ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026

ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026 ปรึกษาข้อกฎหมายโทร 087-8133012 เวลา 09:00 น. ถึง 19:00 น. ทุกวัน
(1000)

ปรึกษากฎหมายฟรีทางโทรศัพท์เท่านั้น 1 เรื่องไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 นาที (ไม่ตอบทางข้อความแชต)

 #เงื่อนไขแห่งการสมรสมีอะไรบ้าง                 💍ตามกฎหมายนั้นการสมรสเป็นสัญญาทางแพ่งอย่างหนึ่งโดยทั้งสองฝ่ายนั้นจะต้องแ...
22/08/2026

#เงื่อนไขแห่งการสมรสมีอะไรบ้าง

💍ตามกฎหมายนั้นการสมรสเป็นสัญญาทางแพ่งอย่างหนึ่งโดยทั้งสองฝ่ายนั้นจะต้องแสดงเจตนาให้ถูกต้องเพื่อเกิดความผูกพันตามกฎหมาย กฎหมายจึงได้กำหนดกติกาสำหรับการสมรสไว้ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้

1. ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์

มาตรา 1448 การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้การสมรสก่อนนั้นได้

ในกรณีนี้หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยังมีอายุไม่ครบ 18 ปี ผู้มีส่วนได้เสียสามารถขอให้เพิกถอนการสมรสเพราะเหตุเป็นโมฆียะได้ ตามมาตรา 1503

และในกรณีที่มีเหตุอันควร ศาลอาจพิจารณาอนุญาตให้สมรสก่อนอายุครบ 18 ปีก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลและองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างในการนำมาพิจารณา

2. ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถ

มาตรา 1449 การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ

เนื่องจากบุคคลวิกลจริตนั้นอาจมีความบกพร่องในการเป็นคู่ครองไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่คู่สมรสได้ดี อีกทั้งความวิกลจริตนี้อาจเป็นกรรมพันธุ์ที่จะถ่ายทอดไปยังบุตรที่เกิดมาก็ได้

การกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรานี้จะทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

3. ต้องไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตต่อกันหรือเป็นพี่น้องกัน

มาตรา 1450 บุคคลสองคนซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมกับบิดาหรือมารดาก็ดี จะทำการสมรสกันไม่ได้ ความเป็นญาติดังกล่าวให้ถือตามสายโลหิต โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในกรณีนี้เนื่องมาจากเหตุผลทางการแพทย์ เพราะบุคคลเหล่านี้จะมียีนส์ ที่เหมือนกันมากเกินไปทำให้มีโอกาสจะทำให้บุตรที่เกิดมาเป็นโรคปัญญาอ่อนหรือไม่แข็งแรง อีกทั้งยังมีเหตุผลทางด้านศีลธรรมประกอบด้วย เพราะการที่ญาติสืบสายโลหิตนั้นสมรสกันเองนับเป็นข้อห้ามทางศีลธรรมของสังคมสากลซึ่งยอมรับกันทั่วโลก

4. ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้

ตามมาตรา 1451 นี้แม้มิได้มีเรื่องเกี่ยวกับการแพทย์มาเกี่ยวข้องเนื่องจากบุตรบุญธรรมและผู้รับบุตรบุญธรรม มิได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่อาจจะเป็นการกระทบกระเทือนถึงความรู้สึกทางสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีได้

ประเด็นที่น่าสนใจในกรณีนี้ก็คือ มาตรา 1598 / 32 บัญญัติให้การรับบุตรบุญธรรมเป็นอันยกเลิก เมื่อการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1451 นั่นหมายความว่าการฝ่าฝืนมาตรานี้นั้นไม่ได้ทำให้การสมรสเป็นโมฆะแต่อย่างใด แต่ กลับทำให้การเป็นบุตรบุญธรรมนั้นสิ้นสุดลง

5. บุคคลจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

ตามมาตรา 1452 ในสมัยโบราณนั้นชายอาจมีภริยาได้หลายคน แต่หลังจากมีการใช้กฎหมายใหม่นั้น ได้เปลี่ยนหลักการให้คู่สมรสนั้นมีคู่สมรสได้เพียงคนเดียว จึงได้บัญญัติเป็นเงื่อนไขไว้ว่า จะทำการสมรสซ้อนมิได้

