คนเที่ยววัด

คนเที่ยววัด เที่ยวชม ศิลปะความงดงาม ความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา,ประเพณี วัฒนธรรมอันทรงคุณค่า

24/08/2026

✨ ร่วมฟังเณรสวดมนต์ยามเย็น ณ วัดเชียงทอง หลวงพระบาง ✨Wat Xieng Thong, Luang Prabang, Laos✨

ช่วงเย็นที่วัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง มีโอกาสได้ร่วมฟังสามเณรทำวัตรสวดมนต์ ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบและงดงามของวัดเก่าแก่แห่งนี้

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยในประเทศไทย คือบทบาทของสามเณรในวัดของหลวงพระบาง สามเณรไม่ได้มีหน้าที่เพียงศึกษาพระธรรมเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการดูแลวัด ตั้งแต่การกวาดลานวัด ดูแลความสะอาด รวมถึงดูแลกุญแจพระอุโบสถและวิหาร และร่วมทำวัตรสวดมนต์ในแต่ละวัน

ด้วยวิถีเช่นนี้ เมื่อเดินชมวัดต่าง ๆ ในหลวงพระบาง เราจึงมักได้เห็นสามเณรอยู่ตามบริเวณวัดมากกว่าพระภิกษุผู้ใหญ่ เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของพระพุทธศาสนาในหลวงพระบางที่ยังคงผูกพันกับวัดและชุมชนอย่างใกล้ชิด

และในค่ำวันนี้…เสียงสวดมนต์ของสามเณร ณ วัดเชียงทอง ก็เป็นอีกหนึ่งความท

24/08/2026
✨ วัดเชียงทอง…วัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้าง ✨“วัดเชียงทอง” แห่งเมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไต...
23/08/2026

✨ วัดเชียงทอง…วัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้าง ✨

“วัดเชียงทอง” แห่งเมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Wat Xieng Thong, Laos)เป็นหนึ่งในวัดสำคัญและงดงามที่สุดของหลวงพระบาง สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2101-2103 ในรัชสมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ก่อนที่พระองค์จะย้ายราชธานีไปยังนครเวียงจันทน์

หัวใจสำคัญของวัดคือพระอุโบสถ หรือที่ชาวลาวเรียกว่า “สิม” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์ของศิลปะล้านช้างและสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบาง โดดเด่นด้วยโครงสร้างที่ไม่สูงนัก หลังคาซ้อนลดหลั่นกันลงมาอย่างอ่อนช้อย ปลายหลังคาโค้งงอนคล้ายปีกที่กำลังโอบคลุมตัวอาคาร สะท้อนทั้งภูมิปัญญาด้านการก่อสร้างและคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

ความงดงามไม่ได้อยู่เพียงรูปทรง หากแต่อยู่ในรายละเอียดของงานช่าง ทั้งลวดลายปิดทองบนพื้นสีเข้ม ภาพพุทธประวัติและเรื่องราวตามคติพื้นถิ่น รวมถึง ภาพต้นทองประดับกระจกบริเวณด้านหลังพระอุโบสถ ซึ่งเมื่อแสงตกกระทบจะเกิดประกายระยิบระยับงดงามเป็นเอกลักษณ์ของวัดเชียงทอง

ด้วยความงดงามและความสมบูรณ์ของ “สิมวัดเชียงทอง” จึงได้รับการยกย่องให้เป็น แบบอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมหลวงพระบาง และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานพุทธสถาปัตยกรรมในยุคต่อมา

หนึ่งในนั้นคือ อุโบสถวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง โดยนำรูปแบบมาปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและแนวคิดทางพุทธศิลป์ของวัดภูพร้าว จนกลายเป็นความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของ “วัดเรืองแสง” แห่งอุบลราชธานี

มาเที่ยววัดเชียงทอง ผมมาช่วงเย็นเพื่อฟังเณรสวดมนต์ทำวัตร ผลพลอยได้คือชมแสงอาทิตย์ตกและแสงทไวไลท์ช่วงค่ำ สวยงามไปอีกแบบครับ

ที่มาข้อมูลจาก ช่อฟ้าวัดเชียงทอง - ศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : Arts in Southeast asia โดย ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล , The Cloud โดย ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

#คนเที่ยววัด #หลวงพระบาง #วัดเชียงทอง

✨จากแสงอาทิตย์ในยามกลางวันสู่แสงแห่งศรัทธาในยามค่ำคืน…✨✨ วัดเรืองแสง…แสงแห่งศรัทธาท่ามกลางธรรมชาติ  ✨“วัดสิรินธรวรารามภู...
22/08/2026

