The Playground's Diary : เรื่องเล่าข้างสนาม

The Playground's Diary : เรื่องเล่าข้างสนาม

05/11/2021
วันนี้เล่นอะไรดี what shall I play today?
30/10/2021

วันนี้เล่นอะไรดี what shall I play today?

สนามเด็กเล่นเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านของเราค่ะ🏡🤍
07/10/2021

สนามเด็กเล่นเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านของเราค่ะ🏡🤍

บ้าน...สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สุข ทุกข์ เศร้า หรือสนุกสนาน ก็สามารถเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งนั้น

-----------------------------------------------------

วันนี้ SELF ขอนำเสนอโปรเจค “บ้านในความทรงจำของฉัน” ให้กับเด็ก ๆ และผู้ปกครองทุกคน ได้สนุกเพลิดเพลินไปกับการตกแต่งบ้านไม้ของตนเองร่วมกันในช่วงปิดเทอมนี้ค่ะ ในกล่องกิจกรรมนี้จะมีบ้านไม้ 10 หลังที่มีรูปทรงและขนาดต่าง ๆ กัน เด็กๆ สามารถนำไปเล่นเสริมสร้างจินตนาการเป็นสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงเรียน บ้านของเพื่อน ๆ หรือสามารถแต่งเติมสีสันให้กับบ้านไม้ด้วยการเพนท์บ้านก็ได้นะคะ

🏘🏡⛺️🏢🏩🏥🏤🏦🏫🏨

บ้านไม้ 10 หลังนี้จะแปลงร่างเป็นสถานที่อะไรบ้าง มีใครอาศัยอยู่ในสถานที่เหล่านั้นบ้าง มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นในสถานที่นั้นๆบ้าง เราขอให้เด็ก ๆ ได้สนุกกับการใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ค่ะ

SELF รอฟังเรื่องราวจากเด็ก ๆ อยู่นะคะ

สำหรับสถานศึกษา โปรดติดต่อเพื่อขอราคาพิเศษ

สนใจสั่งซื้อได้ที่ m.me/1799088330306157

หนึ่งในสนามเด็กเล่นสาธารณะของประเทศเยอรมันนี
07/10/2021

หนึ่งในสนามเด็กเล่นสาธารณะของประเทศเยอรมันนี

The playground’s diary สนับสนุนให้ผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ทุกคน แบ่งเวลาให้กับการเล่นด้วยนะคะ
07/10/2021

The playground’s diary สนับสนุนให้ผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ทุกคน แบ่งเวลาให้กับการเล่นด้วยนะคะ

25/09/2021

สนามเด็กเล่นในยุคโควิด19 เงียบเหงาจัง เชื่อว่าเด็กๆ หลายคนคงรอเวลาที่จะได้ออกมาวิ่งเล่นและปีนป่ายด้วยกันอีกครั้งในวันที่...
25/09/2021

สนามเด็กเล่นในยุคโควิด19 เงียบเหงาจัง เชื่อว่าเด็กๆ หลายคนคงรอเวลาที่จะได้ออกมาวิ่งเล่นและปีนป่ายด้วยกันอีกครั้งในวันที่สถานการณ์โรคระบาดค่อย ๆ คลี่คลายค่ะ

ขออนุญาตแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ของไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติอเมริกัน กับชีวิตของเขาที่ "ไม่มีปาฏิหาริย์" แต่ทุกควา...
11/08/2016

ขออนุญาตแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ของไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติอเมริกัน กับชีวิตของเขาที่ "ไม่มีปาฏิหาริย์" แต่ทุกความสำเร็จของเขา ล้วนมาจากความพยายามอย่างไม่ย่อท้อและการสนับสนุนที่ดี+ความเข้าใจจากครอบครัวค่ะ

#เรื่องของไมเคิลกับแม่_และโรคสมาธิสั้น

ข่าวล่าสุดในเช้าวันนี้ ไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติอเมริกัน ก็ได้เหรียญทอง โอลิมปิกเหรียญที่ 21 ไปเรียบร้อย ถือเป็นนักกีฬาคนเดียวที่คว้าเหรียญทองการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้มากที่สุด

