All Music Spoken by Pratak Faisupagarn

  • Home
  • All Music Spoken by Pratak Faisupagarn

All Music Spoken by Pratak Faisupagarn All music categories - jazz, classical music, pop, etc.

24/06/2026
YEAR 6 - WEEK 25 (June 19, 2026)เจมส์ บลัด อัลเมอร์ยอดแห่ง “Free Funk”สื่อหลักอย่างเช่น “นิวยอร์กไทม์ส”, “เดอะการ์เดียน”...
19/06/2026

YEAR 6 - WEEK 25 (June 19, 2026)
เจมส์ บลัด อัลเมอร์
ยอดแห่ง “Free Funk”

สื่อหลักอย่างเช่น “นิวยอร์กไทม์ส”, “เดอะการ์เดียน” รวมทั้งนิตยสารแจ๊สดังอย่าง “ดาวน์บีท” พากันเสนอข่าวการเสียชีวิตของ เจมส์ บลัด อัลเมอร์ นักกีตาร์ นักร้อง ยอดแห่ง “ฟรีฟังก์” และ “บลูส์” ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026

ผมเคยชมการแสดงสดของ เจมส์ บลัด อัลเมอร์ อย่างไม่ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า ประมาณ 6 โมงเย็นวันที่ 14 มกราคม 1982 ผมพร้อมด้วยเพื่อน 4-5 คน ไปยืนเข้าแถวที่หน้า “ไรล์ส” คลับดังย่าน “อินแมนสแควร์” แถวถนนแฮมชีร์ ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสตส์ สหรัฐอเมริกา เพื่อรอซื้อตั๋วเข้าชมการบรรเลงของสามนักดนตรีแจ๊สชั้นยอด แพ็ท เมธินี, แจ็ค ดีจอห์นเนตต์ และ ชาร์ลี เฮเดน ซึ่งรวมตัวกันเฉพาะกิจ

ยืนรอเกือบชั่วโมง ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบ เดินขยับไปทีละนิดจนใกล้ถึงประตู บัตรหมด เสียความรู้สึก!

เพื่อนฝูงจึงพากันไปหลบหนาวในซูเปอร์มาร์เก็ต พอคลายหนาวไปได้หน่อย เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มชวนไปลุยต่อที่ “สตรีท” บาร์พังค์ (Punk) ที่อยู่ห่างจากแถวนั้นไม่มากนัก ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ออกมาแล้วไม่ให้เสียเที่ยว ประกอบกับแท็กซี่ค่อนข้างหายาก จะเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้านก็ไกล

เมื่อไปถึงหลังบาร์ “สตรีท” สอบถามได้ความว่า อีกสักครู่ เจมส์ บลัด อัลเมอร์ จะแสดง หลังจ่ายค่าผ่านประตูแล้วก็เข้าไปยืนในบาร์ที่มีคนเต็มพอดี การเล่นของวงมันสุด บรรยากาศในบาร์ “พังค์” แบบนี้ สำหรับผมคิดว่าเป็นครั้งแรก

ปกติมักจะเที่ยวตามบาร์หรือแจ๊สคลับ นึกไม่ถึงว่าแฟนเพลงของ เจมส์ บลัด จะมากขนาดนี้ ใครใคร่ฟัง ฟัง ใครใคร่เต้น เต้นได้ตามอัธยาศัย สนุกครึกครื้นมาก เสียอย่างเดียวรู้สึกตัวเตี้ยไปหน่อย ชมการบรรเลงของเจมส์ไม่เต็มตา เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เขย่งก็แล้ว ต้องใช้วิธียกกล้องให้สูงสุดมือแล้วกดชัตเตอร์แบบรัว ๆ

ขณะกำลังอินกับเสียงกีตาร์ของเจมส์ เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มล้วงเบียร์ออกจากโอเวอร์โค้ต ดื่มไปได้อึกสองอึก “เบาเซอร์” ที่คุมบาร์เดินปรี่เข้ามาประชิด ค้นได้เบียร์อีกสองสามกระป๋องในกระเป๋าเสื้อโค้ต แล้วยึดเอาไปหมด พร้อมกับว่ากล่าวตักเตือน โชคดีที่ไม่โดนอัดหรือไม่ก็โยนบกออกไปนอกบาร์ อาจเห็นว่าเป็นนักศึกษา ที่สำคัญคือเป็นฝรั่ง คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้ตั้งใจ ซื้อติดมือมาตอนเข้าไปหลบหนาวในซูเปอร์มาร์เก็ต

เจมส์ บลัด อัลเมอร์ เกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1940 ในเมืองชนบทเซนต์แมตทิวส์ รัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา

เจมส์เริ่มร้องเพลง "กอสเปล" ในโบสถ์ตั้งแต่เด็ก จนเสียงเริ่มเปลี่ยน เขาจึงหันมาเอาดีทางกีตาร์ที่พ่อให้ไว้เมื่ออายุเพียง 4 ปี โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ชัค เบร์รี และ จิมี เฮนดริกซ์ สนใจพวกบลูส์ด้วย หลังจบไฮสกูล เจมส์ ออกจากบ้านตอนอายุ 18 ปี เดินทางขึ้นเหนือไปยังเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย เริ่มเล่นดนตรีเป็นอาชีพกับวงที่เล่นเพลงประเภท “โซล” และ “ฟังก์” ประมาณ 4-5 ปี แล้วย้ายไปยังเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ช่วงปี 1964-67 เจมส์ บลัด ได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับ แฮงค์ มาร์ นักเปียโนและออร์แกนแจ๊ส หลังจากนั้น เจมส์ บลัด ได้เล่นอัดอัลบั้มกับ จอห์น แพตตัน นักออร์แกนแจ๊สชั้นนำ

เจมส์เดินทางไปยังนครนิวยอร์กในปี 1971 ถือเป็นช่วงสำคัญ ได้เล่นกับวง “แจ๊สเมสเซนเจอร์ส” ของ อาร์ต เบลกี ต่อจากนั้นได้เล่นกับนักดนตรีชั้นแนวหน้าอย่าง โจ เฮนเดอร์สัน, พอล เบลย์, แลร์รี ยัง, ราชิด อาลี

การที่ เจมส์ บลัด อัลเมอร์ ได้ร่วมงานกับวง “ไพรม์ไทม์” ของ ออร์เนตต์ โคลแมน ตอนต้นทศวรรษ 1970 ถือเป็นโอกาสทองที่ทำให้เจมส์พัฒนาไปมาก โดย ออร์เนตต์ โคลแมน ได้ถ่ายทอดทฤษฎี “Harmolodics” ซึ่งเจมส์ได้นำมาประยุกต์เข้ากับ บลูส์ และ ร็อค จนได้แนวดนตรีใหม่ไม่ซ้ำแบบใคร

จะเห็นได้ว่า เจมส์ บลัด นอกจากได้เล่นกีตาร์อัดอัลบั้ม “Celebrate Ornette” แล้ว แนวคิดนี้ยังไปปรากฏในอัลบั้ม Harmolodic Guitar With Strings ที่เจมส์เป็นหัวหน้าวงด้วย

“Tales of Captain Black” อัลบั้มแรกที่ออกในนามตนเองเมื่อปี 1978 เป็นหนึ่งในกว่า 30 อัลบั้มของ เจมส์ บลัด มี 8 เพลง ได้แก่ เพลง Theme from Captain Black; Moons Shine; Morning Bride; Revelation March; Woman Coming; Nothing to Say; Arena เจมส์ บลัด แต่งเองทั้งหมด

ความพิเศษคือ ออร์เนตต์ โคลแมน มาเป่าอัลโตแซ็กโซโฟนให้เอง เดนาโด โคลแมน ลูกชายขของออร์เนตต์ ตีกลอง จามาดีน ทาคูมา เล่นเบส ตัว เจมส์ บลัด เป็นหัวหน้าวงและเล่นกีตาร์

หลังอัลบั้ม “Tales of Captain Black” เจมส์ นลัด อัลเมอร์ ออกอัลบั้มดี ๆ ตามมาอีกมาก อาทิ Black Rock; Odyssey; Revealing; Blue Blood’ Live at Birdland และอัลบั้มสุดท้าย Freelancing Live

นอกจากนี้ เจมส์ บลัด อัลเมอร์ ยังเล่นอัดอัลบั้มกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอย่าง อาร์เธอร์ ไบลธ์, เจมส์ คาร์เตอร์, โจ เฮนเดอร์สัน, แลร์รี ยัง, ออร์เนตต์ โคลแมน

YEAR 6 - WEEK 24 (June 12, 2026)โดนัลด์ แฮร์ริสันสืบสานวัฒนธรรม Afro New Orleansโดนัลด์ แฮร์ริสัน นักอัลโตแซ็กโซโฟน ผู้ส...
12/06/2026

