ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026

ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026 ปรึกษาข้อกฎหมายโทร 087-8133012 เวลา 09:00 น. ถึง 19:00 น. ทุกวัน
(994)

ปรึกษากฎหมายฟรีทางโทรศัพท์เท่านั้น 1 เรื่องไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 นาที (ไม่ตอบทางข้อความแชต)

20/05/2026

ตัดปัญหาผัวอ้างทิ้งร้าง อ้างแยกกันอยู่ แนะนำให้บรรดาเมีย ๆ ส่งหนังสือให้กลับมาบ้านเลย ออกทุก ๆ 6 เดือน เลย ….

มาว่าความคดีฟ้องหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดูครับ สืบพยานตั้งแต่เวลา 09.00- 18.00 น.  #ทนายพัฒน์  #ทนายเมียหลวง┏━━━━━...
20/05/2026

มาว่าความคดีฟ้องหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดูครับ
สืบพยานตั้งแต่เวลา 09.00- 18.00 น.

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟสบุ๊ค “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

20/05/2026

ส่งมาเดือนนึงไม่ถึง 2 พัน แต่ถามทุกคำกลัวเเม่เอาไปใช้อย่างอื่น?

20/05/2026

พ่อของลูกไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู

คำสั้น ๆ ที่สะท้อนสังคม

20/05/2026

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เด็กจะยินยอมหรือไม่ ก็เป็นความผิด

19/05/2026
😍ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ของดารา  ในกรณีที่ผู้เยาว์อายุประมาณ 17 ปีเกิดขึ้นได้                ✅ในกรณีที่ผู้เยาว์อายุประมาณ...
19/05/2026

😍ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ของดารา ในกรณีที่ผู้เยาว์อายุประมาณ 17 ปีเกิดขึ้นได้

✅ในกรณีที่ผู้เยาว์อายุประมาณ 17 ปีนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่อายุเกิน 15 ปีแล้ว ดังนั้น การจะเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ “ไม่เต็มใจไปด้วย” หากผู้เยาว์ “เต็มใจไปด้วย” ก็จะไม่เป็นความผิด

✅ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคหนึ่ง
“ผู้ใด พรากผู้เยาว์ อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไมเกิน 18 ปี ไปเสียจาก บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 4 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท”

😍😍ลักษณะของ “การเต็มใจไปด้วย” เช่น เห็นอยู่แล้วว่าผู้ที่พาไปเป็นใคร และหน้าตาอย่างไร หรือจะพาไปไหน แต่ก็ยังไปด้วย กรณีแบบนี้ถือว่าเต็มใจไปด้วย

✅ “ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่” ซึ่งต้องดูจากเหตุผลว่า
1. ไปที่ไหน
2. ที่ส่วนตัว หรือที่สาธารณะ
3. ผู้เยาว์ได้ประโยชน์จากการไปหรือไม่
4. ผู้เยาว์มีโอกาสขัดขืนหรือไม่
5. ถ้ามีโอกาสขัดขืนแล้วมีการขัดขืนหรือหนีไปหรือไม่
6. มีการใช้ถ้อยคำอย่างไรในการชักชวน
7. มีการพากันไปด้วยวิธีการใด
8. ระยะเวลาการอยู่ด้วยกัน
9. ไปด้วยกันกี่ครั้งแล้ว
10. มีการบอกกับคนอื่นให้รู้หรือปิดเป็นความลับ

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11520 - 11521/2557
“ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร การที่จะพิจารณาว่าผู้เยาว์เต็มใจหรือไม่เต็มใจนั้น ต้องพิจารณาเจตนาภายในใจของผู้เยาว์ คดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีเจตนาไปเที่ยวที่ประเทศมาเลเซีย ตามคำชักชวนของจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปเองตามลำพัง จำเลยที่ 1 มิได้บังคับผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปหาได้ไม่”
ลักษณะของ “การไม่เต็มใจไปด้วย” เช่น ถูกบังคับ ถูกข่มขู่ โดยทำให้อยู่ในสภาพหลับ หรือถูกมัด เป็นต้น

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2562
“การอ้างว่าผู้เยาว์ยินยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยทั้งๆ ที่ถูกจำเลยใช้ภาพผู้อื่นที่เป็นชายหน้าตาดีหลอกลวงให้ผู้เสียหายมาคุยด้วยนานนับเดือน นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้ที่ถูกหลอกลวงที่จะเต็มใจเข้าไปหาด้วยตัวเอง พยานหลักฐานจึงฟังและเชื่อได้ว่าผู้เยาว์ไม่ได้เต็มใจไปกับจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง”

