Bangkok's International Festival of Dance & Music

Bangkok's International Festival of Dance & Music http://www.bangkokfestivals.com/ From its inception in 1999 to 2004, H.R.H. From May 2008 H.R.H. Princess Maha Chakri Sirindhorn took over as the Royal Patron.

Bangkok's International Festival of Dance & Music began in 1999 to commemorate the 6th cycle birthday of His Majesty King Bhumibol Adulyadej. Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra was the Honorary Chairperson and then from 2004 until Her demise was its Royal Patron. This annual festival is spread over five to six weeks between September and October. It is the largest and the only annual event in Thailand which gets such substantial and sustained publicity.

สายเวทหรือสาย Bodyweight น่าจะคุ้นกับ TRX, Ab Wheel หรือ Cable ที่เอาไว้ฝึก Core ให้แน่น แต่สำหรับโชว์ RITE เขาใช้แค่ “ไ...
21/08/2026

สายเวทหรือสาย Bodyweight น่าจะคุ้นกับ TRX, Ab Wheel หรือ Cable ที่เอาไว้ฝึก Core ให้แน่น แต่สำหรับโชว์ RITE เขาใช้แค่ “ไม้ไผ่”

ฟังดูง่ายใช่ไหม? แต่จริง ๆ โหดกว่าที่คิด เพราะไม้ไผ่ไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ แบบเครื่องเล่นในยิม แต่มันทั้งเด้ง โค้ง และไหวไปตามแรงของนักเต้น ทุกจังหวะจึงต้องใช้ทั้ง Core การทรงตัว ความแข็งแรง และความแม่นยำ เพื่อควบคุมร่างกายให้ไปกับไม้ไผ่โดยไม่เสียบาลานซ์

และใน RITE ไม้ไผ่ไม่ได้เป็นแค่พร็อพประกอบฉาก แต่มันแทบจะเป็น “คู่เต้น” อีกคนหนึ่ง ที่นักเต้นต้องรับมือ เคลื่อนไหว และเชื่อมต่อไปพร้อมกัน

จากไม้ไผ่ธรรมดา ๆ จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการแสดง ที่เล่าความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านทั้งแรงต้าน การเคลื่อนไหว และพลังของร่างกาย

ใครอยากเห็นว่าไม้ไผ่ลำเดียวจะเปลี่ยนเป็นงานศิลปะบนเวทีได้ว้าวแค่ไหน ต้องมาดูด้วยตาตัวเอง

17 กันยายน 2569 | รอบเดียวเท่านั้น
bangkokfestivals.com

20/08/2026

Say Hi from New York opera artists!
So excited to see you☺️
Tickets at Bangkokfestivals.com

19/08/2026

ไม่ว่าจะเป็นศิลปินระดับโลกอย่าง Taylor Swift หรือ Radiohead ต่างก็ได้รับอิทธิพลจาก Romeo and Juliet วรรณกรรมคลาสสิกของ William Shakespeare

เราเลยไม่อยากให้คุณพลาดการแสดง Romeo & Juliet โดยนักบัลเลต์จากคณะ Bolshoi Theatre of Belarus เปิดจำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันนี้ทาง www.thaiticketmajor.com/bangkokfestivals

SOLD OUT! Alice in Wonderland on September 27 is officially sold out!Missed the September 27 show? Don’t worry your jour...
17/08/2026

SOLD OUT! Alice in Wonderland on September 27 is officially sold out!

Missed the September 27 show? Don’t worry your journey down the rabbit hole isn’t over yet! Tickets for the September 26 performance are still available, but they’re filling up fast.

Have another show on your festival wishlist? Don’t wait until it’s marked SOLD OUT to regret it. Get your tickets before they’re gone!