ไมเคิล ถือเป็นสุดยอดนักกีฬาว่ายน้ำของอเมริกาและของโลกใบนี้ ความยอดเยี่ยมเริ่มต้น นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ 6 เหรียญทองในโอลิมปิกปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ และได้ถึง 8 เหรียญทองในปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง และปี 2012 ที่กรุงลอนดอน เขาก็คว้ามา 4 เหรียญทอง จนกระทั่งมาในปีนี้ ที่ริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล เขาได้ไปแล้ว 3 เหรียญ และยังคงมุ่งหน้าคว้าเหรียญต่อไป

แต่เส้นทางชีวิตของไมเคิลก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ในครั้งแรกที่เค้าลงแข่งโอลิมปิกในปี 2000 เขาอายุเพียง 15 ปี ในครั้งนั้น เขากลับบ้านด้วยมือเปล่า ไม่สามารถคว้าเหรียญใดๆได้จากการแข่งขัน

และก่อนหน้านั้น ใครจะทราบว่าเมื่อไมเคิลยังเป็นเด็ก ชีวิตวัยเด็กของเขาก็ไม่ง่ายเช่นกัน

เขาเป็นเด็กที่มีปัญหาการเรียน อยู่นิ่งไม่ได้ ซุกซน คุยกับเพื่อนบ่อยๆ ถูกครูดุเป็นประจำ ในวันหนึ่งคุณครูบอกกับแม่ของไมเคิลว่า ไมเคิลคงจะเรียนหนังสือไม่ได้ เขาเป็นเด็กมีปัญหารบกวนเพื่อน และทำให้คุณครูลำบาก

แต่สิ่งที่คุณแม่ของไมเคิลถามคุณครูไป ก็คือ

'แล้วถ้าเป็นแบบนั้น คุณครูจะช่วยเขาได้ยังไงบ้าง'

คุณแม่ของไมเคิลมีความเชื่อว่า การดูแลช่วยเหลือเด็ก เป็นหน้าที่ของครอบครัว รวมถึงคุณครู และใครก็ตามที่มีหน้าที่รับผิดชอบ

ในที่สุดคุณแม่ ก็พาไมเคิลไปตรวจกับจิตแพทย์เด็ก และพบว่า ไมเคิลเป็นโรคสมาธิสั้น

ในตอนแรกคุณแม่รู้สึกตกใจและเป็นกังวล แต่เมื่อทราบว่าโรคนี้สามารถดูแลรักษาได้ คุณแม่ก็สบายใจขึ้น

ในช่วงแรกไมเคิลได้รับยาเพื่อรักษาอาการสมาธิสั้น สมาธิของเค้าดีขึ้นบ้าง แต่ยังคงมีความหุนหันพลันแล่นอยู่ ไมเคิลเป็นเด็กใจร้อน โกรธง่าย หายเร็ว

ในที่สุดคุณแม่ตัดสินใจพาไมเคิลไปฝึกว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายและอาจจะช่วยเรื่องสมาธิ และไมเคิลก็ทำได้ดี แม้ยังมีอาการหุนหันพลันแล่นจากโรคที่เป็นบ้าง

มีครั้งหนึ่ง ตอนอายุ 10 ขวบ แม่เล่าว่าเมื่อไมเคิลแข่งว่ายน้ำได้ที่สอง เขาโกรธตัวเองมาก จนขว้างแว่นตาว่ายน้ำทิ้ง

ยาคงช่วยได้ในการทำให้อาการดีขึ้น แต่นอกจากนั้นที่สำคัญ คือต้องอาศัยกำลังใจจากตัวเองและคนรอบข้าง ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ

ในที่สุดเมื่ออายุประมาณ 13 ปี หลังจากการรักษาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด เขาก็ดีขึ้น และหมอก็ไม่ได้ให้ไมเคิลทานยาสมาธิสั้นต่อ เขาพยายามควบคุมตัวเอง ออกกำลังกาย เล่นกีฬา มีระเบียบวินัยในตัวเอง และด้วยกำลังใจจากแม่ อาการสมาธิสั้นของเขาก็ดีขึ้น

ในครั้งแรกที่ไมเคิลได้เหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ คุณแม่ของเขาบอกว่า เธอดีใจมากจนร้องไห้

ในโลกนี้มีเด็กและผู้ใหญ่มากมายที่เป็นสมาธิสั้น แต่มันไม่ใช่ข้อจำกัดในการประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต มีคนในสังคมที่มีชื่อเสียงมากมายที่เป็นสมาธิสั้น หลายๆคนมีอาชีพเป็นแพทย์ วิศวกร อาจารย์ ผู้บริหาร

