ข่าวไทย Orkides

ข่าวไทย Orkides ขอบคุณสำหรับการติดตามรับชมข่าวสาร?

ปักชื่อทับรอยน้ำตา: วันอำลาสายเลือดจอมปลอมหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อันดับหนึ่งของประเทศ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมขอ...
16/08/2026

ปักชื่อทับรอยน้ำตา: วันอำลาสายเลือดจอมปลอม

หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อันดับหนึ่งของประเทศ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบและบรรยากาศแห่งความปีติยินดี แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปสว่างวาบเป็นระยะ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเหล่าบัณฑิตและครอบครัวกระจายอยู่ทั่วทุกมุม

แต่สำหรับฉัน... ‘นลิน’ วันนี้ไม่ใช่แค่ฉากจบของการศึกษา แต่มันคือจุดสิ้นสุดของฝันร้ายที่เกาะกินหัวใจฉันมาตลอดสิบปี

ฉันนั่งอยู่ในแถวหน้าสุดของบัณฑิตแพทย์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง สวมชุดครุยสีดำขลิบทองที่สง่างาม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงไม่ใช่เข็มวิทยฐานะ แต่เป็นผู้ใหญ่สองคนที่เพิ่งเดินเชิดหน้าเข้ามานั่งในโซน VIP ซึ่งสงวนไว้สำหรับครอบครัวของบัณฑิตดีเด่น

‘คุณธนา’ และ ‘คุณหญิงดาริกา’... ชายหญิงผู้ให้กำเนิด ผู้ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเรียกว่า ‘พ่อกับแม่’ อย่างเต็มปาก

พวกเขาแต่งตัวด้วยชุดแบรนด์เนมหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้า เดินยิ้มกริ่มรับการไหว้จากคนรู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูงที่มาร่วมงาน ดาริกาส่งยิ้มหวานให้กล้องของช่างภาพสื่อมวลชน ก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะจงใจเดินโฉบมาที่เก้าอี้ของฉัน

ดาริกาโน้มใบหน้าที่ตกแต่งมาอย่างสมบูรณ์แบบลงมาใกล้หูฉัน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่มันกลับทำให้ฉันนึกถึงกลิ่นยาฆ่าเชื้อในห้องไอซียู

“ทำได้ดีนี่นลิน... ไม่เสียแรงที่ฉันกับพ่อแกให้กำเนิดแกมาจนมีสมองฉลาดๆ แบบนี้” เสียงกระซิบของดาริกาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง “ตอนขึ้นไปรับรางวัล อย่าลืมพูดขอบคุณและเอ่ยชื่อบริษัทของครอบครัวเราด้วยล่ะ หุ้นเรากำลังต้องการข่าวดี”

ธนาที่ยืนอยู่ข้างๆ เสริมด้วยน้ำเสียงกดดัน “แกเป็นหนี้บุญคุณพวกเรานะนลิน... ชีวิตนี้แกมีวันนี้ได้ก็เพราะสายเลือดของเรา อย่าทำให้พ่อกับแม่ต้องเสียหน้าล่ะ”

คำว่า ‘พ่อกับแม่’ และ ‘หนี้บุญคุณ’ ทำให้ฉันแทบจะแค่นหัวเราะออกมา

ภาพความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนฉายชัดขึ้นมาในหัว... ตอนนั้นฉันอายุแค่สิบห้าปี เป็นเด็กผู้หญิงที่ผมร่วงจนหมดหัวจากเคมีบำบัด ร่างกายผ่ายผอมนอนซมอยู่บนเตียงโรงพยาบาลด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว สิ่งที่ฉันต้องการที่สุดไม่ใช่เงินทอง แต่คืออ้อมกอดและการบริจาคไขกระดูกจากคนในครอบครัว

แต่สิ่งที่ฉันได้รับ... คือภาพแผ่นหลังของพวกเขาที่เดินจากไป พร้อมกับประโยคที่ดาริกาพูดกับหมอว่า "ค่ารักษามันบานปลายเกินไปแล้วค่ะหมอ โอกาสรอดก็แทบไม่มี เราขอหยุดการรักษา เรายังมีลูกชายอีกคนที่ต้องส่งเสียไปเรียนเมืองนอก เราทิ้งเงินหลายสิบล้านไปกับเด็กที่กำลังจะตายไม่ได้หรอกค่ะ"

อ่านบทสรุปฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่าง 👇

รอยด่างพร้อยบนวีลแชร์: ค่ำคืนที่สามีผู้เย่อหยิ่งต้องคุกเข่าแทบเท้ามหาเศรษฐีนีตัวจริงภายในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางกรุงเทพมห...
15/08/2026

รอยด่างพร้อยบนวีลแชร์: ค่ำคืนที่สามีผู้เย่อหยิ่งต้องคุกเข่าแทบเท้ามหาเศรษฐีนีตัวจริง

ภายในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศที่ควรจะอบอวลไปด้วยความยินดีกลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันและเยือกเย็น

‘เตชินท์’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ผู้บริหารระดับสูงที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งของ ‘ซีเนริโอ กรุ๊ป’ ยืนจัดเนกไทหน้ากระจกบานใหญ่ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจในรูปลักษณ์อันไร้ที่ติของตนเอง วันนี้คือวันสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา งานกาล่าดินเนอร์ฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัท ซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่า ‘ประธานกรรมการบริหารสูงสุด’ หรือเจ้าของที่แท้จริงผู้ลึกลับ จะมาปรากฏตัวเป็นครั้งแรก

