Movies Delight Club

Movies Delight Club เขียนถึงหนัง และซีรีย์

How to Train Your Dragon (Dean DeBlois, 2025)“เพราะเราต่างหวาดกลัวซึ่งกันและกัน เราจึงทำร้ายกัน” How to Train Your Drago...
20/06/2025

How to Train Your Dragon (Dean DeBlois, 2025)
“เพราะเราต่างหวาดกลัวซึ่งกันและกัน เราจึงทำร้ายกัน” How to Train Your Dragon ยังคงพาเราไปร่วมสนุกและเพลิดเพลินได้ตลอดทั้งเรื่อง แม้จะไม่มีสิ่งใหม่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทั้งฉากต่าง ๆ การดำเนินเรื่อง เพียงแต่เปลี่ยนจากแอนิเมชันเป็นภาพยนตร์ live action แต่ด้วยเนื้อหาที่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างเผ่าไวกิ้งและมังกร ยังคงซึ้งกินใจและประทับใจไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนจากศัตรูกลายเป็นเพื่อนคู่ใจ
เนื้อเรื่องยังคงสามารถพาเราไปทำความเข้าใจถึงการให้อภัยและการยกโทษโดยปราศจากความหวาดกลัว ทุกเผ่าพันธุ์ต่างมีเหตุผลในการดำรงอยู่ เมื่อเราเปิดใจและหันหน้าสื่อสารกัน เราอาจเข้าใจกันมากขึ้น และเพราะการเปิดใจต่อกันนี้เอง ความหวาดกลัวจึงจางหายไปในใจมนุษย์ เราต่างหวาดกลัวซึ่งกันและกัน จึงทำร้ายกันไม่สิ้นสุด หนังมีหลายฉากที่พาเราไปสัมผัสกับเสี้ยววินาทีแห่งการเปิดใจผ่านแววตา การหยุดไตร่ตรองเพียงชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้เราให้อภัยซึ่งกันและกัน และมองเห็นความกลัวในใจอีกฝ่าย จนทำให้เราหยุดทำร้ายกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ฮิคคัพ คือตัวละครที่เปรียบเสมือนลูกแกะในฝูงหมาป่า แม้เขาจะต้องการเป็นไวกิ้งอย่างที่พ่อหวัง แต่เส้นทางของฮิคคัพกลับแตกต่างจากพวกพ้อง ความกล้าที่จะยืนหยัดในความเชื่อของตนและเอาชนะความกลัวในใจ คือสิ่งที่พาทุกคนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และหยุดยั้งการต่อสู้ฆ่าฟันกัน แม้จะอ่อนแอทางร่างกาย แต่เขากลับเปลี่ยนจุดด้อยให้กลายเป็นจุดแข็ง ใช้หัวใจที่กล้าหาญลุกขึ้นตั้งคำถามต่อขนบประเพณีที่สืบทอดมายาวนานนับพันปีของเผ่าตนเอง การกล้าลุกขึ้นมาแตกต่างเช่นนี้ ต้องอาศัยหัวใจที่แข็งแกร่ง จนสามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม ๆ ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้
เมื่อมังกรและมนุษย์เข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน สันติสุขจึงเกิดขึ้น ข้อคิดจากเรื่องนี้สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความรุนแรงในโลกปัจจุบันได้เสมอ เมื่อมนุษย์เรียนรู้และเห็นคุณค่าของผู้อื่น เราจะไม่ทำร้ายกัน และสามารถหยุดยั้งความขัดแย้งต่าง ๆ ได้ เพราะแท้จริงแล้วเราต่างอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกัน การร่วมมือและเข้าใจกันจึงเป็นหนทางที่จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เช่นเดียวกับชาวไวกิ้งในเรื่องที่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมังกร และมังกรก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์
ท้ายที่สุด How to Train Your Dragon ยังมอบสารสำคัญว่าด้วยการต่อต้านความรุนแรงและสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ในโลกจริงที่ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังคงหวาดกลัวและไม่เข้าใจกัน หากเรายอมเปิดใจ ทำความเข้าใจเหตุและผล แล้วหันหน้าเข้าหากัน ประสานรอยร้าวในใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน โลกนี้ก็จะมีโอกาสได้สัมผัสสันติสุขที่แท้จริง…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

Dream (Lee Byeong-heon, 2023)“ปัญหาคนไร้บ้าน บอกเล่าความเป็น Underdog“ Dream เป็นภาพยนตร์แนวกีฬาผสมคอมเมดี้–ดราม่า ตลก ๆ...
16/06/2025

Dream (Lee Byeong-heon, 2023)
“ปัญหาคนไร้บ้าน บอกเล่าความเป็น Underdog“ Dream เป็นภาพยนตร์แนวกีฬาผสมคอมเมดี้–ดราม่า ตลก ๆ นำเสนอเรื่องราวของอดีตนักฟุตบอลชื่อดังที่ตอบรับงานโค้ชคุมทีมฟุตบอลคนไร้บ้านทีมชาติเกาหลี โปรดิวเซอร์สาว รับบทโดย IU ทำหน้าที่ถ่ายทำสารคดีบันทึกเรื่องราวของทีม หนังถ่ายทอดด้วยท่าทีอบอุ่น อารมณ์ขัน ดูได้เพลิน ๆ
บทสรุปของหนังเรื่องนี้จะเป็นสูตรสำเร็จเหมือน ๆ หนังกีฬาเรื่องอื่น ๆ แต่พล็อตที่เล่าเรื่องชีวิตคนไร้บ้านก็ทำให้มีความแตกต่าง และไม่เหมือนหนังกีฬาทั่วไป มีความซึ้งกินใจในประเด็นปัญหาของตัวละครแต่ละตัว หนังค่อนข้างเกลี่ยบทให้ตัวละครทุกตัวได้อย่างลงตัว ทุกปัญหาของตัวละครสามารถบอกเล่าได้ครบถ้วน และทำให้การร่วมทีมของทุกคนมีเรื่องราวที่สร้างความประทับใจ
โดยรวมแล้วเป็นหนัง Feel Good ดูได้เพลิน ๆ และแรงบันดาลใจของเรื่องนี้อยู่ที่ประเด็นของความหวังสำหรับคนไร้บ้าน แม้จะไม่ได้เข้มข้นและจริงจังในประเด็นนี้จนดูแล้วอินตาม แต่การหยิบประเด็นนี้มาเล่าก็ช่วยให้เราได้ขบคิดถึงปัญหาของคนไร้บ้านได้อยู่ไม่มากก็น้อย…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