YEAR 6 - WEEK 24 (June 12, 2026)
โดนัลด์ แฮร์ริสัน
สืบสานวัฒนธรรม Afro New Orleans

โดนัลด์ แฮร์ริสัน นักอัลโตแซ็กโซโฟน ผู้สืบสานวัฒนธรรมทางดนตรีของชาวนิวออร์ลีนส์ที่มีเชื้อสายแอฟริกัน

โดนัลด์ แฮร์ริสัน เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1960 ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดดนตรีแจ๊ส

ผมเคยชมการแสดงของ โดนัลด์ แฮร์ริสัน กับ วง “แจ๊สเมสเซนเจอร์ส” ในความควบคุมของ อาร์ต เบลกี นักกลองยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีแจ๊สบนเวที “โอเปร่าเฮาส์” ใจกลางเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ค่ำวันที่ 16 มีนาคม 1982

นอกจาก โดนัลด์ แฮร์ริสัน และ เทเรนซ์ แบลนชาร์ต นักทรัมเป็ตฝีมือเยี่ยมที่เพิ่งเข้ามาแทนที่ วินตัน มาร์แซลลิส คนบ้านเดียวกับโดนัลด์ ในวงยังมีนักดนตรีดังอย่าง บิลล์ เพียร์ซ (เทเนอร์แซ็กโซโฟน), โดนัลด์ บราวน์ (เปียโน), ชาร์ลส์ แฟมบรูจ์ (ดับเบิลเบส)

โดนัลด์ แฮร์ริสัน อยู่กับวงอาร์ต เบลกี ช่วงที่เขาเพิ่งจบการศึกษาจาก “เบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค” สถาบันดนตรีชื่อก้องโลกแห่งเมืองบอสตัน

ก่อนจะมาอยู่ในวงอาร์ต เบลกี โดนัลด์ แฮร์ริสัน เข้าสู่งานดนตรีอาชีพ โดยเล่นกับ รอย เฮนส์ และ แจ็ค แม็คดัฟฟ์ แล้วเริ่มออกอัลบั้มในนามตนเอง “For Art’s Sake” ในปี 1991 เพื่อเป็นการแสดงคารวะแด่ อาร์ต เบลกี ต่อด้วยอัลบั้ม “Indian Blues” ร่วมกับ ดร. จอห์น นักร้องนักเปียโนบลูส์จากนิวออร์ลีนส์ ทะยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ อัลบั้ม Spirits of Congo Square; New York Cool: Live at the Blue Note; This Is Jazz: Live at the Blue Note รวมแล้ว โดนัลด์มีประมาณ 20 อัลบั้ม และร่วมงานตระเวนแสดงและอัดอัลบั้มกับนักดนตรีแจ๊สอีกหลายคน เช่น เทร์เรนซ์ แบลนชาร์ด, คริสเชียน แม็คไบรด์, จอร์จ เคเบิล, ไซรัส เชสต์นัท

ผ่านไปกว่า 30 ปี ผมได้เจอ โดนัลด์ แฮร์ริสัน ในเมืองไทยนี่เอง ได้คุยกันช่วงสั้น ๆ และได้ชมการแสดงฝีมือ แซ็กโซโฟนของโดนัลด์กับ “ไทยแลนด์ฟิลฮาร์มอนิก ออร์เคสตรา” ณ “มหิดลสิทธาคาร” บ่ายวันที่ 28 มกราคม ในกิจกรรมดนตรีแจ๊สเพื่อการเรียนรู้ “Thailand International Jazz Conference (TIJC) 2017” จัดโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่ 9

การแสดงของ โดนัลด์ แฮร์ริสัน ควอร์เทต ที่มีนักดนตรีร่วมด้วยอีก 3 คน ได้แก่ ซัคไก เคอร์ทิส (เปียโน), แม็ค มอแรน (เบส), ดาร์ริล สตีฟส์ (กลอง) ถือเป็น “ไฮไลท์” ในรายการคอนเสิร์ตของไทยแลนด์ฟิลฮาร์มอนิก

ความจริงก่อนหน้านี้ผลงานสำหรับออร์เคสตรานี้ โดนัลด์ได้ไปแสดงร่วมกับ “มอสโกซิมโฟนีออร์เคสตรา” และผลงานนี้โดนัลด์ยังนำไปร่วมบรรเลงกับ “นิวยอร์กเชมเบอร์ออร์เคสตรา” และ “เจแปนซิมโฟนีออร์เคสตรา” ด้วย

โดนัลด์เริ่มด้วย Congo Square เพลงที่เขาประพันธ์ขึ้นเพื่อเดี่ยวอัลโตแซ็กโซโฟนกับออร์เคสตราในแบบ “ซิมโฟนิกแจ๊ส” ลักษณะเดียวกับ An American in Paris ของ จอร์จ เกิร์ชวิน ที่บรรเลงปิดท้ายรายการคอนเสิร์ตครั้งนี้

เมืองนิวออร์ลีนส์ ในรัฐลุยเซียนา เดิมเคยเป็นอาณานิคมของสเปนและฝรั่งเศส

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 “คองโก สแควร์” หรือ “จัตุรัสคองโก” เป็นทุ่งกว้างในกลางเมืองนิวออร์ลีนส์ เป็นที่ที่พวกทาสแอฟริกันมาชุมนุมกันทุกวันอาทิตย์ เป็นย่านตลาดที่พวกทาสนำของมาขายได้ เพราะปกติพวกทาสมีทรัพย์สินไว้ครอบครองไม่ได้ แต่ที่จัตุรัสคองโกในวันอาทิตย์จะยกประโยชน์ให้เป็นวันที่พวกเขามีอิสระเสรี รวมกลุ่มค้าขายได้ โดยที่พวกหัวหน้าทาสและพวกเจ้าหน้าที่จะไม่มายุ่งเกี่ยว

เมื่อเป็นที่ชุมนุมของคนมากขึ้นก็มีการเต้นรำ เล่นดนตรีกันอย่างสนุกสนาน

ต่อมา กลายเป็นสถานที่ไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ การร้องรำทำเพลงที่จัตุรัสคองโกได้พัฒนามาสู่ดนตรีแอฟริกาในรูปแบบใหม่อันเป็นจุดเริ่มต้นของดนตรีแจ๊ส

โดนัลด์ แฮร์ริสัน พยายามใช้จินตนาการถ่ายทอดบรรยากาศของ “คองโก สแควร์” ด้วยแซ็กโซโฟน ซึ่งส่วนหนึ่งรับเอาแนวทำนองและเสียงประสานแบบยุโรปมาคั่นเป็นบางช่วงบางตอน

ช่วงที่ 2 โดนัลด์เล่น คือ Be Bop โดยเริ่มด้วย Free To Be ซึ่งเป็น “บีบ็อพ” ที่เป็นแนวดนตรีอิสระ

“Cherokee” ผลงานโดดเด่นของ เรย์ โนเบิล โดนัลด์บรรเลงเป็น “Up-tempo” เร็วจนนับจังหวะแทบไม่ทัน เรย์ โนเบิล ให้ความเรียบง่าย ที่แนวทำนองและเสียงประสานเคลื่อนไปหลาย “คีย์” ในลักษณะ “การเปลี่ยนกุญแจเสียง” (Modulation)

เพลง Take The “A” Train ผลงานของ บิลลี สเตรย์ฮอร์น แนวการบรรเลงของ โดนัลด์ แฮร์ริสัน แทนที่จะเป็น “บีบ็อพ” หรือ ออกเป็น “สวิง” มากกว่าตามสไตล์ของโดนัลด์ที่เรียกว่า “Nouveau Swing” (สวิงใหม่)

ช่วงสุดท้ายของโดนัลด์น่าสนใจมาก โดยเขาเรียกช่วงนี้ว่า “Charlie Parker” ซึ่งน่าจะหมายถึง ชาร์ลี พาร์กเกอร์ นักอัลโตแซ็กโซโฟนเจ้าแห่งดนตรี “บีบ็อพ” เป็นต้นแบบของนักอัลโตแซ็กโซโฟนแจ๊สของคนทั้งโลก รวมถึง โดนัลด์ แฮร์ริสัน ด้วย

ช่วงสุดท้ายโดนัลด์เดี่ยวทำนองเพลง “บัลลาด” แสนไพเราะของ เวอร์นอน ดุ๊ก เพลง Autumn In New York

เวอร์นอน ดุ๊ก ชื่อเดิม คือ วลาดิเมียร์ ดูเคลสกี เป็นนักแต่งเพลงอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย น่าจะเรียนภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ เพราะใช้คำว่า “Autumn” แทนที่จะใช้ “Fall” แบบอเมริกัน

