SILPA นิทรรศผลงานสร้างสรรค์ระดับชาติ

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibitionหนังสือเอกลักษณ์ทางว...
22/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

หนังสือเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม :
สกลนคร (Cultural Identity: Sakon Nakhon)
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนัย เรียบสกุล
คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หนังสือ “เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม : สกลนคร” เป็นผลงานลำดับที่สามในชุดหนังสือว่าด้วยการสร้างสรรค์วัฒนธรรมร่วมสมัยด้านสิ่งทอไทย โดยก่อนหน้านี้ได้เผยแพร่ผลงานสองเล่มแล้วคือ “การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม : สุโขทัย” และ “เครือข่ายทางวัฒนธรรม : ระยอง” ซึ่งแต่ละเล่มต่างมีบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้เห็นมิติทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิถีชีวิต ตลอดจนการรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของตน สำหรับเล่มที่สาม “สกลนคร” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา รวบรวม และเผยแพร่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดสกลนคร ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์และการออกแบบร่วมสมัย หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของอดีต หากยังเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ทั้งด้านศิลปหัตถกรรมอย่าง “ผ้าย้อมครามสกลนคร” ความเชื่อ ตำนาน และการนำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

การสร้างสรรค์หนังสือ “เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม : สกลนคร” ใช้แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นร่วมกับแนวคิดมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต (Living Heritage) เป็นกรอบในการศึกษาและคัดเลือกทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดสกลนคร โดยพิจารณาอัตลักษณ์ท้องถิ่นว่าเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา และการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดและปรับเปลี่ยนตามบริบทของสังคม อัตลักษณ์จึงมิได้เป็นเพียงสิ่งที่สืบทอดจากอดีต หากยังสามารถได้รับการตีความและสร้างความหมายใหม่ในบริบทร่วมสมัย แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) ที่อธิบายว่า มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เป็นองค์ความรู้ ทักษะ การปฏิบัติ และการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และได้รับการสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องตามสภาพแวดล้อมและบริบทของชุมชน กระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิดความรู้สึกถึงอัตลักษณ์และความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม (UNESCO, 2003) จากกรอบแนวคิดนี้ ผู้สร้างสรรค์จึงนำองค์ประกอบทางวัฒนธรรมของจังหวัดสกลนครมาศึกษาและสังเคราะห์ภายใต้แนวคิด “3 ธรรม” ได้แก่ ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นกรอบในการเชื่อมโยงเนื้อหาและการสร้างสรรค์ โดยนำองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ วิถีชีวิต ภูมิปัญญาคราม ศิลปหัตถกรรม และทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น มาตีความและถ่ายทอดผ่านลายผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ภาพประกอบ และการออกแบบรูปเล่มหนังสือ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดสกลนครในรูปแบบร่วมสมัย หนังสือออกแบบรูปเล่มให้มีขนาด 21 x 21 เซนติเมตร สร้างสรรค์ให้มีกล่องติดที่ด้านในของปก และแนบสีน้ำที่ผลิตจากเนื้อครามแท้ ขนาด 15 มิลลิลิตร ไว้ภายในหนังสือ มีตัวอย่างผ้าทอย้อมคราม ขนาด 17 x 17 เซนติเมตร จำนวน 1 ชิ้น เรียบเรียงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีภาพประกอบเพื่อสนับสนุนการสื่อสารเนื้อหาและสร้างแรงบันดาลใจด้านการออกแบบแก่ผู้อ่าน

หนังสือมีจำนวน 180 หน้า ใช้ระยะเวลาในการเรียบเรียงและออกแบบกว่า 1 ปี และได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ผลจากการสร้างสรรค์แสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดสกลนครสามารถสังเคราะห์และถ่ายทอดผ่านการออกแบบร่วมสมัย โดยแนวคิด “3 ธรรม” ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ท้องถิ่นกับการสร้างสรรค์ลายผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ภาพประกอบ และการออกแบบหนังสือ ผลงานจึงมิได้ทำหน้าที่เพียงบันทึกข้อมูลทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นแนวทางหนึ่งในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างความหมายและคุณค่าใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย สำหรับผู้สนใจหนังสือ สามารถติดต่อขอรับได้ที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้ที่ https://bit.ly/4d6LC5m

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition“Placida e ’l’ onda....
22/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

“Placida e ’l’ onda. Prospero e’ il vento” คลื่นลมเป็นใจ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรวัฒน์ สิริเวสมาศ
คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันที่ 15 กันยายนของทุกปี ถือเป็นวันสถาปนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยและผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2546) การเวียนมาถึงของวันสำคัญนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อระลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงที่ท่านมีต่อวงการศิลปะไทย
การน้อมรำลึกถึงปรัชญาและจิตวิญญาณของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เปรียบเสมือนพลังใจขับเคลื่อนให้ศิลปินสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในการทำงาน ท่ามกลางบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยอุปมาอุปไมยจิตวิญญาณดังกล่าวเป็นดั่ง “คลื่นลมอันสงบ” ที่ช่วยจรรโลงใจและส่งเสริมให้การมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานศิลปะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้มีกระบวนการเริ่มต้นจากการสำรวจ “ภาพจำ” และ “ความทรงจำ” (Memory and Perception) ที่มีต่อรูปลักษณ์ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยทำการศึกษาโครงสร้างใบหน้าจากภาพถ่ายอ้างอิงมุมมองด้านข้าง (Side-view Portrait) ซึ่งในความรับรู้กระแสหลัก ภาพจำเหล่านี้มักปรากฏขึ้นเด่นชัดสลับกับการเลือนหายไปตามกาลเวลาและประสบการณ์ส่วนบุคคล (อภินันท์ โปษยานนท์, 2541) จากแนวคิดข้างต้น ผู้สร้างสรรค์จึงเลือกใช้เทคนิคทางทัศนศิลป์กึ่งลวงตา (Visual Illusion) โดยนำภาพ Portrait ของท่านมาลดทอนและจัดองค์ประกอบใหม่ด้วยการตัดซอยในแนวตั้ง (Vertical Strips) ทว่ายังคงหลงเหลือพื้นผิวและร่องรอยบางส่วนของใบหน้าเอาไว้ ในมิติของการรับรู้ (Perception) เมื่อผู้ชมมองจากมุมหนึ่ง จะเห็นเป็นเพียงเส้นแนวตั้งและพื้นที่ว่าง (Negative Space) แต่เมื่อเปลี่ยนมุมมองในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม รูปร่างรูปทรงของใบหน้าจะปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด กระบวนการนี้สะท้อนถึงการปะทะประสานระหว่าง “ความจริง” และ “ความทรงจำ” ที่ผันแปรตามสภาวะเวลา ทั้งยังเชื่อมโยงกับทัศนธาตุที่มีลักษณะคล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำและสายลมที่พัดผ่านไปอย่างสงบ

ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ถือเป็นการทดลองที่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการแนวคิดทางศิลปะเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคนิคการตัดด้วยเลเซอร์เพื่อนำเสนอรูปแบบศิลปะกึ่งนามธรรม ที่สามารถสะท้อนทัศนคติเชิงบวกและการส่งต่อกำลังใจ
นอกจากนี้ ผลงานยังได้รับแรงบันดาลใจจากการตีความท่อนหนึ่งของบทเพลง "ซานตา ลูชีอา" (Santa Lucia) ซึ่งเป็นเพลงโปรดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (สมคิด โชติกวณิชย์, 2555) นำมาสู่อุปมานิทัศน์ในห้วงคำนึง สรุปได้ว่า องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ครั้งนี้ช่วยขยายขอบเขตของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในงานทัศนศิลป์ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และตีความผลงานอย่างอิสระตามจินตนาการและประสบการณ์เฉพาะตน อันส่งเสริมให้เกิดสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัยในมิติที่กว้างขึ้น

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works ExhibitionKapilavastu ผู้ช่วยศ...
22/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

Kapilavastu
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เนติกร ชินโย
คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ข้าพเจ้าได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯปีพ.ศ 2554 ขณะที่กำลังสร้างประติมากรรมพระประธานปางปฐมเทศนาเพื่อประดิษฐานที่ศาลาพิสิษฐ์กุล วัดชลประทานรังสฤษดิ์อยู่นั้นได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งบ้านพักที่จังหวัดนนทบุรี ช่วงก่อนที่น้ำจะมาประมาณ 2-3 วัน ข้าพเจ้าได้เก็บข้าวของและยกงานประติมากรรมต้นแบบขึ้นวางบนโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้านซึ่งพื้นหน้าบ้านสูงกว่าถนนประมาณ 1 ฟุต คาดว่าคงพ้นน้ำได้และได้อพยพไปอยู่ต่างจังหวัดเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อกลับมาบ้านเพื่อสำรวจสิ่งของในขณะที่น้ำยังไม่ลดมากนัก โดยจ้างคนพายเรือเข้ามาพบว่าในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยน้ำดูสงบมากภาพน้ำท่วมที่เห็นตรงหน้าให้ความรู้สึกหดหู่แต่แฝงด้วยความสงบเงียบอย่างประหลาดเป็นบรรยากาศที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น เมื่อพายเรือเข้ามาถึงบ้านปรากฏว่าน้ำท่วมสูงกว่าโต๊ะหินอ่อนประมาณ 1 ฟุตทำให้ผลงานประติมากรรมที่ถอดพิมพ์ไว้ถูกน้ำท่วมทั้งหมด หน้าพระพักตร์ ที่หล่อปูนปลาสเตอร์สีขาวจมอยู่ในน้ำสีดำสนิทแต่มีบางส่วนโผล่พ้นน้ำขึ้นมาทำให้ดูรู้สึกถึงความสงบ ความงาม แฝงด้วยความเศร้าและหดหู่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเกิดความคิดผุดขึ้นมา ณเวลานั้นว่าชีวิตสามารถเปลี่ยนไปในทางที่เราไม่คาดคิดได้แต่ในสิ่งเลวร้ายก็แฝงไว้ด้วยความงามในบางแง่มุมและทำให้เห็นถึงสัจธรรมของชีวิตอันเป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการเตือนให้รู้ว่าชีวิตนี้ไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงแฝงอยู่ทุกวินาที ของชีวิต ภาพที่เห็นนี้เกิดเป็นความประทับใจ และยังอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าเสมอมา หลังจากนั้นได้เดินทางไปอินเดีย เนปาลเพื่อเยี่ยมชมโบราณสถาน ได้เห็นภาพโบราญสถานและประติมากรรมพระพุทธรูป ที่เผยให้เห็นถึงความสงบและความนิ่งงัน ในช่วงเวลาที่ความสงบนี้ได้ส่งผ่านความรู้สึกแห่งการพักผ่อนและการปล่อยวาง นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธาในพุทธศาสนา ที่ช่วยให้ได้รู้สึกถึงความสงบและความมั่นคงในจิตใจ ผ่านทางภาพที่แสดงถึงความเมตตาและความสงบของพระพุทธศาสนา

จากการเดินทางไปยังเมืองเก่าเมืองโบราญ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ในเอเชียเช่นอินเดีย เนปาลได้พบกับพระพุทธรูปในปางต่าง ๆ ที่แสดงถึงความอ่อนโยนและความสวยงามของพระพุทธรูป ซึ่งช่วยเติมเต็มความรู้สึกสงบและศรัทธาในใจของผู้ที่ได้พบเห็น ต้องการแสดงออกถึงความรู้สึกสงบงดงามเงียบขรึมตามที่ได้รับรู้จากภาพความประทับใจ จากหน้าพระ สีขาว ที่โผล่พ้นมาจากน้ำสีดำจนเกิดความรู้สึกสงบเงียบขรึมสะท้อนความประทับใจ สัจธรรมและความงามของศิลปะวัฒนธรรมกระบวนการสร้างสรรค์ สร้างสรรค์เทคนิค drawing เกรยองบนกระดาษ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียบง่ายไม่มีความซับซ้อนตรงไปตรงมาโดยการวาดเกรยองสีดำลงบนกระดาษสีขาว