12th Fail (Vidhu Vinod Chopra, 2023)“ยึดมั่นในความยุติธรรมและความถูกต้อง” 12th Fail เล่าเรื่องราวเส้นทางชีวิตของ ‘มาโนช’...
12/06/2025

12th Fail (Vidhu Vinod Chopra, 2023)
“ยึดมั่นในความยุติธรรมและความถูกต้อง” 12th Fail เล่าเรื่องราวเส้นทางชีวิตของ ‘มาโนช’ (หรือ มาโนช กุมาร์ ชาร์มา) เด็กชายจากครอบครัวยากจนในประเทศอินเดีย ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขามีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้ารับราชการ เป็นตำรวจที่ยึดมั่นในความยุติธรรม ตัวมาโนชต้องต่อสู้ดิ้นรนกับอุปสรรคทางสังคม ความยากจน และการคอร์รัปชัน
ความพยายามและการต่อสู้เพื่อให้ได้ตามฝัน แม้ว่า มาโนช จะมีฐานะที่ยากจน แต่เขาแสดงให้เราเห็นว่า ถ้ามนุษย์มีความมุ่งมั่น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถทำได้ เพียงแค่เราตั้งใจจริงกับสิ่งนั้น ถึงกระนั้น ความสำเร็จที่ได้มา ก็ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ คอยซัพพอร์ต ซึ่งตัวมาโนชเองก็มีสิ่งเหล่านี้คอยทดแทนในสิ่งที่ขาด ทำให้หนังมอบมุมมองเชิงมิตรภาพระหว่างเพื่อนพ้อง ทำให้ตัวเขาสามารถประสบความสำเร็จ
การยึดมั่นในความซื่อสัตย์ และยึดมั่นในอุดมการณ์ คือพลังสำคัญที่ทำให้มาโนชใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต แม้ว่าสภาพแวดล้อมรอบกายและสังคมจะเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน ซึ่งสังคมทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะสังคมชนบทในอินเดียที่ถูกปกครองด้วยผู้มีอิทธิพล มาโนชเกิดมาท่ามกลางการคอร์รัปชันและการทุจริตข้อสอบ โดยที่เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำไปนั้นคือความผิด แต่เมื่อเขาได้รับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ถูกต้อง มาโนชก็เลือกที่จะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ในการใช้ชีวิต
ท้ายสุด 12th Fail คือภาพยนตร์อินเดียที่นำเสนอปัญหาและสะท้อนภาพสังคมอินเดีย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการศึกษา ความไม่เท่าเทียม และความยากจน ผ่านเรื่องราวชีวประวัติของบุคคลที่มีตัวตนจริง นำมาสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมแต่งเติมสีสันให้เรื่องราวสนุกสนานตามสไตล์หนังอินเดีย แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็สอดแทรกความแฟนตาซีในพล็อตเพื่อให้คนดูได้ลุ้นและเอาใจช่วยตัวละครตลอดเรื่อง…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

Notting Hill (Roger Michell, 1999)“ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนหนึ่ง ขอให้เขารัก“ Nottin...
11/06/2025

Notting Hill (Roger Michell, 1999)
“ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนหนึ่ง ขอให้เขารัก“ Notting Hill เป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ที่เล่าเรื่องของ วิลเลียม แธคเกอร์ (Hugh Grant) เจ้าของร้านหนังสือท่องเที่ยวเล็ก ๆ ในย่านน็อตติ้งฮิลล์ของลอนดอน จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ แอนนา สก็อตต์ (Julia Roberts) ดาราฮอลลีวูดระดับโลกโดยบังเอิญ ทั้งสองเริ่มต้นความสัมพันธ์ท่ามกลางความต่างอย่างสุดขั้วระหว่างโลกของคนธรรมดากับโลกของดาราคนดัง
คู่พระนางคู่นี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เมื่อหยิบกลับมาดูซ้ำ ความอบอุ่น ความน่ารัก ไดอะล็อกตลกร้าย ยังชวนให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์เพลิดเพลิน หนังเต็มไปด้วยบทพูดที่มีไหวพริบ ตอบโต้กันไปมาระหว่างตัวละคร ทั้งตัวประกอบและตัวพระนาง ต่างมีมุกตลกขำ ๆ และฉากขำ ๆ ให้ประทับใจตลอดเรื่อง แม้ว่าไดอะล็อกและการดำเนินเรื่องจะเป็นสูตรสำเร็จ แต่ทั้งหมดก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกให้กับคนดูได้อย่างกินใจ
โลเคชั่นของหนังและบรรยากาศย่านน็อตติ้งฮิลล์ สวนสาธารณะ ตลาด ดูอบอุ่น และดูเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความสงบ ประกอบกับดนตรีประกอบ และเพลงประกอบในเรื่องก็ชวนให้หยิบมาดูเมื่อไหร่ ก็ยังคงคลาสสิกอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเพลง “When You Say Nothing at All” ประกอบฉากก็ชวนคลาสสิกประจำใจเสมอ ส่วนความคอมเมดี้ของหนังก็ยังมีจังหวะโบ๊ะบ๊ะพอได้ขำ ๆ อมยิ้ม
อย่างไรก็ดี แกนหลักของหนังก็คือความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่แทบจะอยู่คนละขั้ว และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะโคจรและได้รักกัน แต่ก็สามารถโคจรมาเจอกันได้ หนังนำเสนอแง่มุมหนึ่งของมนุษย์ธรรมดา ไม่ว่าจะยากดีมีจน เป็นดารามีชื่อเสียง หรือเป็นคนเดินดินธรรมดา ต่างมีความ “เปลี่ยวเหงาและต้องการใครสักคน ใครสักคนที่ยอมรับในความไม่เอาไหน และรับรักของเรา” หนังเสนอแง่มุมที่ว่าท้ายสุด เราเพียงต้องการแค่ใครสักคน…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