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2558
“จำเลยพาผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อกระทำอนาจาร ซึ่งจำเลยกับผู้เสียหายไม่ได้เป็นอะไรกันและไม่มีเหตุผลที่จะฟังได้ว่าผู้เยาว์มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปกับจำเลย จึงเชื่อว่าผู้เสียหายไม่ได้เต็มใจไปกับจำเลย”

✅และความผิดฐานพรากผู้เยาว์เป็นความผิดต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า ตราบใดที่ยังพาผู้เยาว์ไป ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม ก็ยังถือว่ามีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อยู่ตลอดเวลาเท่าที่ยังพาผู้เยาว์ไปนั่นเอง ซึ่งก็จะมีผลต่ออายุความ ทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะหยุดพาผู้เยาว์ไป และมีผลต่อสถานที่กระทำผิด ถ้าพาผู้เยาว์ไปยังสถานที่ต่างๆ ก็ถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องหลายๆท้องที่ เรียกว่า พาผู้เยาว์ไปที่ไหน ความผิดก็เกิดที่นั่น

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7142/2562
“ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ เป็นความผิดต่อเนื่องติดต่อกันตลอด ถ้าพาผู้เยาว์ไปยังสถานที่แห่งใด ก็ถือว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่กระทำความผิด และถือว่าเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อยู่ตลอดเวลา

✨✨ แต่อาจจะผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 ได้

“ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทบาทถึงสองแสนบาท”

✅ดังนั้น กรณีตามมาตรา 319 นั้นหากการพรากนั้นมีเจตนาเพื่อ “หากำไร” หรือเพื่อ “การอนาจาร” ก็ยังคงต้องรับผิดอยู่แม้ผู้เยาว์จะเต็มใจไปด้วย

โดยสามารถแยกองค์ประกอบความผิดของการพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคหนึ่ง ได้ดังต่อไปนี้

1. ในพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปี

2. พรากไปจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล

3. ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย‼️

4. มีเจตนา

5. โดยมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อ หากำไร หรือเพื่อ การอนาจาร ‼️

✅ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6306/2562 จำเลยนัดผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกันในรถยนต์ของจำเลยระหว่างทางที่ผู้เสียหายที่ 2 นั่งไปและกลับจากโรงเรียนเป็นเหตุอันไม่สมควรอย่างยิ่งแม้จำเลยไม่ได้ขับรถพาผู้เสียหายที่ 2 ออกไปนอกเส้นทางที่ต้องกลับบ้านและพาผู้เสียหายที่ 2 มาส่งที่บ้านตามปกติ ก็ยังเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคหนึ่ง

✅คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2531 แม้ผู้เสียหายจะยอมให้ร่วมประเวณีซึ่งถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนกระทำชำเราก็ตามแต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากบิดามารดาก็เป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 38 ปีและมีภรรยาอยู่แล้ว ไม่ได้มีเจตนาจะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภรรยาการกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรหมาเพื่อการอนาจารประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคหนึ่งแล้ว

😍คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2091/2527 ผู้เสียหายอายุ 17 ปีขออนุญาตบิดาไปลอยกระทงแล้วไปพบจำเลยตามที่จำเลยนัดจำเลยพาไปร่วมประเวณีโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยดังนั้นเป็นการที่จำเลยพาผู้เสียหายไปในขณะที่อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา เมื่อจำเลยมีภรรยาอยู่แล้ว กลับพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีรุ่งขึ้นก็พากลับไปส่งที่บ้านแสดงว่าจำเลยมีเจตนาพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นการพรากผู้เยาว์อายุ 17 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคหนึ่งแล้ว

และความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ที่อายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปีนั้น เป็นความผิดที่ยอมความกันไม่ได้


✅✅ฉะนั้น ถ้าเป็นการพรากผู้เยาว์ที่อายุเกินกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปีโดยผู้เยาว์ยินยอมจะไม่มีผิดตามมาตรา 318 แต่หากไปเพื่ออนาจารเมื่อไหร่จะผิดตามมาตรา 319


******* ทั้งนี้ การจะวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ครบถ้วน และคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดเท่านั้นที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่อย่างไรด้วย

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟสบุ๊ค “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