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works ExhibitionPhantom Architecture...
21/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

Phantom Architecture
อาจารย์ธรรมสินธ์ ดรุณกานต์
คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อเมืองเติบโตขึ้น อาคารเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพมหานครก็ต้องถูกรื้อถอนตามไปด้วย การสูญเสียนั้นไม่ได้หมายความว่าอาคารเหล่านั้นหายไปจากความทรงจำของผู้คน ตรงกันข้าม มันยังคงอยู่ในรูปของ "ภาพจำ" ที่ฝังอยู่ในความรู้สึกและจิตใจของสังคม สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตึกรามบ้านช่องจับต้องได้ กลายสภาพเป็น "สถาปัตยกรรมเงา" (Phantom Architecture) ที่มองไม่เห็นด้วยตาแต่สัมผัสได้ด้วยจิตใจ นักทฤษฎีสถาปัตยกรรม คริสเตียน นอร์เบิร์ก-ชูลซ์ (Christian Norberg-Schulz, ค.ศ. 1926–2000) สถาปนิกและนักทฤษฎีสถาปัตยกรรมชาวนอร์เวย์ เสนอว่าทุกสถานที่มี "จิตวิญญาณ" หรือ Genius Loci (Norberg-Schulz, 1980) ของตัวเอง ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างพื้นที่ แสง บรรยากาศ และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เมื่ออาคารถูกรื้อทิ้ง จิตวิญญาณนั้นก็ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ผู้คนจึงเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า "ความไร้ที่ตั้ง" (Placelessness) (Relph, 1976) คือการสูญเสียสิ่งที่เคยเป็นจุดยึดโยงทางอารมณ์และความทรงจำ ผลงานชุดนี้แสดงออกผ่านเทคนิค "ภาพพิมพ์โลหะร่องลึก" (Intaglio) เป็นสื่อในการฟื้นคืนภาพจำเหล่านั้น เพราะธรรมชาติของกระบวนการพิมพ์ที่ใช้แรงกดของแท่นพิมพ์และการกัดลึกลงไปในแผ่นโลหะสามารถสะท้อนถึงการจารึกและการฝังรากของความทรงจำที่ยากจะลบเลือน

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่:
1. ศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะทางภาพ เอกลักษณ์รูปทรง และความหมายเชิงพื้นที่ของสถาปัตยกรรมสำคัญในกรุงเทพมหานครที่ได้กลายเป็นสถาปัตยกรรมเงา
2. สร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพพิมพ์โลหะร่องลึกแนวเหนือจริง เพื่อสะท้อนสภาวะของการกักเก็บและการฟื้นคืนภาพจำของอาคารที่ไม่มีอยู่จริง

แนวความคิดของงานชุดนี้คือ "กล่องลูกบาศก์ใสแห่งกาลเวลาและการตัดขาดอย่างสมบูรณ์" (The Enclosure of Time and Absolute Isolation) ซึ่งต่อยอดจากทฤษฎีปรากฏการณ์วิทยาของ Norberg-Schulz โดยเปรียบอาคารที่ไม่มีอยู่จริงให้เป็นดั่ง "ภาพจำ" ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อรักษาความทรงจำ ผ่านภาพอาคารที่ถูกครอบด้วย "กล่องลูกบาศก์ใส" บนแท่นกลางทะเลโดดเดี่ยว ทำหน้าที่เหมือนตู้โชว์ที่หยุดเวลาและสกัดอาคารออกจากโลกภายนอกอย่างถาวร ความเงียบสงบภายในกล่องตัดกันอย่างรุนแรงกับคลื่นลมและมรสุมภายนอก สื่อถึงความขัดแย้งระหว่างภาพจำที่ถูกรักษาไว้กับความจริงที่กลายเป็นเพียงเงาแห่งอดีต สำหรับกระบวนการสร้างสรรค์ ผู้วิจัยถ่ายทอด "ภาพจำ" ผ่านมุมมอง แสง เงา และบรรยากาศ เริ่มจากศึกษาหาข้อมูล รวบรวมภาพถ่ายอาคาร แปลงเป็นภาพร่างดิจิทัลเพื่อกำหนดองค์ประกอบและค่าน้ำหนักแสงเงา จากนั้นถ่ายทอดสู่กระบวนการภาพพิมพ์โลหะร่องลึก (Intaglio) ด้วยเทคนิคโรยยางสน (Aquatint) เพื่อสร้างค่าน้ำหนักขาว-ดำที่ตัดกันอย่างรุนแรง ก่อนพิมพ์ผลงานด้วยการอัดหมึกลงร่องลึกและนำเข้าแท่นพิมพ์ สรุปอภิปรายผลของการสร้างสรรค์ ประโยชน์ หรือองค์ความรู้ ที่เกิดขึ้น ปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือข้อเสนอแนะ ผลงานภาพพิมพ์โลหะกัดกรดชุดนี้แปรความทรงจำสู่ "ภาพจำนิ่ง" สะท้อนความโดดเดี่ยวของอาคาร ต่อยอดทฤษฎี Genius Loci ของ Norberg-Schulz สู่รูปธรรม พร้อมกระตุ้นความตระหนักรู้ทางสังคมต่อสถาปัตยกรรมที่สูญหายไป

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works ExhibitionWindow of Deception ...
21/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

Window of Deception
รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริกร อิ่นคำ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