✨จากแสงอาทิตย์ในยามกลางวัน
สู่แสงแห่งศรัทธาในยามค่ำคืน…✨✨

วัดเรืองแสง…แสงแห่งศรัทธาท่ามกลางธรรมชาติ ✨
“วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว” อุบลราชธานี
(Wat Phu Prao , Ubon Ratchathani)

` ในช่วงกลางวัน เราจะเห็นอุโบสถสีทองงดงามตั้งโดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขา แต่เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความงดงามของวัดแห่งนี้กลับค่อย ๆ เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ลวดลายสีเขียวที่ส่องประกายอยู่บริเวณด้านหลังอุโบสถ ดูเผิน ๆ ราวกับประดับด้วยไฟนีออนหรือไฟ LED แต่ความจริงแล้วแสงเหล่านี้เกิดจาก “สารเรืองแสง” หรือฟอสเฟอร์ (Phosphor) ซึ่งเป็นแนวคิดและผลงานที่ได้รับการออกแบบโดยช่างคณากร ปริญญาปุณโณ ผู้คิดค้นและทดลองผสมสารเรืองแสงหลายครั้ง จนได้ผลงานที่งดงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

แรงบันดาลใจสำคัญมาจาก “ต้นไม้แห่งชีวิต” ในภาพยนตร์เรื่อง Avatar จึงกลายมาเป็นต้นกัลปพฤกษ์ขนาดใหญ่ที่เรืองแสงสีเขียวอยู่ด้านหลังอุโบสถ เป็นภาพที่มีเสน่ห์อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน ความพิเศษของสารเรืองแสงคือ ในช่วงกลางวันจะทำหน้าที่เก็บพลังงานจากแสง เมื่อฟ้าเริ่มมืดก็จะค่อย ๆ เปล่งแสงออกมา ยิ่งท้องฟ้ามืดสนิท แสงของต้นกัลปพฤกษ์และลวดลายเรืองแสงโดยรอบก็ยิ่งปรากฏชัดและงดงาม

ช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มเป็นต้นไป แสงจะเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน และจะค่อย ๆ ลดความสว่างลงเมื่อเวลาผ่านไปในช่วงกลางคืน แต่เสน่ห์ของวัดสิรินธรวรารามภูพร้าวไม่ได้มีเพียง “วัดเรืองแสง” เท่านั้น ที่นี่ยังเป็นวัดบนภูเขา ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบริเวณสุดเขตแดนไทย–ลาว รายล้อมด้วยผืนป่าและขุนเขา หากมาในช่วงเย็น ยังมีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์ตกท่ามกลางทิวเขา ก่อนที่ความมืดจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ และเผยให้เห็นความงดงามอีกด้านหนึ่งของวัด

ย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์บุญมาก พระธุดงค์จากประเทศลาว ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เดินทางมาปักกลดเมื่อประมาณ พ.ศ. 2495 และมีความตั้งใจที่จะสร้างวัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2516 ท่านได้เดินทางกลับประเทศลาว พื้นที่แห่งนี้จึงถูกทิ้งร้างไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2542 และพัฒนาจนกลายเป็นวัดที่งดงามอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

อุโบสถของวัดมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “วัดเชียงทอง” ในประเทศลาว เป็นอุโบสถแบบเปิดโล่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ รับลมเย็นจากธรรมชาติ และสัมผัสบรรยากาศของขุนเขาได้อย่างเต็มที่ ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยอย่างสง่างาม และเมื่อถึงช่วงเย็น ผู้คนก็จะเริ่มทยอยเดินทางขึ้นมาที่วัด เพื่อรอชมช่วงเวลาที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จางหาย ก่อนที่ต้นกัลปพฤกษ์และลวดลายเรืองแสงจะเริ่มส่องประกายขึ้นมาแทน

และถ้าวันไหนท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆมาก หลังจากชมต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงแล้ว ลองเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้าอีกสักครั้งนะครับ…
เพราะบางค่ำคืน เราอาจได้เห็นดวงดาวนับร้อยนับพันดวงส่องประกายอยู่เหนือวัดแห่งนี้ ราวกับธรรมชาติเองก็ร่วมกันแต่งแต้มความงดงามให้กับสถานที่แห่งศรัทธาแห่งนี้เช่นกัน 🌟✨⭐️

#วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว #วัดเรืองแสง #วัดภูพร้าว
#คนเที่ยววัด

✨วันนี้วันพระ ได้มีโอกาสอันเป็นมงคลร่วมทำบุญตักบาตรกับกัลยาณมิตร และทีมงานส่งบุญ ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม ซอยจรัญสนิทวงศ์ 72...
21/08/2026

✨วันนี้วันพระ ได้มีโอกาสอันเป็นมงคลร่วมทำบุญตักบาตรกับกัลยาณมิตร และทีมงานส่งบุญ ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม ซอยจรัญสนิทวงศ์ 72 กรุงเทพฯ

ร่วมถวายภัตตาหารแด่ พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม ท่านเมตตามอบผลไม้และวัตถุมงคลให้แก่คณะส่งบุญ นับเป็นความเมตตาที่สร้างความปลื้มปิติแก่พวกเราทุกคน

จากนั้นได้กราบสักการะพระประธานในพระอุโบสถ และกราบ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม น้อมระลึกถึงคุณความดีและธรรมะที่ท่านได้ฝากไว้เป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต

ขอน้อมนำบุญกุศลที่ได้กระทำในวันนี้ มอบแด่กัลยาณมิตรทุกท่าน ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง จิตใจผ่องใส และมีโอกาสได้สร้างบุญร่วมกันอยู่เสมอ

🙏 อนุโมทนาบุญร่วมกันครับ 🙏

วัดอาวุธวิกสิตารรม ขอเรียนเชิญร่วมเททองหล่อพระพุทธรูป
”พระพุทธสุทธนาถศาสดา“
ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม บางพลัด กรุงเทพ ฯ
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙
เวลา ๑๖.๓๐ น. เป็นต้นไป

#คนเที่ยววัด #วัดอาวุธวิกสิตาราม #ทำบุญ #วันพระ

✨ พระประธานปูนปั้นองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ✨หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระพุทธรูปสำคัญจำนวนไม่น...
20/08/2026

✨ พระประธานปูนปั้นองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ✨

หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระพุทธรูปสำคัญจำนวนไม่น้อยที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณจากหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองเหนือ มาบูรณะปฏิสังขรณ์และประดิษฐานตามพระอารามสำคัญในพระนคร

ท่ามกลางพระพุทธรูปเก่าเหล่านั้น มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นพระพุทธรูปที่ สร้างขึ้นใหม่ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นั่นคือ

“พระศรีสรรเพชญ์”
พระประธานองค์ใหญ่ในพระอุโบสถ
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ Wat Mahathat Yuwararangsarit ,Bangkok

พระศรีสรรเพชญ์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ เดิมสร้างด้วยการปั้น โดย พระยาเทวารังสรรค์ ช่างวังหน้า ตามพระดำริของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 1 เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นในช่วงต้นกรุง

ศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) ได้กล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ในทำนองว่า ในรัชกาลที่ 1 มีการอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณจากเมืองเหนือมาบูรณะเป็นจำนวนมาก พระประธานของวัดสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพฯ จึงเป็นพระพุทธรูปเก่าจากสมัยก่อนหน้า ขณะที่ พระประธานวัดมหาธาตุฯ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 1 และนับว่ามีลักษณะงดงามเป็นแบบอย่างของงานช่างในยุคนั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระศรีสรรเพชญ์มีลักษณะพิเศษในประวัติศาสตร์ศิลปกรรมของกรุงรัตนโกสินทร์

เดิมวัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดสลัก” เป็นวัดโบราณที่มีมาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงบูรณปฏิสังขรณ์ จึงพระราชทานนามว่า “วัดนิพพานาราม” ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดแห่งนี้ จึงมีการเปลี่ยนนามพระอารามเป็น “วัดพระศรีสรรเพชญ์” และชื่อของพระประธานก็เรียกตามชื่อพระอารามว่า “พระศรีสรรเพชญ์” สืบต่อมา

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 วัดมหาธาตุฯ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ทั่วทั้งพระอาราม และมีการขยายพระอุโบสถให้สูงขึ้น พระประธานจึงได้รับการเสริมสร้างให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามพระอุโบสถ โดย พระยาชำนิรจนา เป็นผู้ดำเนินการปั้นเสริมองค์พระ นับเป็นศิลปะชั้นสูงของช่างกรุงรัตนโกสินทร์ในสองยุคช่างอยู่ภายในองค์เดียวกันมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มาข้อมูล กรมศิลปากร https://finearts.go.th/storage/contents/2024/08/file/ru9pSBHyCGZoQsIzUmRoqCuTi3gNrlWSJwLuGuxB.pdf?utm_source=chatgpt.com
#คนเที่ยววัด #วัดมหาธาตุ #พระพุทธรูป

