนตรีทดลอง
ของฝั่งอเมริกาในเวลาต่อมา

จนกระทั่งในปี 1991 วงดนตรีเริ่มบันทึกอัลบั้มเปิดตัว
กับค่ายเพลงใหญ่ Hit to Death in the Future Head
การวางจำหน่ายอัลบั้มต้องหยุดชะงักไปเกือบหนึ่งปี
เนื่องจากการใช้ตัวอย่างเสียงจากเพลงประกอบภาพยนตร์
เรื่อง Brazil ของ Michael Kamen
ในเพลง "You Have to Be Joking (Autopsy of the Devil's Brain)"
ซึ่งต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตที่ยาวนาน
หลังจากบันทึกอัลบั้มนี้เสร็จ Donahue ก็ออกจากวง
เพื่อไปทุ่มเทให้กับ Mercury Rev
และ Roberts ก็ออกจากวงเช่นกัน
โดยอ้างถึงความเห็นที่แตกต่างกันในด้านความคิดสร้างสรรค์
พวกเขาถูกแทนที่โดย Ronald Jones
และ Steven Drozd ตามลำดับ

ซึ่ง Steven Drozd นี่แหละตัวแปรสำคัญ
ที่ตอนแรกเข้ามาเป็นมือกลอง
แต่ความจริงคือ เขาเป็น เครื่องจักรทางดนตรี
ที่เล่นได้แทบทุกอย่างกีตาร์ เบส ซินธ์ ไปจนถึงการเรียบเรียง
จากวงที่เคยงงๆเริ่มกลายเป็นวงที่ มีทิศทางในทันที
(เขาคนนี้นี่แหละคือมีส่วนร่วมในการเขียนเพลงให้กับวง
The Flaming Lips ยาวๆจนถึง 2024)

จนปี 1997 พวกเขาก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครทำ
อัลบั้มที่ชื่อว่า Zaireeka
มันไม่ใช่แค่แผ่นเดียวโว้ย!
แต่มันมีถึง “4 แผ่น” ที่ต้องเปิดพร้อมกัน

ใช่ครับ! มึงต้องใช้เครื่องเล่นถึง 4 เครื่อง
แล้วกด play พร้อมกันเองถึงจะฟังได้
555555555555555555555555
โคตรบ้า! นี่มันไม่ใช่แค่เพลงแล้ว
แต่นี่มันคือ installation art ชัดๆ

Flaming Lips ไม่ได้สนใจว่า
“คนจะฟังสะดวกไหม”
พวกเขาสนใจแค่ว่า
“มันเปิดประสบการณ์ใหม่ได้หรือเปล่า”

หลังจากทดลองกันจนสุดทาง
ในปี 1999
พวกเขาปล่อย The Soft Bulletin
นี่คือ moment ที่ทุกอย่าง เข้าที่และลงตัว
sound orchestral , motion ชัดเจน
แต่ยังคงแปลกเหมือนเดิม!!

เพลงอย่าง
“Race for the Prize”
พูดถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ไล่ล่าความสำเร็จ
ทั้งที่ชีวิตกำลังพัง

“Waitin’ for a Superman”
พูดถึงการรอใครสักคนมาช่วย
ในโลกที่ไม่มีใครช่วยได้จริง

แล้วปี 2002
พวกเขาไปไกลกว่าเดิมอีก
Yoshimi Battles the Pink Robots
ฟังเหมือนนิยายไซไฟ
ผู้หญิงต่อสู้กับหุ่นยนต์ แต่แก่นจริงๆก็คือ
ความตาย ความกลัว และการยอมรับว่า
ชีวิตแม่งควบคุมไม่เคยได้

วงนี้ถือว่าสำคัญต่อโลกของดนตรีวงหนึ่งในประวัติศาสตร์
Wayne Coyne เคยพูดในหลายบทสัมภาษณ์ว่า

“เราไม่ได้อยากทำเพลงที่สมบูรณ์แบบ
เราอยากทำเพลงที่มันรู้สึกเหมือนกับชีวิต”

และชีวิตจริงมันเป็นยังไง?
แม่งเอาจริงมันก็ไม่เคยสมบูรณ์
มันยังคงสับสนวุ่นวายวกวนกันทุกคน
แถมมันทั้งสวยและน่ากลัวไปพร้อมๆกัน
ก็เหมือนกับเพลงที่พวกเขาทำมานั่นแหละครับ

Flaming Lips เลยไม่เคยแก้ไข
ความเพี้ยนบางอย่างของตัวเอง
พวกเขาบดขย้ำและย่ำยีมันเข้าไว้ด้วยกัน
ก็เพราะว่านี่แหละมันคือรสชาติของชีวิต!