เพียงแต่คนรอบข้างจะให้ความเข้าใจและการยอมรับพาเด็กเข้าสู่กระบวนการรักษา เด็กจะรู้สึกดีและมีความสุขขึ้นในการเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน

Life without limits
ชีวิตนี้ไม่มีข้อจำกัด
ขอเพียงแต่มีความหวัง และได้รับโอกาส

#หมอมินบานเย็น

 #สัญญาณบ่งชี้ว่าเด็กมีปัญหาด้านการคิดเชิงบริหารการคิดเชิงบริหาร (Executive Functions; EFs) คืออะไร ?EFs เป็นการทำงานของ...
25/07/2016

#สัญญาณบ่งชี้ว่าเด็กมีปัญหาด้านการคิดเชิงบริหาร
การคิดเชิงบริหาร (Executive Functions; EFs) คืออะไร ?
EFs เป็นการทำงานของสมองระดับสูง ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ในอดีตกับสิ่งที่เด็กกำลังทำในปัจจุบัน ช่วยให้เด็กควบคุมอารมณ์ความคิด การตัดสินใจ และการกระทำ ส่งผลให้พวกเขาลงมือทำงาน และมุ่งมั่นทำจนงานสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่ะ
ตัวอย่างลักษณะของเด็กที่มีการคิดเชิงบริหารดี
+ มีความจำดี มีสมาธิจดจ่อสามารถทำงานต่อเนื่องได้จนเสร็จ
+ มีการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ ทำงานเสร็จทันตามกำหนด
+ สามารถติดตามงานมากกว่าหนึ่งอย่างได้ในเวลาเดียวกัน
+ นำสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อนมาอภิปรายได้อย่างมีความหมาย
+ สามารถเปลี่ยนความคิด เมื่อเงื่อนไขหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป
+ รู้จักประเมินตนเอง นำจุดบกพร่องมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นได้
+ รู้จักยับยั้งควบคุมตนเองไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม
+ รู้จักรอที่จะทำหรือพูดในเวลาที่เหมาะสม
+ รู้จักขอความช่วยเหลือหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา: รศ.ดร. นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

"ทักษะทางสังคม 10 ประการ ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ"บางครั้ง การให้ความสำคัญกับเรื่องเกรดการเรียนมากเกินไปก็ทำให้เรามองข...
23/06/2016