✨ พระประธานวัดบวรสถานสุทธาวาสพระพุทธรูปที่เชื่อมพระราชศรัทธาของสองพระองค์ ✨ระหว่างพระราชศรัทธาของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศ...
18/08/2026

✨ พระประธานวัดบวรสถานสุทธาวาส
พระพุทธรูปที่เชื่อมพระราชศรัทธาของสองพระองค์ ✨

ระหว่างพระราชศรัทธาของ
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล วังหน้าในรัชกาลที่ ๓
กับ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

มีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในพระพุทธรูปองค์นี้ พระประธานภายในพระอุโบสถ “วัดบวรสถานสุทธาวาส”

พระพุทธรูปองค์นี้เป็น พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง ยืนปางประทานอภัย ประดิษฐานอยู่บนบุษบกอย่างสง่างาม ท่ามกลางจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรของพระอุโบสถ

พระพุทธรูปยืนในฐานะพระประธานเช่นนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะพระประธานในพระอุโบสถของไทยจำนวนมากมักปรากฏในอิริยาบถประทับนั่ง เช่น ปางมารวิชัยหรือปางสมาธิ ขณะที่องค์นี้เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย จึงมีลักษณะโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

แต่สิ่งที่ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้มีคุณค่ามากไปกว่าความงดงาม คือเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับวาระสุดท้ายของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

📜 เรื่องราวที่ปรากฏใน “สาส์นสมเด็จ”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสไว้ว่า กรมพระราชวังบวรฯ ทรงหล่อพระพุทธรูปยืนสูงประมาณ ๖ ศอกไว้สำหรับประดิษฐานในพระอุโบสถ แต่พระพุทธรูปยังสร้างไม่แล้วเสร็จ พระองค์ก็ทรงพระประชวรหนัก

เมื่อใกล้เสด็จสวรรคต พระองค์ทรงนำผ้าทรงสพักผืนหนึ่ง แล้วพระราชทานแก่ พระองค์เจ้าดาราวดี พระอัครชายา พร้อมมีพระดำรัสฝากไว้ว่า หากภายหน้ามีผู้ใดเป็นใหญ่และมีศรัทธาบูรณะวัดแห่งนี้ ก็ให้นำผ้าผืนนี้ถวายแก่ผู้นั้น เพื่อให้ห่มพระยืนองค์นี้

นับเป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจและงดงามอย่างยิ่ง

เพราะพระพุทธรูปที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะสร้างให้สำเร็จนั้น ยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๓๗๕

กาลเวลาผ่านไป…

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดบวรสถานสุทธาวาส พระองค์เจ้าดาราวดีจึงได้นำผ้าทรงสพักผืนดังกล่าวถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

และในที่สุด พระพุทธรูปยืนองค์นั้นก็ได้รับการสร้างจนสำเร็จ และได้รับการประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถ

เรื่องราวนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งต่อพระราชศรัทธาจากพระองค์หนึ่งไปสู่อีกพระองค์หนึ่ง จาก วังหน้าในรัชกาลที่ ๓ มาสู่ รัชกาลที่ ๔

สถานที่ซึ่งไม่ได้มีเพียงความงดงามของศิลปกรรม หากแต่ทุกองค์ประกอบภายในพระอุโบสถ ล้วนมีเรื่องราวให้เราได้ย้อนกลับไปสัมผัสประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคลอีกครั้ง

บางครั้ง…การได้กราบพระพุทธรูปหนึ่งองค์
อาจไม่ใช่เพียงการได้กราบพระพุทธรูป
แต่คือการได้สัมผัสถึงเรื่องราวของความศรัทธา
ที่คนรุ่นหนึ่งได้ฝากไว้ให้คนอีกรุ่นได้สืนสานต่อ...