ผลงาน Window of Deception เกิดจากความสนใจต่อปรากฏการณ์ของสังคมดิจิทัลที่มนุษย์ต้องดำรงอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาล ซึ่งผสมปะปนระหว่างข้อเท็จจริง ความคิดเห็นและข้อมูลที่ถูกสร้างหรือบิดเบือน จนเกิดภาวะ "ความจริงลวง" ส่งผลให้การรับรู้และการตัดสินใจของผู้คนคลุมเครือและไม่อาจเชื่อถือสิ่งที่เห็นได้ทั้งหมด จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาถ่ายทอดผ่านจิตรกรรม โดยใช้ ภาพลวงทางสายตา ลวดลายเส้นที่ซ้ำซ้อน ดวงตาที่ซ่อนอยู่และใบหน้าที่ค่อย ๆ ปรากฏจากการเพ่งมอง เปรียบเสมือนการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นของข้อมูลและการรับรู้ ผลงานนี้มุ่งกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่าง "สิ่งที่เห็น" กับ "สิ่งที่เป็นจริง" พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าการรับรู้ในโลกดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบและการคิดเชิงวิพากษ์ มากกว่าการเชื่อในภาพที่ปรากฏเพียงเบื้องหน้า

ผลงานนำเสนอการตั้งคำถามต่อการรับรู้ความจริงของมนุษย์ในสังคมดิจิทัล ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกสร้าง คัดเลือกและบิดเบือน จนเกิดความคลุมเครือระหว่าง "สิ่งที่เห็น" กับ "สิ่งที่เป็นจริง" ใช้ดวงตาเป็นสัญลักษณ์ของการเฝ้ามอง การรับรู้ และการถูกชี้นำ ขณะที่ใบหน้าซึ่งค่อย ๆ ปรากฏจากลวดลายภาพลวงตา เปรียบเสมือนความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นของข้อมูลและการตีความ ลวดลายเส้นโค้งที่ซ้ำต่อเนื่องและจังหวะการเคลื่อนไหวขององค์ประกอบได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของศิลปะภาพลวงตา (Op Art) และเทคนิคหลอกตาเพื่อสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่ทำให้ผู้ชมต้องเพ่งพินิจ ค้นหา และตั้งคำถามต่อสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า
กระบวนการสร้างสรรค์ เริ่มจากการพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับภาพลวงตา การรับรู้ทางสายตาและปรากฏการณ์ความจริงลวงในสังคมดิจิทัล จากนั้นออกแบบองค์ประกอบและทดลองโครงสร้างเพื่อกำหนดจังหวะของเส้น น้ำหนัก แสงเงา และความสัมพันธ์ของพื้นที่ เมื่อได้องค์ประกอบที่สมบูรณ์ จึงถ่ายทอดแบบลงบนพื้นผ้าใบและสร้างผลงานด้วย สีอะคริลิค โดยใช้การระบายสีแบบซ้อนชั้น การไล่น้ำหนักแสงเงา และการสร้างพื้นผิว เพื่อให้เกิดมิติของภาพลวงตาและความลึกของรูปทรง สรุปอภิปรายผลของการสร้างสรรค์

ผลงาน Window of Deception สามารถถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความจริงลวงและการรับรู้ในสังคมดิจิทัลผ่านการใช้ภาพลวงตา สัญลักษณ์ของดวงตา ใบหน้าและองค์ประกอบเชิงนามธรรม โดยจุดเด่นของผลงานไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอ “ภาพลวงตา” ในฐานะเทคนิคทางศิลปะ แต่เป็นการนำกลไกของภาพลวงตามาเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องการรับรู้ความจริง
เมื่อพิจารณาจากแนวคิดด้านการรับรู้ พบว่าภาพลวงตาสามารถทำให้ผู้ชมตระหนักว่าการมองเห็นมิได้หมายถึงการรับรู้ความจริงทั้งหมด เนื่องจากประสบการณ์ทางสายตาเกิดจากการประมวลผลและการตีความข้อมูลที่ได้รับ (Eagleman, 2001; Cavanagh, 2024) ดังนั้น การที่ผู้ชมต้องเพ่งพินิจเพื่อค้นหาใบหน้าและดวงตาที่ซ่อนอยู่ในลวดลาย จึงเป็นส่วนหนึ่งของสาระสำคัญของผลงาน เพราะทำให้ “การมอง” กลายเป็น “กระบวนการค้นหาและตีความ” ในระดับของผู้สร้างสรรค์ กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักการรับรู้ทางสายตาและเทคนิค Op Art เพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะการใช้เส้นซ้ำ จังหวะของรูปทรงและความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับพื้นเพื่อควบคุมประสบการณ์การมองของผู้ชม แนวทางนี้สอดคล้องกับ Wade (1978) ที่อธิบายว่า Op Art มีพื้นฐานสำคัญจากปรากฏการณ์การมองเห็นและการจัดกลุ่มทางสายตา ในระดับของผู้ชม ผลงานเปิดโอกาสให้เกิดประสบการณ์การรับชมที่ไม่เป็นเส้นตรง ผู้ชมต้องใช้เวลาในการมอง ค้นหาความสัมพันธ์ของเส้นและรูปทรงและสร้างความหมายจากสิ่งที่ปรากฏขึ้น กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการสื่อสารแนวคิดของผลงาน เพราะผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารจากศิลปิน แต่มีส่วนร่วมในการทำให้ความหมายของภาพเกิดขึ้นผ่านกระบวนการรับรู้ของตนเอง ประเด็นดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง Visual Literacy ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามารถในการอ่าน วิเคราะห์ ตีความและประเมินความหมายของภาพ Felten (2008) เสนอว่าการรู้เท่าทันภาพเป็นทักษะสำคัญในบริบทการสื่อสารร่วมสมัยที่มนุษย์ต้องเผชิญกับข้อมูลในรูปแบบภาพจำนวนมาก ขณะที่ Livingstone (2004) เสนอแนวคิด Media Literacy การเข้าถึงวิเคราะห์ ประเมินและสร้างสรรค์ในบริบทของสื่อรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทต่อการรับรู้ของผู้คน เมื่อเชื่อมโยงกับบริบทของสังคมดิจิทัล ผลงานจึงสามารถตีความได้ว่า “ภาพลวงตา” เป็นอุปมาอุปไมยของสภาพแวดล้อมข้อมูลที่ผู้รับสารไม่สามารถตัดสินความจริงจากสิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียวได้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Lacković (2020) ซึ่งเสนอความสำคัญของ Critical Media Literacy ต่อการอ่านและตีความภาพดิจิทัลในยุค Post-truth โดยเฉพาะเมื่อสังคมต้องเผชิญกับข้อมูลภาพจำนวนมากและการบริโภคสื่อที่อาจเกิดขึ้นโดยปราศจากการตรวจสอบโดยละเอียด

