17/11/2021
Brad’s Status คือหนังที่สะท้อนความจริงในยุคโซเชียลได้อย่างน่าคิดกับเรื่องราวของ แบรด คุณพ่อที่กำลังเผชิญช่วงเวลาวิกฤติวัยกลางคนซึ่งต้องพา ทรอย ลูกชายวัยรุ่นของเขาเดินทางไปดูมหาวิทยาลัยในฝั่งตะวันออกของอเมริกาเพื่อเตรียมเข้าเรียน
ย้อนกลับไปในตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย แบรดถือได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มไฟแรงที่อนาคตไกลคนหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็กลับพบว่า เพื่อนๆ ที่เรียนมหาวิทยาลัยรุ่นเดียวกันกับเขาต่างก็ประสบความสำเร็จกันทุกคน ยกเว้นก็แต่ตัวเขาเอง บางคนก็กลายเป็นเศรษฐี บางคนก็กลายเป็นผู้กำกับชื่อดัง และบางคนก็เป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ชีวิตของแบรดต้องมาเกี่ยวพันกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้เขาพบว่า ‘ภาพความสุข’ ที่เขาเคยเชื่อว่าเพื่อนตัวเองมี แต่เขาไม่มีนั้น มันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ชีวิตของทุกคนก็มีด้านทุกข์ที่ไม่ได้เปิดเผยให้คนอื่นรู้ด้วยกันทั้งนั้น
ประเด็นสำคัญที่ Brad’s Status พูดถึงก็คือ เหตุผลที่ทำให้คนเราไม่ค่อยมีความสุขกันนักก็มักจะเกิดจากการที่เราชอบเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และหันกลับมามองตัวเองด้วยความรู้สึกต่ำต้อย
ที่แย่กว่านั้นก็คือ เรามักจะชอบหยิบเอาส่วนที่ดีที่สุดในชีวิตของแต่ละคนมารวมกันเป็น ‘แพ็คเกจ’ ของชีวิตในอุดมคติที่เราอยากจะให้เป็น เราอยากจะรวยเหมือนเพื่อนคนนี้ อยากจะดังเหมือนเพื่อนคนนั้น และก็ยังอยากมีแฟนสวยเหมือนเพื่อนอีกคน ซึ่งบางครั้ง มันก็เป็นไปไม่ได้ที่ สิ่งดีๆ ทุกอย่างจะมารวมตัวกันในชีวิตคนๆ เดียว
ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ทำให้นึกถึงคำพูดของ Osho กูรูด้านจิตวิญญาณที่ว่า ไม่มีใครเหนือกว่าคนอื่น ไม่มีใครต่ำต้อยกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่มีใครเท่าเทียมกันเช่นกัน คนทุกคนก็แค่มีเอกล้กษณ์ของตัวเองที่ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้
สุดท้ายแล้ว ความสุขที่แท้จริงคงไม่ได้เกิดจากความรู้สึกว่าเราอยู่เหนือคนอื่น แต่มันคือการตระหนักรู้ว่า มันไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะเอาชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่นตั้งแต่แรก
=======================
“Nobody is superior, nobody is inferior, but nobody is equal either. People are simply unique, incomparable.” - Osho