OG Snooker News รวมข่าว รวมคลิปสนุ๊กเกอร์❤️
🙏โปรดติดตาม เป็นกำลังใจ โปรดติดตาม เป็นกำลังใจ❤️
ขอบคุณครับ❤️

✌️ปรมาจารย์สนุกเกอร์ รมย์ สุรินทร์ ผลงานที่ผ่านมา มีอะไรมาบ้าง👍ได้ชมกันครับประพฤติ ชัยธนสกุล (รมย์ สุรินทร์)ชื่อ - ชื่อส...
04/08/2023

✌️ปรมาจารย์สนุกเกอร์ รมย์ สุรินทร์
ผลงานที่ผ่านมา มีอะไรมาบ้าง👍ได้ชมกันครับ

ประพฤติ ชัยธนสกุล (รมย์ สุรินทร์)
ชื่อ - ชื่อสกุล (ภาษาไทย) : นาย ประพฤติ ชัยธนสกุล
ชื่อ - ชื่อสกุล (ภาษาอังกฤษ) : Praprut Chaithanasakun
ฉายา : รมย์ สุรินทร์
เล่นกีฬาประเภท : สนุกเกอร์, พูล, บิลเลียด

🔴ผลงานที่ผ่านมา
- แชมป์ประเทศไทย 5 สมัย - ปี 2534 2535 2543 2544 2547
- แชมป์เอเซีย 2 สมัย - ปี 2535 2536
- แชมป์สะสมคะแนน ดิวิชั่น 1 / รายการที่ 1 ปี 2547
- แชมป์สะสมคะแนน ดิวิชั่น 1 / รายการที่ 1 ปี 2549
- รองแชมป์โลกสมัครเล่น ปี 2536 ที่การาจี แพ้ ต่าย พิจิตร 6-11 เฟรม
- รองแชมป์ ดิวิชั่น 1 รายการที่ 2 ปี 2555 ที่ จ. สระบุรี
-เข้ารอบ 8 คน ดิวิชั่น 1 รายการที่ 1 ปี 2556 ที่ จ.มุกดาหาร
- เข้ารอบ 4 คน ดิวิชั่น 1 รายการที่ 4 ปี 2556 ที่ จ.ลพบุรี
- รองแชมป์แสงโสม สุพรรณบุรี คัพ 2012 - ดิวิชั่น 1 รายการที่ 2

- แชมป์พูล 9 ลูกประเทศไทย ปี 2555
- เข้ารอบ 8 คน สนุกเกอร์อาชีพเก็บสะสมคะแนนดิวิชั่น 1 รายการที่ 1 ที่ จ.มุกดาหาร ปี 2556
- เข้ารอบ 4 คน สนุกเกอร์อาชีพเก็บสะสมคะแนน ดิวิชั่น 1 รายการที่ 4 ที่ จ.ลพบุรี ปี 2556

🔴ผลงานบิลเลียด:
- เหรียญทองกีฬาซีเกมส์ ที่ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์
- เหรียญทอง บิลเลียดเดี่ยว - เอเชี่ยนเกมส์ ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ปี 2545
- เหรียญทอง ประเภทคู่ เอเชี่ยนเกมส์ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ปี 2549
- เหรียญทอง บิลเลียดเดี่ยว กีฬาซีเกมส์ที่ จ.นครราชสีมา ปี 2550
- เหรียญทองแดง บิลเลียดคู่ กีฬาซีเกมส์ ที่ จ.นครราชสีมา ปี 2550
- รองแชมป์โลกบิลเลียดสมัครเล่นที่ ประเทศออสเตรเลีย ปี 2541 (จับเวลา)
- แชมป์โลกบิลเลียดสมัครเล่นที่ ประเทศไอร์แลนด์ ปี 2542 (จับเวลา)
- รองแชมป์โลก บิลเลียดเดี่ยวที่ ประเทศออสเตรเลีย ปี 2545 (50 แต้ม)
- เหรียญเงิน - ประเภทคู่ กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 ที่ประเทศลาว ปี 2552
- เหรียญทอง - ประเภทคู่ กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 26 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ปี 2554
- เหรียญเงิน - ประเภทเดี่ยว กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 26 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ปี 2554
- เหรียญทอง 3 สมัยซ้อน - ประเภทเดี่ยว กีฬาเอเชี่ยนอินดอร์ เกมส์ ปี 2005, 2009 และ 2013
- แชมป์บิลเลียดประเทศไทย ปี 2555
- รองแชมป์บิลเลียดประเทศไทย ปี 2556
- เข้ารอบ 32 คน สนุกเกอร์ 6 แดง ชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2556
- เหรียญทอง การแข่งขันบิลเลียด กีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ และมาเชียลอาร์ทเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ปี 2556
-เหรียญเงิน ประเภทคู่ บิลเลียด ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ณ เมืองเนบิดอร์ ประเทศเมียนมาร์ ปี 2556
- เหรียญทอง ประเภทคู่ บิลเลียดสกอตติช ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ณ เมืองเนบิดอร์ ประเทศเมียนมาร์ ปี 2556
- เข้ารอบ 16 คน รายการที่ 1 ทรู ปากนำ้โพ คัพ ปี 2557 ที่ จ.นครสวรรค์
- เข้ารอบ 16 คน รายการที่ 3 ทรู สุพรรณบุรี คัพ ปี 2557 ที่ จ.สุพรรณบุรี
- เข้ารอบ 16 คน รายการที่ 4 ทรู สระบุรี คัพ ปี 2557 ที่ จ. สระบุรี
- เหรียญทองบิลเลียด ประเภททีม กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ ปี 2558
- แชมป์ บิลเลียดชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2560
- รองแชมป์ดิวิชั่น 1 รายการที่ 4 ปี 2560 ที่ จ.ระนอง
- เหรียญทอง บิลเลียดประเภทคู่ กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 29 ปี 2560 ณ มาเลเซีย
- เหรียญเงิน บิลเลียดชายเดี่ยว เอเชี่ยน อินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 5 ปี 2560 ณ เมืองอาชกาบัต ประเทศเติร์กเมนิสถาน
รองแชมป์ รายการที่ 4 ปี 2560
- เหรียญทอง บิลเลียดประเภทคู่ กีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 29 ปี 2560
- เหรียญทองแดง บิลเลียดเดี่ยว กีฬาซีเกมส์ ที่ เวียดนาม ปี 2565

👍 #รมย์สุรินทร์ #อาจาร์ยรมย์ #ประวัตินักสนุกเกอร์ #สนุ๊กเกอร์ #คลิปสนุกเกอร์ #ช็อตเด็ดสนุกเกอร์ #โดยทีมงานคุณภาพ #แชม์ปสนุกเกอร์ประเทศไทย #ช็อตเด็ดกีฬาดัง #นักสนุกเกอร์ #สนุกเกอร์

🔴“ไอ้นกแก้ว” จอห์น แพร์ร็อตต์ ผู้เคยครองแชมป์โลก   แฟน ๆ สนุกเกอร์ชาวไทยที่อายุอานามสัก 30-40 ปีขึ้นไป น่าจะคุ้นหูอยู่ไม...
26/07/2023

🔴“ไอ้นกแก้ว” จอห์น แพร์ร็อตต์ ผู้เคยครองแชมป์โลก

แฟน ๆ สนุกเกอร์ชาวไทยที่อายุอานามสัก 30-40 ปีขึ้นไป น่าจะคุ้นหูอยู่ไม่น้อยกับฉายาของนักสนุกเกอร์คนหนึ่งจากเกาะอังกฤษ ที่ทะยานขึ้นทะลุฟ้าผงาดคว้าแชมป์ในต้นยุค 90 ซึ่งเป็นฉายาที่น่ารัก น่าเอ็นดู ตามชื่อจริงของเขาคือ “ไอ้นกแก้ว” หรือที่อังกฤษก็ตั้งฉายาน่ารัก น่าหยิกไว้เช่นกันว่า “The Carrot” แต่ฝีไม้ลายมือของเขานับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว กับเกียรติยศสูงสุดอย่างการคว้าแชมป์โลกในปี 1991 ที่หักด่าน “สิงห์ อีซ้าย” จิมมี่ ไวท์ ที่กำลังมาแรงที่สุดหยุดไม่อยู่ในขณะนั้น ขาววางตรงไหนคู่แข่งก็เหงา เพราะแม่นเหลือเกิน ชนะไปแบบขาด ๆ 18-11 เฟรม และคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปีเดียวกันเมื่อไล่ทุบ จิมมี่ ไวท์ เจ้าเก่า เจ้าเดิม ที่วัดกันในรอบชิงชนะเลิศรายการชิงแชมป์โลกไปได้แบบสนุก 16–13 เฟรม ด้วยการที่สิงห์อีซ้าย ขวัญใจมหาชนในยุคนั้นเข้าชิงชนะเลิศรายการชิงแชมป์โลกได้สามครั้ง แล้วได้เป็นแค่พระรองโดยพ่ายให้กับ “เทพบุตรคิวทอง” สตีฟ เดวิส ในครั้งแรกที่เข้าชิงฯ ต่อมาก็แพ้ให้กับ “มัจจุราชผมทอง” สตีเฟ่น เฮนดรี้ ในการเข้าชิงฯ ครั้งที่สอง และครั้งที่สามก็พ่ายแพ้ให้กับไอ้นกแก้ว ต่อมาภายหลังแฟน ๆ สนุกเกอร์ก็คงไม่มีใครคาดดิดว่า ไวท์จะสามารถกรุยทางเข้าไปในรอบชิงแชมป์โลกได้อีกถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถนำโทรฟี่กับบ้านมาเชยชมได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่ฝีมือในการแทงรวมถึงการคอนโทรลลูกขาวได้อลังการแบบสุด ๆ และยังเป็นขวัญใจแฟน ๆ สนุกเกอร์ในยุคนั้นอย่างมากอีกด้วย การเป็นรองแชมป์โลกถึง 6 สมัยนั้นต้องบอกว่า ถ้าไม่มีไอ้หนุ่มผมทองจากแดนวิสกี้อย่างเฮนดรี้ขวางทางอยู่ในรอบชิงชนะเลิศถึง 4 ครั้ง ไวท์ต้องได้แชมป์โลกไม่สมัยใดก็สมัยหนึ่งอย่างแน่นอน