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works ExhibitionUltimate ผู้ช่วยศาสต...
20/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

Ultimate
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวิตา สุดอ่อน
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่

ความสุขเกิดขึ้นได้ทุกๆวัน แต่ความสุขของแต่ละคนนั้นเกิดขึ้นแตกต่างกันออกไป ความทุกข์ ก็เช่นกัน ข้าพเจ้าพึงระลึกเสมอว่าชีวิตนั้น ประกอบขึ้นด้วยความสุขและทุกอยู่เสมอ เมื่อใดมีสุข ให้ระลึกเสมอว่าความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

วัตถุประสงค์
1. เพื่อถ่ายทอดและตอบสนองแรงบันดาลใจ ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ให้เป็นรูปธรรม
2. เพื่อสะท้อนผลงานศิลปะให้เกิดค่านิยมในการรับรู้และสัมผัสได้ถึงคุณค่าของงานทัศนศิลป์
3. เพื่อพัฒนาเทคนิคและรูปแบบการสร้างสรรค์ของกระบวนการศิลปะภาพพิมพ์

ความสุข เป็นความพึงพอใจที่มีต่อชีวิตที่อยู่กับปัจจุบัน แม้เพียงเล็กน้อย ก็เรียกว่าความสุข ความทุกข์ เศร้า เป็นการเกิดขึ้นของธรรมชาติที่เผชิญกับความสูญเสียหรือความผิดหวัง สายรุ้ง เป็นการเริ่มต้นใหม่ของความหวัง แม้เพียงเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง เป็นการขับเคลื่อนของชีวิตให้มึความหมาย ข้าพเจ้าใช้สัญลักษณ์ในงานสร้างสรรค์เป็นสื่อแทนสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อน

ความงามในศิลปะ ความงามเป็นพื้นฐานขั้นต้น งานศิลปะที่ดีจะให้ความงามแก่ผู้ดูในขั้นแรก และจะให้ความสะเทือนใจที่คลี่คลายกว้างขวางยิ่งขึ้นด้วยอารมณ์ทางสุนทรียภาพของงานศิลปะนั้นในขั้นต่อไป หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า งานศิลปะที่ดีจะให้ความพอใจการประสานสัมพันธ์กันในรูปทรงเป็นประการแรก ถ้าปราศจากคุณสมบัติในข้อนี้เสียแล้วก็เท่ากับเป็นการปิดประตูเสียตั้งแต่ขั้นต้น คนดูไม่สามารถที่จะค้นหาความหมายที่อาจมีอยู่ภายในงานนั้นได้ต่อไป (ชลูด นิ่มเสมอ, 2553:13)

กระบวนการพิมพ์หิน แม่พิมพ์อลูมินั่ม ประกอบด้วยการเตรียมแผ่นอลูมินั่ม, การเขียนแม่พิมพ์ การกัดกรด และการพิมพ์แต่ละขั้นตอนนับตั้งแต่การเขียนแม่พิมพ์จนถึงการพิมพ์ อาจมีความแตกต่างในรายละเอียดอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของภาพต้นฉบับว่าเป็นภาพขาวดำหรือภาพสี หรือเป็นภาพที่ต้องสร้างแม่พิมพ์ด้วยระบบถ่ายภาพ การเขียนแม่พิมพ์ การเขียนแม่พิมพ์บนแผ่นอลูมินั่มนั้นไม่มีข้อแตกต่างไปจากการเขียนบนแม่พิมพ์หินปูนแต่อย่างใด (กัญญา เจริญศุภกุล, 2550:60)

ผลงานสร้างสรรค์นี้สร้างขี้นด้วยกระบวนการเทคนิคภาพพิมพ์ลิโธกราฟ (ภาพพิมพ์หิน) ข้าพเจ้าใช้สัญลักษณ์ของเชอร์รี่เป็นสัญลักษณ์ของความสุข สีดำสื่อถึงความทุกข์ เศร้า สายรุ้งและสีของสายรุ้งเปรียบเสมือนบรรยากาศในห้วงเวลาของความสุข เป็นการเริ่มต้นใหม่ของความหวัง แม้เพียงเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง เข้าใจสภาวะอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดที่เกิดขึ้น เป็นการตระหนักรู้ในตนเอง เกิดการเรียนรู้และสามารถพัฒนาทักษะในการสร้างสรรค์ให้เป็นแนวทางเฉพาะตนให้แก่ผู้สร้างสรรค์

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibitionหุ่นเชิดของกิเลส Pup...
20/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