เพื่อสะกดให้ผู้ชมผู้ฟังอยู่ในภวังค์แห่งอารมณ์โรแมนติก โดนัลด์ต่อด้วย “บัลลาด” อีกหนึ่งเพลง Everything Happens To Me ผลงานของ แมตต์ เดนนิส และ ทอม อแคร์

วันสุดท้ายของงาน “TIJC” 29 มกราคม 2017 โดนัลด์ แฮร์ริสัน ควอร์เทต แสดงเป็นวงปิดงานบนเวทีในสวนดุริยางค์พฤกษา ภายในบริเวณวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา การแสดงหักมุมจากที่แสดงใน “มหิดลสิทธาคาร” โดยสิ้นเชิง

เปิดวงด้วยจังหวะ “ฟังก์” แบบนิวออร์ลีนส์ มันสะใจ เน้นความสนุกตื่นเต้นด้วยเพลง “โซล” โชว์ทั้งฝีมือ แซ็กโซโฟนแล้วยังโชว์การเต้นประกอบด้วย

แฟนแจ๊สที่คาดหวังจะได้ชมและฟังดนตรีนิวออร์ลีนส์แบบดั้งเดิมต้องผิดหวัง เพราะ โดนัลด์ แฮร์ริสัน ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็น Afro New Orleans ร่วมสมัย สมกับที่เรียนดนตรีมาเพื่อการต่อยอด

YEAR 6 - WEEK 23 (June 5, 2026)จิมมี ฮีธฉายา “Little Bird”นักแซ็กโซโฟนแจ๊สจำนวนมากได้รับอิทธิพลทางดนตรีจาก ชาร์ลี พาร์กเ...
05/06/2026

YEAR 6 - WEEK 23 (June 5, 2026)
จิมมี ฮีธ
ฉายา “Little Bird”

นักแซ็กโซโฟนแจ๊สจำนวนมากได้รับอิทธิพลทางดนตรีจาก ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ต้นแบบแซ็กโซโฟนแนว “บีบ็อพ” ซันนี รอลลินส์ นักแซ็กโซโฟนยิ่งใหญ่ในตำนานก็เจริญรอยตาม ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ซึ่งรวมถึง จิมมี ฮีธ ด้วย

ชาร์ลี พาร์กเกอร์ มีชื่อเล่นว่า “เบิร์ด” เป่าอัลโตแซ็กโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีหลัก จิมมี ฮีธ เดิมเป่าอัลโตแซ็กโซโฟนเช่นกัน เริ่มมีชื่อเสียงในยุค “บีบ็อพ” จนได้ฉายาว่า “เบิร์ดน้อย” (Little Bird) ที่มาของฉายา น่าจะมาจาก จิมมี ฮีธ เล่นอัลโตแซ็กโซโฟนเช่นเดียวกับ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ และช่วงปลายทศวรรษ 1940 จิมมี ฮีธ เล่นกับ เฮาเวิร์ด แม็กกี และ ดิซซี กิลเลสปี นักทรัมเป็ตดังในยุค “บีบ็อพ” และเล่นกับ ชาร์ลี พาร์กเกอร์

จิมมี ฮีธ มีผลงานของวงตนเองและร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สคนอื่น ๆ อาทิ เคนนี ดอร์แฮม, อาร์ต ฟาร์มเมอร์, มิลต์ แจ็คสัน, เฮอร์บี แมนน์, เคอร์ทิส ฟุลเลอร์, บลู มิตเชลล์, ไมล์ส เดวิส รวมกว่าร้อยอัลบั้ม

เริ่มอัดอัลบั้มแรกในนามตนเอง “The Thumper” ปี 1959 จนถึงปี 2011 อัลบั้มหลังสุด Togetherness ที่อัดกับแผ่นเสียง “บลูโน้ต” จิมมีในวัย 85 ก็ยังสามารถพิสูจน์ความสามารถและประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงแจ๊ส

อัลบั้มนี้เป็นการบรรเลงในรูปแบบ “บิ๊กแบนด์” ที่พิเศษคือบันทึกจากการแสดงสด

“บิ๊กแบนด์” (Big Band) คือ วงดนตรีแจ๊สที่นิยมกันในยุค “สวิง” ช่วงทศวรรษ 1930-1940 “บิ๊กแบนด์” ยุคแรกเพื่อใช้บรรเลงประกอบการเต้นรำ ต่อมาบรรเลงเพื่อสำหรับการฟัง เป็นการแสดงความสามารถของนักเดี่ยวในวง ความเด่นของการประพันธ์เพลงและการเรียบเรียงดนตรี จึงเป็นศิลปะการรวมวงที่สำคัญของดนตรีแจ๊ส

“บิ๊กแบนด์” ประกอบด้วยนักดนตรีมากกว่า 10 คน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม (section) กลุ่มแซ็กโซโฟนเดิมเน้นอัลโตและเนเนอร์แซ็กโซโฟน ต่อมาเพิ่มบาริโทนและโซปราโนแซ็กโซโฟน ในกรณีต้องการเสียงต่ำมากมีการใช้เบสแซ็กซ์ “กลุ่มบราสส์” หรือ เครื่องลมทองเหลือง มีทรัมเป็ตและทรอมโบน “กลุ่มริธึ่ม” หรือ เครื่องให้จังหวะ มักประกอบด้วยเปียโน, กีตาร์, เบส และกลอง

“บิ๊กแบนด์” ยังเป็นที่นิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน บ่อยครั้งวงประเภทนี้ใช้เครื่องดนตรีในวงดุริยางค์ หรือ ออร์เคสตราเข้ามาผสม อาจจะเรียกว่า “แจ๊สออร์เคสตรา”

ในอัลบั้ม Togetherness ของ จิมมี ฮีธ เป็นบิ๊กแบนด์ที่จัดวงเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่นิยมกันในยุค “สวิง” ที่สมบูรณ์แบบ แอนโทนิโอ ฮาร์ต, มาร์ค กรอสส์ (อัลโตแซ็กโซโฟน), จิมมี ฮีธ, ชาร์ลส์ เดวิส, บ็อบบี ลาเวลล์ (เทเนอร์แซ็กโซโฟน), แฟรงค์ เบซีล (บาริโทนแซ็กโซโฟน) นักแซ็กโซโฟนสลับเป่าฟลูตด้วย รอย ฮาร์โกรฟ, แฟรงค์ กรีน, เกรก กิลเบิร์ก, ดีโก ยูร์โคลา, ไมเคิล มอสส์แมน (ทรัมเป็ต), สตีฟ เดวิส, เจสัน แจ็คสัน, จอห์น มอลกา (ทรอมโบน), เจฟฟ์ เนลสัน (เบสทรอมโบน), เจบ แพตตัน (เปียโน), ปีเตอร์ วอชิงตัน (เบส), ลุยส์ แนช (กลอง)

ดูจากรายชื่อนักดนตรี ส่วนหนึ่งไม่คุ้น เป็นนักดนตรีรุ่นใหม่มีฝีมือ บางคนเป็นลูกศิษย์ของ จิมมี ฮีธ

เท่าที่สังเกต จิมมี ฮีธ เปิดโอกาสให้นักดนตรีรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ ขณะเดียวกันใช้ประสบการณ์ที่อยู่ในวงการดนตรีมายาวนาน เอาคนที่ชั่วโมงบินสูงนำทีมขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แอนโทนิโอ ฮาร์ต นำกลุ่มอัลโตแซ็กโซโฟน เท่าที่เคยเห็นเขาเมื่อคราวมาแสดงกับวงดิซซี กิลเลสปี ที่สนาม เสือป่า กรุงเทพฯ จัดเป็นนักดนตรีฝีมือดี ชาร์ลส์ เดวิส หัวหน้าทีมเทเนอร์แซ็กซ์ เป็นนักดนตรีหลักในวง “ซันรา”

สำหรับ รอย ฮาร์โกรฟ ศิษย์เก่า “เบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค” รุ่นพี่ แอนโทนิโอ ฮาร์ต เป็นผู้นำทีมทรัมเป็ต เท่าที่เคยชมการแสดงของ รอย ฮาร์โกรฟ ใน “North Sea Jazz Fest” ในเนเธอร์แลนด์หลายครั้ง คล่องหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นแจ๊ส, ฟังก์, ฮิพฮอพ, โซล, ละติน เป็นนักดนตรีใจกว้างเล่นกับใครก็ได้ ทุกประเภทไม่เกี่ยง นักวิจารณ์บางคนบอกเสียงทรัมเป็ตของ รอย ฮาร์โกรฟ เป็น “Golden Sound”