สไตล์การเล่นที่แฟนสนุกเกอร์และสื่อมวลชนของอังกฤษนั้นติดตาตรึงใจก็คือ เขาเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียงในการเล่นลูกข้างชิ่งได้ดีที่สุดในโลกในขณะนั้น และมีการเล่นที่แม่นยำ แน่นอน การเล่นของเขาคล้ายกับติง จุ้นฮุย ในยุคนี้ แต่แพร์ร็อตต์แทงเร็วกว่า คิดเร็วกว่า และมีลูกเล่นโชว์ผู้ชมได้บ่อย ๆ แต่น่าเสียดายที่เขาน่าจะคว้าแชมป์ได้มากกว่านี้ ถ้าไม่มาพีคในช่วงเดียวกันกับสตีฟ เดวิส และสตีเฟ่น เฮนดรี้ ซึ่งทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงร้อนแรงสุด ๆ ผลัดกันครองแชมป์ในยุคนั้นเป็นว่าเล่น

ไอ้นกแก้วเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในสมัยเด็กแพร์ร็อตต์ชื่นชอบที่จะไปโยนโบว์ลิ่งอยู่บ่อย ๆ ทว่าวันหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิงก็เกิดขึ้น เมื่อตอนเขาอายุได้เพียง 12 ปี ในตอนที่จะไปโยนโบว์ตามปกติ ฝนก็เริ่มตกลงมา พ่อของเขาจึงพาเขาเข้าไปยังดัดลีย์สนุกเกอร์อคาเดมีแทน ซึ่งอยู่ห่างจากลานโบว์ลิงแค่อีกช่วงถนน และในทันทีที่แพร์ร็อตต์ได้สัมผัสกับผ้าสักหลาด เขาก็หลงไหลกับกีฬาแม่นรูเข้าอย่างจัง เมื่อได้รับคำแนะนำในการเล่นและฝึกซ้อมภายใต้การดูแลของฟิล มิลเลอร์ ฝีมือของแพร์ร็อตต์ก็รุดหน้าอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และคว้าแชมป์ระดับเยาวชนได้มากมาย จนในที่สุดเขาก็ให้สัญญากับตัวเองที่จะเทิร์นโปรเพื่อเล่นระดับอาชีพ เพราะแพร์ร็อตต์คิดว่าเขาประสบความสำเร็จในระดับสมัครเล่นมากพอแล้ว

ในปี 1983 แพร์ร็อตต์สามารถเทิร์นโปรขึ้นมาเล่นระดับอาชีพได้สำเร็จตามที่เขาสัญญากับตัวเองไว้ และเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมือวางอันดับที่ 20 ของโลกได้ โดยไฮไลท์สำคัญของเขาอยู่ที่การลงเล่นและถ่ายทอดสดทางทีวีเป็นครั้งแรก ในรายการ Lada Classic ในเกมที่เขาสามารถเอาชนะ ดั๊ก เมาท์จอย ไปได้ 5-4 เฟรม ก่อนที่จะเอาชนะ “เดอะ เฮอริเคน” อเล็ก ฮิกกินส์ ต่อด้วย โทนี่ โลว์เลส ก่อนจะไปพ่ายให้กับสตีฟ เดวิส ในรอบรองชนะเลิศ

หลังจากเล่นอาชีพมาได้หลายปีจนถึงปี 1991 ประวัติศาสตร์ก็ต้องจารึกอีกครั้งว่ามีแชมป์โลกหน้าใหม่เกิดขึ้นแล้ว โดยเป็นชาวอังกฤษเสียด้วย เมื่อไอ้นกแก้วที่เคยเข้าชิงฯ รายการนี้เมื่อปี 1984 แต่เป็นได้แค่พระรอง ซึ่งในตอนนั้นถ้าเปรียบเป็นนกแก้วก็น่าจะถึงวัยโตเต็มที่ ปีกกล้าขาแข็งจากประสบการณ์ที่บ่มเพาะมาเต็มพิกัด โดยเขางัดฟอร์มสุดยอดออกมากรุยทางทะลุเข้าสู่รอบชิงฯ ได้สำเร็จ โดยผ่าน ไนเจล กิลเบิร์ต โทนี่ โลว์เลส เทอร์รี่ กริฟฟิธ ก่อนมาจ๊ะเอ๋กับ สตีฟ เดวิส ในรอบรองชนะเลิศ โดยเกมนั้นเป็นเกมคุณภาพอีกเกมหนึ่งของรายการชิงแชมป์โลก แต่ทว่าวันนั้นเป็นวันของพี่นกแก้วจริง ๆ เมื่อเอาชนะเดวิสไป 16-10 เฟรม และเป็นการเอาคืนเมื่อปี 1984 ที่เดวิสยัดเยียดความปราชัยให้เขาได้แค่รองแชมป์ในรายการนี้ โดยในรอบชิงชนะเลิศ แพร์ร็อตต์ต้องโคจรมาเจอกับขวัญใจมหาชน จิมมี่ ไวท์ ที่กำลังป็อปปูลาร์แบบสุด ๆ ถ้าเป็นเน็ตไอดอลในยุคนี้ก็ต้องมียอดกดไลก์แฟนเพจครึ่งล้านอย่างแน่นอน โดยในการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศนั้น จิมมี่ออกนำโด่งถึง 7-0 เฟรม แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นแชมป์ได้ในบั้นปลาย เมื่อแพร์ร็อตต์ที่ฟอร์มกำลังร้อนได้ที่ พลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 18-11 เฟรม ตอกย้ำให้โลกเห็นว่า เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดอีกคนหนึ่งของวงการในยุคนั้น ที่สามารถคว้าแชมป์โลกมาประดับบารมีได้ และทำให้สิงห์อีซ้ายต้องซดน้ำใบบัวบกไปอีกครา

ไอ้นกแก้วเลิกเล่น แขวนคิวในปี 2010 ภายหลังจากตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำให้กับนักสนุกเกอร์ดาวรุ่งของจีนในขณะนั้นอย่าง จาง อันต๊ะ ไป 6-10 เฟรม ในรายการชิงแชมป์โลกรอบคัดเลือก ทำให้ภายหลังเมื่อจบฤดูกาล แพร์ร็อตต์ต้องหลุดจากวงโคจร ท็อป 64 ของโลก ส่งผลให้ในปีต่อมาเขาไม่ได้เป็นมือวางที่จะเข้าเล่นในรายการเมนทัวร์ของทางสมาคมสนุกเกอร์โลกอีก ทำให้หลังจากนั้นไม่นานเขาจึงประกาศรีไทร์อย่างเป็นทางการ โดยในวันที่เขาประกาศเลิกเล่นนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของอังกฤษว่า ถ้าผมไม่ได้เล่นในเมนทัวร์แล้ว มันก็แฟร์ ๆ ที่จะต้องถึงเวลารีไทร์แล้วละ แน่นอนว่าที่ผมไม่อยากจะกลับมาลงเล่นอีก เหมือนกับถ้าผมแพ้เกมไพ่แล้วผมก็จบแค่นั้น ผมยังศรัทธาในเกมสนุกเกอร์นี้มากที่สุดเสมอมา แต่ผมไม่สนุกกับการฝึกซ้อมไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ไอ้นกแก้วก็ยังหวนกลับมาเข้าร่วมคัดเลือกในรายการชิงแชมป์โลกในปี 2012 แต่ก็แพ้ให้กับ แพทริค วอลเลซ ในรอบคัดเลือกรอบแรกไป 0-5 เฟรม