เบื้องหลังของเขา ‘พิมพ์ระวี’ ภรรยาสาวสวยในชุดเดรสกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่สั่งตัดอย่างประณีต นั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ เธอแต่งหน้าทำผมอย่างงดงาม เตรียมพร้อมที่จะไปร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสามี

แต่เมื่อเตชินท์หันมามองภรรยาของตน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับเลือนหายไป แทนที่ด้วยสายตาแห่งความรำคาญใจ

“พิมพ์... คุณจะไปในสภาพนี้จริงๆ เหรอ?” น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง

“สภาพนี้? คุณหมายความว่ายังไงคะเตชินท์” พิมพ์ระวีถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสบายนัยน์ตาไหววูบ

“ก็สภาพที่ต้องนั่งรถเข็นไปให้เป็นภาระคนอื่นไง!” เตชินท์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “งานคืนนี้มีแต่ระดับอภิมหาเศรษฐี หุ้นส่วนระดับประเทศทั้งนั้น ถ้าผมต้องเข็นคุณเข้าไปในงานกลางสายตาคนนับร้อย มันจะดูเป็นยังไง? ภาพลักษณ์ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงของผมต้องมาแปดเปื้อนเพราะความน่าอายนี้เหรอ พิมพ์... คุณอยู่บ้านเถอะ อย่าทำให้ผมต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้เลย ตั้งแต่อุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน คุณก็ไม่เหมาะกับสังคมของผมอีกแล้ว”

คำว่า ‘น่าอาย’ และ ‘ไม่เหมาะกับสังคม’ พุ่งกรีดกลางใจของพิมพ์ระวีราวกับมีดที่มองไม่เห็น เธอสูญเสียการเดินไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เธอเอาตัวบังเตชินท์เอาไว้ แต่สิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับมาคือความรังเกียจจากชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี

พิมพ์ระวีไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เธอเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ “เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าคุณคิดว่าฉันคือน่าอาย... งั้นคุณก็ไปเถอะ ขอให้สนุกกับงานนะคะ”

เตชินท์ยิ้มมุมปากอย่างโล่งอก เขาคว้าเสื้อสูทแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองภรรยาที่นั่งอยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย

ทว่าทันทีที่ประตูห้องปิดลง แววตาที่เคยอ่อนโยนของพิมพ์ระวีก็แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบขาดและเยือกเย็นจนน่ากลัว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อสายตรงหาใครบางคน

“ลุงเวชคะ เอารถจอดรอที่ลานวีไอพีได้เลยค่ะ... ถึงเวลาที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องไปปรากฏตัวแล้ว”
อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้จากคอมเมนต์ด้านล่าง 👇

พินัยกรรมสีน้ำเงินและรอยน้ำตาที่เหือดแห้ง: การชำระแค้นของม่ายสาวภายใต้ศาลาลวงกลิ่นควันธูปและดอกซ่อนกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วศา...
15/08/2026

พินัยกรรมสีน้ำเงินและรอยน้ำตาที่เหือดแห้ง: การชำระแค้นของม่ายสาวภายใต้ศาลาลวง
กลิ่นควันธูปและดอกซ่อนกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วศาลาวัดที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นและเสียงกระซิบกระซาบด้วยความเวทนา แขกเหรื่อในชุดสีดำนับร้อยชีวิตต่างทอดสายตามองมาที่ฉัน... ‘รินรดา’ หญิงสาวผู้เพิ่งสูญเสียสามีและลูกแฝดวัยห้าขวบไปในอุบัติเหตุรถตู้พลิกคว่ำตกหน้าผาเมื่อสามวันก่อน

ผู้จัดงานพิธีอำลาคงคิดว่าหญิงม่ายอย่างฉันจะทรุดตัวลงกอดรูปถ่ายของสามีและลูกน้อยทั้งสองแล้วร้องไห้จนหมดสติ เหมือนนางเอกในละครโศกนาฏกรรม

แต่ฉันกลับยืนหลังตรง นัยน์ตาว่างเปล่าไร้ซึ่งหยาดน้ำตา ฉันส่งเอกสารสีน้ำเงินเข้มในมือให้ทนายความอย่างสงบแล้วกระซิบว่า

“เปลี่ยนรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมดในตอนนี้เลยค่ะ ทนายวิธาน... โอนหุ้นบริษัท 1,000 ล้านของฉัน และสิทธิ์ในกรมธรรม์ทั้งหมดไปที่มูลนิธิเด็กกำพร้า ตัดชื่อคนในตระกูลของสามีฉันออกให้หมด”

ปากกาในมือของทนายวิธานหยุดชะงักทันที เขามองหน้าฉันด้วยความตกตะลึง แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไร...

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังศาลา เขากำลังเดินตรงมาหาฉันด้วยท่าทางรีบร้อน ชายคนนั้นสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ สวมหมวกแก็ปดึงปีกต่ำ และสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า แขกเหรื่อต่างแหวกทางให้เขาด้วยความงุนงง

เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะรับรองของทนายความ มือหนาที่คุ้นเคยก็เอื้อมมากระชากแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มไปจากมือของทนายวิธานอย่างอุกอาจ พร้อมกับดึงหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ทุกคนในศาลาต้องเบิกตากว้างและกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด

“กฤต!” เสียงแม่สามีของฉันที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดกรีดร้องจนแทบเป็นลม “ลูกยังไม่ตาย!”