อัลบั้ม Togetherness บันทึกจากการแสดงสดที่ “บลูโน้ต” แจ๊สคลับลือชื่อในนครนิวยอร์ก บรรจุไว้ 8 เพลง ได้แก่ A Sound For Sore Ears; Togetherness; A Time And Place; Lover Man; A Sassy Samba; A Flower’s Is A Lovesome Thing; Fiesta A Mojo; Yardbird Suite ส่วนใหญ่จิมมีแต่งและเรียบเรียงเอง

จิมมี ฮีธ เกิดในเมืองฟิลาเดลเฟีย วันที่ 25 ตุลาคม 1926 ในครอบครัวนักดนตรี พี่ชาย เพอร์ซี ฮีธ นักเบสและเชลโล อัลเบิร์ต ฮีธ น้องชาย ตีกลอง มีชื่อเสียงทั้งสามคน

จิมมีเข้าสู่วงการดนตรีตอนอายุ 16 โดยเล่นกับวงแน็ต โทว์เลส ในฟิลาเดลเฟีย จากนั้นไปเล่นในวงเฮาเวิร์ด แม็กกี ช่วงปี 1947-48 ปีถัดมา จิมมีเข้าไปเล่นในวงดิซซี กิลเลสปี

จิมมี ฮีธ ตั้งวงเอง นักดนตรีหลายคนในวงกลายเป็นนักดนตรีแจ๊สชั้นนำในเวลาต่อมา อาทิ จอห์น โคลเทรน, เบนนี โกลสัน, เรย์ ไบรอันต์, แคล แมสซี

จิมมี ฮีธ นักแซ็กโซโฟน นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงดนตรี และนักการศึกษาแจ๊ส เสียชีวิตในเมืองโลแกนวิลล์ รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วันที่ 19 มกราคม 2020

YEAR 6 - WEEK 22 (May 29, 2026)ซันนี รอลลินส์แซ็กโซโฟนยักษ์ใหญ่ในแวดวงแจ๊สข่าวการเสียชีวิตของ ซันนี รอลลินส์ นักเทเนอร์แ...
29/05/2026

YEAR 6 - WEEK 22 (May 29, 2026)
ซันนี รอลลินส์
แซ็กโซโฟนยักษ์ใหญ่ในแวดวงแจ๊ส

ข่าวการเสียชีวิตของ ซันนี รอลลินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊ส ในบ้านที่วูดสต็อก รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 ยังความอาลัยสู่คนในวงการดนตรี และแฟนแจ๊สทั่วโลก

ซันนี รอลลินส์ เป็นนักดนตรีรูปร่างสูงใหญ่ดุจดังยักษ์ปักหลั่น

นั่นเป็นเพียงบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น ในทางดนตรี ซันนีได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความสามารถสูง มีแนวการเล่นและแต่งเพลงยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์แจ๊ส

ซันนี รอลลินส์ มีผลงานกว่า 50 อัลบั้ม เพลง St. Thomas ถือเป็นสัญลักษ์ของซันนี รอลลินส์ ซึ่งเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Saxophone Colossus

St. Thomas ซันนีได้แนวจากเพลง Hold Him Joe ที่แม่ร้องกล่อมเขาตอนเด็ก ๆ ทั้งพ่อและแม่มีพื้นเพจากเวอร์จินไอส์แลนด์ ซึ่งอยู่ในแถบทะเลแคริบเบียน ซันนีให้ชื่อเพลงนี้ว่า St. Thomas ชื่อเกาะในหมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์

St. Thomas เป็นเพลง 2 ท่อน ๆ ละ 8 ห้อง รวมความยาว 16 ห้อง ทำนองเรียบง่าย จำง่าย ลีลาร่าเริง ซันนีเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟนเสียงสั้นสลับกับกึ่งเสียงสั้นในท่อนแรก ส่วนท่อนหลังย้ำเสียงยาวขึ้น แม็กซ์ โรช นักกลองดังตั้งแต่ยุค “บีบ็อพ” เคยร่วมงานกับชาร์ลี พาร์กเกอร์ ตีกลองจังหวะ “คาลิปโซ” จังหวะที่นิยมกันในแถบเวสต์อินดีส ทอมมี แฟลนาแกน และ ดัก วัทกินส์ ทั้งเปียโนและเบสเข้ามาเสริมให้ความเป็นความเป็น “คาลิปโซ” แพรวพราว ชัดเจนขึ้น

ช่วงที่แม็กซ์ โรช โซโลกลอง ทำให้ St. Thomas มีชีวิตชีวาขึ้นมาก ฝีมือกลองของแม็กซ์เป็นที่ประจักษ์มายาวนาน อย่างเช่นที่เคยฟังเพลง Mr. Hi-Hat ของเขา แม็กซ์ใช้แค่ขาตั้งและฉาบไฮแฮ็ตก็ตีเป็นเพลงได้

จาก St. Thomas ต่อมาซันนีได้แต่งเพลงจังหวะ “คาลิปโซ” อีกหลายเพลง อาทิ Don’t Stop the Carnival; Duke of Iron; The Everywhere Calypso

ปี 1997 ซันนี รอลลินส์ ได้รับเลือกให้เป็น “ศิลปินแจ๊สแห่งปี” (Jazz Artist of the Year) จากการจัดอันดับใน “Critics’ Poll” ของนิตยสาร Down Beat

ปีถัดมา ซันนีออกอัลบั้ม “Global Warming” เพื่อเป็นการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน เพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มก็เป็นจังหวะคาลิปโซ

ในอัลบั้ม Saxophone Colossus นอกจาก St. Thomas มีเพลงที่ซันนีแต่งเองอีก 2 เพลง คือเพลง Strode Rode และ Blue 7

เพลง Strode Rode เป็น “บ็อพ” ที่น่าฟัง โดยเฉพาะ ทอมมี แฟลนนาแกน นักเปียโนที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะเคยดูตัวจริงที่ “บลูโน้ต” ในนครนิวยอร์ก เป็นนักดนตรตีที่รับมุกทันซันนี ดีอย่างไม่มีที่ติ สำหรับ แม็กซ์ โรซ ดนตรีแนวนี้หายห่วง ซันนีแต่งเพลงได้แนวคิดจากครั้งที่เขายังอยู่ในห้วงเรียนรู้ ณ นครชิคาโก โดยเล่นที่ “สโตรด” เลาจ์แจ๊สในชิคาโก

“Blue7” ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเพลงบลูส์ 12 ห้อง ดัก วัทกินส์ “วอล์กกิงเบส” นำมา 2 คอรัส โดยมีแม็กซ์ตียืนจังหวะกลองมาเบา ๆ แล้ว ซันนี รอลลินส์ เป่าทำนองหลัก

ช่วงโซโล ซันนีใช้ “ดับเบิลไทม์” ตามแบบ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ผู้เป็นต้นแบบของดนตรีแนวนี้

ใช่ว่าซันนีจะโดดเด่นในเพลงชวนตื่นเต้นเร้าใจ ถึงลูกถึงคนเท่านั้น ในเพลงของคนจิตตก อยู่ในอารมณ์แห่งการคร่ำครวญ ก็เล่นได้ดี เขานำ “แจ๊สสแตนดาร์ด” You Don’t Know What Love Is เพลง “บัลลาด” ของ จีน เดอ ปอล เนื้อร้องโดย ดอน เรย์ เป็นเพลงที่นักร้องนักดนตรีแจ๊สนิยมนำไปร้องและเล่นมากเพลงหนึ่ง

เพลง Moritat หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Mack the Knife เป็นเพลงเอกในอุปรากรเรื่อง “Die Dreigroschenoper” (The Three penny Opera) ทำนองโดย เคิร์ท ไวล์ นักประพันธ์เพลงอเมริกัน เกิดในเยอรมนี เนื้อร้องภาษาเยอรมัน โดย แบร์โทลท์ เบรชท์ นักเขียนบทละครและกวีชาวเยอรมัน เนื้อร้องภาษาอังกฤษโดย มาร์ก บลิทซ์สไตน์

เพลง Moritat หรือ ที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษ Mack the Knife หลุยส์ อาร์มสตรองนำมาร้องและบรรเลงจนเป็นที่ชื่นชอบของนักฟังเพลงทั่วโลก สำหรับ ซันนี รอลลินส์ เป่าแซ็กซ์เพลงนี้ในลีลา “สวิง” สดใส น่าฟัง ได้อารมณ์ที่กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา ให้ความบันเทิงใจแก่ผู้ฟังอย่างมาก

เท่าที่เคยชมคอนเสิร์ตของ ซันนี รอลลินส์ ที่เมืองบอสตันในอเมริกา ต้องยอมรับว่าการแสดงสดบนเวทีเต็มไปด้วยสีสัน เดินเป่าไปรอบเวที บางช่วงสื่อสารกับผู้ชมด้วยการพูดผ่านลำโพงแซ็กซ์

