เรื่องราวของ JEERA SERUM
JEERA SERUM ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการขายเครื่องสำอาง แต่เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับผู้คน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานกับพี่น้องประชาชนผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม การจัดคอนเสิร์ตเพื่อชีวิต และการลงพื้นที่พบปะผู้คนในหลากหลายอาชีพ ทำให้ได้รับฟังปัญหาและความต้องการของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพผิวและความมั่นใจในตนเอง
จากความตั้งใจดังกล่าว จึงเป็นจุด
เริ่มต้นของการพัฒนา JEERA SERUM ภายใต้แนวคิด
"ความงามเหนือกาลเวลา"
เราใช้เวลากว่า 5 เดือนในการศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และทดสอบสูตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในห้องปฏิบัติการและการทดลองใช้จริงกับอาสาสมัครมากกว่าหนึ่งร้อยคน เพื่อเก็บข้อมูล ประเมินผล และปรับปรุงสูตรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้างเซรั่มที่ช่วยดูแลผิว แต่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเข้าถึงได้ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีในราคาที่เหมาะสม
เรายังคงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบโจทย์ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม และผิวบอบบางแพ้ง่าย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ใช้เป็นสำคัญ
จาก JEERA SERUM สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเซรั่มสูตรใหม่ ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิว และนวัตกรรมการดูแลผิวรูปแบบใหม่ ๆ เราจะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม คือ
"ให้คนไทยส่องกระจกแล้วมีความสุข มีความมั่นใจในตัวเอง และได้ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่คนไทยพัฒนาขึ้นเพื่อคนไทย"
JEERA SERUM
มากกว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิว คือความตั้งใจที่ส่งต่อความมั่นใจให้ทุกคน
---------------------------------------------------------------------------------------------
นิยามคำว่า “เขตปลดปล่อย” และ “คืนรัง”
คำว่า “เขตปลดปล่อย” เริ่มใช้อย่างกว้างขวางในขบวนการต่อสู้กับรัฐบาลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2513 – 2528 มีการจัดตั้งกำหนดเขตปลอดจากอำนาจรัฐบาล เสมือนเป็นรัฐอิสระ มีกองกำลังทหารปกครองและป้องกันตนเอง
การนำคำดังกล่าวมาตั้งเป็นชื่อรีสอร์ท จึงแสดงออกถึงแนวทางอุดมการณ์เพื่อชีวิต เพียงเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของประเทศไทยในอดีตเท่านั้น ไม่ได้มีแนวคิดตามอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ที่คิดจะแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐอิสระแต่อย่างใด
จีระศักดิ์ น้อยก่ำ ผู้ก่อตั้งรีสอร์ทให้ความหมายของคำว่า “เขตปลดปล่อย” (Land of Freedom) มุ่งเน้นความบันเทิงเริงใจแบบไร้ขีดจำกัดอย่างมีจิตสำนึกเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ปราศจากอคติ หรือความแตกต่างความคิดทางการเมืองในปัจจุบัน มีเนื้อหาสาระการแสดงออกเชิงศิลปะวัฒนธรรมแนวเพื่อชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับการจัดมหกรรม “คอนเสิร์ตคืนรัง” เขตปลดปล่อยมิวสิคเฟสติวัล ครั้งที่ 1 โดยจะมีศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชั้นนำของประเทศมาร่วมแสดงกว่า 12 วง ทั้งที่เคยมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์การต่อสู้ในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต อย่าง หงา-หว่องคาราวาน และพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ พร้อมศิลปินเพลงเพื่อชีวิตรุ่นหลัง อย่างพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ , ซูซู , คนด่านเกวียน , มาลีฮวนน่า เป็นต้น
ส่วนที่มาของชื่อคอนเสิร์ต “คืนรัง” เป็นความริเริ่มโดย “หงา” สุรชัย จันทิมาธร อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2553 สาขาวรรณศิลป์ ผู้เป็นหนึ่งในหัวหอกการต่อสู้เรียกร้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงในขบวนการนิสิต-นักศึกษากับรัฐบาลเผด็จการทหาร ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
หลังเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หงาและผองเพื่อนวงคาราวาน พร้อมทั้งวงดนตรีเพื่อชีวิตของนิสิตนักศึกษาอีกหลายงวง เช่น วงกรรมาชน วงคุรุชน และวงโคมฉาย ได้หลบหนีการไล่ล่าจากฝ่ายรัฐบาล ขณะเล่นดนตรีบนเวทีการชุมนุมคัดค้านการกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น พื้นที่แรกที่พวกเขาเข้าป่าก็คือ เขตรอยต่อระหว่างจังหวัดเลย – อุดรธานี- และจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ “เขตปลดปล่อย” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังจากนั้นก็โยกย้ายไปตามเขตงานต่างๆ ทั้งในประเทศลาว และทางภาคเหนือของประเทศไทย
พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นระยะเวลา 4-5 ปี ก่อนจะกลับออกมามอบตัวกับทางการ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ภายใต้นโยบาย 66/23 ที่ไม่เอาผิดกับนิสิต-นักศึกษาที่เข้าป่าไปร่วมกับขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
หลังการกลับเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองได้ไม่นาน เหล่าสมาชิกวงคาราวานก็ได้รวมตัวกันอีกครั้ง เปิดแสดงคอนเสิร์ตฟอร์ยูนิเซฟ ที่หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเขาเล่นเพลงแรก คือ เพลงคืนรัง
ดังนั้น การมอบคำว่า “คืนรัง” จากหงา คาราวาน เป็นชื่องานคอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นการรำลึกถึงพื้นที่จังหวัดเลยซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิต ต้นกำเนิดของการต่อสู่ในป่า จนพวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของเพลงเพื่อชีวิต จวบจนปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ หงา คาราวาน ได้มอบบทกวีสำหรับมหกรรมคอนเสิร์ตครั้งนี้ไว้ มีความว่า... “ซุกยู้ สู่ขวัญ คนละพล พันเชื้อ หากเนื้อเดียวกัน” ....