ใช่... ‘กฤต’ สามีสุดที่รักของฉัน ผู้ที่ควรจะนอนกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ในโลงศพไม้สักตรงหน้า กลับมายืนหายใจฟึดฟัดอยู่ตรงนี้ นัยน์ตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและโลภมาก

“คุณจะทำบ้าอะไรฮะริน! คุณจะยกสมบัติทั้งหมดให้คนอื่นได้ยังไง ในเมื่อผมยังยืนหัวโด่อยู่นี่!” กฤตตวาดลั่นศาลา ไม่สนใจสายตาหวาดผวาของแขกเหรื่อ เขาสนใจแค่ตัวเลขมหาศาลในเอกสารที่กำลังจะหลุดลอยไป

ฉันมองหน้าผู้ชายที่ฉันเคยฝากชีวิตไว้ด้วยสายตาที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ไม่มีอาการตกใจ ไม่มีน้ำตา มีเพียงความสมเพชที่ก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ

“ตายยากตายเย็นจริงๆ นะคะ... กฤต” ฉันเหยียดยิ้มบางๆ “ฉันนึกแล้วว่าคนเห็นแก่ตัวอย่างคุณ ต่อให้ต้องแกล้งตายเพื่อหนีหนี้พนันหลายร้อยล้าน แต่พอเห็นฉันกำลังจะเซ็นยกมรดกทั้งหมดที่คุณหมายปองให้คนอื่น คุณก็ต้องคลานออกจากหลุมมาจนได้”

อ่านตอนต่อไปได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

รอยเปื้อนบนชุดแม่บ้านกับหน้ากากจอมปลอม: เมื่อสามีปฏิเสธภรรยา ก่อนต้องคุกเข่าแทบเท้า 'ท่านประธานกรรมการบริหาร'บทที่ 1: ค่...
15/08/2026

รอยเปื้อนบนชุดแม่บ้านกับหน้ากากจอมปลอม: เมื่อสามีปฏิเสธภรรยา ก่อนต้องคุกเข่าแทบเท้า 'ท่านประธานกรรมการบริหาร'
บทที่ 1: ค่ำคืนแห่งความเย่อหยิ่ง

แชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับ ท่ามกลางเสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงเบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงแก้วแชมเปญที่กระทบกัน ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาว ค่ำคืนนี้คืองานเลี้ยงเฉลิมฉลองการรับตำแหน่ง 'ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร' คนใหม่ของ กวินทร์ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีผู้ทะเยอทะยานและหลงใหลในเปลือกนอก

กวินทร์ยืนโดดเด่นอยู่กลางงานในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดราคาแพง รอบกายเขาห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และ นลินี เลขาสาวสวยที่คอยยืนส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มอยู่เคียงข้าง กวินทร์กำลังดื่มด่ำกับคำเยินยอและสายตาชื่นชมจากทุกคน โดยหลงลืมไปเสียสนิทว่า เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของเขา มีผู้หญิงคนหนึ่งคอยสนับสนุนและผลักดันอยู่เงียบๆ เสมอ

แต่แล้ว... ความสมบูรณ์แบบของงานเลี้ยงก็มีอันต้องสะดุดลง

เมื่อประตูไม้บานใหญ่ของห้องบอลรูมถูกผลักออก ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่อง เธอไม่ได้สวมชุดราตรีหรูหรา ไม่ได้สวมเครื่องเพชรราคาแพง แต่เธอกลับสวม 'ชุดยูนิฟอร์มพนักงานทำความสะอาด' สีฟ้าหม่นๆ ที่มีรอยเปื้อนฝุ่นฝังแน่น รวบผมเป็นมวยยุ่งๆ และสวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ

เธอคือ พิมพ์ลภัส ภรรยาตามกฎหมายของกวินทร์นั่นเอง

บทที่ 2: ความอับอายและการปฏิเสธ

เสียงดนตรีแจ๊สดูเหมือนจะเบาลงไปถนัดตา เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นแทนที่ แขกเหรื่อในงานต่างมองมาที่พิมพ์ลภัสด้วยสายตาเหยียดหยามและตั้งคำถาม

กวินทร์หันไปมองตามสายตาของคนอื่นๆ และเมื่อเขาเห็นว่าผู้หญิงในชุดแม่บ้านคนนั้นคือภรรยาของตนเอง ใบหน้าหล่อเหลาก็ซีดเผือดลงทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอายจนถึงขีดสุด เขาเดินจ้ำอ้าวตรงรี่เข้าไปหาเธอ คว้าแขนเสื้อยูนิฟอร์มของพิมพ์ลภัสแล้วกระชากอย่างแรง

"คุณมาทำบ้าอะไรที่นี่ฮะพิมพ์! แล้วใส่ชุดบ้าอะไรมา! อยากให้ผมเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!" กวินทร์กระซิบพลอดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด

พิมพ์ลภัสมองหน้าสามีของเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "พิมพ์เพิ่งไปตรวจงานที่ไซต์ก่อสร้างมาค่ะ พอดีรถติดมาก พิมพ์กลัวจะมาแสดงความยินดีกับคุณไม่ทัน ก็เลยรีบแวะมาทั้งชุดนี้..."