"ทักษะทางสังคม 10 ประการ ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ"
บางครั้ง การให้ความสำคัญกับเรื่องเกรดการเรียนมากเกินไปก็ทำให้เรามองข้ามทักษะทางสังคม ลองมาดูทักษะด้านสังคมทั้ง 10 ประการที่เด็กจำเป็นต้องมีหากต้องการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองและประสบความสำเร็จในชีวิตกันค่ะ
ทักษะทางสังคมที่สำคัญ 10 ประการ
1. ความมุ่งมั่น >>> แรงผลักดันสู่ความสำเร็จที่ไม่หยุดหย่อนอาจเป็นเหมือนดาบสองคมได้ พ่อแม่หรือครูอาจารย์ไม่ควรหวังพึ่งการผลักดันลูกหรือนักเรียนไปตลอด โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา
วิธีการ: ส่งเสริมให้ลูกแสดงออกถึงความคิดเห็นที่ลูกมีหรือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของลูก อย่าเก็บไว้คนเดียว
2. ระเบียบวินัย >>> ด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีรุกคืบอย่างมากในปัจจุบัน การมีระเบียบวินัยดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับเด็กในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การมีระเบียบวินัยในตนเองอยู่เสมอสามารถช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
วิธีการ: ส่งเสริมให้ลูกเป็นคนมีระเบียบวินัยโดยให้ทำกิจกรรมที่สร้างระเบียบวินัยขึ้น เช่น เรียนเล่นดนตรี เป็นต้น
3. ความพากเพียร >>> “ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ” ไม่มีทางลัดสำหรับความสำเร็จของชีวิต และนักเรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ให้มาก นั่นเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต ซึ่งต้องมาจากความขยันหมั่นเพียรนั่นเอง
วิธีการ: สอนให้ลูกคุณเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ตั้งแต่เขาอายุยังน้อย และลูกจะได้รางวัลตอบแทนก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้ความพยายามแล้ว
4. เข้าสังคม >>> ในชีวิตนี้คุณจะพบเจอกับผู้คนมากมายและคุณต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพื่อหนทางสู่ความสำเร็จของคุณ การจะเป็นเช่นนั้นได้คุณต้องทำให้พวกเขาชอบคุณเสียก่อน
วิธีการ: เข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตรพิเศษต่าง ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย นักเรียนจะได้พบเจอกับผู้คนมากมายและจะพัฒนาทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
5. ความเป็นผู้นำ >>> ความเป็นผู้นำเป็นเรื่องของคุณภาพที่ตอนนี้นายจ้างจำนวนมากปรารถนา โรงเรียนเองก็มีการพัฒนาและมองหาความสามารถในการเป็นผู้นำในตัวนักเรียนเช่นกัน
วิธีการ: การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมนอกห้องเรียนเป็นวิธีที่จะช่วยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำได้
6. ความยืดหยุ่น >>> ไม่มีใครมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง และทุกคนก็มีวันที่ผิดหวังด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีความเข้มแข็งที่จะยืนขึ้นสู้อีกครั้งได้
วิธีการ: ตามที่สมาคมด้านจิตวิทยาของอเมริกากล่าวไว้ การปลูกฝังให้เด็กมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเพื่อน ๆ และครอบครัวจะทำให้เขาได้รับการสนับสนุนที่ดี และเขาจะมีกำลังใจที่จะกลับมาต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องทุกข์กับเรื่องร้าย ๆ
7. เป็นคนดี >>> ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ถ้าคุณดีกับคนอื่น คนอื่นก็จะดีกับคุณเช่นกัน
วิธีการ: สอนให้ลูกคุณรู้จักผิดชอบชั่วดีตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่อโตขึ้นเขาจะมีเข็มทิศที่ช่วยชี้นำสิ่งผิดสิ่งถูก
8. ความรับผิดชอบ >>> คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก และหากนักเรียนขาดคุณสมบัติข้อนี้แล้ว พวกเขาจะไปได้ไม่ไกล
วิธีการ: จัดแบ่งภาระหน้าที่เบา ๆ ให้ลูกรับผิดชอบ เช่น ให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย ดูให้เหมาะสมตามอายุของลูก เขาจะเรียนรู้ถึงความสำคัญของการรับผิดชอบงาน
9. รู้จักให้อภัย >>> การให้อภัยเป็นเรื่องที่สำคัญ การนึกถึงเรื่องหมางใจไม่เพียงแต่ทำให้จิตใจเหนื่อยล้า แต่ยังทำให้คุณสูญเสียโอกาสหลายอย่างและทำให้คุณเป็นไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตด้วย
วิธีการ: สอนให้ลูกรู้จักให้อภัยและรู้จักลืม เพื่อให้เขาฝึกมีทัศนคติในด้านบวก
10. รู้จักอดทน >>> “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” คนที่รู้จักรอคอยมักได้สิ่งที่ดี นั่นจึงทำให้ความอดทนมีความสำคัญ การเป็นคนใจร้อนหรือขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลามักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
วิธีการ: สอนให้ลูกคุณรู้จักอดทนตั้งแต่เขายังอายุยังน้อย

ที่มาบทความ: http://th.theasianparent.com
ที่มารูปภาพ: http://all4desktop.com/data_images

"เด็กสมาธิสั้น คือ กลุ่มเด็กเก่ง ไหวพริบและไอคิวดีมาก"เขียนโดย นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเด็กสมาธิสั้น...
23/06/2016