Explore the lineup and book your tickets at
bangkokfestival.com

เล่าสนุกมากเลย ขอบคุณค่า🙏🏻☺️ ซื้อบัตรได้ที่ https://bangkokfestivals.com/program/la-traviata-helikon-opera-2026/
16/08/2026

เล่าสนุกมากเลย ขอบคุณค่า🙏🏻☺️
ซื้อบัตรได้ที่ https://bangkokfestivals.com/program/la-traviata-helikon-opera-2026/

La Traviata

ออกตัวก่อนว่าแอดก็ไม่ถนัดฟังโอเปร่านักหรอก ฟังก็เป็นท่อนๆไป ดูทั้งเรื่องไม่ไหว … หลับ 5555

ที่ฟังบ่อยๆก็ La Traviata, La Bohème, Figaro, Magic flute, Turandot, Carmen, Madame Butterfly ไม่กี่เรื่องเอง ยิ่ง The ring cycle นี่ฟังแต่ orchestra excerpt

แต่ไหนๆก็ไหนๆ ให้เนื้อหามันครบด้านสำหรับนักฟัง ก็เขียนซะบ้างเนาะ

ขอเริ่มที่ La Traviata ก่อนละกัน เห็นว่าจะมีโชว์ปลายปีมั้ง เผื่อใครจะไปดูจะได้อินหน่อย ... แล้วจะได้เข้าใจว่า “แฟนท่อม” มันไม่ใช่โอเปร่า

เนื้อเรื่องโอเปร่า คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงเจ้าหญิง เจ้าชาย กษัตริย์ นักรบ เทพเจ้า หรือผู้หญิงที่ร้องเพลงอยู่บนเวทีแล้วตุย ไรงี้

แต่ La Traviata ของ Giuseppe Verdi ไม่ได้มีอะไรแฟนตาซีแบบนั้นเลย
ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีปราสาท ไม่มีมังกร
มีแต่…
ผู้หญิงที่สังคมไม่ยอมรับ ผู้ชายที่รักเธอ พ่อผู้ชายที่เข้ามาขอให้เธอเสียสละ
ความเข้าใจผิด วัณโรค และคนที่พูดความจริงกันช้าไปประมาณ 3 องก์ … ว่าซั่นนน 😂

และที่สำคัญ… เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโลกสมมติ มันมีต้นแบบมาจากผู้หญิงที่มีตัวตนจริงจ้า

---------------
ผู้หญิงที่ทั้งปารีสรู้จัก

La Traviata เปิดแสดงครั้งแรกที่ Teatro La Fenice ในเมืองเวนิส ปี 1853
ตัวละครเอกชื่อ Violetta Valéry เธอเป็น courtesan หรือหญิงสังคมชั้นสูงที่มีผู้ชายร่ำรวยคอยอุปถัมภ์ คือเป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมชั้นสูง ปาร์ตี้ แฟชั่น ผู้ชาย เงิน แชมเปญ คาเวียร์ ทรัฟเฟิล ฟัวกราส์ วากิว ทาราบะ … พอแล้ว!

แปลง่ายๆแบบบ้านๆ ก็คล้ายๆเด็กเสี่ยนั่นเอง

ชีวิตดูเหมือนจะหรูหรา แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง … Violetta ป่วยเป็นวัณโรค
และเธอก็รู้ตัวดีว่าเวลาของตัวเองเหลือไม่มาก
แล้ววันหนึ่ง… เธอก็เจอ Alfredo Germont
ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เข้ามาหาเธอเพราะเงิน
แต่ดันเข้ามาเพราะ … รัก อุ้ย! งานเข้าแล้วคร้าบบบ 😂

(ลิเกฝรั่งเมื่อเกือบๆสองร้อยปีที่แล้ว วันๆเนื้อเรื่องมันก็ไม่พ้นน้ำเน่ายังงี้แหละ)

---------------
จาก “ฉันไม่ต้องการความรัก” กลายเป็น “ฉันจะทิ้งทุกอย่างเพื่อคุณ” อะน่อออ