หุ่นเชิดของกิเลส Puppets of Desire
อาจารย์ไกรสิงห์ สุดสงวน
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงานจิตรกรรมชุดนี้สร้างขึ้นจาก ความตระหนักรู้ของการแสดงออกถึงสภาวะภายในจิตใจของมนุษย์ที่มักถูกถ่ายทอดผ่านรูปแบบการก้าวข้ามความจริงทางกายภาพไปสู่ความจริงเชิงจิตวิทยา การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือของการสะท้อนสัจธรรมเชิงปรัชญาและสภาวะอันยุ่งเหยิงภายในจิตใจภายใต้กิเลส ตัณหา และอัตตา โดยผู้สร้างสรรค์ได้ใช้การการตีความเชิงสัญลักษณ์ รูปแบบของการแสดงออกของผลงานชุดนี้ ให้มีความสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับลัทธิสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) โดยการถ่ายทอดนำรูปทรงที่อิงกับความเป็นจริง มาจัดวางในสภาวะที่เหนือจริงเพื่อสื่อสารถึง "จิตไร้สำนึก" โดยองค์ประกอบหลักที่เป็นศูนย์กลางของภาพคือ ใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่ในโทนสีขาวดำที่แสดงอารมณ์กึ่งยิ้มกึ่งแสยะ และผสานด้วยสัตว์ที่เป็นเชิงสัญญะที่สะท้อนต่ออารมณ์ความรู้สึกและกิเลสต่าง ๆ จากแนวคิดของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ภายในจิตใจโดยตรงต่อผู้รับรู้และตัวผู้สร้างสรรค์

แนวความคิด กระบวนการสร้างสรรค์ 1) จากการตระหนักรู้ของผู้สร้างสรรค์ต่อกิเลสในจิตใต้สำนึกของตนเองจึงรวบรวมมาเป็นแรงบรรดาลใจเบื้องต้น 2) โดยการถ่ายทอดผ่านใบหน้าของตนเองขนาดใหญ่โทนสีขาวดำให้เป็นองค์ประกอบหลักที่เป็นศูนย์กลางของภาพ 3) เป็นการถ่ายทอดผ่านผลงานจิตรกรรมในลักษณะเหนือจริง โดยใช้สัตว์เป็นสัญญะ แทนกิเลสในใจ 4) ใช้สัตว์เป็น ลิง ที่แสดงถึง ถึงกิเลสในจิตใต้สำนึก ความทะเยอทะยาน ความคึกคะนอง ที่แสดงออกต่อสิ่งเร้าภายนอก 5) ใช้สัญลักษณ์ ตัวต่อ เพื่อแสดงถึงความเชื่อเรื่องของโชคลาภ ที่บ่งบอกถึงกิเลสในของมนุษย์ 6) โดยกำหนดให้สัญลักษณ์ที่เป็นสัตว์ในแต่ละชนิดมีความเล็กสอดแทรกในใบหน้าขนาดใหญ่ 7) โดยกำหนดลักษณะโทนสีของผลงานให้สื่อถึงความรู้สึก ที่เป็นขาวดำบนใบหน้า เพื่อสะท้อนการเป็นหุ่นเชิดทางอารมณ์ของกิเลสในมนุษย์ และโทนสีแดง เพื่อสื่อสื่อถึงความสับสน ซับซ้อน ร้อนรน ของกิเลสภายใน 8) เก็บรายละเอียดจุดต่าง ๆ ของภาพให้สมบูรณ์

ผลงานชิ้นนี้เกิดจากแรงบันดาลใจส่วนตัวในชีวิตจริงที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างสรรค์งานศิลปะผ่านสัญญะสะท้อนต่ออารมณ์ความรู้สึกและกิเลสต่าง ๆ ภายในจิตใจที่มีความสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับลัทธิสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) จึงทำให้เกิดกระบวนการทำงานสร้างสรรค์ผ่านใบหน้าของตนเองและสัตว์ที่ใช้เป็นสัญญะ การเลือกโทนสีและมุมมอง ทำให้เกิดเป็นผลงานชุดนี้ จากข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้เกิดผลงานสร้างสรรค์จำนวน 3 ชิ้น และได้วิเคราะห์ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการสื่อสารออกมาภาพชิ้นงาน ทำให้เห็นแนวทางที่นำไปต่อยอดผลงานในชุดต่อไปในแง่การถ่ายทอดความซับซ้อนถึงอารมณ์ ความรู้สึก และเทคนิคที่เลือกใช้สร้างสรรค์

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบจากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibitionสู่ความเป็นอิสระ (To...
20/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านทักษะทางศิลปะและการออกแบบ
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

สู่ความเป็นอิสระ (Toward Freedom)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดรุฑ สิทธิรัตน์
คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้เกิดจากการพิจารณาความทุกข์ที่เกิดจากความยึดมั่นในชีวิต ผู้สร้างสรรค์นำประสบการณ์ดังกล่าวมาถ่ายทอดผ่านประติมากรรมร่วมสมัย โดยใช้รูปทรงเป็นสื่อแทนการเปลี่ยนแปลงของจิต เพื่อชวนให้ผู้ชมย้อนกลับมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งที่ยึดถือ และตั้งคำถามว่า ความเป็นอิสระที่แท้จริงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของตนเอง
แนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์
ผลงานชิ้นนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของจิตเมื่อค่อย ๆ คลายจากความยึดมั่น ความเป็นอิสระไม่ได้เกิดจากการกำจัดสิ่งที่เป็นแรงรั้ง หากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับสิ่งที่เคยยึดถือ เมื่อความยึดมั่นลดกำลังลง สิ่งเดิมยังคงอยู่ แต่ไม่อาจกำหนดทิศทางของจิตได้ดังเดิม

ก้อนหินเป็นสัญลักษณ์ของจิต พื้นผิวด้านล่างยังคงความหยาบ แข็ง และเป็นเหลี่ยมมุม ขณะที่พื้นผิวด้านบนค่อย ๆ เรียบ เกลี้ยงเกลา และสะท้อนภาพได้ดุจกระจก สื่อถึงจิตที่ได้รับการขัดเกลาจากการเรียนรู้และการรู้เท่าทันตนเอง มิใช่การเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ หากเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากภายใน

กรอบสี่เหลี่ยมยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม เปรียบเสมือนความยึดมั่นที่ยังมีอยู่ในชีวิต แต่เมื่อจิตไม่เข้าไปยึดถือ สิ่งที่เคยเป็นแรงรั้งก็สูญเสียอำนาจลงโดยธรรมชาติ ช่องเปิดด้านบนของก้อนหินเปล่งแสงสีอบอุ่นขึ้นสู่เบื้องบน เปรียบเสมือนความสว่างที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นจากภายใน ขณะที่พื้นผิวสแตนเลสขัดเงาสะท้อนภาพของผู้ชมและสภาพแวดล้อม ทำให้ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน และเชื้อเชิญให้ย้อนกลับมาพิจารณาจิตของตนเองผ่านภาพสะท้อนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าประติมากรรมสามารถถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในผ่านรูปทรง วัสดุ และแสง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเล่าเรื่องโดยตรง คุณสมบัติของสแตนเลสสตีลขัดเงาทำให้ผู้ชมเกิดปฏิสัมพันธ์กับผลงานผ่านภาพสะท้อนของตนเอง ขณะที่แสงซึ่งเปล่งออกจากภายในกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมาย มิใช่เพียงองค์ประกอบด้านการใช้งาน องค์ความรู้ที่ได้รับ คือการใช้คุณสมบัติของวัสดุและแสงเป็นภาษาทางประติมากรรมในการสื่อสารสภาวะของจิต และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผลงานกับผู้ชมผ่านประสบการณ์ตรง

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works ExhibitionSymbolic Mastery ผู้ช่วยศาสต...
19/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

Symbolic Mastery
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นัจ พงษ์หาญยุทธ
คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ที่มาของการสร้างสรรค์ผลงาน
ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้มีจุดเริ่มต้นจากการบันทึกภาพแคนดิด (candid photography) ของเด็กหญิงที่กำลังเล่นบ้านตุ๊กตาพร้อมรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกจำลองขนาดย่อม นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความจริงและการสร้างภาพแทน (representation) เมื่อนำมาถ่ายทอดเป็นผลงานจิตรกรรม ความคลาดเคลื่อนของสัดส่วนระหว่างใบหน้าเด็กกับสถาปัตยกรรมจำลองของบ้านตุ๊กตาก่อให้เกิดบรรยากาศกึ่งเหนือจริง (Surrealism) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อความหมายของสิ่งที่มองเห็น นอกจากนี้บ้านตุ๊กตาในภาพยังมีแบบจำลองสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก (Neoclassicism) เชื่อมโยงกับอุดมคติความงามแบบกรีก-โรมันโบราณ ทว่าทำจากพลาสติกและจัดวางประกบกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนวัฒนธรรมการบริโภคในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ระหว่างอุดมคติกับความสามัญในชีวิตประจำวัน

ความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงาน
ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ต้องการใช้เนื้อหาร่วมสมัยของบ้านตุ๊กตา ของเล่น อาหาร มานำเสนอความคลุมเครือผ่านความเหมือนจริงกับวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาพที่ดูเหมือนบันทึกข้อเท็จจริงสามารถแฝงการจัดวางโครงสร้างที่จงใจ เมื่อผนวกกับประสบการณ์และมิติเชิงอัตวิสัย (subjective dimension) สามารถนำไปสู่การตั้งคำถามระหว่างความจริงกับภาพแทนหรือการบิดเบือนความหมายเชิงสัญญะ
วัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาพถ่ายแคนดิดต้นแบบกับกระบวนการแปลงเป็นภาพจิตรกรรม โดยเฉพาะความคลาดเคลื่อนของสัดส่วนที่ก่อให้เกิดบรรยากาศกึ่งเหนือจริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามและตีความความหมายของผลงานได้หลากหลายวิธีการทั้งในเชิงรูปแบบ สัญลักษณ์ และมิติทางจิตวิทยาของการเฝ้ามอง ควบคู่กับการศึกษาการนำวัตถุสามัญมาจัดวางให้เกิดบริบทที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง
กระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน

กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเริ่มต้นจากการถ่ายภาพแคนดิด (candid photography) เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติของอิริยาบถและสีหน้าตลอดจนความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างตัวแบบกับวัตถุรายล้อมและนำมากำหนดเป็นวัตถุดิบเชิงประจักษ์ (empirical material) จากนั้นจึงวิเคราะห์มุมมอง สัดส่วน และองค์ประกอบเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ (visual research) และศักยภาพในการก่อให้เกิดบรรยากาศกึ่งเหนือจริง (Surrealism) จากนั้นนำภาพมาพัฒนาองค์ประกอบเพื่อปรับเปลี่ยนจากภาพเชิงประจักษ์ไปสู่ภาพที่มีการสร้างความหมายใหม่ (constructed image) อันเป็นแก่นของการสร้างสรรค์เชิงจิตรกรรม แล้วถ่ายทอดภาพร่างสู่ผลงานจิตรกรรมด้วยสีอะครีลิกเป็นขั้นตอนสุดท้าย

สรุปอภิปรายผลของการสร้างสรรค์ ผลงานจิตรกรรมที่เสร็จสมบูรณ์ยืนยันแนวคิดที่วางไว้ตามเป้าหมายทางรูปแบบ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นคือการพบว่าความสมจริงเชิงเทคนิคของงานจิตรกรรมสามารถนำมาใช้นำเสนอความบิดเบือนเชิงสัดส่วนและความหมายของวัตถุ กล่าวคือลักษณะภาพแบบเหมือนจริงที่ถ่ายทอดความไม่สมเหตุสมผลสามารถกระตุ้นการตั้งคำถามหรือการตีความได้หลากหลาย เช่น การตีความเชิงจิตวิทยา และเชิงสัญลักษณ์ในงานศิลปะ อย่างไรก็ตาม การตีความสัญลักษณ์เฉพาะยังคงขึ้นอยู่กับพื้นฐานประสบการณ์ของแต่ละคน จึงควรเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ชมจริงเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับเจตนาและแนวความคิดเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบของผลงานต่อไป