YEAR 6 - WEEK 21 (May 22, 2026)แฟรงค์ ฟอสเตอร์นำวง “เคาน์ท เบซี” มาแสดงสดที่กรุงเทพฯแฟรงค์ ฟอสเตอร์ ควบคุมวง “เคาน์ท เบซ...
22/05/2026

YEAR 6 - WEEK 21 (May 22, 2026)
แฟรงค์ ฟอสเตอร์
นำวง “เคาน์ท เบซี” มาแสดงสดที่กรุงเทพฯ

แฟรงค์ ฟอสเตอร์ ควบคุมวง “เคาน์ท เบซี” บิ๊กแบนด์แจ๊สระดับตำนาน มาแสดงในคอนเสิร์ต “Jazz Legends Salute King Bhumibol” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 27 และ 28 ธันวาคม 1993

คอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ผมเข้าชมคอนเสิร์ตวันแรก เคาน์ท เบซี ออร์เคสตรา แม้จะเปลี่ยนตัวนักดนตรีจากเดิมเกือบหมด ส่วนใหญ่เป็นนักดนตรีหน้าใหม่ แต่ แฟรงค์ ฟอสเตอร์ ก็ยังคงสามารถรักษามาตรฐานและรูปแบบของวงไว้ได้ พร้อมทั้งปรับปรุงให้ร่วมสมัย เล่นเพลงหลากหลายกว่าเดิม ดังที่เคยชมที่สหรัฐอเมริกาสมัยที่ เคาน์ท เบซี และ เฟรดดี้ กรีน ยังมีชีวิตและเป็นนักดนตรีหลักของวง

กลุ่มริธึ่ม หน้าเก่าหน่อยคือ คลีฟแลนด์ ผู้เล่นเบส นอกนั้นค่อนข้างใหม่ เดวิด กิบสัน (กลอง), ชาร์ลตัน จอห์นสัน (กีตาร์) ทุกคนทำหน้าที่ได้ดี เด่นที่สุดน่าจะเป็น จอร์จ แคลด์เวลล์ ทั้งเล่น “โซโล” และ “คอมพิง” ได้ดีมาก ส่วน ชาร์ลตัน จอห์นสัน ทำหน้าที่ยังไม่เฉียบเท่ากับ เฟรดดี้ กรีน อดีตนักกีตาร์แจ๊สในตำนานก็ตาม แต่จัดว่าดีเยี่ยมไม่มีที่ติ และยังพยายามรักษาแนวการเล่นของ เฟรดดี้ กรีน ไว้

วิลเลียมส์ “สกอตท์” บาร์นาร์ต นักทรัมเป็ตหน้าใหม่ของวง ออกมาสร้างความประทับใจผู้ชมด้วยเพลง “บัลลาด” อมตะของ บ็อบ แฮ็กการ์ด What’s New? ไพเราะ น่าฟัง แต่ละ “เฟรส” เรียงร้อยกันอย่างประณีต

คริส เมอร์เรลล์ สร้างจุดสนใจด้วยการร้องเพลง Every Day I Have The Blues สุ้มเสียงทุ้มนุ่มละม้ายคล้าย โจ วิลเลียมส์ ซึ่งเป็นเพลงที่โจชอบร้องเป็นพิเศษ แล้วต่อด้วยเพลง How Insensitive ของ ทอม โชบริม นักแต่งเพลงเบอร์หนึ่งชาวบราซิล

เพลงที่เคาน์ท เบซี แจ๊สออร์เคสตราบรรเลงล่วนใหญ่คุ้นหู้ อาทิ After You’ve Gone; April In Paris; Summertime

โดยเฉพาะเพลงที่เป็นสัญลักษณ์ของ แฟรงค์ ฟอสเตอร์ Shiny Stockings เป็นหนึ่งในหลายเพลงที่ แฟรงค์ ฟอสเตอร์ แต่งถือเป็น “แจ๊สสแตนดาร์ด”

แฟรงค์ ฟอสเตอร์ แต่งเพลง Shiny Stockings ในปี 1955 ซ้อมกันครั้งแรกที่บาร์ “Pep’s 1” ในฟิลาเดลเฟีย ขณะที่เพิ่งเดินทางถึงเมืองนี้ ทุกคนยังง่วงนอน เหนื่อย หิว สุ้มเสียงที่บรรเลงยังระเกะระกะ แย่มาก แต่พอปรับให้เข้าที่ เล่นเข้ากัน กลับฟังดูดี จึงนำเพลงที่ไปบรรเลงอัดแผ่นเสียง

Shiny Stockings มีความยาว 32 ห้อง วางรูปแบบเป็นท่อน A-B-A-C เป็นผลงานดี และมีคนรู้จักมากที่สุดของ แฟรงค์ ฟอสเตอร์ เป็นเพลง “สวิง” ในอัตราความเร็วปานกลางที่มีผู้นำไปบรรเลงกันมาก ต่อมา เอลลา ฟิตซ์เจรัลด์ และ จอน เฮนดริคส์ นำทำนองไปใส่เนื้อร้อง จึงทำให้นักร้องแจ๊สมีชื่อเสียงนำเพลงนี้ไปร้องอัดแผ่นเสียง ดูเหมือนเนื้อร้องที่เป็นเวอร์ชั่นของเอลลาจะได้รับความนิยมกว่า

ความพิเศษของคอนเสิร์ตคือ ทางวงได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบรรเลง

เอมมานูเอล “แมนนี” เดี่ยวอัลโตแซ็กโซโฟนในเพลงแสงเดือน (Majic Beams) ส่วนแฟรงค์เองบอกชอบเพลงยามเย็น(Love at Sundown) จึงเดี่ยวโซปราโนแซ็กโซโฟนยาวประมาณ 4-5 นาที

แฟรงค์ ฟอสเตอร์ เกิดในเมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ วันที่ 23 กันยายน 1928

แฟรงค์เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิลเบอร์ฟอร์ซ ตอนอายุ 21 ย้ายไปยังเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน เข้าไปอยู่ในแวดวงแจ๊สท้องถิ่น เช่นเล่นกับ วาร์เดลล์ เกรย์

อีก 2 ปีต่อมาเข้ารับราชการทหารไปประจำที่เกาหลี หลังปลดประจำการในปี 1953 ระหว่างที่แฟรงค์อยู่ในเมืองซินซินเนติ วงเคาน์ท เบซี ไปแสดงที่นั่นพอดี เคาน์ททดสอบแฟรงค์โดยบอกเล่นให้ฟัง 2 เพลง และเคาน์ทกล่าวต่อว่าแล้วจะติดต่อไป

ผ่านไป 2-3 เดือน แฟรงค์ได้รับโทรเลขและตั๋วเครื่องบินจากเคาน์ท เบซี ให้บินไปยังนครนิวยอร์กวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 1953

วันถัดมาเพื่อนนักร้อง ชีลา จอร์แดน พาแฟรงค์ไปที่ “เบิร์ดแลนด์” ที่ที่ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ เล่นประจำ ชีลาเพื่อนสนิทของชาร์ลีขออนุญาตให้แฟรงค์ขึ้นไปเล่นด้วย เป็นความฝันอันเหลือเชื่อที่เขาได้เล่นกับ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ เจ้าแห่งดนตรี “บีบ็อพ”

วันรุ่งขึ้น 28 กรกฎาคม แฟรงค์ก็ได้เข้าไปอยู่ในวงเคาน์ท เบซี พร้อมกับออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปแสดงที่เจมส์ทาวน์เป็นงานแรก

ในปีเดียวกันนี้ แฟรงค์ ฟอสเตอร์ เริ่มมีอัลบั้มแรกในนามตนเอง “Here Comes Frank Foster” รวมเกือบ 30 อัลบั้มกับวงเคาน์ท เบซี อีกกว่า 20 อัลบั้ม กับนักดนตรีแจ๊สอีกมาก อาทิ โดนัลด์ เบิร์ด, มิลต์ แจ็คสัน, เอลวิน โจนส์, เคนนี เบอร์เรลล์

แฟรงค์ ฟอสเตอร์ นักเทเนอร์และโซปราโนแซ็กโซโฟน นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงดนตรีแจ๊สชั้นยอด เสียชีวิตด้วยอาการไตวายที่เมืองเชซาพีก รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา วันที่ 26 กรกฎาคม 2011

YEAR 6 - WEEK 20 (May 15, 2026)แจ็คกี แม็คลีนทุ่มเทให้กับการศึกษาแจ๊สแจ็คกี แม็คลีน นักอัลโตแซ็กโซโฟนฝีมือเยี่ยมทั้งแจ๊ส...
15/05/2026