ในกรณีที่ไปจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น นายทะเบียนจะไม่จดทะเบียนสมรสให้ แต่ถ้าบุคคลนั้นแจ้งนายทะเบียนว่ายังเป็นโสดไม่มีคู่สมรส ก็จะมีความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ทั้งคู่สมรสเดิมและคู่สมรสใหม่ที่ไม่ได้ร่วมกระทำผิดมีอำนาจฟ้องเพราะถือเป็นผู้เสียหาย (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583 / 2522)

การจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้นทำให้ผลของการสมรสเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495

6. ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมสมรสกัน และต้องแสดงการยินยอมนั้นต่อหน้านายทะเบียนและบันทึกข้อความไว้ด้วย

ตามมาตรา 1458 กำหนดต้องแสดงการยินยอมนั้นต่อหน้านายทะเบียนและบันทึกข้อความไว้ด้วย นั่นก็หมายถึงการจดทะเบียนสมรสนั่นเอง หากไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสเพียงแต่อยู่กินด้วยกัน ก็หาทำให้เป็นคู่สมรสกันตามกฎหมายไม่

อีกทั้งจะต้องดูถึงเจตนาในการสมรสกันด้วย หากการจดทะเบียนสมรสนั้นแม้จะจดถูกต้อง แต่เจตนาของคู่สมรสมิได้การสมรสกันจริงเพียงแต่เป็นการหลอกลวงตบตาหรือกระทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์อื่น การสมรสดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน

7. หญิงที่ชายผู้เป็นคู่สมรสตายหรือการสมรสสิ้นสุดลงด้วยกรณีใดก็ตาม จะสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อมีการสิ้นสุดแห่งการสมรสไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่

(1) คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น

(2) สมรสกับคู่สมรสเดิม

(3) มีใบรับรองแพทย์ว่ามิได้ตั้งครรภ์

(4) มีคำสั่งศาลให้สมรสได้

ตามมาตรา 1453 นั้นกำหนดไว้เพราะเกรงว่าหญิงนั้นสมรสใหม่เกิดมีบุตรออกมาจะไม่รู้ว่าบุตรนั้นเป็นของคู่สมรสคนใด จึงกำหนดเวลาไว้ 310 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ทารกจะอยู่ในครรภ์มารดาได้นานที่สุด แต่ก็กำหนดข้อยกเว้นไว้ดังที่กล่าวมา

✅จะเห็นว่ากฎหมายไทยกำหนดเงื่อนไขการสมรสไว้ค่อนข้างละเอียด ทั้งเรื่องอายุ ความสัมพันธ์ทางสายเลือด สถานะ และขั้นตอนการจดทะเบียน เพื่อปกป้องทั้งตัวคู่สมรสเอง ลูกที่จะเกิดมา และความชัดเจนทางกฎหมายในระยะยาว ก่อนตัดสินใจสมรส จึงควรเช็กเงื่อนไขเหล่านี้ให้ครบก่อน จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในอนาคต

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อสอบถามทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟซบุ๊ก “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

22/08/2026

ผมได้คุยกับขนม ศศิกานต์ แล้ว อยากให้ทั้งสองฝ่ายตั้งสติ ระมัดระวังให้มาก เพราะมีเรื่องของเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่อยากให้พาดพิงกัน และจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้อีกนาน….

 #หย่ากันแล้วใครจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ?                   📕ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 ถ้าคู่สมรสหย่าโดยความยินย...
21/08/2026

#หย่ากันแล้วใครจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ?

📕ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 ถ้าคู่สมรสหย่าโดยความยินยอม ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่าย หรือคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด

ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด

ตามหลักของกฎหมายแล้ว คู่สมรสหย่ากันมิได้ทำให้หน้าที่บิดาหรือมารดาสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสมควรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์

อย่างไรก็ตาม มาตรา 1564 วรรคสอง ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่า หากบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วนั้นเป็นผู้ทุพพลภาพและไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ บิดามารดาก็ยังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูต่อไป แม้บุตรจะพ้นวัยเยาว์แล้วก็ตาม

ซึ่งในการหย่าโดยยินยอมนั้นคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอาจทำบันทึกตกลงกันไว้ในสัญญาหย่า ว่าฝ่ายใดจะออกเงินค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าใด โดยในการตกลงนั้นจะให้อีกฝ่ายเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูทั้งหมดก็ได้

แต่ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือคู่สมรสมิได้กำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรไว้ ศาลจะเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้ตามสมควร