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibitionพิรุณสวาด (Silver Cat the Ra...
19/09/2026

ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์
จากนิทรรศการ SILPA 2026: Creative Works Exhibition

พิรุณสวาด (Silver Cat the Rain)
อาจารย์วิษณุ ดวงประสพสุข
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

ที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ ประเพณีท้องถิ่นเป็นรากฐานสะท้อนวิถีชีวิตและความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ทว่าในปัจจุบันคติความเชื่อเหล่านี้มักถูกลดทอนบทบาทลง การหยิบยกประเพณี "แห่นางแมวขอฝน" ของชาวอีสาน โดยเลือกใช้ "แมวสีสวาท"หรือแมวโคราช ที่มีสีขนสัมพันธ์กับสีเมฆฝนอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่มเย็น มาถ่ายทอดผ่าน "งานสื่อผสมเชิงนวัตกรรม" ในรูปแบบของเล่นศิลปะร่วมสมัย ที่ผสานระบบแสงสว่างเชิงสัญลักษณ์ จึงเป็นแนวทางตีความ
อัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เข้ากับสุนทรียภาพยุคใหม่ การศึกษาครั้งนี้ผู้สร้างสรรค์ได้นำกรอบแนวคิด SCULPT Model จากบทความวิจัยเรื่อง The Sweetness Of Ancient History (RSSICAWE 2026) มาใช้ถอดรหัสอัตลักษณ์เพื่อแปรเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิมสู่รูปทรงศิลปะร่วมสมัย มุ่งสร้างสภาวะรับรู้ถึงความรู้สึกร่มเย็น สงบ และกระตุ้นจิตสำนึกในการเกื้อกูลธรรมชาติ

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อถ่ายทอดสุนทรียภาพประเพณีแห่นางแมวสู่ผลงานสื่อผสมเชิงนวัตกรรมผ่านระบบแสง
2. เพื่อประยุกต์ใช้กรอบวิจัย SCULPT Model วิเคราะห์และถอดรหัสแนวทางการนำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาการออกแบบ

แนวความคิด กระบวนการสร้างสรรค์ ผลงานมุ่งถ่ายทอดสภาวะความหวังท่ามกลางความจำนนต่อธรรมชาติผ่านสัญลักษณ์วิทยาร่วมสมัย ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ แมวสีสวาทนอนบนก้อนเมฆสื่อถึงจิตวิญญาณแห่งสายฝนและความฝัน ฐานผืนดินแห้งแล้งปรากฏ "รอยเท้าประทับเป็นวงกลมซ้ำ ๆ ล้อมรอบหุ่นชาวนาตัวเล็ก" สื่อถึงวัฏจักรดิ้นรนอันไร้ทางออก และระบบแสงสว่างเชิงสัญลักษณ์ภายในเมฆที่ฉายเน้นจุด ลงมากระทบตัวชาวนา สื่อถึงแสงแห่งความหวังจากฟากฟ้าที่เข้ามาคลี่คลายความสิ้นหวัง

กระบวนการสร้างสรรค์ ดำเนินงานตามขั้นตอนของ SCULPT Model (Duangprasopsuk, 2026) ดังนี้
1) S-Synthesis: สังเคราะห์ข้อมูลประเพณีแห่นางแมว อัตลักษณ์แมวโคราช และการแทนค่าความหวังด้วยแสง
2) C-Contemporary: ร่างภาพแบบและขึ้นรูปทรงสามมิติด้วยโปรแกรม ZBrush พร้อมดีไซน์พื้นที่ซ่อนวงจรไฟฟ้า
3) U-Usability: สามารถใช้เป็นของตกแต่งให้แสงสว่าง ขับเน้นหุ่นชาวนาและรอยเท้าเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้เด่นชัด
4) L-Local Identity: สื่อสารพิธีกรรมแห่นางแมวขอฝน ที่ยึดโยงกับวิถีชีวิตคนยุคก่อนผ่านความเชื่อความศรัทธา
5) P-Prototype: ขึ้นรูปชิ้นงานด้วยเทคโนโลยี 3D Resin Printing ลงรายละเอียดฐานดิน ติดตั้งชุดไฟ LED และทำสีด้วยแอร์บรัช 6) T-Testing: นำผลงานจัดแสดงในนิทรรศการทดลองเพื่อประเมินการรับรู้ของผู้ชม

สรุปอภิปรายผลของการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์นี้ช่วยยืนยันว่ากรอบแนวคิด SCULPT Model (Duangprasopsuk, 2026) สามารถรองรับงานออกแบบร่วมสมัยประเภทสื่อผสมเชิงนวัตกรรมและสัญลักษณ์วิทยาได้อย่างเป็นระบบ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นคือการจัดการพื้นที่และแสงไฟในฐานะตัวเชื่อมโยงอารมณ์ร่วมระหว่างชิ้นงานกับผู้ชม อย่างไรก็ดี จากการจัดแสดงพบข้อจำกัดด้านพลังงานเนื่องจากระบบพลังงานสำรองภายใน (Battery Unit) มีระยะเวลาทำงานจำกัดต่อรอบการชาร์จ ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการเปิดระบบแสงในนิทรรศการระยะยาว แนวทางแก้ไขคือการปรับปรุงระบบให้รับกระแสไฟฟ้าตรง (USB/DC Power Jack) เพื่อต่อเข้ากับไฟบ้านได้โดยตรง ข้อเสนอแนะคือสามารถนำโมเดลนี้ไปต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี Generative Animation หรือการจัดแสดงแสงสี (Video Mapping) เพื่อขยายศักยภาพสุนทรียภาพในอนาคต

ที่อยู่

31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
Bangkok
10200

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SILPAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SILPA:

ทางลัด

แชร์

ประเภท