"ตรวจงานบ้าบออะไรของคุณ! งานรับจ้างถูพื้นน่ะเหรอ!" กวินทร์ตวาดเบาๆ

จังหวะนั้นเอง นลินีและกลุ่มผู้บริหารคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาสมทบ นลินีปรายตามองพิมพ์ลภัสตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน "ผอ.กวินทร์คะ... ผู้หญิงคนนี้ใครกันคะ? ทำไมพนักงานทำความสะอาดของโรงแรมถึงเสียมารยาทเข้ามาในงานจัดเลี้ยงส่วนตัวได้ล่ะคะ?"

กวินทร์ชะงักไปเสี้ยววินาที เขามองหน้าพิมพ์ลภัสที่กำลังรอคำตอบจากปากเขา ก่อนที่ความเห็นแก่ตัวและความรักหน้าตาในสังคมจะสั่งการให้เขาพ่นคำพูดที่กรีดแทงหัวใจคนฟังที่สุดออกมา

"อ๋อ... เธอเป็นแค่ 'ป้าแม่บ้าน' ที่คอนโดผมน่ะครับ สงสัยผมจะลืมของสำคัญไว้ เธอเลยเอามาให้" กวินทร์ปั้นยิ้มจอมปลอม หันไปสั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา "รปภ. ครับ! ช่วยพาผู้หญิงคนนี้ออกไปที เธอหมดธุระแล้ว และอย่าปล่อยให้คนระดับนี้เข้ามาเพ่นพ่านในงานของผมอีก!"

คลิกอ่านต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ 👇

พินัยกรรมซ่อนเงื่อน: วินาทีพลิกชะตาของอดีตสะใภ้ไร้ค่า สู่ผู้กุมอำนาจแห่งตระกูลศิริโภคินบรรยากาศภายในห้องสมุดส่วนตัวของคฤ...
15/08/2026

พินัยกรรมซ่อนเงื่อน: วินาทีพลิกชะตาของอดีตสะใภ้ไร้ค่า สู่ผู้กุมอำนาจแห่งตระกูลศิริโภคิน

บรรยากาศภายในห้องสมุดส่วนตัวของคฤหาสน์ศิริโภคินอึมครึมและเย็นเยียบ แม้เครื่องปรับอากาศจะทำงานอย่างเงียบเชียบ แต่ความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากผู้ร่วมโต๊ะกลับทำให้ฉันรู้สึกหายใจลำบาก

ฉัน ‘นลิน’ หญิงสาวธรรมดาที่เคยหอบหิ้วความรักความหวัง ก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้ของตระกูลมหาเศรษฐี แต่สุดท้ายกลับต้องเดินจากไปพร้อมกับบาดแผลฉกรรจ์ในใจพร้อมใบหย่าเมื่อหนึ่งปีก่อน วันนี้ฉันถูกเรียกตัวกลับมาที่นี่อีกครั้งในฐานะ ‘คนนอก’ เพื่อร่วมฟังการเปิดพินัยกรรมของ ‘ท่านเจ้าสัวธนินท์’ อดีตพ่อตาผู้ล่วงลับ... บุคคลเพียงคนเดียวในบ้านหลังนี้ที่เคยมองเห็นคุณค่าในตัวฉัน

ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้สักตัวยาว คือ ‘กวินทร์’ อดีตสามีที่นั่งกอดอกด้วยท่าทีเบื่อหน่าย ข้างกายเขาคือ ‘คุณหญิงดาริกา’ อดีตแม่สามีที่แต่งกายด้วยชุดสีดำหรูหรา ทว่าแววตาที่มองมาทางฉันยังคงเต็มไปด้วยความหยามเหยียดไม่เคยเปลี่ยน

"ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคุณพี่ถึงต้องระบุให้ทนายเรียกเธอมาที่นี่ด้วย" คุณหญิงดาริกาเอ่ยขึ้นลอยๆ พลางยกถ้วยชาชาเขียวขึ้นจิบ "ในเมื่อเธอไม่ใช่คนของศิริโภคินอีกต่อไปแล้ว"

ฉันเลือกที่จะนิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบ เพราะรู้ดีว่าการต่อกรกับผู้หญิงที่เต็มไปด้วยทิฐิคนนี้ไม่มีประโยชน์อะไร กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเสริมขึ้นว่า "พ่อคงสงสารน่ะสิครับแม่ คงอยากจะเจียดเงินสักก้อนทิ้งท้ายไว้ให้ เผื่อจะเอาไปตั้งตัวได้... ก็รู้อยู่ว่าตอนหย่าออกไป นลินแทบจะไม่มีอะไรติดตัวไปเลย"

คุณหญิงดาริกาวางถ้วยชาลงบนจานรองเสียงดังกริ๊ก หล่อนเชิดหน้าขึ้น เหยียดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่กรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของฉัน

"เธอได้ใบหย่าไปแล้วนะนลิน... จงจำใส่หัวไว้ และอย่าได้ริอ่านมาเอื้อมคว้านามสกุลของตระกูลเราไปใช้อีก"

ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความจองหองคู่นั้น กำลังจะขยับปากตอบโต้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ทว่า...

เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ‘ทนายนิติ’ ชายวัยกลางคนผู้กุมความลับทั้งหมดของตระกูลศิริโภคิน ก็ได้ดึงความสนใจของทุกคนไปจนหมดสิ้น เขาหยิบแฟ้มเอกสารหนังสีดำที่ถูกปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงอย่างแน่นหนาออกมาจากกระเป๋าเอกสาร ก่อนจะเลื่อนมันข้ามโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด ทนายนิติกวาดสายตามองคุณหญิงดาริกาและกวินทร์ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน

"ท่านเจ้าสัวธนินท์ อดีตพ่อตาของคุณนลิน ได้สั่งเสียและกำชับผมเอาไว้ก่อนสิ้นใจว่า... เอกสารฉบับนี้จะต้องถูกเปิดอ่านต่อหน้า 'อดีตลูกสะใภ้' ของท่านแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นครับ"

คลิกเลย! เรื่องเต็มรอคุณอยู่ในคอมเมนต์ด้านล่าง 👇

ขวดนมที่หล่นแตกและภาพลวงตาที่พังทลาย: บทสรุปของอดีตสามีจอมโอหังและเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหนึ่งปีเต็ม... หนึ่งปีแล้วที่ฉัน...
14/08/2026

ขวดนมที่หล่นแตกและภาพลวงตาที่พังทลาย: บทสรุปของอดีตสามีจอมโอหังและเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

หนึ่งปีเต็ม... หนึ่งปีแล้วที่ฉัน ‘พราวฟ้า’ ได้เซ็นใบหย่าและก้าวออกมาจากขุมนรกที่เรียกว่าชีวิตคู่ อดีตสามีของฉัน ‘ธรรศ’ เลือกที่จะทรยศความรักเจ็ดปีของเรา โดยการแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ‘เมทินี’ ผู้หญิงที่ฉันเคยเรียกว่าเพื่อนรักที่สุด ความเจ็บปวดในวันนั้นเคยทำให้ฉันแทบจะสิ้นใจ แต่กาลเวลาก็ได้เยียวยาและหล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงคนใหม่ที่เข้มแข็งและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง

วันนี้ฉันเดินทางมาที่โรงพยาบาลเอกชนระดับวีไอพีใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ บรรยากาศในโซนพรีเมียมเงียบสงบและหรูหรา ทว่าความสงบนั้นก็ถูกทำลายลงเมื่อฉันได้ยินเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียนดังขึ้นจากมุมโถงทางเดิน

ธรรศและเมทินีกำลังเดินตรงมาทางฉัน ทั้งคู่สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ในอ้อมแขนของเมทินีมีเด็กทารกวัยน่าจะประมาณสามเดือนกำลังหลับใหล ส่วนธรรศเดินเคียงข้างด้วยท่าทีภาคภูมิใจ ในมือของเขาถือขวดนมแก้วราคาแพงเอาไว้อย่างทะนุถนอม

ทันทีที่สายตาของพวกเขาสบเข้ากับฉัน รอยยิ้มจอมปลอมก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเมทินี ในขณะที่ธรรศยืดอกขึ้นราวกับผู้ชนะที่ต้องการข่มเหงผู้แพ้

“อ้าว พราว... ไม่คิดเลยนะว่าจะมาเจอกันที่นี่” ธรรศเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “มาหาหมอเหรอ? มาคนเดียวล่ะสิ น่าสงสารจังนะ เลิกกับฉันไปเป็นปีแล้วยังหาใครใหม่ไม่ได้อีกเหรอ”

เมทินีแสร้งทำสีหน้าเห็นใจ แต่แววตากลับจ้องมองฉันอย่างหยามเหยียด “นั่นสิพราว ถ้าเหงาก็โทรมาคุยกับเมย์ได้นะ ถึงเราจะเคยมีเรื่องบาดหมางกัน แต่เมย์ก็ยังหวังดีกับพราวเสมอนะ ดูสิ... ตั้งแต่ธรรศมาอยู่กับเมย์ ชีวิตเขาก็สมบูรณ์แบบขึ้นเยอะเลย เราเพิ่งพาลูกชาย ‘น้องไทก้า’ มาฉีดวัคซีนน่ะ น่ารักน่าชังไหมล่ะ”

ธรรศหัวเราะในลำคอ พลางยกขวดนมแก้วในมือขึ้นมาแกว่งเบาๆ “ใช่... ฉันต้องขอบคุณเธอด้วยซ้ำนะพราวฟ้า ที่ยอมหย่าให้ในวันนั้น ถ้าฉันยังทนอยู่กับผู้หญิงที่จืดชืดและมีลูกให้ฉันไม่ได้อย่างเธอ ฉันคงไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและมีความสุขขนาดนี้ เมทินีเป็นแม่ที่ดีและเป็นภรรยาที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

คำพูดถากถางเหล่านั้นเคยเป็นสิ่งที่ฉันกลัว แต่ในวันนี้ มันกลับไม่ได้ทำให้หัวใจของฉันกระตุกเลยแม้แต่น้อย ฉันเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาของฉันว่างเปล่าไร้ซึ่งความอิจฉาใดๆ

“ฉันก็ดีใจด้วยนะที่พวกคุณ ‘เหมาะสม’ กันขนาดนี้” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสบายนัยน์ตาแฝงความสมเพช

เรื่องนี้ยังมีอีกมาก อ่านต่อด้านล่าง 👇

รอยยิ้มที่จางหายและเสียงปรบมือที่ดังกึกก้อง: หยาดน้ำตาแห่งความภาคภูมิของบัณฑิตแม่ลูกอ่อนในวันรับปริญญาวันสำเร็จการศึกษาค...
14/08/2026