ซึ่งในการที่ศาลจะกำหนดนั้น ศาลจะคำนึงถึงฐานะและความสามารถของคู่สมรส ในด้านรายได้ ความสามารถในการเลี้ยงชีพ ทรัพย์สิน และความต้องการใช้เงินของบุตร ฉะนั้นหากคู่สมรสฝ่ายใดมีฐานะที่ดีกว่า ศาลอาจมีคำพิพากษาให้หย่าขาด และให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของอีกฝ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ได้ โดยที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ต้องชำระค่าเลี้ยงดูบุตรเลย (⚖️อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 2039 / 2544)

ในการที่ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรนั้น คู่ความจะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งไว้โดยเฉพาะเจาะจง หากไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ ก็ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของศาลที่จะกำหนดค่าอุปการะให้โดยที่คู่ความมิได้เรียกร้องเนื่องจากศาลไม่สามารถพิพากษาเกินกว่าคำขอได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

แต่อย่างไรก็ตามปัญหาการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ (⚖️อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6471 / 2548)

อีกทั้งคู่สมรสจะยกเหตุที่ตนไม่มีเงินเพราะต้องเลี้ยงดูบุตรและภริยาใหม่ ขึ้นเพื่อปัดความรับผิดชอบตามสัญญาไม่ได้ (⚖️อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1753 / 2520)

และในกรณีที่คู่สมรสหย่าขาดกัน ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม ถ้าไม่ได้ตกลงกันว่าฝ่ายใดจะอุปการะเลี้ยงดูเท่าใด คู่สมรสฝ่ายใดออกค่าอุปการะเลี้ยงดูไปเท่าใด ก็มีสิทธิ์เรียกร้องให้อีกฝ่ายชำระในส่วนที่ตนได้อุปการะไปนับแต่วันหย่าจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะได้ ในฐานะลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 229 (3)

⏰ในส่วนของอายุความในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังนั้นมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (4) (⚖️อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697 / 2548)

นอกจากนี้ แม้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจะถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าจะโดยข้อตกลงในสัญญาหย่าหรือโดยคำพิพากษาของศาลก็ตาม จำนวนเงินดังกล่าวก็มิใช่สิ่งตายตัวเสมอไป ตามมาตรา 1598/39 หากฝ่ายที่มีส่วนได้เสียสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับมาให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกครั้งก็ตาม

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อสอบถามทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟซบุ๊ก “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.456/2560 ได้วางหลักว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู มีหน้าที่อบรมสั่งสอนท...
21/08/2026

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.456/2560 ได้วางหลักว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู มีหน้าที่อบรมสั่งสอนทางวิชาการแก่ศิษย์ รวมถึงต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์และบุคคลทั่วไป จึงต้องมีการครองตนให้เหมาะสม เป็นที่เคารพศรัทธา ทั้งเป็นที่น่านับถือแก่ศิษย์และประชาชนโดยทั่วไป แต่ผู้ฟ้องคดีกลับประพฤติตนไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้บุคคลอื่นรวมตลอดทั้งศิษย์และผู้ร่วมงานติฉินว่ามีพฤติกรรมในลักษณะความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น พฤติกรรมดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี นอกจากจะเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการแล้ว ยังมีผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานของรัฐอีกด้วย กรณีจึงเป็นการไม่รักษาชื่อเสียงของตนและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม อันถือว่าเป็นการกระทำที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 คำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการนั้นเหมาะสมกับกรณีความผิดแล้ว

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อสอบถามทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟซบุ๊ก “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

 #คู่สมรสมีชู้ฟ้องเรียกเงินจากชู้ได้                 📕ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพร...
20/08/2026

#คู่สมรสมีชู้ฟ้องเรียกเงินจากชู้ได้

📕ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตาม มาตรา 1516 (1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น

คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ก็ได้

ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตาม มาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้

🔴ในเรื่องนี้ จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ได้แก่

กรณีที่ 1 เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าขาดกัน ในกรณีที่คู่สมรสอีกฝ่ายมีชู้ คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนได้จากคู่สมรสอีกฝ่ายและบุคคลที่เข้ามาเป็นชู้ ซึ่งในกรณีนี้นั้น จะต้องมีการฟ้องหย่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

กรณีที่ 2 หากมิได้ฟ้องหย่าคู่สมรสอีกฝ่าย จะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลซึ่งเข้ามาเป็นชู้ของคู่สมรสอีกฝ่ายนั้นเพียงฝ่ายเดียวก็ได้