และเชื่อสิครับว่าไอ้ความแปลก
หรือความผิดพลาดในความไม่สมบูรณ์นี่แหละ
มันสามารถกลายเป็น
“ศิลปะที่งดงามที่สุดได้เช่นกันถ้าคุณเข้าใจ“

24/04/2026

โหว!!บทสัมภาษณ์นี้ดีมากๆ
❤️

23/04/2026

อิอิ

แผนเดิมแม่งใช้ไม่ได้แล้วว่ะ!🤔
23/04/2026

แผนเดิมแม่งใช้ไม่ได้แล้วว่ะ!
🤔

รอยร้าวที่รักษาไม่ได้เมื่อ "ครอบครัว" กลายเป็น "ธุรกิจ"เอาจริงเรื่องแบบนี้มีเกิดขึ้นในทุกๆวงการและกว้างจนครอบคลุมไปทั่วโ...
23/04/2026

รอยร้าวที่รักษาไม่ได้
เมื่อ "ครอบครัว" กลายเป็น "ธุรกิจ"

เอาจริงเรื่องแบบนี้มีเกิดขึ้นในทุกๆวงการ
และกว้างจนครอบคลุมไปทั่วโลก
ดราม่าที่เป็นชนวนเหตุจริงๆ
มันเกิดขึ้นที่ ลอนดอน ธันวาคม 1996
หลังจบโชว์ที่ Brixton Academy
(ซึ่งภายหลังถูกบันทึกเป็นอัลบั้ม Under a Pale Grey Sky)
เหตุการณ์นี้แม่งประทุขึ้นกลางทัวร์นี้นี่แหละครับ
หลังเก็บกดกันมาสักพัก

สมาชิกอีก 3 คนคือ Andreas Kisser, Paulo Jr.
และ Igor Cavalera ยื่นคำขาดกับ Max ว่า
"เราจะไล่ Gloria Cavalera ซึ่งเป็นเมียของ Max
และผู้จัดการวงในตอนนั้น ออก"

เหตุเพราะฝั่งวงมองว่า Gloria ให้ความสำคัญ
กับ Max มากเกินไปจนวงเสียสมดุล
และการจัดการเริ่มไม่โปร่งใส
แต่ฝั่ง Max เขามองว่านี่คือการหักหลังซ้ำซ้อน
เพราะตอนนั้นเขากับ Gloria เพิ่งจะฝังศพ
Dana Wells (ลูกเลี้ยง) ไปได้ไม่กี่เดือนเอง
เขายังสะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นอยู่เลย

Gloria คือคนเดียวที่ประคองเขาไว้
ในวันที่เขาอยากเลิกเล่นดนตรี
มันทำให้ Max ทนไม่ไหวและบอกว่า
"ถ้าพวกมึงไล่เมียกูออก มึงก็ต้องไล่กูออกด้วย"
เขาเซ็นชื่อสละสิทธิ์ในชื่อวง Sepultura ทันที
แล้วเดินออกไปโดยไม่หันหลังกลับมาอีก

"It was like losing your family twice in one year." — Max Cavalera
เคยกล่าวถึงวินาทีที่เขาสูญเสียทั้งลูกชายและวงที่เขาสร้างมากับมือ

Soulfly (1998)
สมาชิกและการรวมพลของ "เหล่าคนนอก"
หลังจากกบดานอยู่พักใหญ่ Max
ก็เริ่มรวบรวมพรรคพวกมาทำพิธีกรรมครั้งใหม่
ซึ่งไลน์อัพชุดแรกของ Soulfly
คือความหลากหลายที่เอาจริงๆแม่งโคตรลงตัว

Max Cavalera กีตาร์ + ร้อง
แกไม่ได้แค่ร้องนะ แต่ยังแบกริฟฟ์เองอีกด้วย!
Jackson Bandeira มือกีตาร์อีกคนในช่วงแรก
ไม่ค่อยถูกพูดถึง และ Logan Mader อดีตมือกีตาร์วง Machine Head
เข้ามาแทนที่ในเดือนเมษายน 1998 เขาเข้ามาช่วงทัวร์หลังจากอัลบั้มวางแผงไปแล้ว
เพื่อโปรโมทอัลบั้มนี้

Cello Dias อดีตมือเบสวง The Mist
ที่สนิทกับ Max มานาน

Roy Mayorga มือกลองสาย hardcore/industrial จาก Nausea
ที่เข้ามาเติมเต็มความหนักแน่นและจิตวิญญาณ
จึงรวมตัวกันเป็น Nu-Metal ที่มีกลิ่นอาย Tribal แบบโดนเส้นประชาชี
จะว่าง่ายๆก็คือ “Soulfly มีแกนหลักคือ Max, Cello Dias และ Roy Mayorga”