ภายหลังจากรีไทร์จากวงการแม่นรูแล้ว แพร์ร็อตต์ก็รับงานเป็นคอมเมนเตเตอร์ให้กับทาง BBC Sport บ่อย ๆ โดยเข้าขากับ สตีฟ เดวิส และบ่อยครั้งที่เขาจะเป็นกูรูในการแทงตัวอย่างรูปเกมการเล่นของแต่ละคู่ ในระหว่างพักเบรกการแข่งขันของแต่ละเซกชันด้วย นอกจากนี้เขายังติดตามวงการม้าแข่งของอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมพิธีกรของรายการแข่งม้าของทาง BBC Sport ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์

การเล่นของแพร์ร็อตต์ที่ฝากไว้ให้กับวงการสนุกเกอร์โลกนั้น อาจจะไม่โด่งดังเท่าที่ควร แม้ว่าจะเคยเป็นแชมป์รายการที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างรายการชิงแชมป์โลก แต่ทว่าโชคของเขาในช่วงที่กำลังพีคสุดขีดนั้นอยู่ในยุคเดียวกันกับ “เทพบุตรคิวทอง” สตีฟ เดวิส ที่กำลังเข้าฝัก เข้าฟอร์ม พอถึงช่วงที่ สตีฟ เริ่มจางแสง ดาวรุ่งจากแดนวิสกี้อย่าง “มัจจุราชผมทอง” ก็ฉายแสง มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวที่พอเหมาะพอดี ที่ทำให้ไอ้นกแก้วต้องตกอยู่ในร่มเงาของสองคนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนสนุกเกอร์กล่าวขานคือ การเล่นลูกแนบชิ่งและติดชิ่งได้ดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยมีมา กลายเป็นแบบฝึกหัดให้นักสนุกเกอร์ทั่วโลกเอาเป็นแบบอย่างในการฝึกซ้อม แทคติกการเล่นที่ทำให้เขายืนระยะอยู่ในวงการได้ยาวนานอีกคนหนึ่ง สิ่งนี้คือสิ่งที่เขาฝากไว้ให้แฟน ๆ ทุกคนจดจำไว้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนักสนุกเกอร์ที่แหกด่านระดับพระกาฬเข้าคว้าแชมป์รายการชิงแชมป์โลกได้โดยไม่สน เสือ สิงห์ กระทิง แรด นั่นแหละคือเขา “ไอ้นกแก้ว” จอห์น แพร์ร็อตต์

#ประวัตินักสนุ๊ก #สนุกเกอร์ #นักสนุกเกอร์ #ข่าวสนุกเกอร์ #โดยทีมงานคุณภาพ #นักสนุ๊กชื่อดัง #สนุ๊กเกอร์ #ช็อตเด็ดกีฬาดัง #จอห์นแพร์ร็อตต์

Ali Cartor “ อาลี คาร์เตอร์” นักสอยคิวชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1979 เกิดเเละเติบโตในเมืองเชล์มสฟอร์ด เคย...
25/07/2023

Ali Cartor “ อาลี คาร์เตอร์” นักสอยคิวชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1979 เกิดเเละเติบโตในเมืองเชล์มสฟอร์ด เคยเข้าชิงชนะเลิศในรายการเวิลด์เเชมป์เปียนชิปเเต่ทำได้เเค่รองเเชมป์ โดยพลาดท่าเเพ้ต่อ รอนนี่ โอซิลลิเเวน ดกรีเเชมป์สนุ๊กเกอร์โลก 5 สมัย ชาวอังกฤษ อาลีเเพ้รอนนี่ทั้งสองครั้ง ในปี 2008
เเละ 2012 แต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2013 มีการประกาศว่าคาร์เตอร์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลูกอัณฑะ เขาได้รับการผ่าตัดในวันต่อมาและได้รับคำแนะนำให้พักเป็นเวลาหนึ่งเดือนคาร์เตอร์กล่าวในเดือนเมษายน 2014 เขากลับมาติดอันดับ 16 ของการจัดอันดับโลกโดยใช้เวลาแค่หกเดือน หนึ่งเดือนต่อมา World Snooker ประกาศว่า อาลี คาร์เตอร์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในปอดของเขาและจะหยุดพักจากการเล่นกีฬาเพื่อรับเคมีบำบัด แบบเข้มข้น ในเดือนสิงหาคม คาร์เตอร์ ประสบความสำเร็จในการรักษารวมถึงการผ่าตัดสำหรับเนื้องอกก้อนที่สองที่เกิดขึ้นเป็นการรามแพร่กระจายซ้ำของมะเร็งอัณฑะ และจะกลับไปที่สนุ๊กเกอร์ในเดือนตุลาคมที่ General Cup เขาฝึกซ้อมที่สโมสรสนุกเกอร์ Rivermead ของ Chelmsford ก่อนที่จะซื้อสโมสรและเป็นเจ้าของคนใหม่

เเต่สิ่งที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุดคือการก้าวขึ้นไปเป็นมือวางอันดับ 2 ของโลก จากการจัดอันดับโลกของ world snooker เเละได้นับฉายาในวงการว่า “The captain เเละในปี 2020 นี้ อาลีได้โชวว์ฟอร์มสวยหรูด้วยการเอาชนะมาร์คเซลบี้ได้ในการเเข่งขันรอบที่สองของรายการ “เดอะมาสเตอร์ 2020” ซึ่งเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆ ตั้งเเต่ต้นปี 2020 ทั้งนี้รายการเเข่งขันสนุ๊กเกอร์ยังมีอีกกลายรายการตลอดทั้งปี เราก็ก็ต้องรอดูกันว่าอาลีจะรักษามาตรฐานของเขาเเละยืนระยะได้นานเเค่ไหน

#ประวัตินักสนุ๊ก #สนุกเกอร์ #นักสนุกเกอร์ #ข่าวสนุกเกอร์ #โดยทีมงานคุณภาพ #นักสนุ๊กชื่อดัง #สนุ๊กเกอร์ #ช็อตเด็ดกีฬาดัง #อาลีคาร์เตอร์

เปิดประวัติ ‘ต๋อง ศิษย์ฉ่อย’ ตำนานนักสอยคิวผู้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์   จากกรณีที่ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อ...
24/07/2023

เปิดประวัติ ‘ต๋อง ศิษย์ฉ่อย’ ตำนานนักสอยคิวผู้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากกรณีที่ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อม ยอดนักสนุกเกอร์ไทย ที่เคยขึ้นมือ 3 ของโลก และเพิ่งคว้าเหรียญทองสนุกเกอร์ 6 แดง ชายคู่ ในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ที่ประเทศกัมพูชา โดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เล่นงาน สูญเงินไปถึง 3.2 ล้านบาท เหลือเงินสดติดบัญชีแค่ 8 พันกว่าบาทนั้น

“ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” มีชื่อจริงว่า วัฒนา ภู่โอบอ้อม เป็นบุตรชายของ “ฉ่อย ซูซ่าส์” ยอดเซียนชื่อดัง กับนางคุณแม่พลอยรุ้ง มัชฌันติกะ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2513 ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนเทพสัมฤทธิ์วิทยา และมัธยมต้นจากโรงเรียนศรีวิกรม์

ในวัยเด็ก “ต๋อง” ได้โอกาสฝึกฝนฝีมือการเล่นสนุกเกอร์ เนื่องจากที่บ้านทำกิจการโต๊ะสนุกเกอร์อยู่แถวคลองเตย โดยฝีไม้ลายมือโดดเด่นตั้งแต่ยังเด็ก ถึงขั้นที่คุณพ่อ “ฉ่อย ซูซ่าส์” พาเดินสายล่าเงินรางวัลไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก่อนจะเริ่มแข่งขันสนุกเกอร์ในระดับเยาวชน ได้รองชนะเลิศการแข่งขันประเภทดาวรุ่งของนิตยสารคิวทอง เมื่อ พ.ศ. 2527 ขณะอายุเพียง 14 ปี

หลังจากนั้น “ต๋อง” เริ่มเข้าสู่การแข่งขันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ภายใต้การดูแลของ “คิวทอง” ศักดา รัตนสุบรรณ ก่อนจะก้าวไปคว้าแชมป์สนุกเกอร์สมัครเล่นชิงแชมป์โลก เมื่อปี พ.ศ. 2531 หรือปี ค.ศ. 1988 ด้วยการเอาชนะ แบร์รี พินเชส จากอังกฤษ 11-8 เฟรม ในรอบชิงชนะเลิศ ส่งผลให้เจ้าตัวได้สิทธิไปแข่งขันในระดับอาชีพในปีถัดมา

แม้ต้องปรับตัวกับการไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ ในวัยหนุ่มกระทงอายุยังไม่เต็ม 20 ปีดี แต่ด้วยสไตล์การแทงที่รวดเร็ว แม่นยำ ถูกใจแฟนสนุกเกอร์ ทำให้ “ต๋อง” หรือที่ใช้ชื่อในการแข่งขันว่า “เจมส์ วัฒนา” กลายเป็นขวัญใจอย่างรวดเร็ว จนได้รับฉายา “Thai Phoon” ล้อกับคำว่า “ไต้ฝุ่น” ขณะที่หลายสื่อเรียกเขาว่า “ไทย ทอร์นาโด”