Alfredo ตกหลุมรัก Violetta อย่างจริงจัง ตอนแรก Violetta พยายามบอกตัวเองว่า
ไม่เอาหรอก ชีวิตแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ฉันเป็นอิสระ ฉันไม่ต้องการใคร แต่หัวใจมันไม่ค่อยให้ความร่วมมือ สุดท้าย Violetta ทิ้งชีวิตในปารีส แล้วไปอยู่ชนบทกับ Alfredo สองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
จนกระทั่ง…
พ่อของ Alfredo มา … Giorgio Germont ชายผู้เป็นตัวแทนของคำว่า
“ผมไม่ได้มายุ่งนะครับ แต่ผมจะยุ่ง” 😂

---------------
“ช่วยเลิกกับลูกชายผมได้มั้ย”

พ่อของ Alfredo รู้ว่าลูกชายรัก Violetta แต่เขามองว่าความสัมพันธ์นี้กำลังทำลายอนาคตของครอบครัว ลูกสาวของเขา (น้องสาว Alfredo) กำลังจะแต่งงาน แต่ครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าวไม่ต้องการเกี่ยวดองกับครอบครัวที่มีลูกชายคบกับหญิงอย่าง Violetta
ดังนั้นเขาจึงมาหาเธอ และขอสิ่งที่โหดมาก คือ … ขอให้เธอเลิกกับ Alfredo

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เพราะ Violetta ยอม เธอรู้ว่าถ้าเธอยังอยู่กับ Alfredo ครอบครัวของเขาอาจพัง และเธอก็เลือกเสียสละตัวเอง ผู้หญิงที่สังคมมองว่า “ไม่ดี” กลับเป็นคนที่เสียสละที่สุดในเรื่อง

---------------
แต่ Alfredo ไม่รู้ความจริง เข้าล็อคพระเอกหน้าโง่ตามสคริป

Violetta กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม Alfredo คิดว่าเธอทิ้งเขาเพราะหมดรัก
และในงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง เขาก็เจอเธอ
ด้วยความโกรธและความเจ็บปวด Alfredo ทำเรื่องที่เรียกได้ว่า…โง่บรรลัย
เขาโยนเงินใส่หน้าเธอต่อหน้าคนอื่น เหมือนกับจะบอกว่า “นี่คือสิ่งที่ผมจ่ายให้คุณ”
คนดูรู้ความจริงครับ Violetta รู้ความจริงครับ พ่อของ Alfredo ก็รู้ความจริงครับ คนทั้งโลกรู้ครับ
มีคนเดียวที่ไม่รู้ครับ … พระเอกไงครับ 😂

นี่คือข้อเสียของละครทุกเรื่อง
ถ้าคนสองคนคุยกันตรงๆ ตั้งแต่แรก เรื่องก็จบใน 15 นาที
แต่ถ้าคุยกัน … เราจะไม่มีโอเปร่าที่เพลงเพราะๆ 3 องก์

---------------
และเมื่อความจริงเปิดเผย

Alfredo รู้ในภายหลังว่า Violetta ยอมเลิกกับเขาเพราะคำขอของพ่อ เขากลับมาหาเธอ พ่อของเขาเองก็สำนึกผิด ทุกอย่างกำลังจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
ปัญหาคือ… มันสายไปแล้ว

วัณโรคของ Violetta รุนแรงขึ้น ร่างกายของเธอแทบไม่เหลือแรง Alfredo กลับมาอยู่กับเธอ และในที่สุด Violetta ก็เสียชีวิตในอ้อมแขนของชายที่เธอรัก
จบครับ
ม่านปิดครับ
คนดูร้องไห้ครับ
แล้วเดินกลับบ้านครับ
ด้วยความรู้สึกครับ
ว่า “ทำไมกูมาดูโอเปร่าวันนี้วะ” ครับ 😂

---------------
แต่เรื่องจริงเบื้องหลังนี่เด็ดกว่าอีก

La Traviata ดัดแปลงมาจากละคร La Dame aux Camélias ของ Alexandre Dumas fils และตัวละคร Violetta มีต้นแบบจากผู้หญิงจริงชื่อ Marie Duplessis
เธอเป็นหญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในสังคมปารีสช่วงศตวรรษที่ 19
สวย ฉลาด มีรสนิยม เข้าสังคมกับคนชั้นสูง และมีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน

หนึ่งในนั้นคือ Alexandre Dumas fils

แม่นแหล่ว…
คนที่เอาเรื่องเธอไปเขียนเป็นละครนั่นแหละ ชีวิตจริงของเธอจบลงเร็วมาก
เธอเสียชีวิตด้วยวัณโรคเมื่ออายุเพียง 23 ปี และเรื่องราวของเธอก็กลายมาเป็น La Dame aux Camélias (ใครอ่านออกช่วยออกเสียงให้ที)
ก่อนที่ Verdi จะเอามาทำเป็น La Traviata ดังนั้น Violetta จึงไม่ได้เป็นแค่ตัวละครโอเปร่า เธอมีเงาของผู้หญิงจริง ๆ อยู่ข้างหลัง

---------------
แล้ว Verdi เองก็เรื่องใกล้ตัวเถอะ

ช่วงเวลาที่ Verdi เขียน La Traviata เขาใช้ชีวิตอยู่กับนักร้องโอเปร่าชื่อ Giuseppina Strepponi

Strepponi เองก็มีอดีตชีวิตรักที่ซับซ้อน และมีลูกติด

ในสังคมอิตาลีสมัยนั้น…
เรื่องแบบนี้ไม่ได้ถูกมองอย่างอ่อนโยนเลย Verdi เองก็รู้ว่าผู้หญิงที่มีอดีตแบบนี้จะถูกสังคมตัดสินอย่างไร

ดังนั้น La Traviata จึงมีบางอย่างที่ลึกกว่าการเป็นเรื่องรักเศร้า
มันเหมือน Verdi กำลังถามสังคมว่า
“พวกคุณตัดสินผู้หญิงจากอดีตของเธอ แต่เคยถามไหมว่าเธอเป็นคนแบบไหนจริงๆ?”

---------------
และแน่นอน…ต้องพูดถึง “Sempre libera”

ถ้าเคยฟัง La Traviata น่าจะจำท่อนนี้ได้
Violetta ร้องว่า Sempre libera ประมาณว่า “ฉันจะเป็นอิสระ!” แบบ Freddie Mercury

เธอเพิ่งเจอ Alfredo หัวใจกำลังสั่น แต่ก็พยายามบอกกับตัวเองว่า ไม่เอาความรักหรอก ฉันจะกลับไปใช้ชีวิตของฉัน
แล้ว Verdi ก็จัดดนตรีให้เธอร้องโน้ตสูงและวิ่งไปมาเหมือนเครื่องยนต์ Ferrari ใน F1

นักร้องโซปราโนที่ร้องฉากนี้ดีๆ นี่ไม่ใช่แค่ร้องเพราะ ต้องทั้งแม่น ทั้งเร็ว ทั้งสูง และต้องแสดงให้คนดูเชื่อด้วยว่า “ฉันไม่แคร์ผู้ชายคนนี้จริงๆ”
ทั้งที่คนดูรู้ว่า … อย่ามาสะตอ

ฝั่งผุ้ชายก็ท่อน Libiamo, ne’ lieti calici ประมาณว่า "มา แดรกเหล้ากัน" ท่อนนี้น่าจะดังสุดของเรื่องละมั้ง

---------------
La Traviata เคยเปิดตัวแบบไม่ค่อยรุ่ง

รอบปฐมทัศน์ปี 1853 ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ Verdi หวัง
หนึ่งในเหตุผลที่มักถูกเล่าถึงคือ นักร้องที่รับบท Violetta มีรูปร่างค่อนข้างท้วม
ขณะที่ตัวละครกำลังป่วยหนักด้วยวัณโรคและควรจะซูบผอมลงเรื่อย ๆ
ภาพบนเวทีจึงออกมาประมาณว่า
Violetta: “ฉันกำลังจะตายด้วยวัณโรค”
คนดูแบบ “แน่ใจนะเจ๊?” ถ้าป่วยไม่น่าจะวัณโรคแล้วแหละ

แน่นอนว่าเรื่องไม่ได้ล้มเหลวถาวร เมื่อมีการปรับการแสดงและนักร้องในเวลาต่อมา La Traviata ก็เริ่มได้รับความนิยม
และสุดท้ายกลายเป็นหนึ่งในโอเปร่าที่ถูกแสดงมากที่สุดในโลก

---------------
ทำไม La Traviata ถึงยังอยู่มาถึงทุกวันนี้?

เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ได้พูดถึง “หญิงผู้เสียสละ” อย่างเดียว
มันพูดถึงเรื่องที่มนุษย์ทุกยุคเข้าใจ
การถูกตัดสินจากสิ่งที่เราเคยเป็น ความรักที่แพ้ให้กับหน้าตาของสังคม การเสียสละที่ไม่มีใครรู้ และที่เจ็บที่สุด…
บางครั้งคนเรารู้ความจริงก็ต่อเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

Violetta ไม่ได้ตายเพราะเธอเป็นคนไม่ดี เธอตายเพราะโลกของเธอเต็มไปด้วยคนที่รักกัน… แต่พูดกันไม่ทัน หรือไม่ได้พูด

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ La Traviata ยังทำงานกับคนดูในปี 2026 ได้ดีพอ ๆ กับตอนที่ Verdi เขียนมันเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน

เพราะเทรนด์เปลี่ยน แฟชั่นเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่เรื่องหนึ่งไม่เคยเปลี่ยน …

นั่นคือ ละครน้ำเน่าก็ยังคงมีเหมือนเดิม เอ้ย! คนเรายังเข้าใจผิดกันเก่งแล้วไม่เคลียร์กันแต่แรกเหมือนเดิม

---------------
ติดตามงานเขียนของแอดได้อีกเพจ
Sumran vintage เกี่ยวกับกระเป๋าหนัง และ ขายกระเป๋ามือสองครับ

#เปิดใจฟัง #ดนตรีคลาสสิก #โอเปร่า

ถ้าโชว์เหล่านี้ต้องลงสนามแข่ง…คุณคิดว่าโชว์ไหนจะแสดงศักยภาพได้สูงสุด?ใน HYROX นักกีฬาต้องสลับระหว่างการวิ่งและสถานีทดสอบ...
14/08/2026

ถ้าโชว์เหล่านี้ต้องลงสนามแข่ง…คุณคิดว่าโชว์ไหนจะแสดงศักยภาพได้สูงสุด?
ใน HYROX นักกีฬาต้องสลับระหว่างการวิ่งและสถานีทดสอบร่างกาย ทั้งแรงต้าน ความแข็งแรง ความอึด การควบคุม และการประสานงาน
แล้วถ้าเปลี่ยนจากสนามมาเป็นเวทีการแสดงล่ะ?
ลองมาดูกันว่า แต่ละโชว์จะเหมาะกับสถานีไหนที่สุด
เราเห็นนักกีฬาในวันที่พวกเขาลงสนาม และเห็นนักแสดงในวันที่พวกเขาขึ้นแสดง
แต่กว่าจะถึงวันนั้น มีการฝึกซ้อมอีกนับไม่ถ้วนอยู่เบื้องหลัง
ทุกการกระโดด ทุกการหมุน ทุกการยก ทุกจังหวะที่พร้อมเพรียง รวมถึงการควบคุมลมหายใจ ล้วนต้องใช้เวลาในการฝึกฝน
สิ่งที่เราเห็นเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาจเกิดขึ้นจากการเตรียมตัวมานานหลายเดือนหรือหลายปี
เพราะไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬาหรือการแสดง สิ่งที่เราเห็นในวันจริง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด
และบางที การได้เห็นคนอื่นผลักขีดจำกัดของตัวเอง อาจทำให้เรากลับมาคิดถึงขีดจำกัดของตัวเองบ้างว่าแล้วเราจะผลักตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน?
สัมผัสพลังของการแสดงสดด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ที่ bangkokfestivals.com

13/08/2026

The Art of Listening การฟังดนตรีในงาน Bangkok Festivals
กับอาจารย์ไข่ ศรุติ วิจิตรเวชการ