รอยยิ้มที่จางหายและเสียงปรบมือที่ดังกึกก้อง: หยาดน้ำตาแห่งความภาคภูมิของบัณฑิตแม่ลูกอ่อนในวันรับปริญญา
วันสำเร็จการศึกษาควรจะเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม ณ ลานกว้างหน้าหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง อบอวลไปด้วยบรรยากาศของช่อดอกไม้สดสีสันสดใส ลูกโป่งหลากสีที่ลอยล่องอยู่บนท้องฟ้า เสียงชัตเตอร์กล้องที่กดถ่ายอย่างต่อเนื่องแทบไม่มีจังหวะพัก และแววตาของผู้ปกครองที่ฉายประกายความภาคภูมิใจเมื่อทอดมองไปยังลูกหลานของตนในชุดครุยวิทยฐานะ เสียงหัวเราะกังวานและการสวมกอดเพื่อแสดงความยินดีมีให้เห็นอยู่ทุกหย่อมหญ้า มันคือภาพจำอันงดงามของช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ

แต่สำหรับ ‘ณิชา’ หญิงสาววัย 23 ปี ภายใต้ชุดครุยสีดำขลิบทองที่สง่างามนั้น เธอกลับยืนหลบมุมอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวและฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อ ในอ้อมแขนของเธอไม่ได้ถือช่อดอกไม้ราคาแพง หรือป้ายไวนิลแสดงความยินดีเหมือนบัณฑิตคนอื่นๆ แต่เธอกำลังตระกองกอด ‘น้องตฤณ’ ทารกน้อยวัย 8 เดือนที่กำลังหลับสนิท ซุกอกซึมซับไออุ่นจากผู้เป็นแม่

เส้นทางสู่ใบปริญญาของณิชาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเกือบสองปีก่อน ข่าวการตั้งครรภ์ในวัยเรียนของเธอเหมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มชีวิต ‘กฤต’ อดีตคนรักเลือกที่จะเดินหันหลังหนี ทิ้งให้เธอต้องเผชิญหน้ากับคำครหา สายตาดูแคลนจากคนรอบข้าง และแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจนแทบขาดใจ หลายคนบอกให้เธอพักการเรียน หลายคนปรามาสว่าอนาคตของเธอพังทลายลงแล้ว

แต่ณิชากัดฟันสู้ เธออุ้มท้องไปนั่งเรียนจนถึงเดือนสุดท้าย และกลับมาทำวิจัยจบประเมินผลทันทีหลังคลอดได้ไม่นาน ความเหน็ดเหนื่อยจากการอดหลับอดนอนชงนมและเปลี่ยนผ้าอ้อม สลับกับการปั่นวิทยานิพนธ์จนสว่างคาตา คือหยาดน้ำตาแห่งความอดทนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มในวันนี้

เสียงประกาศเตือนให้บัณฑิตเตรียมตัวเข้าสู่หอประชุมดังขึ้น ณิชาสูดลมหายใจเข้าลึก เธอมองหน้าลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาตื่นและส่งยิ้มไร้เดียงสามาให้

เรื่องนี้ยังมีอีกมาก อ่านต่อด้านล่าง 👇

เงาแค้นใต้คฤหาสน์ 50 ล้าน: เมื่อฟางเส้นสุดท้ายของ ‘ลูกชัง’ ขาดสะบั้นในวันบุกรุกชีวิตของ ‘รินรดา’ ไม่เคยรู้จักคำว่ายุติธร...
14/08/2026

เงาแค้นใต้คฤหาสน์ 50 ล้าน: เมื่อฟางเส้นสุดท้ายของ ‘ลูกชัง’ ขาดสะบั้นในวันบุกรุก

ชีวิตของ ‘รินรดา’ ไม่เคยรู้จักคำว่ายุติธรรมมาตั้งแต่จำความได้ ในครอบครัวที่เชิดชูลูกชายราวกับเทวดา เธอเป็นเพียง ‘ลูกชัง’ ที่มีหน้าที่คอยรองรับอารมณ์และหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ‘แม่พิมพา’ รักและตามใจ ‘ภาคิน’ พี่ชายของเธอจนเสียคน ไม่ว่าภาคินจะสร้างหนี้สิน หรือทำเรื่องผิดพลาดขนาดไหน รินรดาก็ต้องเป็นคนคอยตามล้างตามเช็ดให้เสมอ แม้กระทั่งตอนที่ภาคินแต่งงานกับ ‘นลินี’ ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินและเย่อหยิ่ง ภาระค่าใช้จ่ายในงานแต่งก็ตกเป็นของรินรดาเพียงผู้เดียว

รินรดากัดฟันสู้ชีวิต เธอทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ สร้างธุรกิจออกแบบภายในจนประสบความสำเร็จอย่างเงียบๆ โดยไม่เคยปริปากบอกใครในครอบครัว เพราะเธอรู้ดีว่า หากแม่และพี่ชายรู้ว่าเธอมีเงิน พวกเขาจะสูบเลือดสูบเนื้อเธอจนไม่เหลือชิ้นดี

ความฝันสูงสุดของรินรดาคือการมีพื้นที่ปลอดภัยเป็นของตัวเอง และในที่สุด เธอก็ทำสำเร็จ รินรดาแอบซื้อคฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรปในโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ด้วยเงินสดที่เธอหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงทุกบาททุกสตางค์ เธอจัดการเรื่องเอกสารและตกแต่งภายในอย่างลับๆ โดยตั้งใจว่าในวันเกิดครบรอบ 30 ปี เธอจะย้ายออกจากบ้านเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันขมขื่น และเริ่มต้นชีวิตใหม่เพียงลำพัง