ส่วนเรื่องของผลงาน “ต๋อง” ก้าวขึ้นสู่การเป็นนักสนุกเกอร์ระดับแนวหน้าของโลกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าแชมป์รายการสะสมคะแนนโลกได้เป็นครั้งแรก ในรายการ สตรัคคัน โปรเฟนชันแนล ในปี 1992 ถึงปี 1994 “เจมส์ วัฒนา” ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ของโลก รองจาก สตีเฟน เฮนดรี และ สตีฟ เดวิส ซึ่งเป็นอันดับโลกสูงสุดที่เจ้าตัวทำได้ สร้างกระแส “ต๋อง ฟีเวอร์” และกลายเป็นการปลุกวงการสนุกเกอร์เมืองไทยให้บูมสุดขีด

หลังจากนั้น “ต๋อง” คว้าแชมป์รายการสะสมคะแนนโลกได้อีก 2 รายการ ในศึกไทยแลนด์ โอเพ่น ปี 1994 และ 1995 รวมแล้วเจ้าตัวคว้าแชมป์รายการสะสมคะแนนโลก ได้ทั้งหมด 3 รายการ ส่วนผลงานในศึกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลกนั้น “ต๋อง” ผ่านเข้าไปเล่นในครูซิเบิล เธียเตอร์ ได้ทั้งหมด 13 ครั้ง ผลงานดีสุด คือเข้ารอบรองชนะเลิศ 2 ครั้ง ในปี 1993 ซึ่งแพ้ จิมมี ไวท์ 9-16 เฟรม และปี 1997 ที่แพ้ สตีเฟน เฮนดรี 13-17 เฟรม

หลังจากนั้น ผลงานของ “ต๋อง” เริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง จนกระทั่งอันดับโลกหลุดจากท็อป 16 เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ในปี 1999 ก่อนจะหลุดจากท็อป 64 ของโลกในฤดูกาล 2007-08 ซึ่งหมายความว่า เจ้าตัวเสียสิทธิการลงเล่นในระดับมืออาชีพ แม้หลังจากนั้นจะมีบางฤดูกาลที่ “ต๋อง” ได้สิทธิกลับไปแข่งขัน ผ่านทางการได้แชมป์รายการชิงแชมป์เอเชีย เมื่อปี 2009 รวมถึงการได้สิทธิไวลด์การ์ดจากสนุกเกอร์โลก แต่ด้วยปัจจัยหลากหลาย รวมถึงเรื่องของเงินทุน ทำให้เจ้าตัวไม่ได้เดินทางกลับไปเล่นอาชีพที่อังกฤษอย่างจริง ๆ จัง ๆ

ส่วนผลงานในการเป็นตัวแทนทีมชาติไทยนั้น “ต๋อง” คว้า 2 เหรียญทอง จากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ โดยได้ 1 เหรียญทองประเภทเดี่ยว 15 แดง ในซีเกมส์ 2021 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และเพิ่งได้เหรียญทองในประเภทคู่ 6 แดง ในซีเกมครั้งล่าสุดในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ยังเคยได้เหรียญเงินเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพฯ ในประเภททีม และเหรียญทองแดงในประเภทเดียวกัน จากเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ที่นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงเคยได้ 1 เหรียญเงินจากประเภทเดี่ยว 15 แดง ในศึกเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ 2007 ที่มาเก๊า

ส่วนชีวิตนอกโต๊ะสุกเกอร์นั้น “ต๋อง” เคยเล่าว่า เขาเคยนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ สูญเงินไปหลายล้านบาท รวมถึงมีบางช่วงที่ชีวิตมีปัญหารุมเร้า ถึงขั้นเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่หลังจากได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ชีวิตก็กลับเข้ามาอยู่ในร่องในรอยอีกครั้ง โดยในปัจจุบัน “ต๋อง” ยังคงลงแข่งขันในรายการระดับ ไทยแลนด์ แรงกิ้ง และมีธุรกิจส่วนตัว ก่อนที่ล่าสุด จะมีข่าวโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์เล่นงานดังกล่าว

#ประวัตินักสนุ๊ก #สนุกเกอร์ #นักสนุกเกอร์ #ข่าวสนุกเกอร์
#โดยทีมงานคุณภาพ #นักสนุ๊กชื่อดัง #สนุ๊กเกอร์ #ช็อตเด็ดกีฬาดัง
#ต๋องศิษย์ฉ่อย

👉ประวัตินักสนุกเกอร์ อเล็กซ์ ฮิกกินส์   Alexander Gordon Higgins (“อเล็กซ์” ฮิกกินส์), ไอริชตอนเหนือ, เขาเป็นผู้เล่นสนุ๊...
23/07/2023

👉ประวัตินักสนุกเกอร์ อเล็กซ์ ฮิกกินส์

Alexander Gordon Higgins (“อเล็กซ์” ฮิกกินส์), ไอริชตอนเหนือ, เขาเป็นผู้เล่นสนุ๊กเกอร์มืออาชีพและได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในเกม. เขาได้รับฉายาว่า "Hurricane" เพื่อการเล่นที่รวดเร็ว.

เกียรตินิยม: แชมป์โลกใน 1972 และ 1982, และรองชนะเลิศใน 1976 และ 1980. เขาได้รับรางวัลชนะเลิศ UK 1983 และอาจารย์ใน 1978 และ 1981, ทำให้เขาเป็นหนึ่งในสิบผู้เล่นที่ทำทริปเปิลคราวน์ในสนุ๊กเกอร์. เขายังเป็นแชมป์โลกคู่กับจิมมี่ไวท์ใน 1984, และคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกถึงสามครั้งกับทีมออลไอร์แลนด์. นอกจากนี้เขายังชนะการแข่งขันชิงแชมป์อาชีพไอริชถึงห้าครั้ง.

ฮิกกินส์กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ “แชมป์คน” เนื่องจากความนิยม, เขาเป็นผู้เล่นสนุกเกอร์สื่อคนแรก, และมักได้รับการยกย่องว่าเป็นการนำผู้ชมในวงกว้างสู่สนุ้กเกอร์, มีส่วนทำให้ความนิยมสูงสุดใน 1980. ในวิดีโอต่อไปนี้คุณจะเห็นว่า Alex Higgins มีความหมายต่อสนุ๊กเกอร์อย่างไร

Alex Higgins เริ่มเล่นสนุกเกอร์ด้วย 11 ปี. ที่ 16 ปีที่เขาได้รับครั้งแรกของเขา 147. ที่ 19 ปีเก่าเขาได้รับรางวัล All-Ireland และ Northern Ireland Amateur Snooker Championship.

ฮิกกินส์เปลี่ยนอาชีพเมื่ออายุได้ 22 ปี, ชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกในครั้งแรกที่ 1972, ในทางตรงกันข้าม John Spencer (37-32). ฮิกกินส์นั้นเป็นผู้ชนะที่อายุน้อยที่สุด, บันทึกที่เขาเก็บไว้จนถึงชัยชนะของสตีเฟ่นเฮ็นดรี 1990, เมื่ออายุได้ 21 ปี. ในเดือนเมษายน 1976, ฮิกกินส์มาถึงรอบสุดท้ายอีกครั้งและเผชิญหน้ากับเรียดเรียด, กับคนที่แพ้ (16-27).
ฮิกกินส์ได้รับรางวัลระดับโลกเป็นครั้งที่สองในปี 1982 หลังจากพ่ายแพ้เรียด 18-15 (con un 135 ในเฟรมสุดท้าย)

ตลอดอาชีพของเขาฮิกกินส์ชนะคนอื่น 20 หลักทรัพย์, หนึ่งในสิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุดคือ UK Championship of 1983. ในรอบชิงชนะเลิศเขาแพ้สตีฟเดวิส 0-7, เมื่อการคัมแบ็กที่มีชื่อเสียงมาถึงจะชนะ 16-15. เขายังได้รับรางวัลอาจารย์สองครั้ง, ใน 1978 และ 1981, ชนะ Cliff Thorburn และ Terry Griffiths ในรอบชิงชนะเลิศ. ชัยชนะที่น่าทึ่งอีกประการหนึ่งก็คือชัยชนะชาวไอริชของเขาเมื่ออายุได้ถึง 40 ปี, ใน 1989, เมื่อเขาเอาชนะสตีเฟ่นเฮ็นดรีหนุ่ม

ความเร็วของฮิกกินส์รอบโต๊ะ, ความสามารถในการตีลูกด้วยความเร็วที่รวดเร็วและในสไตล์นอกรีตทำให้เขาได้รับฉายา "เฮอร์ริเคนฮิกกินส์" และทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียงมาก. เทคนิคของเขากับคิว, ผิดปกติอย่างมาก, บางครั้งรวมถึงการหมุนและการเคลื่อนไหวร่างกาย.
เกมนอกรีตของฮิกกินส์ถูกห่อหุ้มในช่วงพักจาก 69, ทำภายใต้แรงกดดันที่ผิดปกติกับจิมมี่ไวท์ในกรอบสุดท้ายของสนุ้กเกอร์ชิงแชมป์โลกรอบรองชนะเลิศ, ใน 1982. จากนั้นเราปล่อยให้คุณวิดีโอของการพักผ่อนอันงดงามนี้

Alex Higgins เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้เล่นสนุ๊กเกอร์ในภายหลัง, ในหมู่พวกเขาเคนโดเฮอร์ตี้, Jimmy White y Ronnie O’Sullivan, ใครในการสัมภาษณ์ระบุ: “อเล็กซ์เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้เล่นอย่างจิมมี่ไวท์และผู้เล่นสนุกเกอร์หลายพันคนทั่วประเทศ, รวมถึงฉันด้วย. วิธีที่เขาเล่นให้ดีที่สุดคือวิธีที่ฉันคิดว่าควรเล่นสนุ๊กเกอร์. เอาเขาไปถึงขีด จำกัด, ทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินและจับจ้องไปที่แอ็คชั่น.”