"เด็กสมาธิสั้น คือ กลุ่มเด็กเก่ง ไหวพริบและไอคิวดีมาก"
เขียนโดย นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
เด็กสมาธิสั้น คือ กลุ่มเด็กเก่ง ไหวพริบและ ไอคิวดีมาก แต่คำว่า สมาธิสั้น
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเป็นแง่ลบว่า ปัญญาอ่อน ไม่สามารถจะเรียนอะไรได้เลย กลับตรงข้าม เป็นเด็กที่มีสมาธิมากเหมือนอยู่ในภวังค์ในเรื่องที่ชอบ สนใจแต่ไม่อาจมีสมาธิได้เลยในเรื่องที่ไม่สนใจ
ลักษณะเด็กสมาธิสั้น >>> เด็กสมาธิสั้น หรือเรียก "ไฮเปอร์" มีประวัติ ในวัยเด็กทั้งเหม่อและซน อยู่ไม่นิ่ง ชอบปีนป่ายทำกิจกรรม มากมาย โดยเฉพาะการวิ่งเล่นซน ไม่รู้จักเหน็ด เหนื่อยทั้งวัน ยกเว้นการทำอะไร ที่ไม่สนใจจะทำได้ จะทำได้ไม่นาน หยุกหยิก เหม่อเหมือนไม่ฟังเวลาพูดคุยด้วยแต่กลับรู้เรื่องหมด เพราะสมองไวเหมือนเรดาร์ แบ่งภาคการรับรู้ได้มาก จึงเลือก ตรวจจับ รับข้อมูลหรือคำสั่งเฉพาะเรื่องที่สนใจและสำคัญ เช่น เสียงเรียกของแม่ที่เริ่ม อารมณ์เสีย หงุดหงิดกับการบอกหลายครั้งแล้วยังไม่ฟัง ไม่ทำตาม เพราะกำลังเพลิน มีสมาธิมากกับการเล่น ในเด็กผู้ชาย มักเป็นสมาธิสั้นแบบซน เคลื่อนไหวเร็ว เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์แรงแต่เบรกไม่ค่อยดี พูดมาก เล่นสนุกส่งเสียงดัง ไม่ค่อยระวัง ทำอะไรรีบเร็ว ไม่เรียบร้อย ซุ่มซ่าม ของตกหล่น แตกบ่อย โดยไม่ตั้งใจ มีความว่องไวแบบนักวิ่งลมกรด หรือนักรักบี้ตัวน้อย ที่พละกำลังมากวิ่งชนคู่ต่อสู้หรือหลบ ดิ้นหลุดจากการถูกกอดรัด จับตัวไว้ได้ในเด็กผู้หญิงมักพบสมาธิสั้นแบบเหม่อมากกว่า ความซนจะน้อยกว่าเด็กผู้ชาย และทำอะไรเรื่อยๆ อืดอาดช้า ไม่ทันกำหนดเวลา ต้องคอยบอก กำกับ เหมือนไม่รู้เวลา เหม่อและหลงลืมบ่อย ผู้ใหญ่ที่ใจร้อน ก็คือเด็กไฮเปอร์มาก่อน เป็นคนที่คิดเร็ว พูดเร็ว ทำเร็วแสดงออกท่าทางมากเวลาพูด เปลี่ยนใจในเรื่องต่างๆ ง่ายเพราะมองเห็นความเป็นไปได้หลายมิติของสถานการณ์ จึงปรับตัวรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง ที่พลิกผันได้ดี ชอบลักษณะงานที่ไม่อยู่กับที่ รักอิสระไม่ชอบถูกตีกรอบความคิดเป็นคนที่คิดนอกกรอบ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง จนบางครั้งดื้อรั้น ไม่ฟังใคร(อาจมีมาแต่วัยเด็ก เพราะดื้อคือลักษณะที่พบบ่อยในเด็กสมาธิสั้น) ความคิดและจินตนาการที่แปลกใหม่พรั่งพรูในสมอง คิดโครงการใหญ่ หรือบริหารกิจกรรมหลายอย่าง เบื่องานซ้ำๆ งานที่เข้าทำตามเวลา หรือถูกเร่งรัด ด้วยเวลาเด็กสมาธิสั้นมีสมาธิมาก แบบจดจ่อ อยู่ในภวังค์ ในเรื่องที่ชอบและสนใจไม่ใช่ไแต่เฉพาะการ์ตูน (ที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่เป็นสาระ) แต่ยังสนใจภาพยนตร์สารคดี เรื่องราวของธรรมชาติ และสัตว์โลก ที่มีสีสันเป็นภาพเคลื่อนไหว และเนื้อหาแปลกใหม่ เป็นเด็กช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็นมาก มีข้อสงสัย คำถามในใจมากมาย มาซักถามจนผู้ใหญ่เหนื่อยที่จะตอบ รวมถึงชอบเล่นแกะรื้อ ต่อประกอบอุปกรณ์ ของเล่นส่วนใหญ่มักกระจุยกระจาย แยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพราะความอยากรู้อยากเห็น ผู้ใหญ่เข้าใจว่าซนไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อโตขึ้นก็รู้จักต่อประกอบใหม่ ซ่อมเครื่องยนต์ กลไกต่างๆ โดยไม่ต้องมีใครสอน เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตนเอง จากการสังเกต ทดลองซ้ำ ฝึกปฏิบัติบ่อยๆ พื้นฐานเดิม เป็นเด็กที่อารมณ์ดี สนุกสนาน รับรู้อารมณ์คนรอบข้างไว จึงอ่อนไหวง่าย ขี้น้อยใจมากจากการที่ถูกดุว่าบ่อย เรื่องซน เหม่อและดื้อ ฉลาดโต้ตอบด้วยไหวพริบ คารมคมคาย น้ำเสียงพูดสูงๆ ต่ำๆ มีลีลาแบบจังหวะดนตรี เจ้าบทเจ้ากลอนเจ้าบทบาท เลียนแบบ แสดงสีหน้า อารมณ์เก่ง และมีธรรมชาติของความเก่ง ความสามารถ ด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา เพราะเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า เด็กสมาธิสั้นพันธุ์แท้ ล้วนแต่ปัญญาดี ฉลาด เก่งหลายด้าน แต่หากลักษณะซน, เหม่อขาดสมาธิ และหุนหันพลันแล่น มีมากจนก่อให้เกิดปัญหาการปรับตัว ทั้งด้านอารมณ์ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หรือมีปัญหาการเรียนมาก ทางการแพทย์ จึงจะถือว่าเป็น โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit/Hyperactivity Disorder) หรือ ADHD
เข้าใจปัญหาการเรียน >>> เด็กสมาธิสั้น กลุ่มที่ไม่มีปัญหาการเรียนมีมากกว่าครึ่งมีทั้งที่เรียนเก่งมากสอบได้ในระดับที่ 1-10 ได้ตั้งแต่เล็ก (แต่มีลักษณะของสมาธิสั้น)จนเข้ามหาวิทยาลัย ได้เกียรตินิยมจบปริญญาโท เอกจบแพทย์หลายสาขา เป็นวิศวกรนักวิชาการ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และอีกหลายแขนงวิชาชีพที่ชอบ หรือรั้งท้ายในวัยเด็ก ช่วงประถมหรือมัธยมต้นเพราะเหม่อหรือคุย เล่นมาก ในห้องเรียน แต่กลับมาทำคะแนนได้ เป็นม้าตีนปลายในโค้งสุดท้าย (ม.ปลาย) สอบเอ็นทรานซ์ได้ จากความชอบ มีเป้าหมาย หรือเริ่มรู้วิธีเรียน และใส่ใจพยายามมากขึ้น
กลุ่มที่มีปัญหาอ่านเขียนมาก พบได้ราวหนึ่งในสี่ของเด็กสมาธิสั้น >>> เกิดจากการขาดสมาธิในการฟังครู และ/หรือจากความสับสนเรื่องตัวอักษร เช่นb เป็น d, p เป็น q, ค เป็น ด งงว่าหัวตัวอักษร หมุนเข้า หรือออกเวลาเขียนหรือจากปัญหาสะกดคำไม่ถูก ตกหล่น ลายมือเขียนตามปกติจะเป็นตัวใหญ่ๆเล็กๆ แต่หากเป็นการคัดลายมือ ก็สามารถตั้งใจ เขียนได้สวยงามแบบ ตัวอารักษ์ หากมีปัญหาสะกดคำไม่ได้ เรียกว่า ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือแอลดีด้านภาษา มักพบสมาธิสั้นแบบเหม่อมากกว่าซน พร้อมกับพรสวรรค์ด้านอื่นเช่น วาดภาพ ปั้น ประดิษฐ์ การศึกษาที่เน้นอ่านเขียนมากไปตั้งแต่เล็ก ทำให้เครียดทั้งพ่อ แม่ ครู และเด็ก จนลืมนึกถึงว่าการเรียนในชั้นอนุบาล คือการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ในปัจจุบันยังพบลูกของแพทย์ ครู นักธุรกิจผู้พิพากษา พยาบาล เครียดตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ขีดเขียนกดดินสอย้ำ ลบรอยเขียนผิดออกซ้ำๆ จนกระดาษขาดยุ่ย กัดเคี้ยวดินสอ
เรียนรู้แตกต่าง สร้างแรงจูงใจ ฝึกนิสัยให้ปรับตัว >>> การเรียนรู้ของเด็กสมาธิสั้นมาจากประสบการณ์ การสังเกต และปฏิบัติ มากกว่าฟังครูสอน หรืออ่านจากตำรา หากสิ่งที่เรียน นำไปปรับประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ก็จะจำได้เองโดยง่าย ถ้าสนใจเรื่องใดแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก ก็มีสมาธิมาก อยากเรียน และเรียนรู้แบบวิเคราะห์เจาะลึกในเรื่องนั้น ได้ดี เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือเก่งเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ตนเองสนใจตั้งแต่เล็ก