🙏🏻 น้อมกราบด้วยความเคารพ

ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมสัมผัสคุณค่าของศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ ณ พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระอุโบสถเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม – 20 กันยายน 2569 เวลา 09.00–16.00 น.ทุกวันครับ

📍https://maps.app.goo.gl/dC6sz3LpPuH19MHo8?g_st=ic

เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลอ้างอิง: กรมศิลปากร, “วัดบวรสถานสุทธาวาส ‘วัด’ ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล” และ สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๐ วันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ (กรมศิลปากร⁠)
#คนเที่ยววัด #วัดบวรสถานสุทธาวาส #วังหน้า

✨ โอกาสอันเป็นมงคล…ที่อาจมีเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต ✨“วัดบวรสถานสุทธาวาส” เปิดพระอุโบสถให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษหากมีโอกาสได...
17/08/2026

✨ โอกาสอันเป็นมงคล…ที่อาจมีเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต ✨
“วัดบวรสถานสุทธาวาส” เปิดพระอุโบสถให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ

หากมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งใจกลางพระนคร ในช่วงเวลานี้ ขอชวนทุกท่านไปสัมผัสความงดงามของ ”วัดบวรสถานสุทธาวาส“ หรือ “วัดพระแก้ววังหน้า” (Wat Bowon Sathan Suthawas,Bangkok) วัดสำคัญภายในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระอุโบสถเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม – 20 กันยายน 2569 เวลา 09.00–16.00 น.

สถานที่แห่งนี้มีความพิเศษไม่ต่างจาก “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” หรือวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง เพราะเป็นพระอารามที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชวัง และ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

เรื่องราวของวัดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 1 ซึ่งโปรดให้สร้างวัดขึ้นบริเวณนี้ เพื่อพระราชทานแก่หลวงชีนักนางแม้น พระมารดาของพระสนมเอกซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จพระอุไทยราชา พระเจ้ากรุงกัมพูชา พร้อมทั้งชีและบริวารให้ได้จำศีลภาวนา จึงเป็นที่รู้จักในเวลานั้นว่า “วัดหลวงชี”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เห็นว่าไม่มีชีที่สมควรแก่การอุปการะ วัดจึงชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงโปรดให้รื้อวัดหลวงชีและปรับพื้นที่เป็น สวนเลี้ยงกระต่าย

กระทั่งถึงสมัย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3 ได้ทรงอุทิศบริเวณสวนกระต่าย สร้างวัดขึ้นใหม่ คือ “วัดบวรสถานสุทธาวาส”เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นการแก้บนหรือเฉลิมพระเกียรติจากการเสด็จยกกองทัพไปปราบกบฏเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. 2368

เดิมพระอุโบสถแห่งนี้มีพระดำริให้สร้างเป็น ยอดปราสาท แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห้ามไว้ เนื่องจากไม่เคยมีธรรมเนียมสร้างยอดปราสาทในพระราชวังบวรสถานมงคลมาก่อน จึงเปลี่ยนแบบมาเป็น หลังคาทรงจตุรมุข แต่ก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเสด็จสวรรคตเสียก่อน

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงดำเนินการก่อสร้างต่อ และมีพระราชดำริให้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถแห่งนี้ จึงโปรดให้สร้างฐานชุกชีสำหรับตั้งบุษบกกลางพระอุโบสถ พร้อมให้เขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

รวมถึงภาพเทพเจ้าฮินดูปางต่าง ๆ ที่เขียนไว้บริเวณหลังบานประตูและหน้าต่าง ซึ่งมีลักษณะงดงามใกล้เคียงกับงานจิตรกรรมภายใน วัดสุทัศนเทพวราราม

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างและการตกแต่งยังไม่ทันแล้วเสร็จสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2408 ความตั้งพระราชหฤทัยที่จะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่นี่จึงไม่ได้เกิดขึ้น และภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมจนแล้วเสร็จ

สิ่งที่ปรากฏภายในพระอุโบสถแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงความงดงามของศิลปกรรม หากแต่เป็น เรื่องราวของประวัติศาสตร์ราชสำนัก ศรัทธา และพระราชดำริของเจ้านายฝ่ายวังหน้า ที่ถูกร้อยเรียงไว้ผ่านสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง และพระประธานปางประทานอภัยที่ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ

สถานที่แห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หลายคนผ่านโดยไม่ทันได้รู้ว่า ภายในมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่มากมาย

และการเปิดพระอุโบสถในครั้งนี้ จึงนับเป็น โอกาสอันพิเศษที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

หากมีโอกาส…ลองหาเวลาสักวันไปกราบพระ ชมศิลปกรรม และเรียนรู้เรื่องราวของ “วัดพระแก้ววังหน้า” ด้วยตาตนเอง