#ประวัตินักสนุ๊ก #สนุกเกอร์ #นักสนุกเกอร์ #ข่าวสนุกเกอร์ #โดยทีมงานคุณภาพ #นักสนุ๊กชื่อดัง #สนุ๊กเกอร์ #ช็อตเด็ดกีฬาดัง #อเล็กซ์ฮิกกินส์

👉จิมมี่ ไวท์ ตำนานของสิงห์มือซ้าย   ว่ากันว่า ในกลุ่มแฟน ๆ หรือนักสนุกเกอร์ด้วยกัน เมื่อระดับสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึ...
22/07/2023

👉จิมมี่ ไวท์ ตำนานของสิงห์มือซ้าย

ว่ากันว่า ในกลุ่มแฟน ๆ หรือนักสนุกเกอร์ด้วยกัน เมื่อระดับสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงนักสนุกเกอร์ที่มีความแม่นยำในการแทงที่สุดในโลกแล้วละก็ ทุกคนให้ความเห็นเป็นเสียงเดียวกันคือ จิมมี่ ไวท์ อย่างแน่นอน ด้วยมือซ้ายระดับพระกาฬ ที่สามารถสร้างสรรค์ความแม่นในการสะกิดลูกให้พุ่งแรงและเร็ว ลงกลางหลุมแบบเป๊ะ ๆ อีกทั้งยังมีลูกไซด์โค้งที่โค้งแบบเห็น ๆ ในการเล่นแต่ละเกม ยังไม่รวมถึงความเร็วในการแทงระดับ 4G ที่หลังจากหมดยุคของ “เดอะ เฮอริเคน” อเล็ก ฮิกกินส์ ไปแล้ว ก็มีเขานี่แหละที่มีลีลาการเล่นใกล้เคียงกับฮิกกินส์ ซึ่งไม่เป็นที่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไม จิมมี่ ถึงยังเป็นขวัญใจและไอดอลของแฟน ๆ สนุกเกอร์ ที่ชื่นชอบสไตล์การเล่นแบบเดินหน้าฆ่าลูกเดียวอย่างไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าเค้าจะโลดแล่นในวงการสนุกเกอร์ระดับโลกมาแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ

“The Whirlwind” เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1962 ที่เขตทูทิง มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงที่ยังเล่นในระดับเยาวชนนั้น จิมมี่จัดได้ว่าเป็นผู้เล่นที่มีความโดดเด่นกว่าเด็ก ๆ ในรุ่นเดียวกัน โดยเมื่อมีอายุได้ 15 ปี ก็สามารถคว้าแชมป์แรกของตัวเองได้ในปี 1977 คือรายการ National Champion และต่อด้วยการเป็นแชมป์สมัครเล่นระดับประเทศของอังกฤษในอีกไม่กี่ปีต่อมา โดยที่ก่อนหน้านั้นก็สามารถเป็นแชมป์สมัครเล่นโลกได้อีกด้วย ภายหลังจากบ่มเพาะประสบการณ์ในระดับสมัครเล่นและคว้าแชมป์มาประดับบารมีได้หลายปี ก็ถึงเวลาที่จิมมี่จะก้าวขึ้นสู่การเล่นระดับอาชีพ

สุดยอดพรสวรรค์ระดับฟ้าประทานให้กับการเป็นนักสนุกเกอร์ และแขนซ้ายที่แทงลูกสนุกเกอร์ได้อย่างแม่นยำ หาตัวจับได้ยากสุด ๆ นั้น ทำให้เค้ากลายเป็นผู้เล่นที่มีแฟน ๆ ติดตามชมแทบจะในทันทีที่เปิดตัวขึ้นสู่ระดับอาชีพในปีแรก โดยจิมมี่จบที่มือวางอันดับที่ 21 ของโลกในฤดูกาลนั้น ทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในรายการชิงแชมป์โลกที่ครูซิเบิ้ล เธียเตอร์ ซึ่งการเล่นครั้งแรกในครูซิเบิ้ลของสิงห์อีซ้ายนั้นแม้สุดท้ายจะพ่ายแพ้ให้กับ “เทพบุตรคิวทอง” สตีฟ เดวิส ไป 8-10 เฟรม แต่ก็ได้รับคำชมเชยมากมายว่าสามารถสู้กับเดวิสได้อย่างสนุก ถึงแม้ว่าจะแพ้ให้กับมือดีของโลกที่กำลังจะก้าวขึ้นครองยุคของสนุกเกอร์ในเวลาต่อมา หลังจากนั้น จิมมี่ก็สามารถคว้าแชมป์ในรายการ สกอตติช มาสเตอร์ส ต่อด้วย รายการนอร์ทเทิร์น ไอร์แลนด์ คลาสสิก อีกทั้งยังผงาดเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในรายการ UK Championship และ World Championship ได้ทั้งสองรายการ ซึ่งส่งผลให้เขากลายเป็นนักสนุกเกอร์ระดับหัวกะทิมือวางท็อป 16 คนของโลก โดยใช้เวลาไปแค่ 18 เดือนเท่านั้นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วในรอบรองชนะเลิศของรายการชิงแชมป์โลกในปีนั้น เค้าสมควรที่จะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเสียด้วยซ้ำ เมื่อเขาขึ้นนำ “เดอะ เฮอริเคน” คู่ซี้และเพื่อนเลิฟของเขาเองไป 15-14 เฟรม โดยขออีกเกมเดียวก็จะสามารถเอาชนะอเล็กได้ แถมยังแทงขึ้นหน้า 59 แต้ม แต่ก็มีไว้แค่โชว์ เพราะแต้มบนโต๊ะยังไม่ขาด เมื่อจิมมี่แทงแดงพลาด ฮิกกินส์สามารถลุกขึ้นมาปล้นเฟรม กลับมาเอาชนะจิมมี่ได้แบบสุดระทึก โดยเกมที่ว่าเป็นสุดยอดเกมการแข่งขันอีกเกมหนึ่งของรายการชิงแชมป์โลกปี 1982