การสร้างแรงจูงใจ ในชีวิตประจำวัน >>> เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็กสมาธิสั้น ให้รู้จักคิดเอง แก้ปัญหาเองเป็น ตั้งแต่ 3-4 ขวบปีแรก ฝึกให้รู้จักรอคอย ดึงพลังงานที่มีมากในตัว มาใช้ในชีวิตประจำวัน ให้ทำสิ่งต่างๆ ได้เองและชื่นชมเขาบ่อย เป็นพื้นฐานแรงจูงใจที่นำไปใช้ด้านการเรียนได้ การฝึกนิสัยให้รักการอ่าน ให้ดูหนังสือที่มีภาพประกอบ มีสีสัน อ่านให้ฟัง ตั้งแต่ 2-3 ขวบปีแรก โดยเฉพาะนิทาน การ์ตูน บทกลอน บทความ ง่ายๆ ช่วยให้เริ่มอ่านได้ตั้งแต่อนุบาล 3 และอ่านเก่งมาก ป.2, ป.3 หาหนังสือประเภทต่างๆ ที่ชอบเช่น รามเกียรติ์ พระอภัยมณี แฮร์รี่ พอตเตอร์ อ่านเร็วแบบ scan กวาดสายตาเก็บใจความเนื้อหา โดยข้ามการสะกดคำที่ยาก
แต่การเขียนมากๆ ประโยคยาวๆ จะต้องใช้สมาธิ รู้สึกยาก เมื่อยมือ เบื่อเขียนสะกดคำตกหล่น หรือผิดบ่อย จึงเขียนได้ช้า และเขียนตอบหรือบรรยายสั้นๆ หากเนื้อหาการเรียนมากทุกวิชา ให้เขียนมากๆ จากกระดานดำ เด็กสมาธิสั้นไม่สามารถจดจ่อในการเขียน จดไม่ทัน และจำในรายละเอียดมากๆ ไม่ได้เริ่มเรียนไม่เข้าใจ ทำการบ้านไม่ได้ ซุกการบ้าน ผลการเรียนลดลงตั้งแต่ช่วงประถมปลาย หรือช่วงเปลี่ยนระดับเข้ามัธยมต้น การสอนในห้องเรียน ที่ต้องนั่งนิ่งๆ ฟังครูสอน ทุกชั่วโมง หรือจดตามมากๆ เด็กสมาธิสั้นปรับตัวได้ยากการปรับการเรียนการสอน อาจเป็นการบรรยายภาคทฤษฎีสัก 20 นาที แล้วแบ่งกลุ่มจัดกิจกรรมให้ฝึกปฏิบัติ ซักถาม ถกเถียงกัน แล้วนำเสนอ อภิปรายได้ขยับตัวเคลื่อนไหวให้มีชีวิตชีวา มีบรรยากาศของการมีส่วนร่วม
ที่มาภาพ: http://cdn-media-1.lifehack.org/

ที่อยู่

ซ. นครเขื่อนขันธ์ 4
Bangkok
10130

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Playground's Diary : เรื่องเล่าข้างสนามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท

//iconSize: [32, 32], //html: '' }) .bindTooltip(name, { //permanent: true, direction: 'bottom', //offset: L.point(12, 25), //opacity: 0.88, interactive: true }) .bindPopup(name); markersLayer.addLayer(marker); } function getMore() { if (gettingMore) { return; } gettingMore = true; var center = map.getCenter(); $.ajax({ url: "/vicinitysearch", data: { lat: center.lat, lng: center.lng, country: "THAILAND" } }) .done(function(data) { var added = 0; data.forEach(function(loc) { if (!locationIds.includes(loc.id)) { var mapLoc = {id:loc.id,lat:loc.latitude,lng:loc.longitude,title:trunc20(loc.name),popupHtml:loc.popupHtml,urlPath:loc.urlPath,pictureUrl:loc.pictureUrl}; locations.push(mapLoc); locationIds.push(loc.id); map._addMarker(mapLoc); added++; } }); }) .always(function() { gettingMore = false; }); } map._clearMarkers = function() { markersLayer.clearLayers(); } }); }, 4000); });