บางครั้ง…การเดินทางไปวัด
ไม่ได้พาเราไปเพียงเพื่อ “ชมความงามและความสงบ”
แต่พาเรา ย้อนกลับไปสัมผัสเรื่องราวของแผ่นดิน ผ่านกาลเวลาที่เดินทางมาถึงปัจจุบัน

📍 วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) Wat Bowon Sathan Suthawas,Bangkok
https://maps.app.goo.gl/qCCX3PbnNwVYzdj79?g_st=ic

🙏 ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมสัมผัสคุณค่าของศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ ณ พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ก่อนโอกาสพิเศษนี้จะสิ้นสุดลง พระอุโบสถรอบนอก อยู่ระหว่างบูรณะบางส่วน โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินชมครับ

ที่มาข้อมูลจาก เว็บท่ากรมศิลปากร กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
📸 ภาพถ่ายเมื่อ 12 สิงหาคม 2569

#วัดบวรสถานสุทธาวาส
#คนเที่ยววัด

กราบท่านเจ้าคุณนรฯ ในวิหารอัฐิท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทราวาส (Wat Thep Sirin,Bangkok)      ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต เ...
16/08/2026

กราบท่านเจ้าคุณนรฯ ในวิหารอัฐิท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทราวาส (Wat Thep Sirin,Bangkok)

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต เป็นข้าราชการมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยความวิริยะ สุจริต และกตัญญูกตเวทีอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต ท่านได้ถวายบังคมลาออกจากราชการ เพื่ออุปสมบทน้อมเกล้าฯ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ เหมือนเป็นการบวชหน้าไฟทั่วไป แต่การบวชในวันนั้นไม่มีการสึกอีกเลย...

ท่านดำรงสมณะด้วยความเคร่งครัด และได้รับความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชน ว่าเป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อพระธรรมวินัย ยากที่จะหาผู้ใดทัดเทียมได้ เจ้าคุณนรฯ เป็นพระสงฆ์ที่มักน้อยสันโดษ ถือวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ฉันอาหารวันละมื้อ ไม่ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาในกุฏิ ท่านว่าธรรมชาติให้มาอย่างเพียงพอแล้ว ทั้งน้ำฝน และแสงแดด เมื่อหมดแสงจากดวงอาทิตย์ก็ไม่ต้องทำกิจอื่นใด แต่ควรทำสมาธิให้จิตใจสงบและเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากของที่ได้จากบิณฑบาตแล้วไม่รับของถวายใดๆ โดยออกบิณฑบาตในช่วง6พรรษาแรก หลังจากนั้นไม่ออกบิณฑบาตอีกเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการสละให้พระภิกษุรูปอื่น (คงเพราะญาติโยมมารอใส่บาตรท่านกันหมดครับ จึงไม่เหลือให้พระรูปอื่น ) ท่านให้ทางบ้านนำอาหารมาถวายแทน และไม่รับแขกในกุฏิทุกกรณี ใครจะพบหรือสนทนากับท่านก็จะมีโอกาสเฉพาะช่วงที่ท่านออกจากกุฏิไปทำวัตรเช้า-เย็น (ซึ่งตลอด 46 พรรษา ท่านขาดทำวัตรเพียงวันที่อาพาธเท่านั้น)

ท่านเจ้าคุณนรฯ ถึงมรณภาพที่กุฏิของท่านในวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2514 อายุได้ 74 ปี โดยปีพรรษา 46 รัชกาลที่9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2515 และเสด็จพระราชดำเนินทั้งสองพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาเพื่อนำอัฐิของท่านมาเก็บรักษาไว้และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในการบรรจุอัฐิ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2517

วิหารอัฐิท่านเจ้าคุณนรฯ เปิดให้เข้ากราบเฉพาะช่วงวันสำคัญ สามารถกราบจากด้านนอกได้ กรณีมาเป็นหมู่คณะ ติดต่อขออนุญาตทางวัดเปิดได้ครับ

ที่มาข้อมูลจาก บันทึกเทพศิรินทร์, มติชนออนไลน์, และเว็บไซต์ศิลปะวัฒนธรรม
#คนเที่ยววัด #วัดเทพศิรินทร์ #เจ้าคุณนรฯ

ที่อยู่

THANON RATCHADAMNOEN NAI
Bangkok
10200

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คนเที่ยววัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คนเที่ยววัด:

ทางลัด

แชร์

ประเภท