ในอีก 18 เดือนต่อมา ความสำเร็จของสิงห์อีซ้ายในรายการใหญ่ก็ยังไม่บรรลุตามเป้า เมื่อตกรอบแรกในรายการชิงแชมป์โลกปี 1983 และแพ้รวดสามรายการที่ลงเล่นในปีนั้น ซึ่งก็เกิดเครื่องหมายคำถามต่อตัวจิมมี่จากสื่อมวลชนของอังกฤษว่า เมื่อไหร่ที่จะได้เห็นจิมมี่สู่ฟอร์มสุดยอดจริง ๆ เสียที โดยคำตอบก็ได้สะท้อนกลับมาอย่างกึกก้องเมื่อเข้าถึงรอบรองชนะเลิศรายการ UK Championship แต่ก็พ่ายให้กับสตีฟ เดวิส ไปอีกครา แต่ตอนนั้นจิมมี่ ฟอร์มการเล่นติดลมบนเสียแล้วเมื่อทะลุเข้าชิงฯ รายการ The Masters ได้แบบสุดยอด ด้วยการทุบเอาชนะเทอร์รี่ กริฟฟิธส์ ไปได้ในรอบชิงชนะเลิศแบบขาด ๆ 9-5 เฟรม และยังแรงต่อเนื่องเมื่อเข้าชิงชนะเลิศในรายการชิงแชมป์โลกปี 1984 เมื่อผ่านด่าน เร็กซ์ วิลเลียมส์, เอ็ดดี้ ชาร์ลตัน, “เดอะ กรินเดอร์” คลิฟ ธอร์นเบิร์น อดีตแชมป์โลกปี 1980, “Starship Trooper” เคิร์ก สตีเว่นส์ มืออันตรายจากแคนาดา ซึ่งเป็นการเข้าชิงรายการนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของจิมมี่ และต่อจากนี้จิมมี่เองก็คงคาดไม่ถึงอีกเหมือนกันว่า เค้าจะสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกได้อีกถึง 5 ครั้ง แต่ไม่สามารถคว้าถ้วยรางวัลมาเชยชมได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยในครั้งนี้จิมมี่โชคไม่ดีเมื่อมาจ๊ะเอ๋กับ สตีฟ เดวิส ถึงแม้ว่าในเกมนั้นสิงห์อีซ้ายของแฟน ๆ สนุกเกอร์ทั่วโลกจะมีลูกฮึดหลังจากตามหลังอยู่ 4-12 เฟรม ไล่มาเป็น 16-17 เฟรม แต่ก็ต้านความเก๋าของเดวิสที่กำลังรุ่งสุดขีด เข้าชิงรายการนี้มาแล้วสองครั้ง และโกยแชมป์ได้ทั้งหมด ปาดหน้าจิมมี่คว้าแชมป์โลกไปได้ในบั้นปลาย 18-16 เฟรม ซึ่งกลายมาเป็นปฐมบทของตำนานการเข้าชิงแชมป์โลก 6 ครั้งแต่แป้กทั้งหมด ถือว่าเป็นความผิดหวังที่เจ็บปวดจริง ๆ ในปีต่อมาฟอร์มการเล่นของเขาก็ยังดีต่อเนื่อง สามารถรักษาที่นั่งในท็อป 16 ของโลกไว้ได้ อีกทั้งยังก้าวขึ้นมานั่งแท่นมือ 2 ของโลก เป็นรองแค่คู่ปรับอย่างสตีฟ เดวิสเท่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 90 “เทพบุตร คิวทอง” สตีฟ เดวิส ฟอร์มเริ่มตก สื่อมวลชนและแฟน ๆ สนุกเกอร์ทุกสำนักคาดหวังเหลือเกินว่า จิมมี่จะสามารถบันทึกชื่อของตัวเองเข้าไปบรรจุอยู่ในรายชื่อแชมป์โลกได้อย่างน้อยหนึ่งสมัยแบบแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง เพราะดูแล้วไม่มีตัวสู้ แต่ทว่าคู่ปรับตลอดกาลของเขาก็พุ่งขึ้นมา เมื่อมีไอ้หนุ่มรูปหล่อจากแดนวิสกี้ สกอตแลนด์ ซึ่งในรอบชิงแชมป์โลกปี 1990 “มัจจุราชผมทอง” สตีเฟ่น เฮนดรี้ ทำการหักปากกาเซียนเมื่อเอาชนะจิมมี่ไปได้ 18-12 เฟรม สร้างสถิติเป็นนักสนุกเกอร์ที่อายุน้อยที่สุดในรายการนี้ ซึ่งเรคคอร์ดดังกล่าวยังอยู่ยั้งยืนยงจนถึงปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่จะมาเข้าชิงฯ จิมมี่เล่นได้อย่างแข็งแกร่งมาทุกรอบ โดยคว่ำสตีฟ เดวิสได้ในรอบรองชนะเลิศ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้อ่อนระทวยเป็นงูเหลือมเจอเชือกกล้วยมาตลอดเมื่อลงปะทะกัน แต่เฮนดรี้ก็แสดงให้แฟน ๆ สนุกเกอร์เห็นแล้วว่า การเล่นสนุกเกอร์แบบรูปเกมแน่นเปรี๊ยะ โอกาสครั้งเดียวปิดไฟใส่สกอร์ได้เลยนั้น มันกลายเป็นต้นแบบให้นักสนุกเกอร์รุ่นหลังเอาแบบอย่างได้อย่างไรในเวลาต่อมา

ต่อจากนั้นแม้ว่าจิมมี่จะไม่เคยได้แชมป์รายการชิงแชมป์โลกเลย ถึงแม้จะเข้าชิงฯ ได้อีกหลายครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายให้กับคู่ต่อสู้ โดยแบ่งออกเป็นแพ้ให้กับ “ไอ้นกแก้ว” จอห์น แพร์ร็อต 1 ครั้ง, และถูกสตีเฟ่น เฮนดรี้ ยัดเยียดความปราชัยไปได้อีก 3 ครา โดยในครั้งสุดท้ายที่เขาเข้าชิงฯ ในปี 1994 นั้น เป็นครั้งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขยิบเข้าไปใกล้กับคำว่าแชมป์โลกมากที่สุด โดยไอ้หนุ่มผมทองออกนำไปก่อน 5-1 เฟรม แต่จิมมี่แก้ลำได้ดีพลิกขึ้นนำ 13-12 เฟรม ก่อนที่จะมาเสมอกันต้องเล่นเฟรมตัดสิน ซึ่งจิมมี่ขึ้นหน้าไปก่อน 37-24 แต้ม แต่มาพลาดลูกดำตรง ๆ โดยผู้บรรยายเกมนั้นคืออดีตแชมป์โลกอย่าง เดนนิส เทย์เลอร์ ได้กล่าวขึ้นมาว่า “โอว์ เพื่อนเอ๋ย สถานการณ์เริ่มตึงเครียดแล้วละสิ” แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเพราะหลังจากนั้น เฮนดรี้ก็จัดไป 58 แต้ม เก็บเฟรมนั้นและแซงโค้งสุดท้ายเอาชนะไปได้ในที่สุด

ถึงจิมมี่จะไม่เคยเป็นแชมป์โลก แต่รางวัลที่ได้รับจากการเล่นสนุกเกอร์ระดับอาชีพ 10 รายการ รองแชมป์ 14 รายการ แทงแม็กซิมั่มเบรกได้ในครูซิเบิ้ล เธียเตอร์ในปี 1992 รวมถึงลีลาการเล่นที่เร้าใจตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงบัดนี้ ที่ยังโลดแล่นอยู่ในสังเวียนสักหลาดสีเขียวก็ยังดูแล้วสนุกเช่นเดิม ถึงแม้ว่าความแม่นทุกระยะจะลดหายไปบ้างตามวัยที่เปลี่ยนไป แต่ลูกโชว์ ลูกเอนเตอร์เทนผู้ชม สามารถติดตามได้ในทุกเกมที่เค้าลงเล่น อีกทั้งยังเป็นไอดอลของนักสนุกเกอร์ชั้นนำหลายคน ที่รับเอาเขามาเป็นแบบอย่างในการเล่น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จิมมี่ ไวท์ คือนักสนุกเกอร์ที่แม่นที่สุดเท่าที่เค้าเคยเห็นมา ต่อจากยุคของอเล็ก ฮิกกินส์ และการแทงแบบดุดัน ทันใจ ของเขานั้น ทำให้แฟน ๆ สนุกเกอร์กล่าวขวัญเป็นตำนานที่ยังคงยืนหยัดในวงการสนุกเกอร์โลกอยู่จนถึงบัดนี้ แม้อายุอานามจะเข้าสู่เลข 5 นำหน้าแล้วก็ตาม ทำให้สิงห์อีซ้ายยังคงเป็นไอดอลของแฟน ๆ ทุกยุคทุกสมัยอย่างไม่เสื่อมคลาย และไว้ลายทุกครั้งที่ลงเล่น

#ประวัตินักสนุ๊ก #สนุกเกอร์ #นักสนุกเกอร์ #ข่าวสนุกเกอร์ #โดยทีมงานคุณภาพ #นักสนุ๊กชื่อดัง #สนุ๊กเกอร์ #ช็อตเด็ดกีฬาดัง #จิมมี่ไวต์

👉ตำนาน “เทพบุตรคิวทอง” สตีฟ เดวิส      อดีตนักสนุกเกอร์อาชีพชื่อก้องของโลก ผู้ที่สามารถครอบครองความยิ่งใหญ่ของกีฬาประเภท...
21/07/2023

👉ตำนาน “เทพบุตรคิวทอง” สตีฟ เดวิส

อดีตนักสนุกเกอร์อาชีพชื่อก้องของโลก ผู้ที่สามารถครอบครองความยิ่งใหญ่ของกีฬาประเภทนี้ในระดับอาชีพ ในช่วงทศวรรษปี 1980 โดยเขาสามารถครองมือวางอันดับหนึ่งของโลกได้ถึง 7 ฤดูกาลติดต่อกัน อดีตแชมป์โลก 6 สมัย และคว้าแชมป์รายการสำคัญต่างๆ ได้มากมายนับไม่ถ้วน และนี่คือ 43 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่ทราบเกี่ยวกับเขาผู้นี้ ผู้ที่เคยเป็นไอดอลต้นแบบของนักสนุกเกอร์ชื่อดังมากมาย และเยาวชนหลายๆ คนอยากจะเล่นสนุกเกอร์ได้เก่งและประสบความสำเร็จแบบเขา รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกการเล่นสนุกเกอร์ให้แพร่หลาย ก่อนที่ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเป็นยุคของ มัจจุราชผมทอง “สตีเฟ่น เฮนดรี้” และ เดอะร็อคเก็ต “รอนนี่ โอซุลลิแวน”

1. สตีฟ เดวิส เกิดวันที่ 22 สิงหาคม 1957 ที่ย่านพลัมสตีด กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

2. สตีฟเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเล่นสนุกเกอร์เมื่อพ่อของสตีฟได้มอบหนังสือ “How I Play Snooker” ซึ่งเป็นหนังสือที่แนะนำการเล่นสนุกเกอร์ที่สอนโดยแชมป์โลกผู้ยิ่งยงอย่าง โจ เดวิส และเขาได้ติดสอยห้อยตามพ่อของเขาไปเล่นกีฬาชนิดนี้ที่คลับสนุกเกอร์เมื่อตอนอายุ 12 ขวบ

3. เขาเล่นและฝึกซ้อมสนุกเกอร์อย่างสม่ำเสมอที่ Lucania Snooker Club ในย่านรอมฟอร์ด และพัฒนาเทคนิคการเล่นต่างๆ ในปี 1970 จากนั้นในปี 1976 สตีฟก็กลายเป็นแชมป์บิลเลียดของอังกฤษในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี

4. พรสวรรค์ในการเล่นสนุกเกอร์ของสตีฟไปเตะตาแบร์รี่ เฮิร์น อย่างจัง ซึ่งในขณะนั้นเป็นประธานของ Lucania Snooker Club ซึ่งต่อมาแบร์รี่ เฮิร์นก็กลายมาเป็นผู้จัดการของสตีฟ และจ่ายเงินให้สตีฟครั้งละ 25 ปอนด์ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับทุกๆ แมตช์การแข่งขัน

5. เมื่อสตีฟมีชื่อเสียงในวงการแล้ว เขาได้รับฉายาในการเล่นว่า “The Nugget” และเข้ามามีส่วนร่วมและปะทะกับนักสนุกเกอร์ระดับชั้นนำในวงการขณะนั้นอย่าง “Dracula” เรย์ เรียร์ดอน, จอห์น สเปนเซอร์, “The Hurricane” อเล็กซ์ ฮิกกินส์

6. ในปี 1978 สตีฟชนะเลิศการแข่งขันรายการ Point’s Spring Open โดยเฉือนชนะ จอห์น เมโล ในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 7-6 เฟรม และเขาสามารถป้องกันแชมป์รายการนี้ได้ในปีต่อมาด้วยการเอาชนะ จิมมี่ ไวท์ ไป 7-4 เฟรม

7. หลังจากเทิร์นโปรแล้ว สตีฟลงเล่นทัวร์นาเมนต์ที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ BBC ของอังกฤษเป็นครั้งแรกของเขา ซึ่งเป็นซีรีย์การแข่งขันสนุกเกอร์ประจำปีชื่อรายการ Pot Black เขาเทิร์นโปรเป็นผู้เล่นอาชีพในวันที่ 17 กันยายน ปี 1978

8. รายการ World Championship ในปี 1980 สตีฟทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศของรายการนี้ด้วยการเอาชนะเต็งหนึ่งและแชมป์เก่าอย่างเทอร์รี่ กริฟฟิธ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปชิงชนะเลิศได้เพราะพลาดท่าให้แก่ อเล็กซ์ ฮิกกินส

9. สตีฟคว้าแชมป์รายการ Coral K. Championship ซึ่งเป็นรายการเมเจอร์ให้แก่ตัวเองได้เป็นครั้งแรก ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1980 โดยเป็นการเอาชนะคู่ปรับเก่าอย่าง อเล็กซ์ ฮิกกินส์ ในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 16-6 เฟรม

10. ในฤดูกาล 1981 เขาออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างสวยหรูเมื่อสามารถคว้าแชมป์ The Classic, International Masters และรายการ English Professional Tournamen

11. ในปี 1981 สตีฟหักปากกาเซียนและผู้สันทัดกรณีทุกสำนัก เมื่อพาตัวเองเป็นแชมป์โลก โดยคว้าแชมป์รายการ World Championship ในปีนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยการเอาชนะ ดั๊ก เมาท์จอย ไปแบบขาดกระจุย 18-2 เฟรม ทั้งๆ ที่เขาถูกจัดให้เป็นมืออันดับ 15 ของทัวร์นาเมนต์

12. สำหรับรายการ K. Championship ในปี 1981 นั้น ในรอบชิงชนะเลิศสตีฟก็สามารถเอาชนะ เทอร์รี่ กริฟฟิธ ได้อีกครั้ง ซึ่งเรียกว่าสตีฟผูกขาดแชมป์รายการนี้ได้ 2 ปีติดต่อกัน

13. วันที่ 10 มกราคม ปี 1982 สตีฟก็สร้างประวัติศาสตร์โลกอีกครั้ง ด้วยการทำแม็กซิมั่มเบรกในรอบรองชนะเลิศในการพบกับ จอห์น สเปนเซอร์ โดยเขาได้รับรถยนต์ยี่ห้อ “Lada” จากสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนรายการนี้ เป็นรางวัลสำหรับความพยายามของตัวเขาเอง

14. แต่ทว่าในปี 1982 นี้ สตีฟโดนอาถรรพ์ของครูซิเบิ้ลเล่นงาน เมื่อลงแข่งขันรายการ World Championship ในฐานะแชมป์เก่า แล้วพลิกล็อคมโหฬาร โดยแพ้ตกรอบแรกให้กับ โทนี่ โลว์เลส ไปแบบงงทั้งคนดูและคนเล่น ด้วยสกอร์สุดช็อค 10-1 เฟรม ซึ่งอาถรรพ์ของครูซิเบิ้ลคือ คนที่ได้แชมป์โลกครั้งแรก จะไม่สามารถป้องกันแชมป์ในปีถัดไปได้

15. สตีฟคว้าแชมป์ในรายการ World Double ซึ่งเป็นการแข่งขันประเภทคู่ โดยเขาจับคู่กับ โทนี่ มีโอ ซึ่งทั้งคู่คว้าแชมป์รายการนี้ไปทั้งหมด สี่จากหกครั้ง ที่มีการจัดการแข่งขัน ก่อนที่จะไม่มีการแข่งขันรายการนี้อีก

16. ต่อมาในปี 1983 สตีฟกลับมาแก้ตัวเป็นแชมป์โลกได้อีกครั้ง หลังจากโดนอาถรรพ์ครูซิเบิ้ลเล่นงานจนตกรอบแรกแบบหมอไม่รับเย็บ โดยการเอาชนะ “The Grinder” คลิฟฟ์ ธอร์นเบิร์น ไปแบบเฟรมขาด 18-6 ในรายการ World Championship 1983

17. ในปีเดียวกันนั้นเองในรายการ Coral U.K. Championship สตีฟหมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าแชมป์ให้ตัวเองเป็นสมัยที่ 3 แต่ก็ต้องแพ้ให้กับคู่ปรับเก่าอย่าง อเล็กซ์ ฮิกกินส์ ที่ตามมาแก้มือได้สำเร็จ ต้องเล่นกันถึงเฟรมตัดสิน โดยสตีฟเป็นฝ่ายพ่ายไปอย่างเฉียดฉิว 15-16 เฟรม ทั้งที่ เดอะ เฮอริเคนน่าจะคว้าชัยไปได้แบบไม่ยากเย็น เพราะออกนำไปก่อนถึง 7-0 เฟรม

18. ฤดูกาล 1984 สตีฟมาฟื้นคืนชีพด้วยการเอาคืนคู่ปรับตลอดกาลอย่าง อเล็กซ์ ฮิกกินส์ในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 16-8 เฟรม ทวงแชมป์รายการ K Championship คืนมาได้ และก้าวไปสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ตัวเองและวงการสนุกเกอร์โลกอีกครั้ง ด้วยการเป็นแชมป์โลกสมัยที่สามในรายการ World Championship 1984 ด้วยการน็อค จิมมี่ ไวท์ ไป 18-16 เฟรม ซึ่งสตีฟเป็นผู้เล่นคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึงสามสมัย

19. ปี 1985 ในรายการ World Championship สตีฟในฐานะผู้ล่าแชมป์สมัยที่สี่ต้องอกหักไปไม่ถึงฝัน เมื่อมาแพ้ให้กับ “ไอ้แว่นโต” เดนิส เทย์เลอร์ ไป 17-18 เฟรม ทั้งๆ ที่สตีฟออกนำตลอด ก่อนมาพลิกผันในเฟรมตัดสิน

20. โดยการชิงดำในเฟรมตัดสินรายการดังกล่าวนั้น ได้รับการโหวตในปี 2002 ว่าเป็นความทรงจำยอดเยี่ยมของการแข่งขันกีฬาในอันดับที่ 9 จากการโหวตทั้งหมด โดยมีผู้ชมการถ่ายทอดการแข่งขันครั้งนั้นถึง 18.5 ล้านคน ติดตามชมเพื่อลุ้นผลสุดระทึกในการแข่งขันเฟรมนั้น