19/05/2026

ข่มขืน คือ ภาษาเรียก
กระทำชำเรา (วิธี) คือ ภาษากฎหมาย
แต่ข่มขืน คือ “บังคับ“ หรือ ”ไม่เต็มใจ” แต่ชำเราไม่ต้องเป็นเพียงวิธีทำ 1 (18)

19/05/2026

ดาราพรากผู้เยาว์ผิดกฎหมายหรือไม่
ถ้าเด็กยินยอมหรือไม่ยินยอม…

กรณีของคุณ ท. จากรายการดังวันนี้และจากหลาย ๆ แห่ง จะมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 4 ประเด็น คือ 😍ประเด็นที่ 1. ความรุนแรงในครอ...
18/05/2026

กรณีของคุณ ท. จากรายการดังวันนี้และจากหลาย ๆ แห่ง จะมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 4 ประเด็น คือ

😍ประเด็นที่ 1. ความรุนแรงในครอบครัว ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

😍ประเด็นที่ 2. การล่วงละเมิดทางเพศโดยบุคคลในครอบครัว และโดยพี่เลี้ยง

😍ประเด็นที่ 3. การว่าจ้างให้ล่วงละเมิดทางเพศ (หากมี)

😍ประเด็นที่ 4. การฟ้องเรียกที่ดินคืนเพราะเหตุเนรคุณ โดยเอาพี่ชายมาเป็นพยาน

😍สำหรับประเด็นที่ 1. ความรุนแรงในครอบครัว

เป็นไปตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

การล่วงละเมิดทางเพศของบุคคลในครอบครัว ถือว่าอยู่ในความหมายของคำว่า “ความรุนแรงในครอบครัว” เพราะหมายถึงการกระทำต่างๆที่กระทบต่อร่างกายหรือจิตใจหรือสุขภาพ ซึ่งการถูกล่วงละเมิดทางเพศกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอย่างแน่นอน สำหรับคำว่า “บุคคลในครอบครัว” มีความหมายกว้างขวางมาก เพราะหมายถึง “สมาชิกในครอบครัว” ดังนั้น กรณีของ คุณ ท. จึงอยู่ในความหมายของคำว่าความรุนแรงในครอบครัว

เหตุที่ประเด็นความรุนแรงในครอบครัวเป็นประเด็นอ่อนไหว เพราะว่าในกฎหมาย ได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ห้ามเผยแพร่ หรือโฆษณา เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวต่อสาธารณะ

มาตรา 9 บัญญัติว่า “เมื่อมีเหตุความรุนแรงภายในครอบครัวเกิดขึ้น และมีการแจ้งเจ้าหน้าทีหรือมีการดำเนินคดีทางอาญากันแล้ว ห้ามมิให้ลงพิมพ์ ลงโฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว ข้อมูลใดๆ อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ความผิดทางอาญาที่ เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลในครอบครัว กับ บุคคลในครัวครอบ นอกจากจะเป็นความผิดตามฐานความผิดที่กระทำแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ด้วยทุกครั้ง เช่น พ่อ ทำร้ายร่างกายลูก นอกจากจะเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตาม ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 อีกด้วย

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2567
“จำเลยเป็นบุคคลในครอบครัว กระทำชำเราเด็กชายซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวทางทวารหนักและมีการทำร้ายร่างกายเด็กชายจนเสียชีวิต ถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และถือว่าจำเลยกระทำความผิด ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550”

ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องประเด็นความรุนแรงในครอบครัว การทำข่าวก็มักจะต้องปกปิดตัวละครที่เป็นบุคคลภายในครอบครัวทั้งหมด แม้ว่าคนในสังคมจะรับรู้ว่าหมายถึงครอบครัวใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะกฎหมายถือว่าถ้าเปิดเผยก็จะมีความผิด โดยไม่สนใจว่าคนทั่วไปจะรับรู้หรือไม่

😍ประเด็นที่ 2. การล่วงละเมิดทางเพศโดยบุคคลในครอบครัว และโดยพี่เลี้ยง

ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความผิดทางเพศ และความผิดอนาจาร เนื่องจากการใช้ “ปาก” กับ “อวัยวะเพศ” ถือว่าเป็นการ “กระทำชำเรา” ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่

ตาม มาตรา 1 (18) ที่บัญญัติว่า “กระทำชำเรา หมายความว่า การใช้อวัยวะเพศ ล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก หรือช่องปาก หรือการกระทำโดยการใช้อวัยวะอื่นใดกระทำหรือล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ” โดยกฎหมายมีการแก้ไข ปี พ.ศ.2568

