Art History & Herstory

Art History & Herstory เกร็ดประวัติศาสตร์ศิลป์นอกห้องเรียน

Zhan Ziqian (展子虔) Spring outing (游春圖)ภาพท่องวสันต์Ink and color on silk, 43 x 80.5 ซม.The Palace Museum, Beijingจั๋นจื่อ...
05/06/2023

Zhan Ziqian (展子虔)
Spring outing (游春圖)
ภาพท่องวสันต์
Ink and color on silk, 43 x 80.5 ซม.
The Palace Museum, Beijing

จั๋นจื่อเฉียน (展子虔 ประมาณ ค.ศ. 545 – 618) มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างคลุมเครือ จึงไม่สามารถทราบถึงปีเกิดและตายได้แน่ชัด ทราบแต่เพียงบันทึกที่ว่า เป็นชาวเมืองป๋อไห่ (ปัจจุบันคือเมืองหยางซิ่น มณฑลซานตง) สมัยราชวงศ์สุย (隋 Sui dynasty, ค.ศ. 581–618) เคยรับราชการในตำแหน่งเฉาซ่านต้าฟู (朝散大夫) และจั้งเน่ยตูตู่ (帳內都督) แม้มีบันทึกว่าเขาเคยวาดภาพในหัวข้อพุทธศาสนา ภาพบุคคล และภาพม้า แต่ไม่มีหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน คงมีแต่เพียงผลงานจิตรกรรมเพียงภาพเดียวที่เหลืออยู่ให้เห็นทุกวันนี้ และเป็น “ภาพจิตรกรรมทิวทัศน์ภาพแรก” ในประวัติศาสตร์จิตรกรรมจีน

“ภาพท่องวสันต์” หรือ โหยวชุนถู《游春圖》ของจั๋นจื่อเฉียนเป็นภาพวาดแบบแนวนอนโดยแบ่งองค์ประกอบเป็นสองส่วน การจัดแบ่งพื้นที่ใช้การจัดมุมมองเชิงพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม แสดงบรรยากาศของทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำในอุดมคติ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความอบอุ่นของบรรยากาศยามต้นฤดูใบไม้ผลิ มีการใช้ทักษะการลงรายละเอียดชัดเจน ลายเส้นรอยพู่กันที่ยังคงคมชัด รอยพู่กันมีทั้งหนักและเบา สว่างและเข้มสลับกันไปมา แม้จะมีบางส่วนเลือนหายในรายละเอียดไปตามกาลเวลาก็ตาม สีเขียวของทิวเขายังคงปรากฎค่อนข้างชัดเจน ภาพของเทือกเขาทางด้านขวา จัดวางเรียงรายตามจังหวะลดหลั่นไปตามขนาดที่แตกต่างกัน มีกลุ่มสีเขียวของต้นไม้บนยอดดอยและต้นไม้ตามเนินและสันเขาสูง ท่ามกลางเมฆสีขาวที่โอบล้อมอยู่รอบขุนเขา ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของปรัชญาสำนักเต๋าอย่างเด่นชัดในการเน้นที่ขนาดและสัดส่วนของภูเขาในธรรมชาติ ภาพของคนที่เห็นในภาพคล้ายกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปอย่างอิสระเสรี ซึ่งประมวลจากการจัดองค์ประกอบเช่นนี้ย่อมนึกถึงคำกล่าวของจวงจื่อ ปราชญ์สำนักเต๋าคนสำคัญที่ให้แนวคิดเรื่องอิสรจร การเดินทางอย่างอิสระเสรี การปล่อยวางจิตใจให้ดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข

ที่มาภาพ :
https://www.dpm.org.cn/collection/paint/234623.html

Zhu Da (朱耷) or Bada Shanren (八大山人)Rock and cat (猫石图), 1696ก้อนหินและแมวInk and color on paper, 34x218 ซม.The Palace Muse...
29/05/2023

Zhu Da (朱耷) or Bada Shanren (八大山人)
Rock and cat (猫石图), 1696
ก้อนหินและแมว
Ink and color on paper, 34x218 ซม.
The Palace Museum , Beijing

จูตา (朱耷) หรือ ปาต้าซานเหริน (八大山人, ค.ศ. 1626 – 1705) จูตา(ปาต้าซานเหริน)เป็นชาวซินเจี้ยน มณฑลเจียงซี ต่อมาได้ย้ายไปยังเมืองหนานชาง บรรพบุรุษเป็นเชื้อพระวงศ์ตระกูลจูของจักรพรรดิราชวงศ์หมิง เป็นหลานรุ่นที่ 9 ของ “หนิงเซี่ยนหวัง” จูเฉวียน โอรสองค์ที่ 17 ของปฐมจักรพรรดิหงอู่ ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์หมิง ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด จูตาปลงผมบวชเป็นภิกษุนานกว่าสามสิบปี จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วัยกลางคนเมื่อราวอายุราว 54 ปี เขาได้เปลี่ยนจากการนับถือพุทธไปเป็นเต๋า หลังบวชเป็นนักพรตเต๋า จูตาตั้งฉายานามและเรียกตัวเองว่า “ปาต้าซานเหริน” ซึ่งแฝงนัยยะอยู่ในความหมายนี้ มีข้อสันนิษฐานว่า ปาต้า (八大) ที่แปลว่า แปดใหญ่ ส่วนซานเหริน (山人) ซึ่งแปลว่า คนภูเขาหรือคนป่าคนดอย รวมกันแล้วจะกลายเป็นว่า “คนดอยทั้งแปดทิศ” ความแปลกพิสดารของเขายังรวมไปถึงการลงชื่อที่มีเอกลักษณ์และยากที่จะเข้าใจได้