สงคราม ส่งด่วน, Mad Unicorn (ณฐพล บุญประกอบ, 2025)ดีงามทุกองค์ประกอบ.🎬
04/06/2025

สงคราม ส่งด่วน, Mad Unicorn (ณฐพล บุญประกอบ, 2025)
ดีงามทุกองค์ประกอบ.
🎬

CODA (Sian Heder, 2021)“ความใฝ่ฝันที่มีครอบครัวอยู่ด้วยกันเสมอ” ไม่แปลกใจเลยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในปีที่...
03/06/2025

CODA (Sian Heder, 2021)
“ความใฝ่ฝันที่มีครอบครัวอยู่ด้วยกันเสมอ” ไม่แปลกใจเลยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในปีที่เข้าฉาย และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ รูบี รอสซี เด็กสาวที่มีพ่อแม่เป็นคนหูหนวก (CODA) และเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในครอบครัวที่ได้ยินเสียง เธอพยายามช่วยเหลือครอบครัวในการประคับประคองธุรกิจประมงไปพร้อม ๆ กับการไล่ตามความฝันที่จะเป็นนักร้อง โดยเนื้อหาสาระเป็นหนังแนว coming of age ที่สร้างความประทับใจในความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
ประเด็นหลักของหนังคือการพาเราเข้าไปทำความเข้าใจความรู้สึกของคนที่เกิดมาในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นคนหูหนวก ซึ่งในชีวิตจริงก็มีเด็ก ๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย พวกเขาต้องเผชิญกับความรู้สึกที่หลากหลาย หนังทำให้เราเข้าใจเด็ก ๆ เหล่านี้ได้อย่างดี มุมหนึ่ง หนังสะท้อนให้เห็นถึงความทนทุกข์และโชคชะตาที่เป็นอุปสรรคต่อความฝัน เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เมื่อเกิดมาแล้ว สิ่งที่ทำได้คือการเรียนรู้และยอมรับครอบครัวของตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เมื่อความฝันต้องเผชิญกับอุปสรรคที่มาจากครอบครัว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ครอบครัว” ของรูบี คืออุปสรรคของเธอเอง เมื่อครอบครัวต้องพึ่งพารูบีในฐานะสมาชิกคนเดียวที่สามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้ หากขาดเธอไป อาชีพชาวประมงของครอบครัวก็ต้องจบลง พ่อและพี่ชายไม่สามารถออกเรือได้ การงานต้องหยุดชะงัก และความฝันของรูบีที่อยากเป็นนักร้องก็ดูจะขัดแย้งกับความจริงที่ว่าคนในครอบครัวของเธอไม่สามารถฟังเสียงอันไพเราะของเธอได้
เหนือสิ่งอื่นใด หนังก็นำเสนอฉากที่รูบีสามารถแสดงความสามารถของตนออกมาให้ครอบครัวเข้าใจได้ว่า เธอมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงมากแค่ไหน ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่กินใจและประทับใจอย่างมาก
ความเปราะบางของชีวิตวัยรุ่น รูบี คือตัวแทนของเด็ก ๆ ที่กำลังเรียนรู้การเติบโต และอาจออกนอกลู่นอกทางได้หากไม่มีคนคอยชี้แนะ ความโชคดีของเธอคือการมีครูที่ดี มีเพื่อนที่ดี และแน่นอนว่ามีครอบครัวที่พร้อมจะซัพพอร์ตเธอ แม้ในตอนแรกจะยังไม่เข้าใจนักก็ตาม ในโลกความเป็นจริง เด็กผู้หญิงที่มีความฝันแบบรูบีอาจไม่ได้โชคดีเท่านี้ และอาจกำลังหลงทางในเส้นทางของความเปราะบางโดยไม่มีใครเห็นก็ได้
หนังเรื่องนี้ยังใช้นักแสดงหูหนวกจริงมารับบท ซึ่งแสดงถึงการให้เกียรติตัวละคร และเพิ่มความสมจริงให้กับเรื่องราว อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักแสดงหูหนวกได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ จนนักแสดงที่รับบทพ่อของรูบี ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชาย ด้านการแสดงของตัวละครอื่น ๆ อย่างแม่และพี่ชายก็ทำให้เรื่องราวของครอบครัวนี้ทรงพลังและเข้าถึงอารมณ์ได้ลึกซึ้ง ดนตรีประกอบในเรื่องก็ช่วยเติมเต็มอารมณ์และทำให้เพลิดเพลินตลอดการรับชม
ท้ายที่สุด CODA คือภาพยนตร์ที่ใช้ความขัดแย้งหรือความย้อนแย้งระหว่าง “เสียงเพลง” และ “ความเงียบ” ถ่ายทอดเรื่องราวของการเติบโตของเด็กสาวที่มีความฝันได้อย่างงดงาม อบอุ่น และกินใจ มอบทั้งรอยยิ้มและน้ำตาไปพร้อมกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ CODA ไม่ใช่แค่การดูชีวิตของครอบครัวคนหูหนวกธรรมดา แต่เป็นการเข้าใจชีวิต การเติบโต และการกล้าออกจากอ้อมกอดของครอบครัว เพื่อจะได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง… ควรค่าแก่การรับชมอย่างยิ่ง
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