แต่แล้ว... วันที่ควรจะเป็นวันที่สดใสที่สุดในชีวิต กลับกลายเป็นวันที่เปิดเผยสันดานดิบของคนร่วมสายเลือดได้อย่างน่ารังเกียจที่สุด

เช้าวันย้ายบ้าน รินรดาขับรถยุโรปคันใหม่ที่เพิ่งถอยมาจอดที่หน้าประตูคฤหาสน์หลังงาม แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอหล่นวูบ รั้วเหล็กดัดอัลลอยด์สีทองถูกเปิดกว้าง รถบรรทุกหกล้อรับจ้างย้ายของสองคันจอดเทียบอยู่ที่ลานน้ำพุหน้าบ้าน พร้อมกับคนงานที่กำลังขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ซอมซ่อเข้าไปในคฤหาสน์ของเธอ!

"ระวังหน่อยสิ! โซฟาตัวนี้ภาคินเขาหวงมากนะ ขนเข้าไปไว้ในห้องนั่งเล่นใหญ่เลย!"

เสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นเคยดังแว่วมา รินรดาก้าวลงจากรถด้วยมือที่สั่นเทา เธอเดินเข้าไปในบริเวณบ้านและพบกับแม่พิมพา ภาคิน และนลินี ที่กำลังยืนชี้นิ้วสั่งคนงานราวกับเป็นเจ้าของคฤหาสน์

"แม่! พี่ภา! นี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วขนของพวกนี้เข้ามาทำไม!" รินรดาตะโกนถามด้วยความตกตะลึง

อยากรู้บทสรุปทั้งหมด? ดูที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇

ใต้เงาสะพานพระราม 8 กับมื้อสุดท้ายของชีวิต: เมื่อชายไร้บ้านผู้แหลกสลาย แบ่งปันข้าวเหนียวหมูปิ้งไม้สุดท้ายเพื่อต่อลมหายใจ...
14/08/2026

ใต้เงาสะพานพระราม 8 กับมื้อสุดท้ายของชีวิต: เมื่อชายไร้บ้านผู้แหลกสลาย แบ่งปันข้าวเหนียวหมูปิ้งไม้สุดท้ายเพื่อต่อลมหายใจสุนัขจรจัด

I. เงามืดใต้แสงไฟศิวิไลซ์

สะพานพระราม 8 ยามค่ำคืนทอดตัวยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟสีเหลืองนวลที่ประดับประดาบนสายสลิงดูวิจิตรตระการตา รถยนต์ราคาแพงแล่นผ่านไปมาขวักไขว่ นำพาผู้คนกลับสู่บ้านอันแสนอบอุ่น แต่สำหรับพื้นที่ใต้ถุนสะพานอันมืดมิดและอับชื้น มันคือโลกอีกใบที่ถูกตัดขาดจากความศิวิไลซ์โดยสิ้นเชิง

ทุกคนที่เดินผ่านไปมาในสวนสาธารณะใต้สะพาน มองเห็นเพียงเศษซากของมนุษย์คนหนึ่ง... "ลุงชิต" ชายไร้บ้านวัยหกสิบกว่าปี ร่างกายของเขาผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก ซี่โครงปูดโปนทะลุเสื้อยืดสีมอๆ ที่ขาดวิ่น เนื้อตัวส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวและเต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน

ไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากไหน และไม่มีใครอยากรู้ ผู้คนมักจะเบือนหน้าหนี หรือเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อเดินผ่านลุงชิต สำหรับสังคมเมืองที่เร่งรีบ เขาไม่ได้มีค่าไปกว่าถุงพลาสติกเน่าๆ ที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตลิ่ง

ลุงชิตเองก็เชื่อเช่นนั้น ความล้มเหลวในอดีต ครอบครัวที่แตกสลาย และความเจ็บป่วย ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขาจนหมดสิ้น พรากแม้กระทั่ง 'ความหวัง' ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ

II. ข้าวเหนียวหมูปิ้ง และ การตัดสินใจครั้งสุดท้าย

เย็นวันนั้น ลุงชิตล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงที่ปุปะ เขาคลำเจอเหรียญสิบและเหรียญห้าบาทที่เย็นเฉียบ รวมกันได้ทั้งสิ้น 20 บาทถ้วน... มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เขามีติดตัว

ร่างที่สั่นเทาและไร้เรี่ยวแรงค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้น ลุงชิตเดินลากขาไปที่รถเข็นขายหมูปิ้งริมทาง เขาใช้เงินทั้งหมดที่มี ซื้อข้าวเหนียวหนึ่งห่อและหมูปิ้งติดมันหนึ่งไม้ กลิ่นหอมของควันไฟและน้ำคาร์ราเมลที่เคลือบเนื้อหมูเตะจมูกจนกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าบีบรัดตัวอย่างรุนแรง ความหิวโหยทรมานเขามาแล้วสามวันเต็ม

ลุงชิตเดินกลับมาที่ใต้สะพานพระราม 8 นั่งลงบนลังกระดาษเก่าๆ ที่ใช้ต่างเตียงนอน เขามองดูถุงพลาสติกในมือ น้ำตาแห่งความสมเพชตัวเองรื้นขึ้นมาในดวงตาที่ขุ่นมัว