รีวิวจากสื่อยุคนั้นไปในทิศทางที่ดีมากๆ
"The Tribal King is Back"
เมื่ออัลบั้มวางแผง สื่อดนตรีแตกตื่นมาก
เพราะมันคือการเอาความดิบของ Roots
มายกระดับ
Kerrang! ให้คะแนนเต็ม 5/5 โดยบอกว่า
"นี่คืออัลบั้มที่ Sepultura ควรจะทำต่อจาก Roots
แต่มันกลับถูกทำโดยชายที่ชื่อ Max เพียงคนเดียว" เยสเขร้!
Rolling Stone ชื่นชมความกล้าหาญ
ในการเอาเครื่องดนตรีพื้นเมือง (Berimbau)
มาบวกกับกีตาร์ Down-tuned ที่ต่ำจนพื้นสั่น
MTV มองว่าเพลง "Eye for an Eye"
คือการประกาศสงครามที่ชัดเจนที่สุดของ
Max ต่ออดีตเพื่อนร่วมวง
จึงทำให้เกิดดราม่าข้ามวงเพลง "Bleed" และ "Eye for an Eye"
สิ่งที่แฟนเพลงยุคนั้นจับตามองคือ
"สงครามผ่านเนื้อเพลง"

Eye for an Eye เนื้อเพลงท่อน
"Believe in what you see / No more what you hear"
ถูกหลายๆคนตีความว่า Max บอกให้แฟนเพลงมองดูสิ่งที่เขาทำ
มากกว่าจะไปฟังคำพูดจากปากของอดีตเพื่อนร่วมวง
เพลง "Bleed" เองก็เดือดไม่แพ้กัน เพราะมันมีท่อนที่ร้อง
ร่วมกับ Fred Durst และเนื้อหาซ่อนความนัยถึงความทรยศหักหลัง
ได้แสบมากๆ

มันเลยไปทำให้เกิดความตึงเครียดกับ Igor
และนี่คือจุดที่เจ็บปวดที่สุด
เพราะพี่น้อง Cavalera ไม่คุยกันเลยเป็นเวลาเกือบ 10 ปี
จนกระทั่ง Igor เดินออกจาก Sepultura ในปี 2006
ถึงได้กลับมาคืนดีกันในโปรเจกต์ Cavalera Conspiracy

Soulfly คือการเยียวยาด้วย
เสียงตะโกนของ Max ถ้า Sepultura
คือการพยายามพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า
"เด็กบราซิลก็ทำ Metal ระดับโลกได้"
Soulfly ก็คือการพิสูจน์ว่า
"ต่อให้โลกถ่มน้ำลายใส่หน้ามึงและพรากทุกอย่างไป
มึงก็ยังมีสิทธิ์ที่จะลุกขึ้นมาคำรามใหม่ได้เสมอโว้ย"

Ross Robinson (Producer)
เล่าว่าตอนอัดเสียงเพลง "Eye for an Eye"
Max ตะโกนจนเส้นเลือดคอแทบแตก
และนั่นไม่ใช่การแสดง แต่มันคือความโกรธแค้นและความเศร้า
ที่ถูกกลั่นออกมาเป็นตัวโน้ตจริงๆ
อย่างที่ทุกคนรู้กันน้าแม่งคือโปรดิวเซอร์ตัวแสบ
ที่ใช้วิธีทางจิตวิทยาเก่งมาก เขาดึงอารมณ์ให้ Max
นึกถึงความสูญเสียของ Dana และความแค้นที่มีต่อเพื่อนร่วมวง
เพื่อให้เสียงตะโกนในห้องอัดมันออกมา สดและเจ็บ ที่สุด
เท่าที่เขาต้องการได้

ก็นั้นแหละครับถือกำเนิดและก่อให้เกิดเป็น
tribal + nu metal hybrid
แม่เยสสสสเข้มพอไหมละมึง!

ที่อยู่

Bangkok
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 22:00
พุธ 09:00 - 22:00
พฤหัสบดี 09:00 - 22:00
ศุกร์ 09:00 - 22:00
เสาร์ 09:00 - 22:00
อาทิตย์ 09:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66900043923

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mahaheretonightผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Mahaheretonight:

แชร์

//iconSize: [32, 32], //html: '' }) .bindTooltip(name, { //permanent: true, direction: 'bottom', //offset: L.point(12, 25), //opacity: 0.88, interactive: true }) .bindPopup(name); markersLayer.addLayer(marker); } function getMore() { if (gettingMore) { return; } gettingMore = true; var center = map.getCenter(); $.ajax({ url: "/vicinitysearch", data: { lat: center.lat, lng: center.lng, country: "THAILAND" } }) .done(function(data) { var added = 0; data.forEach(function(loc) { if (!locationIds.includes(loc.id)) { var mapLoc = {id:loc.id,lat:loc.latitude,lng:loc.longitude,title:trunc20(loc.name),popupHtml:loc.popupHtml,urlPath:loc.urlPath,pictureUrl:loc.pictureUrl}; locations.push(mapLoc); locationIds.push(loc.id); map._addMarker(mapLoc); added++; } }); }) .always(function() { gettingMore = false; }); } map._clearMarkers = function() { markersLayer.clearLayers(); } }); }, 4000); });