Minari (Lee Isaac Chung,2020)“ความล้มเหลวเพื่อรอวันที่เติบโต” ภาพยนตร์นำพาให้เราเห็นถึงกระบวนการเติบโตและการต่อสู้ดิ้นรน...
27/05/2025

Minari (Lee Isaac Chung,2020)
“ความล้มเหลวเพื่อรอวันที่เติบโต” ภาพยนตร์นำพาให้เราเห็นถึงกระบวนการเติบโตและการต่อสู้ดิ้นรนของครอบครัวอพยพชาวเกาหลีในดินแดนอเมริกา ตัวพ่อผู้ต้องการทำสวนในดินแดนแห่งใหม่ และพยายามทำให้ตัวเองมีเรื่องราวความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิต และแม่ที่ไม่ได้รู้สึกมั่นคงและกังวลใจกับชีวิตในอนาคต ทั้งสองคนมีลูกด้วยกันสองคน และต้องดูแลยายที่เดินทางมาอยู่ด้วยจากประเทศเกาหลี ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านพักรถบ้าน ในพื้นที่ไร่ ความหวังคือการเริ่มต้นใหม่
ความเรียบง่ายของหนังคือการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความเนิบช้าให้เราพินิจพิจารณาถึงความปวดร้าวและบาดแผลของครอบครัว คุณยายเดินทางมาจากเกาหลี และนำต้น Minari หรือ ผักชีลาวเกาหลี มาปลูก ต้นไม้ชนิดนี้เป็นพืชที่เติบโตในที่ที่แห้งแล้ง ริมน้ำ หรือแม้แต่ในพื้นที่ที่ไม่มีใครสนใจ ต้น Minari จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของครอบครัวนี้ไม่ผิดเพี้ยน เมื่อเราได้สืบค้นหาความหมายของต้นนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจแก่นสารของเรื่องราวทั้งหมด
Minari ในความหมายนี้ คือสัญลักษณ์ของการปรับตัว ความยืดหยุ่น และชีวิตใหม่ที่ฝังรากในดินแดนแปลกหน้า อย่างไม่ต้องสงสัย ครอบครัวชาวเกาหลีในดินแดนแปลกหน้า และบอกกล่าวถึงความล้มเหลว ความผิดหวัง และการเริ่มต้นใหม่ แน่นอนว่าพล็อตเรื่องพาเราไปทำความเข้าใจตัวละครฝั่งพ่อและฝั่งแม่ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ความใฝ่ฝันของตัวพ่อ ความมั่นคงในฝั่งแม่ ปะทะกันผ่านการเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้งสองคน และตัวละครยายคือตัวเชื่อมผสานรอยร้าวระหว่างครอบครัว
ประเด็นที่น่าคิดต่อ ในวันใดวันนี้ถ้าเรามีความใฝ่ฝัน หรือคนที่เรารักมีความใฝ่ฝัน จำเป็นมั้ยที่ความใฝ่ฝันนั้นต้องลงเอยด้วยความสำเร็จ เราจะสามารถยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนที่เรารักได้มั้ย หรือแท้จริงแล้ว ครอบครัว คือการอยู่เคียงข้างกันเสมอในวันที่ล้มเหลวในวันที่สำเร็จ และแม้ปลายทางจะดูยากลำบากเต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ นา ๆ แต่การอยู่ด้วยกันครบทั้งครอบครัว ก็คือพลังต่อเติมชีวิตในวันใหม่
อย่างไรก็ดี ความลึกซึ้งของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการใช้ความไร้เดียงสาของเด็กน้อย และทำให้เราที่เป็นคนดู คล้อยตามไปกับสายตาของเด็กน้อย โดยเฉพาะตัวลูกชาย ที่คอยสังเกตการณ์ และเรียนรู้จนกระทั้งเติบโตในที่สุด ซึ่งคงไม่ต่างอะไรกับเราที่เริ่มต้นการดูครอบครัวนี้ในเรื่องด้วยสายตาที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ค่อย ๆ เรียนรู้ไปพร้อมตัวละครในท้ายที่สุด
สุดท้าย Minari คือภาพยนตร์ที่ใช้จังหวะเล่าที่เนิบช้า ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดนตรีประกอบไพเราะประกอบกับความเป็นชนบทและธรรมชาติ และการแสดงที่ยอดเยี่ยมของทุกคน ซึมซับความเป็นครอบครัวผ่านสายตาของเด็กน้อย ผ่านการดิ้นรนของหัวหน้าครอบครัว และผ่านความห่วงใยของคนเป็นแม่ ผ่านสายตาของเด็กน้อย บทสรุปที่จริงใจ และคำถามปลายเปิดว่าแท้จริงแล้วความสำเร็จที่แลกมาด้วยครอบครัวคุ้มค่าหรือไม่? หรือการรักษาครอบครัวให้ยังคงอยู่ไว้ในดินแดนแปลกหน้าคือความสำคัญ….
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

Grave of the Fireflies (Isao Takahata, 1988)“ความโหดร้ายของสงคราม และความเพิกเฉยต่อเพื่อนมนุษย์” สุสานหิ่งห้อย คือภาพยนต...
23/05/2025