ดังนั้น แม้เป็นการใช้ “ปาก กับ อวัยวะเพศ” ก็อยู่ในความหมายของคำว่า “กระทำชำเรา”

ถ้าผู้ถูกกระทำไม่ได้ยินยอม ผู้กระทำก็จะมีความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเรา” ตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ผู้นั้นกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8 หมื่นบาท ถึง 4 แสนบาท”

เนื่องจากยังไม่มีคดีที่ถึงศาลฎีกา ที่เป็นคดีตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น ถ้าเป็นการทำผิดก่อนมีการแก้ไขกฎหมาย การกระทำระหว่าง “ปาก กับ อวัยวะเพศ” ก็จะเป็นเพียงอนาจาร แต่หากกระทำหลังปี พ.ศ.2568 การกระทำระหว่าง “ปาก กับ อวัยวะเพศ” ก็จะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราได้

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568
“จำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อนโดยเข้ามาจูบปากจำเลยและใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลย การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร”
** คดีนี้เป็นฎีกาล่าสุด แต่เป็นฎีกาตามกฎหมายเดิม ดังนั้น ศาลจึงตัดสินว่าเป็นอนาจาร ไม่ใช่กระทำชำเรา

😍ประเด็นที่ 3. การว่าจ้างให้ล่วงละเมิดทางเพศ (หากมี)

ถ้ามีการว่าจ้างให้คนไปล่วงละเมิดทางเพศจริง ผู้ว่าจ้างก็จะมีความผิดโดยถือว่ามีฐานะเป็น “ผู้ใช้ให้กระทำความผิด” ตามมาตรา 84 ของ ประมวลกฎหมายอาญา โดยความผิดของผู้ใช้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

กรณีที่ 1. เมื่อใช้ให้ไปกระทำความผิดแล้ว ก็ถือว่ามีความผิดทันที่ที่มีการใช้กันเสร็จแล้ว โดยไม่สนใจว่าผู้ถูกใช้จะได้ไปกระทำผิดตามที่ถูกใช้หรือไม่ แต่กฎหมายให้รับโทษเพียง “1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้”

กรณีที่ 2. ถ้าผู้ถูกใช้ได้ไปกระทำความผิดตามที่ถูกใช้เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ต้องรับโทษเท่ากับผู้ถูกใช้หรือเรียกว่า “รับโทษเสมือนตัวการ” ถ้าผู้ถูกใช้ถูกลงโทษเท่าไหร่ ผู้ใช้ก็ต้องรับโทษเท่านั้น

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2564
“จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่สั่งแล้ว จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84”

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7639/2562
“การที่จำเลยเป็นผู้ก่อให้บุคคลภายนอกกระทำการอันเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้ใช้ตาม ป.อ. มาตรา 84 การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด อาจจะทำด้วยการใช้ การบังคับ การขู่เข็ญ การว่าจ้าง หรือยุยงสงเสริมก็ได้ทั้งนั้น”

ดังนั้น ถ้ามีบุคคลในครอบครัว ว่าจ้างให้บุคคลภายนอกไปกระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับบุคคลในครอบครัว ผู้นั้นย่อมเป็นความผิดฐานเป็นผู้ใช้ และถือว่ามีความผิดในทันทีที่มีการใช้กัน แม้ว่าผู้ถูกใช้จะยังไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกใช้ก็ตาม

😍ประเด็นที่ 4. การฟ้องเรียกที่ดินคืนเพราะเหตุเนรคุณ โดยเอาพี่ชายมาเป็นพยาน

เนื่องจาก การคุณ ท. ได้รับการยกที่ดินให้ ซึ่งเป็นที่ดินที่คุณตา ของคุณ ท. ยกให้มารดาของคุณ ท. แล้วมารดาของคุณ ท. ก็นำที่ดินดังกล่าวมายกให้อีกทีหนึ่ง

ในทางกฎหมาย จึงถือว่า มารดาของ คุณ ท. เป็นผู้ให้ที่ดิน แก่ คุณ ท. ไม่ใช่คุณตา ให้ที่ดินแก่คุณ ท.