YEAR 6 - WEEK 20 (May 15, 2026)
แจ็คกี แม็คลีน
ทุ่มเทให้กับการศึกษาแจ๊ส

แจ็คกี แม็คลีน นักอัลโตแซ็กโซโฟนฝีมือเยี่ยมทั้งแจ๊สแบบ “ฮาร์ดบ็อพ” และ “โมดัล” มีผลงานในนามตนเองกว่าครึ่งร้อยอัลบั้ม และร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอีกมาก อาทิ ไมล์ส เดวิส, อาร์ต ฟาร์มเมอร์, ชาร์ลี มิงกัส, อาร์ต เบลกี, จิมมี สมิธ

ปลายทศวรรษ 1960 แจ็คกีแยกตัวจากงานแสดงดนตรี มุ่งมั่นไปทำงานด้านการสอน

แจ็คกีย้ายจากนิวยอร์กมาปักหลักที่คอนเนตทิคัตปี 1970 พร้อมกับเริ่มงานสอนที่ภาควิชาดนตรี มหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ด 10 ปี ต่อมาได้รับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา “ดนตรีแอฟริกัน-อเมริกัน” ระดับปริญญาในสถาบันอุดมศึกษาเป็นแห่งแรกเมื่อปี 2000

เนื่องจาก แจ็คกี แม็คลีน เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชานี้ ทางมหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ดจึงได้เปลี่ยนจาก “Hartt School of Jazz” เป็น “Jackie McLean Institute of Jazz”

นั่นมิได้หมายความว่าแจ็คกีไม่อยากเล่นดนตรีเต็มตัว ความจริงยังเล่นอยู่ แต่ส่วนใหญ่แบ่งเวลาให้กับการศึกษา เพราะรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานในส่วนนี้

แจ็คกีกับดอลลีภรรยานักแสดงได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการวัฒนธรรมในฮาร์ตฟอร์ด เรียกว่า “แหล่งรวมศิลปิน” เป็นศูนย์วัฒนธรรมในชุมชนสำหรับเยาวชนในเมือง สอนการละคร การเต้น ดนตรี และทัศนศิลป์ เด็ก ๆ นับพันคนผ่านการอบรมจากโครงการนี้

แจ็คกีมีความสุขมากที่ได้ทำงานเป็นคุณูปการ สร้างสรรค์สังคมเมืองฮาร์ตฟอร์ด ทั้งแจ็คกีกับภรรยาช่วยกันรณรงค์หาทุนจนได้เงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินจำนวนนี้ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรศิลปินในเมืองฮาร์ตฟอร์ดกว่า 12 ปี และเงินจาก “กองทุนบริจาคเพื่อศิลปะ” 175,000 เหรียญสหรัฐ เงินทั้งหมดนำไปสร้างอาคารหลังใหม่เป็นที่ทำงานของศูนย์การดำเนินงานปฏิบัติตามกฎกติกาที่เห็นชอบโดยที่ประชุมของคณะกรรมการ

แจ็คกีทำงานโครงการนี้อย่างสบายมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ สมัยที่เขายังได้รับความทุกข์ทรมานจากยาเสพติด เขาเป็นอาสาสมัครกับกลุ่มหนุ่มสาว ทำงานให้กับ “Adventure Corps” หน่วยงานที่ริเริ่มโดย โรเบิร์ต เคนเนดี แจ็คกีร่วมงานกับหน่วยงานนี้ 4-5 ปี เรเนลูกชายนักแซ็กโซโฟนของแจ็คกีร่วมอยู่ด้วย

แจ็คกีมักจะอยู่กับพวกเยาวชน พวกเด็ก ๆ เพราะเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ติดยาเสพติดตั้งแต่ปี 1949-65 เป็นเวลา 18 ปีแห่งความหลงผิด เป็นประสบการณ์ที่เขาอยากช่วยพวกเด็กให้แยกตัวออกจากกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เข้าใกล้ยาเสพติด

แจ็คกี แม็คลีน เกิดวันที่ 17 พฤษภาคม 1932 ในนครนิวยอร์ก เป็นบุตรของจอห์น นักกีตาร์แจ๊ส ต่อมาแม่ไปแต่งงานใหม่ เขาจึงไปอยู่กับพ่อเลี้ยงแถวถนนที่ 158 ในนิวยอร์ก ย่านที่มีนักดนตรีมาก

แจ็คกีรู้จัก ดุ๊ก เอลลองตัน แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จัก ดอน เรดแมน เพิ่งมารู้จักกันภายหลัง มีเพื่อนบ้านนักดนตรีแจ๊สดัง อาทิ ซันนี รอลลินส์, แน็ต “คิง” โคล, แอนดี้ เคิร์ค และนักดนตรีในวงจิมมี ลันซ์ฟอร์ด อีกหลายคน

คนที่แจ็คกีอยากเจอ และได้เจอโดยไม่คาดฝันคือ บัด เพาเวลล์ นักเปียโนแจ๊สโด่งดังในยุค “บีบ็อพ”

ที่ร้านขายแผ่นเสียงของพ่อเลี้ยงแถวแอวินิวที่ 8 ถนนที่ 14 ริชาร์ด เพาเวลล์ น้องชายของบัด แวะมาที่ร้าน ขณะที่แจ็คกีกำลังเปิดเพลงของบัดให้ลูกค้าฟัง ริชาร์ดบอกนั้นพี่ชายของเขาเอง แจ็คกีบอกไม่เชื่อ ริชาร์ดบอก “เอาละ! สัปดาห์หน้าจะกลับมาใหม่ แล้วจะพาไปแนะนำให้รู้จัก บัด เพาเวลล์ พี่ชาย”

ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังปิดร้าน แจ็คกีคว้าอัลโตแซ็กโซโฟนไปยืนรอริชาร์ด หลังจากทั้งคู่พบกันแล้ว ริชาร์ดพาแจ็คกีไปยังที่พักของ บัด เพาเวลล์ ตามสัญญา เพื่อความแน่ใจว่าเป็นบัดตัวจริง เขาเดินตรงไปที่เปียโนแล้วนั่งลงเล่น พอได้ฟังเท่านั้น แจ็คกีบอกเชื่อแล้วว่าเป็น บัด เพาเวลล์ ตัวจริง

บัดถามแจ็คกีว่าเล่นเครื่องดนตรีอะไร จึงตอบไปว่าเป่าแซ็กโซโฟน “เอาเครื่องดนตรีออกมาเป่าให้ฟังหน่อยซิ” แจ็คกีเล่นเพลง Buzzy ในคีย์ บี-แฟลต บรรเลงเท่าที่จะทำได้สำหรับนักดนตรีมือใหม่วัย 15-16 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพ

ตอนอายุ 14 แจ็คกีได้รับโซปราโนแซ็กโซโฟนทรงตรงสีเงินจากปู่ซึ่งเคยเป่าแซ็กโซโฟนในวงดุริยางค์ ปู่สอนให้เล่นตามแบบเรียนหลายบท แจ็คกีบอกแม่ว่าอยากเป่าแซ็กโซโฟนตัวงอ ๆ สีทอง ตอนนั้นยังไม่รู้จักความแตกต่างระหว่างอัลโตกับเทเนอร์แซ็กโซโฟน แม่ก็ตามไปซื้ออัลโตแซ็กโซโฟนมือสองมาให้เป็นของขวัญวันเกิดครบรอบอายุ 15 แก่แจ็คกี เขาพยายามเป่าลอกเลียนจากแผ่นเสียงของ เลสเตอร์ ยัง และ เบน เวบสเตอร์ สองยอดนักเทเนอร์แซ็กโซโฟน

ตอนแรกเสียงไม่ค่อยเข้ากัน พ่อเลี้ยงบอกว่าได้แซ็กโซโฟนมาผิด ในช่วงแรกพยายามเอาอย่างเทเนอร์แซ็กโซโฟนซึ่งไม่ค่อยสัมพันธ์กับอัลโตแซ็กโซโฟน จนกระทั่งได้ฟัง ชาร์ลี พาร์กเกอร์ จึงเข้าใจความแตกต่าง ด้วยเหตุนี้เสียงแซ็กโซโฟนที่แจ็คกีเป่าจึงกระเดียดไปทางเทเนอร์แซ็กซ์มากกว่าอัลโตแซ็กซ์

แจ็คกี แม็คลีน เล่นกับเพื่อน คือ ซันนี รอลลินส์ ย่านฮาร์เล็มในนครนิวยอร์ก ช่วงปี 1948-49 ได้เล่นกับ บัด เพาเวลล์ ปี 1951 นักอัลโตแซ็กโซโฟนวัย 19 ก็ได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับ ไมล์ส เดวิส ในอัลบั้ม Dig ซึ่ง ซันนี รอลลินส์ ร่วมเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟนด้วย