Grave of the Fireflies (Isao Takahata, 1988)
“ความโหดร้ายของสงคราม และความเพิกเฉยต่อเพื่อนมนุษย์” สุสานหิ่งห้อย คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่ถ่ายทอดความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างสะเทือนใจ ผ่านเรื่องราวของสองพี่น้องไร้เดียงสา เซตะและเซซึโกะ ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดหลังจากบ้านเมืองถูกทิ้งระเบิด ความสูญเสีย ความอดอยาก และการขาดแคลนทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้า
แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด สุสานหิ่งห้อย ยังคงทำหน้าที่ในการเตือนใจเราเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามได้อย่างดี ทั้งในด้านชีวิต ความหวัง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ภาพยนตร์ไม่ได้มุ่งโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ชี้ให้เห็นถึง ความสูญเสียจากสงครามในทุกมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็ก ๆ ที่ไม่มีทั้งอำนาจและทางเลือกใดในการกำหนดชีวิตของตนเอง
สิ่งที่โดดเด่น คือการนำเสนอ “ภัยสงคราม” ไม่ผ่านฉากการสู้รบหรือความรุนแรงโดยตรง แต่ผ่านการใช้ชีวิตประจำวันอันแสนลำบากของตัวละคร โดยเฉพาะฉากที่เซซึโกะเสียชีวิตจากการขาดสารอาหาร นับเป็นฉากที่เจ็บปวดและตราตรึงใจผสมความเศร้าอย่างถึงที่สุด
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การวิพากษ์สังคม โดยหนังสะท้อนให้เห็นถึงความเย็นชาและการเพิกเฉยของผู้คนรอบข้าง ป้าที่ควรเป็นที่พึ่งกลับปฏิบัติต่อสองพี่น้องอย่างเฉยเมย ในขณะเดียวกัน เซตะเองก็มีอัตตา ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากคนอื่น นำไปสู่จุดจบอันแสนเศร้า เป็นภาพแทนของมนุษย์ในภาวะที่ศักดิ์ศรี ความดื้อรั้น และการไม่เปิดใจต่อกัน กลายเป็นการทำลายตัวเอง
ถึงแม้ว่า สุสานหิ่งห้อย จะเป็นแอนิเมชันที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1988 แต่เนื้อหาและสาระภายในเรื่องยังคงเข้มข้นและร่วมสมัย ความงามของภาพถูกนำมาใช้เพื่อขับเน้นความเปราะบางของชีวิต และ “หิ่งห้อย” ในเรื่องก็เปรียบเสมือนชีวิตของเด็กน้อยที่ส่องแสงอย่างงดงามเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดับไปท่ามกลางความมืดมิดของสงคราม
ในท้ายที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวของสองพี่น้อง แต่ยังสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของมนุษย์ในภาวะสงคราม และย้ำเตือนเราถึงความสำคัญของ ความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นมนุษย์ และการไม่เพิกเฉยต่อผู้ที่กำลังลำบาก เป็นเรื่องราวทีแสนเศ้ราใจแต่ทรงพลังและมีคุณค่าต่อความเป็นมนุษย์ได้อย่างกินใจ…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

PK (Rajkumar Hirani, 2014)ในวันที่พระเจ้าโทรผิดเบอร์? PK คือหนังอินเดียที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เนื้อหาสาระและท่าทีการสื่อ...
20/05/2025

PK (Rajkumar Hirani, 2014)
ในวันที่พระเจ้าโทรผิดเบอร์? PK คือหนังอินเดียที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เนื้อหาสาระและท่าทีการสื่อสารก็ยังคงแหลมคมและคมคาย ละมุนละม่อมในการสื่อสารถึงความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อในพระเจ้า ตัวตนของพระเจ้า แก่นสารของพระเจ้า ท่วงทำนองวิธีเล่าเรื่องที่ใช้ตัวละครเอกเป็น “มนุษย์ต่างดาว” ที่ต้องตกยากลำบากเพราะถูกขโมยรีโมตเรียกยาน ทำให้ไม่สามารถกลับดาวตัวเองได้ เขาต้องผจญกับความหลากหลายทางความเชื่อ และความหลากหลายทางศาสนา
หนังพาเราไปตั้งคำถามและเสียดสีการมีอยู่ของผู้รับศาสน์จากพระเจ้า (มนุษย์) ว่าจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องมีคนกลางเพื่อเชื่อมต่อกับพระเจ้า จนเกิดการหลอกลวงผู้คนให้หลงเชื่อและหลงใหล กลายเป็นการศรัทธาและเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ความตลกร้ายของหนังคือการใช้ประเด็นที่ซีเรียสอ่อนไหว มานำเสนอให้เราฉุกคิดว่า คนกลางหรือผู้รับสารจากพระเจ้าต่าง ๆ นั้น กำลังบิดเบือนคำสอนของพระเจ้าโดยตรง หรือแท้จริงแล้ว พระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีผู้สื่อกลางเลย?
PK คือมนุษย์ต่างดาวที่ลงมายังโลกมนุษย์และพบเจอความหลากหลายของ “พระเจ้า” และพยายามถามหาพระเจ้าด้วยความไร้เดียงสา “พระเจ้าอยู่ไหน?” ทำไมใคร ๆ ก็อธิษฐานถึงพระเจ้า ขอพรจากพระเจ้า PK เดินทางไปสักการะและเคารพบูชาในทุกความเชื่อต่อพระเจ้า เพื่ออ้อนวอนให้พระเจ้านำรีโมตคืนมาให้ เพื่อที่เขาจะได้เรียกยานแม่มารับกลับบ้าน แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากพระเจ้า หรือว่าคำอธิษฐานของเขาคือการ “โทรผิดเบอร์”? หรือคนกลางเจ้าลัทธิกำลังหลอกลวง เอาความเชื่อของคนมาหาผลประโยชน์?
การเสียดสีประเด็นการหลอกลวงทางศาสนา การใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือหากิน และการชักชวนให้คนลุ่มหลง จากผิดเป็นถูก จากถูกเป็นผิด หรือกระทั่งฆ่ากันเพราะต่างความเชื่อ คือแกนหลักของการขับเคลื่อนเนื้อหา และตลอดการดำเนินเรื่อง เราจะได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อ ชนชั้นวรรณะ การแต่งงาน จนไปถึงการใช้สื่อเพื่อล้างสมองผู้คนที่เกิดขึ้นในสังคมอินเดียได้อย่างเจ็บแสบแต่ก็เพลิดเพลิน
อย่างไรก็ดี หนังเองไม่ได้สะท้อนถึงประเด็นทางความเชื่ออย่างเดียว ยังมีประเด็นของความรักที่ตัว PK ได้เรียนรู้อีกด้วย และเพราะความรักนี้เองที่ทำให้ตัวเขาเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์โลกมากขึ้นในตอนท้าย รวมถึงได้เรียนรู้และเข้าใจว่ามนุษย์ควรอาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตา เห็นอกเห็นใจ และไม่จำเป็นเลยที่ต้องผ่านพิธีกรรมหรือคนกลาง เราทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อทำความเข้าใจและศรัทธาต่อพระเจ้าในแบบฉบับของตัวเรา โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
ท้ายสุด PK ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การรับชม เพราะนอกจากเราจะได้เรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมความเชื่อ เรายังได้ข้อคิดเตือนใจและตระหนักถึงความเชื่อของเราเอง และตั้งคำถามถึง “ความจริง” ในแบบที่ไม่ได้ลบหลู่ความเชื่อของผู้อื่น PK ชี้ชวนให้เรากลับมามองว่า เราต่างมีพระเจ้าองค์เดียวกัน เพียงแต่เราอาจเรียกท่านแตกต่างกัน และแน่นอนว่า พระเจ้าคงไม่ทำให้มนุษย์อย่างเรา ๆ แบ่งแยกจากกัน มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่แบ่งแยกและตีความความเชื่อกันเอง และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อแบบไหน หรือไม่มีความเชื่อทางศาสนาใดเลย สิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ คือการยอมรับ ไม่ตัดสินผู้อื่น และอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ
🎬