สัมผัสทุกประสบการณ์ได้ที่ www.bangkokfestivals.com
#ทั่วโลกก็แค่หน้าปากซอย

เชื่อหรือไม่ เพียงความเชื่อของคนหนึ่ง อาจมากพอเปลี่ยนชีวิตใครอีกคน เหตุใดเด็กที่ถูกบอกว่ามีพรสวรรค์จึงมักเติบโตขึ้นพร้อม...
13/08/2026

เชื่อหรือไม่ เพียงความเชื่อของคนหนึ่ง อาจมากพอเปลี่ยนชีวิตใครอีกคน เหตุใดเด็กที่ถูกบอกว่ามีพรสวรรค์จึงมักเติบโตขึ้นพร้อมความมั่นใจ ขณะที่ผู้ซึ่งถูกมองว่า "ไม่มีวันไปได้ไกล" กลับค่อย ๆ เชื่อคำตัดสินนั้นเสียเอง

แล้วหากวันหนึ่ง มีใครสักคนเชื่ออย่างสุดใจว่า "คุณทำได้" ทั้งที่คุณเองยังไม่เชื่อในตัวเอง แล้วชีวิตจะเปลี่ยนไปได้มากแค่ไหน?

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 โรเบิร์ต โรเซนธาล (Robert Rosenthal) นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองน่าสนใจโดยแบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับหนูทดลองไปดูแล นักศึกษากลุ่มแรกได้รับแจ้งว่าหนูของตนเป็นสายพันธุ์ฉลาดเป็นพิเศษ ส่วนอีกกลุ่มได้รับข้อมูลว่าหนูของตนเป็นเพียงหนูธรรมดา ในเวลาต่อมาหนูที่ถูกเชื่อว่าฉลาด สามารถทำผลงานได้ดีกว่าหนูอีกกลุ่มอย่างมีนัยยสำคัญ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว หนูทั้งหมดนั้นไม่ได้มีความแตกต่างทางพันธุกรรมแต่อย่างใด

เมื่อศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษาเพิ่มเติม โรเซนธาลพบว่า ผู้ที่เชื่อว่าหนูของตนฉลาด มักอุ้มหนูอย่างทะนุถนอม สัมผัสพวกมันอย่างอ่อนโยน ใช้เวลาฝึกพวกมันมากกว่า และมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับหนูของตนโดยไม่รู้ตัว

โรเซนธาลได้ลองศึกษาต่อโดยเปลี่ยนจากหนูเป็นเด็กในโรงเรียนประถม ครูประจำโรงเรียนได้รับแจ้งว่ามีนักเรียนกลุมหนึ่งผ่านแบบทดสอบพิเศษของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมีแนวโน้มจะกลายเป็นเด็กฉลาดในอนาคต หนึ่งปีผ่านไปเด็กกลุ่มนี้มีผลการเรียนดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด (แม้แบบทดสอบทั้งหมดจะเป็นเรื่องโกหกก็ตาม)

การทดลองนำไปสู่ข้อสรุปว่า เมื่อครูเชื่อว่าลูกศิษย์กลุ่มนี้มีศักยภาพและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการโอกาสตอบคำถาม การให้กำลังใจ การยิ้ม หรือแม้แต่การใช้น้ำเสียงที่อบอุ่นกว่า สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความมั่นใจให้เด็ก จนทำให้ผลที่ทำนายไว้กลายเป็นจริงได้ด้วยตนเอง (Self-fulfilling Prophecy)

ในวงการจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Pygmalion Effect โดยอ้างอิงมาจากตำนานของ พิกมัลเลียน (Pygmalion) ประติมากรแห่งเกาะไซปรัสผู้ผิดหวังในตัวมนุษย์จนหันมาแกะสลักรูปสตรีในอุดมคติ รูปปั้นนี้งดงามราวกับมีชีวิต สมบูรณ์แบบจนยากจะหาใดเปรียบ พิกมัลเลียนปฏิบัติต่อรูปปั้นราวกับเป็นหญิงสาวจริงๆ เขามอบของขวัญ แต่งกายให้รูปปั้นด้วยเสื้อผ้าสวยงาม และจุมพิตเธออยู่เสมอ

ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า พิกมัลเลียนจึงได้รับพรจากอโฟรไดที (Aphrodite) เทพีแห่งความรัก ทำให้รูปปั้นอันแสนงามกลายเป็นหญิงสาวที่มีเลือดเนื้อ ทั้งสองจึงได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข

แม้รูปปั้นของพิกมัลเลียนในตำนานจะมีชีวิตเพราะพลังแห่งความรัก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เรื่องราวของพิกมัลเลียนได้รับการตีความใหม่ผ่านอิทธิพลของความคาดหวังที่มีต่อพัฒนาการของมนุษย์ จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เรากำลังเติบโตขึ้นจากศักยภาพของตน หรือจากสายตาของผู้ที่เชื่อในตัวเรากันแน่

ในปี 1964 โลกได้รู้จักหนังคลาสสิกอย่าง My Fair Lady ซึ่งได้หยิบเอาบทละครดังเรื่อง Pygmilion (1913) มาตีความใหม่ผ่านสายตาฮอลลีวูด เรื่องราวของศาสตราจารย์เฮนรี ฮิกกินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัทศาสตร์ พนันว่าเขาสามารถฝึก เอลิซา ดูลิตเติล เด็กสาวขายดอกไม้สำเนียงค็อกนีย์ ให้กลายเป็นสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สามารถเข้าสังคมชั้นสูงได้อย่างแนบเนียน

“การเปลี่ยนแปลง” เป็นคอนเสปต์สำคัญของ My Fair Lady มองจากภายนอก เฮนรี่เปลี่ยนเอลิซาให้กลายเป็นสุภาพสตรีในอุดมคติ แต่ในขณะเดียวกัน เอลิซาก็ได้ค่อยๆ เปลี่ยนเฮนรี่จากชายผู้เย่อหยิ่งและเย็นชา ให้กลายเป็นมนุษย์ที่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น

My Fair Lady ทิ้งข้อคิดที่ยังคงร่วมสมัยให้แก่ผู้ชมว่า มนุษย์สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดที่เคยนิยามตัวเองไว้ได้จริงหรือไม่ เราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสำเนียงเพื่อเข้าสังคมชั้นสูงเหมือนเอลิซา แต่ทุกคนล้วนเคยเผชิญช่วงเวลาที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ หรือพยายามเป็นคนที่ดีกว่าเดิม และบางที การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจเริ่มต้นจากการที่ใครสักคนเห็นคุณค่าในตัวเรา ก่อนที่เราจะมองเห็นมันด้วยตัวเองเสียอีก

เรื่องราวของผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง กลายเป็นแรงบันดาลใจให้บอริส ไอฟ์มัน (Boris Eifman) นักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับศิลป์ระดับโลก ให้ได้ลองหยิบเอาเรื่องราวคลาสสิกมาเล่าผ่านเวทีบัลเลต์ร่วมสมัย โดยเปลี่ยนให้ประติมากรรมหนุ่มกลายเป็นนักเต้นบอลรูมชื่อดัง ผู้ตั้งใจจะปั้นหญิงสาวหัวรั้นจากสลัมให้กลายมาเป็นนักเต้นระดับอัจฉริยะ

สิ่งที่ไอมันนสนใจ ไม่ใช่เพียงการสร้างนักเต้นที่เก่งขึ้น หากคือการสำรวจว่า การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไรระหว่างพรสวรรค์ ความพยายาม และสายตาของผู้ที่เชื่อมั่นในตัวเรา อะไรคือแรงผลักดันที่แท้จริงให้คนธรรมดาคนหนึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเอง

The Pygmalion Effect ถือเป็นผลงานชิ้นแรกของไอฟ์มันในรอบหลายปีที่หันมาสร้างสรรค์งานในแนว “โศกนาฏกรรมปนสุขนาฏกรรม” (tragicomedy) ซึ่งเป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เมื่อผู้ฝึกสอนต้องการเปลี่ยนลูกศิษย์ของเขาจากทั้งภายนอกและภายใน เรื่องราวต่างๆ ก็ได้ดำเนินไปท่ามกลางบทเพลงของราชาเพลงวอลทซ์อย่าง โยฮัน ชเตราส์ ที่สอง (Johann Strauss II) นับเป็นครั้งแรกในเส้นทางการสร้างสรรค์ผลงานอันยาวนานของไอฟ์มัน ที่เขาเลือกใช้บทประพันธ์ของชเตราส์เป็นหัวใจสำคัญของการแสดง

ในฐานะศิลปินผู้ไม่เคยหยุดสำรวจความซับซ้อนของจิตใจ ไอฟ์มันได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักจิตวิทยาแห่งโลกบัลเลต์" เพราะผลงานของเขาแทบทุกเรื่องล้วนมุ่งสำรวจด้านลึกของจิตใจมนุษย์ มากกว่าจะเล่าเรื่องราวตามขนบของบัลเลต์คลาสสิก ตัวละครของไอฟ์มันสื่อสารความตึงเครียดต่างๆ ผ่านการเคลื่อนไหวที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ จนทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับกำลังอ่านนวนิยายทางความคิดผ่านภาษาของร่างกาย

บางที เมื่อม่านการแสดงปิดลง นอกจากความประทับใจจากความงามของบทเพลงและท่าเต้น ผู้ชมอาจได้กลับไปมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เราทุกคนต่างมีพลังที่จะเป็น "พิกมัลเลียน" ของใครบางคนได้เสมอ และบางครั้ง ความเชื่อเพียงเล็กน้อยที่เรามอบให้ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของใครคนหนึ่งก็เป็นได้

The Pygmalion Effect ของบอริส ไอฟ์มัน จะเปิดการแสดงในประเทศไทยเพียงหนึ่งรอบเท่านั้น ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2026 เวลา 19.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สามารถจองนี่ทั่งล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ https://bit.ly/4dytRu5 หรือที่ Bangkokfestivals.com

จองตั๋วผ่าน Thaiticketmajor https://www.thaiticketmajor.com/performance/the-pygmalion-effect-by-eifman-ballet.html

References:

The Pygmalion Effect https://eifmanballet.com/performances/3

Understanding the Pygmalion Effect https://www.psychologytoday.com/us/blog/raising-resilient-children/202505/understanding-the-pygmalion-effect

The Pygmalion Effect https://useyouredge.com/the-pygmalion-effect-in-learning/

WE BEGIN WITH PYGMALION https://www.lct.org/explore/blog/we-begin-pygmalion/

กระแสตอบรับดีเกินคาด!! ศุภาลัยเพิ่มสิทธิพิเศษรอบใหม่ 🎉 กับงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ Bangkok's 28th ...
10/08/2026

กระแสตอบรับดีเกินคาด!! ศุภาลัยเพิ่มสิทธิพิเศษรอบใหม่ 🎉 กับงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ
Bangkok's 28th International Festival of Dance & Music 💃🕺

#เป็นลูกบ้านศุภาลัยดี๊ดี รับสิทธิพิเศษ สำหรับลูกบ้านศุภาลัย รับสิทธิ์ส่วนลด 10%
📲 โหลดแอป SABAI แล้วไปรับสิทธิ์กันเลย >> http://supalai.ly/424QRw9

🎪 รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangkokfestivals.com

*สิทธิ์มีจำนวนจำกัด เงื่อนไขเป็นไปตามที่ Bangkok Festival กำหนด

#เป็นลูกบ้านศุภาลัยดี๊ดี ีวิตให้สบายกับศุภาลัย

ที่อยู่

75/10 Sukhumvit 19
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+6626616829

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bangkok's International Festival of Dance & Musicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bangkok's International Festival of Dance & Music:

ทางลัด

แชร์