21. การแข่งขันรายการ Rothmans Grand Prix ระหว่าง สตีฟ เดวิส และ เดนิส เทย์เลอร์ ในปี 1985 ทั้งคู่สร้างประวัติศาสตร์สนุกเกอร์ที่ยังไม่มีผู้แข่งขันคู่ไหนๆ ทำลายได้จนถึงปัจจุบัน เมื่อทั้งคู่บรรเลงเพลงคิวในรอบชิงชนะเลิศยาวนานเป็นประวัติการณ์ นานมากที่สุดในหนึ่งวัน โดยใช้เวลาในการเล่นไปถึง 10 ชั่วโมงกับอีก 21 นาที ก่อนที่สตีฟจะเฉือนเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 10-9 เฟรม ชนิดคนซื้อบัตรเข้าชมคุ้มค่าราคาตั๋วแบบสุดๆ

22. แม้จะพลาดท่าพ่ายแพ้ต่อมือไร้อันดับอย่าง โจ จอห์นสัน ในรายการ World Championship ปี 1985 แต่สตีฟก็ยังครองบัลลังก์เบอร์ 1 ของโลกต่อไป

23. ในปี 1987 สตีฟ เดวิส สร้างความลือลั่นไปทั้งปฐพีเมื่อเป็นผู้เล่นสนุกเกอร์ระดับอาชีพคนแรกที่ทำ “ทริปเปิ้ล คราวน์” ได้สำเร็จในปีเดียวกัน คือคว้าแชมป์รายการเก่าแก่อันได้แก่K. Championship, The Masters และ World Championship ได้ในหนึ่งฤดูกาล

24. สตีฟ คว้าแชมป์รายการ The Masters ในปี 1988 ได้เป็นสมัยที่สองของตัวเขาเอง ด้วยการทุบเอาชนะ ไมค์ ฮัลเล็ตต์ ไปแบบไข่ไม่แตก 9-0 ซึ่งถือว่าเป็นสกอร์ที่ขาดลอยที่สุดในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของรายการนี้

25. ประวัติศาสตร์ต้องจารึกอีกครั้งว่า สตีฟ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่สามารถทำสามเซ็นจูรี่เบรกติดต่อกันได้ในรายการเมเจอร์ทัวร์นาเมนต์ โดยเขาทำทั้งสามเซ็นจูรี่เบรกใส่ “สิงห์อีซ้าย” จิมมี่ ไวท์ ในรายการ International Open ในฤดูกาลแข่งขันปี 1988-1989

26. ในปี 1989 สตีฟคว้าแชมป์โลกสมัยที่หก เมื่อเอาชนะ “ไอ้นกแก้ว” จอห์น แพร์ร็อต ในรายการ World Championship ไปด้วยสกอร์ 18-3 เฟรม ซึ่งถือว่าเป็นการชนะที่ขาดลอยมากที่สุดในรอบชิงชนะเลิศของรายการนี้ และถือว่าเป็นยุคของสนุกเกอร์สมัยใหม่

27. ในปีเดียวกันนั้นในรายการ Rothmans Grand Prix รอบชิงชนะเลิศ สตีฟ เดวิส ทุบเอาชนะ ดีน เรย์โนลด์ ไปแบบละเอียดเนียนเรียบ 10-0 เฟรม ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ผลการแข่งขันที่ขาดลอยมากที่สุดในรอบชิงชนะเลิศ ของรายการเก็บคะแนนสะสมสนุกเกอร์อาชีพโลก

28. หลังจบฤดูกาลแข่งขันปี 1989 สตีฟ เดวิส กลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่สามารถทำเงินรางวัลได้ถึงหนึ่งล้านปอนด์

29. ในปี 1990 สตีฟต้องตกจากบัลลังก์มือวางอันดับ 1 ของโลก ภายหลังจากตกรอบรายการ World Championship โดยแพ้ให้กับ จิมมี่ ไวท์ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

30. สตีฟคว้าแชมป์ The Masters ได้เป็นสมัยที่สามในปี 1997 หลังจากห่างหายจากแชมป์รายการนี้ไปตั้งแต่ปี 1988 เป็นเวลาเก้าปี ด้วยการเอาชนะผู้เล่นที่ต่อมาจะกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของวงการสนุกเกอร์อย่าง “เดอะ ร็อคเก็ต” รอนนี่ โอซุลลิแวนในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 10-8 เฟรม

31. สตีฟ หลุดวงโคจรจากมือวางอันดับ 16 คนแรกของโลกในปี 2001 และไม่ผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในครูซิเบิ้ลเธียเตอร์เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี

32. ในปี 2005 สตีฟ เข้าชิงชนะเลิศรายการ K. Championship ที่จัดขึ้นที่นิวยอร์ค โดยปะทะกับ “ไอ้ลูกระเบิด” ติง จุ้นฮุย ก่อนที่สตีฟจะต้านความร้อนแรงของติงในตอนนั้นไม่ไหว พ่ายไป 6-10 เฟรม โดยแมตช์นั้นเป็นแมตช์ที่เจ้าตัวลงเล่นรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 100 ตลอดการเล่นอาชีพในรายการเมเจอร์ทัวร์นาเมนต์

33. ในเดือนมีนาคม ปี 2010 สตีฟผ่านเข้าไปเล่นรายการ World Championship เป็นครั้งที่ 30 โดยเขากลายเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่สามารถเอาชนะผู้แข่งขันได้ในครูซิเบิ้ลเธียเตอร์ ซึ่งตอนนั้นสตีฟอายุ 52 ปีแล้ว เฉือนเอาชนะมาร์ค คิง ไป 10-9 เฟรมในการแข่งขันรอบแรก

34. ในการแข่งขันรอบที่สองของรายการ World Championship ปี 2010 สตีฟพลิกชนะแชมป์เก่าที่ตั้งใจมาป้องกันแชมป์ของตัวเองอย่าง “พ่อมดวิสกี้” จอห์น ฮิกกินส์ และได้ถูกพิจารณาว่าเป็นเกมการแข่งขันที่ระทึกใจที่สุดเกมหนึ่งในรอบ 33 ปีที่มีการแข่งขันมา

35. วันที่ 29 เมษายน 2010 สตีฟ เดวิส และ เดนิส เทย์เลอร์ ได้หวนกลับมาเจอกันอีกครั้งเพื่อรำลึกถึงเฟรมตัดสินชิงดำ ที่ถือว่าเป็นแมตช์คลาสสิกในความทรงจำที่สุดครั้งหนึ่งของวงการสนุกเกอร์ ที่เกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศรายการ World Championship ปี 1985 นั้นครบรอบ 25 ปี

36. สตีฟ เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการชิงแชมป์ World Senior Championship แต่ไปแพ้ให้กับ ดาเรน มอร์แกน 2-1 เฟรม

37. แชมป์รายการเก็บคะแนนสะสมทั้งหมดที่สตีฟทำได้คือ 28 ครั้ง จาก 80 รายการทั้งหมดที่ลงเล่น และสามารถเข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศได้ 115 ครั้ง

38. สตีฟไม่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเล่นในรายการ World Snooker Championship ในปี 2014 และเป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี ที่เขาหลุดจากการจัดอันดับเป็นผู้เล่นมือวางระดับโลก เพื่อที่จะเข้าไปเล่นในรายการเก็บคะแนนสะสมต่างๆ ของเมนทัวร์ของ World Snooker

39. เขาได้รับการประเมินให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมตลอดกาลคนที่สาม โดยการจัดอันดับของหนังสือ “Master of the Baize”

40. ในปี 2011 สตีฟ เดวิส ได้รับเลือกให้เข้าสู่หอเกียรติยศของวงการสนุกเกอร์โลก ในฐานะที่เป็นอดีตแชมป์โลกหกสมัย และแชมป์ K. Championship อีกหกสมัย

41. สตีฟเป็นผู้มีส่วนในการริเริ่มและจัดการแข่งขัน พูล 9 ลูก รายการ Mosconi Cup ซึ่งเป็นการแข่งขันประจำปีระหว่างทีมยุโรปกับทีมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาก็อยู่ในทีมยุโรปชุดที่ชนะเลิศในปี 1995 และ 2002

42. สตีฟเริ่มที่จะห่างหายจากการเล่นสนุกเกอร์ไปบ้างเพื่อฝึกฝนตัวเองในการเป็นผู้เล่นหมากรุก ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเป็นประธานสหพันธ์หมากรุกแห่งราชอาณาจักรมาระยะหนึ่งแล้ว

43. ปัจจุบันสตีฟ เดวิส ได้จัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับหมากรุกและการทำอาหารออกมาบ้างแล้ว หลังจากที่เคยทำหนังสือเกี่ยวกับสนุกเกอร์ออกมาก่อนหน้านี้

#ประวัตินักสนุ๊ก #สนุกเกอร์ #นักสนุกเกอร์ #ข่าวสนุกเกอร์ #โดยทีมงานคุณภาพ #นักสนุ๊กชื่อดัง #สนุ๊กเกอร์ #ช็อตเด็ดกีฬาดัง #สตีฟเดวิส

ที่อยู่

498
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ OG Snooker Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์