⚖️เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2791 / 2515 สามีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชายชู้โดยไม่ได้ฟ้องขอหย่าภรรยากรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1505 วรรคแรก แต่สามีมีสิทธิตามวรรคสองของมาตราเดียวกันนี้ฟ้องเรียกค่าทดแทนได้

โดยในการกำหนดค่าทดแทนนั้น ศาลจะพิจารณาถึงความอับอายขายหน้าเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณในทางสังคม และพฤติการณ์หลาย ๆ อย่างประกอบกัน เป็นหลัก (⚖️เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 454 / 2533)

อย่างไรก็ตามบุคคลอื่นที่เข้ามาเป็นชู้นั้นจะต้องทราบว่า คู่สมรสอีกฝ่ายนั้นได้สมรสแล้วจึงจะต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทน

นอกจากนี้การล่วงเกินในทำนองชู้นั้น รวมถึงการกระทำอื่น ๆ ที่เป็นการล่วงเกินด้วย เช่น การจับตัวกันในทำนองชู้สาว การนอนกอดหรือถึงขั้นร่วมประเวณีก็ถือว่าเป็นการล่วงเกินทั้งสิ้น คู่สมรสอีกฝ่ายสามารถเรียกค่าทดแทนได้ (⚖️เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2936 / 2522)

สำหรับการล่วงเกินในทำนองชู้ คู่สมรสอีกฝ่ายจะยินยอมหรือไม่นั้น ไม่เป็นสิ่งสำคัญ แม้คู่สมรสอีกฝ่ายจะสมัครใจก็ยังเป็นการละเมิดสิทธิ์ของคู่สมรสอีกฝ่าย สามารถเรียกค่าทดแทนได้ (⚖️เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113 / 2514)

ถ้าหากเป็นการข่มขืนโดยคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ถือเป็นการล่วงเกินทางชู้สาว แม้ไม่มีคำพิพากษาให้หย่ากันก็สามารถเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่กระทำได้ (⚖️เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339 / 2509)

🔴ประเด็นที่สำคัญก็คือ แม้กฎหมายจะให้สิทธิ์ในการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลซึ่งเข้ามามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสนั้นได้ แต่จะบังคับให้บุคคลนั้นยุติความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้

⚖️เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4014 / 2530 คำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์นั้น สภาพของคำขอดังกล่าวไม่เปิดช่องศาลไม่อาจบังคับได้

แม้คู่สมรสจะไม่ได้อยู่กินด้วยกันแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมีทะเบียนสมรสอยู่นั้น ยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลอื่นที่เข้ามามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสอีกฝ่ายได้เสมอ (⚖️เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130 / 2548)

⏰สำหรับอายุความในการเรียกร้องค่าทดแทนนี้อยู่ภายใต้ มาตรา 1529 กำหนดให้ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุการณ์ เว้นแต่จะเป็นการกระทำต่อเนื่องตลอดมา

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อสอบถามทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟซบุ๊ก “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

20/08/2026

สงสัยรอบนี้ได้ทำหน้าที่

“ทนายผัวหลวง”

20/08/2026

นักสืบสำคัญกับคดีฟ้องชู้มาก เพราะ คำว่า ”หลักฐาน“

วันแรกที่เราเริ่ม เราก็เริ่มจาก 1   เชื่อว่าชีวิตเราน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คน  #ทนายพัฒน์  #มาดามเม้าท์
20/08/2026

วันแรกที่เราเริ่ม เราก็เริ่มจาก 1
เชื่อว่าชีวิตเราน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คน

#ทนายพัฒน์
#มาดามเม้าท์

20/08/2026

จะฟ้องชู้ อยากถามกลับเเค่ว่า “ใจกล้าไหม” แค่นั้นเอง

มีอีกกี่ไมล์มาได้เลยครับ ดาราจะเขินกล้องนิดหน่อยนะครับ  #ทนายพัฒน์ #มาดามเม้าท์
20/08/2026

มีอีกกี่ไมล์มาได้เลยครับ ดาราจะเขินกล้องนิดหน่อยนะครับ

#ทนายพัฒน์
#มาดามเม้าท์

ที่อยู่

เดชะตุงคะ
Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:30 - 19:00
อาทิตย์ 09:30 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์