ดังนั้น เมื่อมารดาเป็นผู้ให้ที่ดิน ถ้ามีเหตุเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณเกิดขึ้น มารดาของ คุณ ท. ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดินได้ ตาม มาตรา 531 ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดเหตุของการเพิกถอนการให้ไว้ 3 เหตุ คือ

1. คุณ ท. ประทุษร้ายต่อมารดาที่เป็นความผิดทางอาญา เช่น ทำร้ายร่างกาย

2. คุณ ท. ทำให้มารดา เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทมารดาอย่างร้ายแรง

3. คุณ ท. ไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีพ ในเมื่อสามารถให้ได้

สำหรับ คุณ ท. ถ้าจะเข้าเหตุเพิกถอนการให้ ก็น่าจะเป็นเหตุ ตาม ข้อ 2. คือ “คุณ ท. ทำให้มารดา เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทมารดาอย่างร้ายแรง” เพราะการที่บอกว่า มารดาใช้ให้พี่เลี้ยงไปกระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศของบุคคลต่างๆ อาจจะถือว่าเป็นการทำให้มารดาเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทมารดาได้ ซึ่งก็เป็นเหตุในการฟ้องเพิกถอนการให้ได้ และถือว่าเป็นเหตุที่นิยมฟ้องเพิกถอนการให้กันมากที่สุด

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2550
“จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" ข้อความนี้ เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ดังนั้นแม้หากจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องจริงก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเพิกถอนการให้”

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2304/2548
“จำเลยเป็นลูก พูดด่าว่าโจทก์ว่า "ไอ้เหี้ย ให้รื้อบ้านออกไปจากที่ดินของกู ไปให้พ้นไม่ต้องมาใช้น้ำบ้านกู ให้มึงรื้อบ้านออกไปเป็นขอทานที่วัดเสียเลย" ทั้งยังด่าว่าโจทก์อีกว่า “พ่ออย่างมึงกูไม่นับถือเป็นพ่อต่อไป” ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้ได้”

แต่หาก คุณ ท. จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันตนเอง แม้จะทำให้มารดาต้องเสียชื่อเสียง ก็ถือว่าเป็นการปกป้องสิทธิของตนเองโดยชอบธรรม กรณีแบบนี้ มารดาก็ไม่สามารถฟ้องเพิกถอนหรือถอนคืนการให้ได้

ดู คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
“การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกย่อมฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้”

****ทั้งนี้ คำพิพากษาอันถึงที่สุดเท่านั้นที่จะพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดหรือไม่อย่างไร และการวินิจฉัยที่ถูกต้องจะต้องได้รับข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายและพยานหลักฐานที่ครบถ้วน

#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟสบุ๊ค “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

“เมื่อเลือกที่จะเปิดแล้ว  ก็จงพร้อมรับผลที่ตามมาเมื่อเรามั่นใจ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป   เดินหน้าไปไปให้สุด ไปให้มันรู...
18/05/2026

“เมื่อเลือกที่จะเปิดแล้ว ก็จงพร้อมรับผลที่ตามมา
เมื่อเรามั่นใจ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป เดินหน้าไป
ไปให้สุด ไปให้มันรู้ว่าความยุติธรรมในประเทศไทยมีเท่าใด“

ซัพพอร์ตเสมอเช่นเดิมครับ ….
#ทนายพัฒน์ #ทนายเมียหลวง
┏━━━━━━━━━━━━┓
ติดต่อทนายความ
☎️ โทร. 087-813-3012
เวลาปรึกษา 09.00-19.00 น.
🔵in box เพจเฟสบุ๊ค “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026”
:https://www.facebook.com/Tanaichaipat?
⚪️ tikkok
: https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-96KXFt64rEm
┗━━━━━━━━━━━━┛

ที่อยู่

เดชะตุงคะ
Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:30 - 19:00
อาทิตย์ 09:30 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

//iconSize: [32, 32], //html: '' }) .bindTooltip(name, { //permanent: true, direction: 'bottom', //offset: L.point(12, 25), //opacity: 0.88, interactive: true }) .bindPopup(name); markersLayer.addLayer(marker); } function getMore() { if (gettingMore) { return; } gettingMore = true; var center = map.getCenter(); $.ajax({ url: "/vicinitysearch", data: { lat: center.lat, lng: center.lng, country: "THAILAND" } }) .done(function(data) { var added = 0; data.forEach(function(loc) { if (!locationIds.includes(loc.id)) { var mapLoc = {id:loc.id,lat:loc.latitude,lng:loc.longitude,title:trunc20(loc.name),popupHtml:loc.popupHtml,urlPath:loc.urlPath,pictureUrl:loc.pictureUrl}; locations.push(mapLoc); locationIds.push(loc.id); map._addMarker(mapLoc); added++; } }); }) .always(function() { gettingMore = false; }); } map._clearMarkers = function() { markersLayer.clearLayers(); } }); }, 4000); });