Wonderland (Kim Tae-yong, 2024)ระหว่างจิตวิญญาณของคนที่เรารักกับร่างกายที่สามารถสัมผัสได้ของคนรัก เราจะเลือกอย่างไหน? เป...
15/05/2025

Wonderland (Kim Tae-yong, 2024)
ระหว่างจิตวิญญาณของคนที่เรารักกับร่างกายที่สามารถสัมผัสได้ของคนรัก เราจะเลือกอย่างไหน? เป็นคำถามตลอดการรับชม Wonderland หากในอนาคตเราสามารถพูดคุยสื่อสารกับคนที่จากไปแล้วได้อีก แม้ร่างกายเขาจะจากไป แต่ความทรงจำ ความนึกคิด และจิตวิญญาณยังคงอยู่ เราจะยังเลือกสื่อสารกับเขาต่อไปไหม?
Wonderland เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตที่มนุษย์สามารถใช้บริการโปรแกรมดิจิทัลในการสื่อสารระหว่างคนเป็นกับคนตาย โลกเสมือนที่มีเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความไม่จริง ประเด็นที่หนังหยิบมานำเสนอและบทสรุปที่หนังเลือกใช้ ทำให้เราผู้รับสารรู้สึกร่วม และพาตัวเองไปสัมผัสแง่มุมทางความคิดว่า ถ้าเป็นตัวเรา เราจะเลือกใช้บริการนี้ไหม? ผลดีและผลเสียของบริการนี้ส่งแรงสะเทือนทางจิตใจอย่างไร?
ในอีกมุมหนึ่ง หนังไม่ได้อธิบายอย่างตรงไปตรงมา แต่เปิดโอกาสให้เรารับผลกระทบจากการเลือกของตัวละคร ว่าเรารับรู้แง่มุมไหน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน ตัวหนังมีท่าทีที่ค่อนข้างจริงจัง และแน่นอนว่าเมื่อเป็นงานไซไฟล้ำยุค ก็ย่อมมีความเหนือจริงให้เราค้นหา และตั้งคำถามถึงโลกอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธการมาถึงของระบบ AI ได้
หนังพาเราไปตั้งคำถามถึงการใช้ระบบ AI ที่สร้างแบบจำลองตัวตนของคนที่จากไป ทำให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถเชื่อมต่อความคิดถึงผ่านระบบปฏิบัติการ ซึ่งตั้งคำถามว่า สิ่งนี้เป็นการยอมรับหรือฉุดรั้งการจากลา? เป็นการหลีกหนีความจริงของการสูญเสียหรือไม่? เทคโนโลยีทำให้เราหลีกหนีจากโลกแห่งความจริงได้มากแค่ไหน? และการใช้เทคโนโลยีในการเยียวยาความรู้สึกนั้น ถูกต้องในเชิงศีลธรรมหรือไม่?
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เส้นแบ่งระหว่างโลกเสมือนกับโลกความจริงที่หนังนำเสนออย่างชัดเจน ภาพลวงและภาพจริงเริ่มซ้อนทับกัน หนังแทบที่จะทำให้เราเชื่อว่าโลกคู่ขนานสามารถเชื่อมต่อกับโลกจริงได้ จิตวิญญาณเสมือนอาจมีพลังงานในการส่งสารถึงโลกจริง ผ่านสายใยความรักที่ไม่สามารถปิดกั้นได้ แต่ท้ายที่สุด ทุกสิ่งยังคงต้องหวนกลับสู่ความจริง และทำได้เพียง “ยอมรับ” ความจริงนั้น หนังเองก็ไม่ทิ้งประเด็นทางศีลธรรมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยตลอดทั้งเรื่อง หนังค่อย ๆ ดำเนินไปเพื่อชี้ให้เห็นประเด็นทางศีลธรรมในท้ายที่สุด
Wonderland จึงเป็นภาพยนตร์ไซไฟดราม่าที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้ง มีจังหวะช้าเร็วให้เราได้พิจารณาถึงท่าทีของเทคโนโลยีซึ่งเป็นได้ทั้งคุณและโทษ เหนืออื่นใด ภาพสะท้อนของการดำรงอยู่ของคนเป็น และการลาจากของคนตาย ก็ชัดเจนเหลือเกิน จนทำให้เราตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิต และความไม่มีชีวิตได้อย่างลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์ครับ

🎬

Perfect Days (Wim Wenders, 2023)”บ่อยครั้งความสงบและความสุขก็เกิดขึ้นเพียงช่วงขณะเดียว เวลานี้ ณ ตอนนี้“ อาจจะกล่าวได้ว่...
28/01/2025