"กินซะชิตเอ๊ย... กินมื้อนี้ให้อิ่ม แล้วก็หลับไปซะที ไม่ต้องตื่นขึ้นมารับรู้ความเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง

นี่คือ มื้อสุดท้าย ที่เขาตั้งใจจะกิน ก่อนจะปล่อยให้ความหนาวเหน็บและความเหนื่อยล้าของชีวิตพรากลมหายใจของเขาไปอย่างเงียบๆ ใต้เงาสะพานแห่งนี้

III. อาคันตุกะผู้รอคอยความตาย

ลุงชิตแกะปากถุงพลาสติกออก ไอความร้อนจากข้าวเหนียวลอยขึ้นมาปะทะใบหน้า เขากำลังจะอ้าปากกัดเนื้อหมูที่หอมกรุ่น แต่ทว่า... หูของเขากลับแว่วได้ยินเสียงแปลกๆ

หงิง... หงิง...

คลิกคอมเมนต์ด้านล่างเพื่ออ่านต่อ 👇

รอยน้ำตาในเงามืด: เมื่อกล้องที่ซ่อนไว้เปิดเผย 'ความลับยามวิกาล' ของสามี ที่ทำให้หัวใจของฉันแตกสลายไม่มีชิ้นดีชีวิตคู่ของ...
13/08/2026

รอยน้ำตาในเงามืด: เมื่อกล้องที่ซ่อนไว้เปิดเผย 'ความลับยามวิกาล' ของสามี ที่ทำให้หัวใจของฉันแตกสลายไม่มีชิ้นดี

ชีวิตคู่ของฉันกับ "กฤต" ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนภาพฝันที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนา กฤตเป็นผู้ชายที่อบอุ่น เป็นหัวหน้าครอบครัวที่พึ่งพาได้ และเป็นพ่อที่แสนดีของ "น้องมายด์" ลูกสาววัยหกขวบของเรา ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฉันกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองได้หกเดือนแล้ว ทุกอย่างรอบตัวดูสมบูรณ์แบบจนฉันมักจะแอบขอบคุณโชคชะตาอยู่เสมอที่ส่งผู้ชายคนนี้มาในชีวิต

แต่แล้ว... ความสงบสุขนั้นก็เริ่มมีเงาดำมาทาบทับ เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กฤตเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป

ทุกๆ คืนเวลาประมาณตีสอง ฉันมักจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพบว่าที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า กฤตหายไปจากห้องนอนของเรา และเมื่อฉันแง้มประตูออกไปดู ก็จะเห็นแสงไฟสลัวลอดออกมาจากช่องใต้ประตูห้องของน้องมายด์ เขาเข้าไปในห้องของลูกสาวคนโตทุกคืน และใช้เวลาอยู่ในนั้นนานนับชั่วโมงกว่าจะกลับมานอน

ตอนแรกฉันพยายามคิดในแง่ดี เมื่อถามเขา กฤตจะยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า "ลูกชอบถีบผ้าห่ม พี่กลัวลูกจะหนาว เลยเข้าไปห่มผ้าให้ แล้วก็เผลอนั่งมองลูกหลับเพลินไปหน่อย"

แต่นานนับชั่วโมงเนี่ยนะ? แค่ห่มผ้าทำไมต้องใช้เวลานานขนาดนั้น? ยิ่งพักหลังมานี้ กฤตดูซูบผอมลง ใต้ตาคล้ำลึกเหมือนคนไม่ได้นอน และมักจะเหม่อลอย ฉันเริ่มมีจินตนาการไปสารพัด หรือเขาแอบคุยโทรศัพท์กับใคร? หรือเขามีความลับอะไรที่ซ่อนไว้ในห้องลูก? ความหวาดระแวงของคนท้องทำให้ฉันตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน... ฉันแอบซื้อกล้องวงจรปิดขนาดจิ๋วไปซ่อนไว้หลังตุ๊กตาหมีบนชั้นหนังสือในห้องของน้องมายด์

คืนนั้น ฉันแกล้งหลับสนิท เมื่อถึงเวลาตีสอง กฤตลุกจากเตียงไปตามปกติ หัวใจของฉันเต้นระรัว ฉันเฝ้ารอให้ถึงตอนเช้าเพื่อที่จะได้รู้ความจริงเสียที

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่กฤตออกไปทำงาน และน้องมายด์ไปโรงเรียนแล้ว ฉันล็อกประตูห้องนอน มือสั่นเทาขณะเชื่อมต่อข้อมูลจากกล้องเข้ากับโทรศัพท์มือถือ ฉันเตรียมใจรับมือกับภาพบาดตา หรือการทรยศหักหลังสารพัดรูปแบบที่สมองจะคิดได้

แต่สิ่งที่ฉันเห็นบนหน้าจอ... กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันต้องทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น และปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

ภาพในกล้องขาวดำบันทึกเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ กฤตเดินเข้ามาในห้องของลูกสาว เขาไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแชทกับใคร เขาไม่ได้ทำอะไรร้ายแรง แต่เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงของน้องมายด์ จากนั้นเขาก็หยิบ 'สมุดบันทึกเล่มหนา' และ 'กล้องวิดีโอตัวเล็ก' ออกมาจากลิ้นชักใต้เตียง

คลิกลิงก์ในคอมเมนต์เพื่ออ่านเรื่องเต็ม 👇

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ข่าวไทย Orkidesผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ข่าวไทย Orkides:

ทางลัด

แชร์