ต่อมาได้เล่นกับวงแจ๊สเมสเซนเจอร์สอันลือชื่อ ควบคุมโดย อาร์ต เบลลี และกับวงชาร์ลี มิงกัส

แจ็คกีได้อัดแผ่นเสียงในนามตนเองครั้งแรกปี 1955 อัลบั้ม The Jackie McLean Quintet อีก 4 ปีต่อมาเซ็นสัญญาอัดแผ่นเสียงกับ “บลูโน้ต” ประเดิมด้วยอัลบั้ม Jackie’s Bag และตามมาอีกกว่า 20 อัลบั้ม

ช่วงหลัง แจ็คกี แม็คลีน รับเอาอิทธิพลแนวดนตรี “ฟรีแจ๊ส” จาก ออร์เนตต์ โคลแมน

แจ็คกี แม็คลีน นักอัลโตแซ็กโซโฟนที่มีสำเนียง สำนวนแจ๊สเป็นเอกลักษณ์ เสียชีวิตในเมืองฮาร์ตฟอร์ด รัฐ คอนเนตทิคัส สหรัฐอเมริกา วันที่ 31 มีนาคม 2006

YEAR 6 - WEEK 19 (May 8, 2026)เมลิสซา อัลดานายอดนักแซ็กโซโฟนสาวจากชิลี“All-Star Global Concert” ที่ “ลิริคโอเปร่า” ในนคร...
08/05/2026

YEAR 6 - WEEK 19 (May 8, 2026)
เมลิสซา อัลดานา
ยอดนักแซ็กโซโฟนสาวจากชิลี

“All-Star Global Concert” ที่ “ลิริคโอเปร่า” ในนครชิคาโก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 เป็นคอนเสิร์ตฉลอง “วันแจ๊สสากล” (International Jazz Day)

ช่วงที่เฮอร์บี แฮนค็อค นำเพลง Watermelon Man ของเขาบรรเลงทำนองหลักทั้งวง โดยมี บ็อบบี้ บรูม เล่นกีตาร์ เจมส์ จีนัส เบสที่เคยเล่นกับเฮอร์บี แฮนค็อค เมื่อครั้งมาแสดงที่ “พารากอนฮอลล์” เทรี ลีน คาร์ริงตัน กลองฝีมือเยี่ยม เธอเคยมาแสดงที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กับเจมส์ มูดี้และมิโน ซินเนลู นักเพอร์คัสชั่นที่เคยเล่นอยู่ในวงไมล์ส เดวิส และวง “เวเธอร์รีพอร์ต”

เมลิสซา อัลดานา เทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊สอันดับต้น ๆ ทั้งใน “Critic Poll” และ “Readers Poll” แห่งนิตยสารแจ๊สทรงอิทธิพล “Down Beat” โซโลนำมาก่อน ตามด้วย ทิลล์ เบรินเนอร์ นักทรัมเป็ตเยอรมันโซโลยาวเหยียด ต่อด้วย บ็อบบี้ วัทสัน อัลโตแซ็กโซโฟนยอดฝีมือที่โด่งดังมานานในวงการแจ๊ส เฮอร์บี แฮนค็อค ปิดท้ายในการเดี่ยวเปียโนหลังวงบรรเลงพร้อมกันจนจบเพลง

เมลิสซา อัลดานา เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1988 ใน ซันติอาโก เมืองหลวงประเทศชิลี ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้

เมลิสซาเริ่มหัดเป่าแซ็กโซโฟนตั้งแต่อายุ 6 ปี โดยได้รับอิทธิพลจากพ่อ ซึ่งเป็นนักแซ็กโซโฟนอาชีพ เป็นผู้สอนให้ เธอเริ่มหัดเป่าอัลโตแซ็กโซโฟนโดยได้รับแรงจูงใจจากนักแซ็กโซโฟน อาทิ ชาร์ลี พาร์กเกอร์, แคนนอน “บอลล์” แอดเดอร์ลี, ไมเคิล เบรกเกอร์

อย่างไรก็ตาม พอเมลิสซาได้ยินเสียงแซ็กซ์ของ ซันนี รอลลินส์ ครั้งแรกเท่านั้น เธอเปลี่ยนมาเป่าเทเนอร์ แซ็กโซโฟน “เซลเมอร์” รุ่น “Mark VI” ของปู่

ช่วงย่างเข้าวัยรุ่น เมลิสซาออกเล่นตามแจ๊สคลับในเมืองซันติอาโก

ปี 2005 นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนสาววัย 17 ได้รับเชิญจาก ดานิโล เปเรซ นักเปียโนแจ๊สชื่อดังชาวปานามา ให้ไปแสดงในเทศกาลดนตรีแจ๊สที่ประเทศปานามา ฝีมือแซ็กโซโฟนเมลิสซาเข้าตาพวกแมวมอง อยากให้เธอไปเรียนในสหรัฐอเมริกา

ในที่สุด เมลิสซาเลือกเข้าเรียนที่ “เบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค” สถาบันดนตรีลือชื่อในเมืองบอสตัน เมลิสซาได้เรียนกับ บิลล์ เพียร์ซ หัวหน้าภาคเครื่องเป่าของ “เบิร์กลี” ซึ่งเคยเป็นนักแซ็กโซโฟนโด่งดังในวงอาร์ต เบลกี และวงโทนี วิลเลียมส์ แล้วยังได้เรียนกับ โจ โลวาโน, จอร์จ การ์โซน, เกรก ออสบี และ ฮัล ครูก นักทรอมโบน ที่เชี่ยวชาญในการสอนวิชา Improvisation

หลังเรียนจบจาก “เบิร์กลี” ในปี 2009 เมลิสซาไปเรียนส่วนตัวกับ จอร์จ โคลแมน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนที่เคยมีชื่อเสียงจากวงไมล์ส เดวิส ในนครนิวยอร์ก และเมลิสซาได้ออกอัลบั้มแรก “Free Fall” กับ “อินเนอร์เซอร์เคิลมิวสิค” ปี 2010 ตามด้วยอัลบั้ม “Second Cycle”

เมลิสซา ออกแสดงที่ “บลูโน้ต” แจ๊สคลับดังในนครนิวยอร์ก และไปแสดงที่ “มอนเทเรย์แจ๊สเฟสติวัล”

ช่วงสำคัญ ปี 2013 เมลิสซาชนะเลิศใน “Thelonious Monk International Jazz Saxophone Competition” ได้รับทุน 25,000 เหรียญ และได้อัดอัลบั้ม “Melissa Aldana & Crash Trio” กับ “คองคอร์ดแจ๊ส” ปีถัดมา

เมลิสซา อัลดานา นำควอร์เทตของเธอมาแสดงที่ห้อง “Blackbox Theatre” ภายในอาคารวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ตอนหนึ่งทุ่มค่ำวันที่ 3 พฤษภาคม 2018

ก่อนหน้านี้ 4 ชั่วโมง มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดย เมลิสซา อัลดานา ควอร์เทต ซึ่งประกอบด้วย เมลิสซา อัลดานา (เทเนอร์แซ็กโซโฟน), จอห์น เอสครีต (เปียโน), ปาโบล เมนาเรส (ดับเบิลเบส),จิมมี แม็คไบรด์ (Macbride) ไม่ได้เป็นญาติกับ คริสเชียน แม็คไบรด์ (McBride) เบสแจ๊สอันดับหนึ่งยุคนี้ จะเห็นได้ว่านามสกุลสะกดไม่เหมือนกัน

ปาโบล เมนาเรส นักดับเบิลเบสชาวชิลี ก่อนย้ายมาอยู่อเมริกา ปาโบลเป็นนักดนตรีชั้นนำในแวดวงดนตรีประเทศชิลี ทั้งดนตรีแนวแจ๊สกับละติน เขาเล่นกับนักดนตรีแจ๊สดังอย่าง เกรก ออสบี, บ็อบ โมเสส, แรนดี้ เบรกเกอร์, แซม ยาเฮล, อาร์ตูโร โอฟาร์ริลล์ เล่นตามคลับแจ๊สสแตนดาร์ด, แจ๊สแกลอรี, สมอลส์ และลิงคอล์นเซ็นเตอร์, คาร์เนกีฮอลล์

ด้วยความเป็นเพื่อนกับ เมลิสซา อัลดานา ตั้งแต่ยังอยู่ที่ชิลี จึงเห็น ปาโบล เมนาเรส เล่นคอนเสิร์ตและอัดอัลบั้มกับเมลิสซา

เมลิสซา อัลดานา นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊สระดับแนวหน้า ใด้สังกัด “บลูโน้ต เรคคอร์ดส์” ออกอัลบั้ม 12 Stars, Echoes of The inner prophet, Filin และเล่นกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอย่าง คริสเชียน แม็คไบรด์, ปีเตอร์ เบิร์นสตีน, เจฟฟ์ วัตส์, วินตัน มาร์แซลลิส