Perfect Days (Wim Wenders, 2023)
”บ่อยครั้งความสงบและความสุขก็เกิดขึ้นเพียงช่วงขณะเดียว เวลานี้ ณ ตอนนี้“ อาจจะกล่าวได้ว่าหนังเรื่องนี้ส่งมอบข้อความในความหมายของความสุขที่เกิดขึ้นจากสิ่งเล็กสิ่งน้อย เพียงแค่เรายิ้มให้กับเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของหนึ่งวัน วันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษอาจกลายเป็นโมเมนต์พิเศษ “ขอบคุณวันธรรมดา”
ในแต่ละวันเราเพียงค้นหาและต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่าง แต่ตัวละครในเรื่องกลับทำสิ่งที่ตรงข้ามกัน คือการใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนและยอมรับชีวิตที่เกิดขึ้น ยอมรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในวันที่อากาศดี อากาศร้อน หรือวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ วันที่ทนทุกข์ วันที่ต้องสละบางสิ่งเพื่อไปต่อ วันนี้และช่วงขณะนี้เท่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเพียงไม่กี่วินาทีที่ผ่านไปมันก็จะกลายเป็นอดีต เราเพียงบันทึกห้วงเวลาขณะนั้นไว้เพียงความทรงจำหรือบันทึกเป็นรูปถ่ายเก็บไว้เท่านั้น
ทุกวันที่เราหลับตาลงนอนในพื้นที่คุ้นเคย และตื่นมาในพื้นที่คุ้นเคย ตื่นมาทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานประจำ ทำสิ่งที่เราเคยคิดว่าไม่อยากทำ ต้องทำอีกแล้ว ตัวละครกำลังบอกเราว่า ทุกสิ่งที่เรากำลังทำซ้ำ ๆ กันทุกวัน มันก็เป็นเพียงแค่วันหนึ่งวันที่มันก็จะผ่านไป ป่วยใจที่จะต้องไปร้อนรนทนทุกข์กับอะไรซ้ำ ๆ เพียงแค่ลองมองสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น หรือยินดีในสิ่งที่เหมือนเดิม วันนี้ยังเหมือนเดิม วันนี้ดีที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน แล้วยิ้มรับไปกับวันที่ผ่านเข้ามาอีกหนึ่งวัน ใช้ชีวิตและพบเจอกับวันที่กำลังจะผ่านเข้ามา
หนังพาเราไปเฝ้ามองชีวิตของชายวัยกลางคน พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ ที่ดำเนินชีวิตซ้ำ ๆ ในทุกวันได้อย่างลื่นไหล งานภาพทำให้เราเพลินไปกับกิจวัตรที่ดูน่าเบื่อจำเจ ตื่นเช้ามารดน้ำต้นไม้ ฟังเทปคาสเซ็ตยุคเก่า เข้าทำงานทำความสะอาดห้องน้ำในที่เดิม ๆ พักกินข้าวกลางสวน ถ่ายกล้องฟิล์มแสงแดดใบไม้ ไปร้านขายหนังสือมือสอง กลับบ้านมาอ่านหนังสือแล้วก็นอน แม้จะเป็นชีวิตที่ไม่มีอะไร แต่ตัวละครกลับสื่อและส่งพลังของความหลงใหลและดื่มด่ำกับงานที่ทำ กิจวัตรที่ทำอย่างปลื้นปิติ ทำให้เรานึกถึง ‘อิคิไก‘ ปรัชญาการทำสิ่งที่รักของคนญี่ปุ่น ตัวละครมอบความหมายของ ’อิคิไก’ ให้เราอย่างชัดเจน แม้ว่างานทำความสะอาดห้องน้ำจะดูเป็นงานที่ต่ำต้อยและไม่มีใครอยากทำก็ตาม แต่ความมุ่งมั่นที่จะทำให้ห้องน้ำสะอาดหมดจดไม่มีที่ติ คือความภาคภูมิใจของตัวละคร
โลเคชั่นห้องน้ำสาธารณะในเรื่องออกแบบมาได้น่าประทับใจมาก ดูแล้วก็อุทานว่า ทำไมห้องน้ำต้องสวยโดดเด่นขนาดนี้ เป็นห้องน้ำที่ถูกพัฒนาให้ทันสมัยแต่กลับถูกดูแลรักษาจากคนยุคเก่าโลเทคก็คือตัวละครเอก เป็นความขัดแย้งที่ดูลงตัวและกลมกลืนไปพร้อม ๆ กัน สะท้อนให้เรามองเห็นในมุมของสังคมผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นเองที่อาจจะกำลังอยู่คนละโลกกับยุคปัจจุบัน และตัวละครในเรื่องจะเรียกว่าเป็นคนหลงยุคก็ว่าได้ แต่เหนืออื่นใด ยังมีผู้คนที่หลงยุคเหมือนกับตัวละครหลักในเรื่องอยู่ไม่น้อย เหมือนหนังจะสื่อว่าคนเหล่านี้ (คนแก่) อาจกำลังถูกทอดทิ้ง
ประเด็นของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนคนแก่ตามไม่ทัน และยังคงใช้ชีวิตอยู่ในยุคเก่าไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงจากเทป อาบน้ำในโรงน้ำเก่าที่มีคนมาใช้แค่สามคน (คนแก่) ล้างรูปฟิล์มในร้านที่แทบจะไม่มีคนใช้บริการแล้ว ไปบาร์ที่คนทำกับข้าวเป็นผู้หญิงและร้องเพลงนันทนาการให้ผู้ชายฟัง กินอาหารในร้านใต้สถานีรถไฟเก่า ๆ เสมือนอยู่คนละโลกกับปัจจุบัน เหมือนตัวละครกำลังติดอยู่ในยุคอดีตและไม่เพียรพยายามออกจากอดีต ทำได้เพียงยอมรับและมีความสุขกับพื้นที่ในอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้ว่าบางสถานที่ที่อยู่ดี ๆ ก็หายไป ตัวละครเองกลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเคยเป็นสถานที่อะไรมาก่อน แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ขอใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในช่วงเวลาปัจจุบัน
ส่วนหนึ่งหนังสื่อสารว่า ไม่ว่าคนยุคเก่าจะยังคงใช้ชีวิตอย่างไร ก็ยังมีคนยุคใหม่ที่ยังคนหลงรักการฟังเพลงจากเทป ยังชอบถ่ายรูปกล้องฟิลม์ ยังชอบอ่านหนังสือเล่มเก่า ยังคงคอยเชื่อมโยงยุคเก่าให้เข้ากับยุคใหม่อยู่เสมอเช่นกัน หนังไม่ได้ใจร้ายทำให้เราก็คิดว่าสังคมยุคใหม่ได้ทอดทิ้ง ละทิ้งคนแก่ขนาดนั้น ยังมีวัยรุ่นบางส่วนที่ทำให้คนสมัยเก่าพอมีรอยยิ้มได้
ประโยคหนึ่งที่น่าจะบอกพวกเราทุกคนว่าอย่าไปกังวลใจกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คือการคุยกันของลุง(ตัวละครเอก)กับหลานสาว “วันหลังก็คือวันหลัง วันนี้ก็คือวันนี้” มีความสุขกับวันนี้กันเถอะ
ท้ายสุด Perfect Days คือการสะท้อนภาพของโลกยุคเก่าของชายที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุในญี่ปุ่น และตัวละครเองก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุคเก่าเหมือนเดิม ผ่านโลเคชั่นที่เปลี่ยนแปลงทันสมัยคือห้องน้ำสาธารณะ ที่คนยุคใหม่อาจจะไม่ทันสังเกตุว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนแล้ว แน่นอนว่า ตัวเราเองก็ไม่ได้สังเกตุจนกระทั่งได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ บางทีเราก็ใช้ชีวิตกันรีบเร่งเกินไปจนไม่ทันได้มอง เพียงแค่หยุดมองกันสักหน่อย เราอาจจะค้นพบความพิเศษ ณ ช่วงขณะนี้ ช่วงเวลานี้ แล้วยิ้มมีความสุขไปกับมัน เล็ก ๆ น้อย ๆ จึงสำคัญ ไม่แพ้สิ่งใหญ่ ความสุขเล็ก ๆ อาจเทียบเท่าความสุขใหญ่ ๆ เพราะมันก็คือความสุขเหมือนกัน และวันนี้ก็เป็นวันที่ดีที่เรายังได้ใช้ชีวิตอยู่…
ขอให้มีความสุขกับการรับชมภาพยนตร์