YEAR 6 - WEEK 18 (May 1, 2026)บ็อบบี้ บรูมนักกีตาร์ดังจากวงซันนี รอลลินส์ 30 เมษายน 2026 “วันแจ๊สสากล” (International Ja...
01/05/2026

YEAR 6 - WEEK 18 (May 1, 2026)
บ็อบบี้ บรูม
นักกีตาร์ดังจากวงซันนี รอลลินส์

30 เมษายน 2026 “วันแจ๊สสากล” (International Jazz Day) ปีนี้เป็นปีที่ 15 จัดฉลองกันยิ่งใหญ่ที่นครชิคาโก พร้อมกับอีกกว่า 190 ประเทศทั่วโลก

ชิคาโก ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแจ๊ส” (Jazz City) ที่สำคัญ เพราะพัฒนาการของดนตรีแจ๊ส เริ่มเผยแพร่ไปสู่โลกกว้างจากเมืองนี้

ปีนี้ นครชิคาโกเป็นเจ้าภาพหลัก เฮอร์บี แฮนค็อค ผู้มีส่วนช่วยผลักดันให้เกิด “วันแจ๊ส สากล” เป็นชาวชิคาโกโดยกำเนิด

“UNESSCO” องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ร่วมกับ สถาบันธีโลเนียส มังค์ ซึ่ง เฮอร์บี แฮนค็อค เป็นตัวแทนของสถาบันนี้ และเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ “ยูเนสโก” ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำให้เกิด “วันแจ๊สสากล” อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 2012

เนื่องจาก เฮอร์บี แฮนค็อค มีส่วนร่วมโครงการนี้มาแต่แรก ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อจาก “Thelonious Monk Institute of Jazz ” เป็น “The Herbie Handcock Institute of Jazz”

การฉลองครั้งนี้มีตลอดเดือน การจัดสัมมนาเรื่องดนตรี และให้การศึกษาแก่ผู้สนใจแจ๊ส ที่ไฮไลท์ของงานมี “All-Star Global Concert” ที่ “ลีริคโอเปร่า” ในนครชิคาโก นักร้องแจ๊สที่เข้าร่วมได้แก่ ดีดี บริดจ์วอเทอร์, เคิร์ท เอลลิง, ไดแอนน์ รีฟส์, เกรกอรี พอร์เทอร์, ลิซซ์ ไรท์

ด้านนักดนตรี รู้สึกจะเน้นที่ทรัมเป็ต เพื่อเป็นการรำลึกถึง หลุยส์ อาร์มสตรอง นักทรัมเป็ตที่ติดตาม โจ “คิง” ออลิเวอร์ นักคอร์เน็ต หัวหน้าวงจากเมืองนิวออร์ลีนส์มาบุกเบิกแจ๊สในนครชิคาโก

เทร์เรนซ์ แบลนชาร์ด นักทรัมเป็ตชื่อก้องอเมริกันที่มีพื้นเพจากนิวออร์ลีนส์โดยกำเนิด และ เจมส์ มอร์ริสัน นักทรัมเป็ตระดับอินเตอร์ จากออสเตรเลีย ไทเกอร์ โอโกชิ นักทรัมเป็ตชาวญี่ปุ่นที่เคยเล่นกับ แกรี เบอร์ตัน นักไวบราโฟนอันดับหนึ่ง ทิลล์ เบรินเนอร์ นักทรัมเป็ตจากเยอรมนี รวมถึง มันดิซี ไดอันต์ยิส นักทรัมเป็ตจากแอฟริกาใต้

นอกจากนี้มี เมลิสซา อัลดานา เทเนอร์แซ็กโซโฟนแห่งยุคจากชิลี อันโตนี ซันเชซ กลองดังจากเม็กซิโก คนดังในวงการดนตรีแจ๊ส เทร์รี ลีน คาร์ริงตัน และ บ็อบบี้ บรูม

แม้ บ็อบบี้ บรูม นักกีตาร์แจ๊สชื่อดังจะเป็นนิวยอร์กเกอร์ แต่ได้มาปักหลักอยู่ที่ชิคาโกนานกว่า 40 ปี

บ็อบบี้ บรูม เกิดในย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก วันที่ 18 มกราคม 1961 เริ่มหัดกีตาร์ตอนอายุ 12 ปีถัดมาเรียนกีตาร์แจ๊สกับครูสัปดาห์ละครั้ง ผ่านไป 2 ปี บ็อบบี้เข้าไปเล่นในวงของโรงเรียน

บ็อบบี้เริ่มเล่นกีตาร์เป็นอาชีพ ตอนเรียนไฮสกูล โดยเล่นตามคลับในนครนิวยอร์ก กับ แอล เฮก นักเปียโนแจ๊สผิวขาว และ วอลเทอร์ บิชอป จูเนียร์ นักเปียโนแจ๊สผิวสี ทั้งสองคนเคยเล่นกับ ชาร์ลี พาร์กเกอร์

ปี 1977 บ็อบบี้ บรูม นักดนตรีหน้าใหม่วัย 16 ได้เล่นกับ ซันนี รอลลินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊สยิ่งใหญ่ และ โดนัลด์ เบิร์ด นักทรัมเป็ตแจ๊สชั้นนำในคอนเสิร์ตที่ “คาร์เนกีฮอลล์” หอแสดงคอนเสิร์ตชื่อก้องโลกในนครนิวยอร์ก

ปีถัดมา บ็อบบี้เข้าเรียนที่ “เบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิก” สถาบันดนตรีลือชื่อในเมืองบอสตัน เรียนอยู่ 2 ปี แล้วกลับไปนิวยอร์ก เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยลองไอส์แลนด์ และเล่นดนตรีไปด้วย

ปี 1980 บ็อบบี้มีโอกาสเข้าไปเป็นนักกีต้าร์ในวงอาร์ต เบลกี แอนด์เดอะแจ๊สเมสเซนเจอร์ จากนั้นเล่นกับ เดฟ กูซิน และได้เซ็นสัญญากับแผ่นเสียง “จีอาร์พี” บ็อบบี้ได้อัดอัลบั้มแรกในนามตนเอง Clean Sweep กับบริษัทนี้

บ็อบบี้ บรูม ย้ายไปอยู่นครชิคาโก ปี 1984 ตั้งวงเอง เล่นตามคลับในชิคาโก และนำเอาประสบการณ์ที่เคยสอนที่มหาวิทยาลัยฮาร์ตต์ฟอร์ด ภาควิชา “African American Music” ในการอำนวยการของ แจ๊คกี แม็คลีน นักแซ็กโซโฟนแจ๊สระดับแนวหน้า มาสอนที่วิทยาลัยดนตรีชิคาโก มหาวิทยาลัยรูสเวลท์

ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 1990 ผมแวะไปนครชิคาโก ความจริงบินผ่านไปผ่านมา 3-4 ครั้งไม่ได้แวะ เมื่อได้แวะก็ถือโอกาสตระเวนดูดนตรีที่เมืองแจ๊สแห่งนี้

คืนแรกแวะไปที่ “กรีนมิลล์” แจ๊สคลับในตำนานของชิคาโก ก็ได้ดูและเจอกับนักดนตรีแจ๊สหลายคน คืนวันที่ 2 มิถุนายน 1990 สามทุ่มกว่า แวะไปที่ “บูลล์สแจ๊ส” (The Bulls Jazz) แจ๊สคลับเก่าแก่ ตั้งมาตั้งแต่ปี 1965 อยู่แถวนอร์ทลิงคอล์นพาร์กเวสต์ เพื่อดูการประชันฝีมือกีตาร์ระหว่าง บ็อบบี้ บรูม กับ โจชัวร์ เบรคสโตน ดาวรุ่งในวงการแจ๊ส นครนิวยอร์ก

เท่าที่จำได้ ทั้งคู่เล่นเพลง I Talk To The Tree; Nightingale Sang In Berkeley Square; Lazy Bird; On Green Dolphin Street จบลงด้วยเพลง Blues For Alice ของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์

วันรุ่งขึ้นตอนบ่าย 4 โมง นัดคุยกับ บ็อบบี้ บรูม ที่โรงแรม “แบล็คสโตน” และดูเขาเล่นกับ จิมมี สมิธ นักออร์แกนแจ๊ส อันดับหนึ่งตลอดกาล

ปี 2005 บ็อบบี้ บรูม ได้เข้าเล่นกับวง ซันนี รอลลินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊ส และนักแต่งเพลงดังในประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส จนถึงปี 2010

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when All Music Spoken by Pratak Faisupagarn posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your establishment to be the top-listed Arts & Entertainment?

Share