🎬

ธี่หยด (ทวีวัฒน์ วันทา, 2023)ส่วนที่ชอบที่สุดคือชั่วโมงแรกของหนัง ความลึกลับดำมืดและภาพสะท้อนครอบครัวชนบท ดนตรีประกอบ คว...
01/05/2024

ธี่หยด (ทวีวัฒน์ วันทา, 2023)
ส่วนที่ชอบที่สุดคือชั่วโมงแรกของหนัง ความลึกลับดำมืดและภาพสะท้อนครอบครัวชนบท ดนตรีประกอบ ความหวาดระแวงว่าจะเกิดอะไรกับตัวละคร บรรยากาศความโดดเดี่ยวของตัวบ้านกลางไร่ และบริบทความเป็นชนบท เรื่องเล่า ตำนาน โดยเฉพาะซาวด์ประกอบ ทำให้เราตามติดและรู้สึกได้ถึงความน่าหวาดกลัว นักแสดงเด็กแสดงหลอนใช้ได้เลย แต่หลังจากทุกอย่างคลี่คลายอย่างรวดเร็วในสององก์ท้าย และตัวละครรู้ว่ากำลังสู้กับอะไร หนังก็พาเราเปลี่ยนโหมดอารมณ์ไปสู่สถานการณ์ระหว่างการต่อสู้คนกับผี ซึ่งแทบที่จะไม่เหลือความน่าหวาดกลัวใด ๆ เลย ทำให้เราไม่รู้สึกสนุกและไม่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือเอาใจช่วยตัวละคร พล็อตที่วางไว้ก็ดูง่ายและเรียบเกินไป มีความไม่สมเหตุสมผลทำให้ดูแล้วหงุดหงิดในช่วงท้ายเรื่อง ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวก็ดูตื้นเขินเกินไปหน่อย รู้สึกเสียดายเพราะโปรดักชั่นหนังทำมาค่อนข้างดี…

🎬

ที่อยู่

Bangkok
10140

เบอร์โทรศัพท์

0859992447

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Movies Delight Clubผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

MDC

เพจรีวิวภาพยนตร์ทั้งในกระแสและนอกกระแส เขียนเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ มีรายการ พอดแคสต์ ชื่อ MDC

//iconSize: [32, 32], //html: '' }) .bindTooltip(name, { //permanent: true, direction: 'bottom', //offset: L.point(12, 25), //opacity: 0.88, interactive: true }) .bindPopup(name); markersLayer.addLayer(marker); } function getMore() { if (gettingMore) { return; } gettingMore = true; var center = map.getCenter(); $.ajax({ url: "/vicinitysearch", data: { lat: center.lat, lng: center.lng, country: "THAILAND" } }) .done(function(data) { var added = 0; data.forEach(function(loc) { if (!locationIds.includes(loc.id)) { var mapLoc = {id:loc.id,lat:loc.latitude,lng:loc.longitude,title:trunc20(loc.name),popupHtml:loc.popupHtml,urlPath:loc.urlPath,pictureUrl:loc.pictureUrl}; locations.push(mapLoc); locationIds.push(loc.id); map._addMarker(mapLoc); added++; } }); }) .always(function() { gettingMore = false; }); } map._clearMarkers = function() { markersLayer.clearLayers(); } }); }, 4000); });