ผลงานจิตรกรรมของปาต้าซานเหรินเปลี่ยนไปสู่การมุ่งแสวงหาสัจธรรมในธรรมชาติ ดังเห็นได้จากผลงานจิตรกรรมจำนวนมากของเขาและยังมีรวบรวมไว้เป็นสมุดภาพรูปร่างลักษณะภูเขาตลอดเส้นทางที่เขาเดินทางไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ต่อมา ปาต้าซานเหรินกลับมีอาการวิกลจริต และอาจเป็นที่มาที่ทำให้ภาพวาดของเขามีการวาดระบายอย่างรุนแรง มีการใช้ลายเส้นเพียงไม่กี่เส้น ปล่อยพื้นที่ให้โล่ง ว่างเปล่า และมีความเป็นนามธรรมสูงจนอยากจะเข้าใจในความหมาย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับแลดูมีชีวิตชีวาและมีชีวิตจิตใจอย่างน่าประหลาด ซึ่งแบบอย่างของปาต้าซานเหรินเช่นนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อจิตรกรในรุ่นหลังอย่างยิ่ง

จูตา (ปาต้าซานเหริน) วาดภาพ ๆ นี้ในยามปัจฉิมวัยเมื่ออายุ 71 ปี รายละเอียดของภาพวาดนั้นเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน โดยมี “แมวสีขาว” ตัวหนึ่งหมอบอยู่บนยอดหิน แอ่นหลังและย่อตัวลง กลมกลืนไปกับก้อนหิน มันหลับตาลงและสงบจิตใจ ไม่แยแสกับการชมทิวทัศน์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นดอกบัวและกล้วยไม้รอบๆ ตัวมัน เห็นได้ชัดว่าจิตรกรผู้วาดตั้งใจใช้ความหมายแฝงเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงความมุ่งหมายและจิตสำนึกเชิงอัตวิสัย เขาใช้แมวที่มีจิตใจสงบเป็นอุปมาอุปไมยถึงพฤติกรรมที่สันโดษที่เฉยเมยและวางตนอยู่ห่างไกลจากโลกภายนอก (ซึ่งตอนนั้นราชวงศ์หมิงล่มสลาย และชาวฮั่นตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวแมนจู) ในภาพ ๆ นี้ยังสามารถแลเห็นใบบัวและดอกไม้ที่ถูกวาดด้วยหมึกดำที่สาดกระเซ็นอย่างรวดเร็วฉับไว

ที่มาภาพ :
https://www.dpm.org.cn/collection/paint/229606.html?hl=%E7%8C%AB%E7%9F%B3%E5%9B%BE

Juran (巨然)Seeking the Tao in Autumn Mountains (秋山問道圖)ปุจฉาเต๋าที่ชิวซาน Ink on silk, 156 x 77.5 cm.  National Palace Mus...
18/05/2023

Juran (巨然)
Seeking the Tao in Autumn Mountains (秋山問道圖)
ปุจฉาเต๋าที่ชิวซาน
Ink on silk, 156 x 77.5 cm.
National Palace Museum, Taipei

“จวี้หราน” (มีชีวิตในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10) เป็นชาวเมืองเจียงหนิง (ปัจจุบันคือเมืองหนนจิง มณฑลเจียงซู) มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถังใต้ (หนานถัง) ช่วงสมัยห้าราชวงศ์(อู่ไต้) เป็นจิตรกรคนสำคัญของสกุลจิตรกรรมทิวทัศน์ภาคใต้ที่ได้รับการกล่าวถึงเคียงคู่กับต่งหยวน แต่เรื่องราวและประวัติชีวิตของจวี้หรานนั้นค่อนข้างเป็นปริศนา เพราะไม่มีบันทึกถึงชื่อแซ่ที่แท้จริง ไม่ทราบปีเกิดและปีตาย ชื่อจวี้หรานนี้เป็นนามทางสงฆ์ภายหลังที่เขาออกบวชที่วัดไคหยวน ก่อนหน้านี้ ชีวิตของจวี้หรานศรัทธาในปรัชญาสำนักเต๋า จึงมุ่งแสวงหาความสันโดษและเรียนรู้สัจธรรมจากธรรมชาติ ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนานิกายฉาน(เซน) หลังราชวงศ์ถังใต้ล่มสลาย จึงเดินทางไปยังเมืองเปี่ยนจิง(เมืองไคเฟิงในปัจจุบัน) และจำพรรษาที่วัดไคเป่าสืบมา

“ภาพปุจฉาเต๋าที่ชิวซาน” หรือ ชิวซานเวิ่นเต้าถู(秋山問道圖) เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงของจวี้หราน องค์ประกอบภาพจิตรกรรมทิวทัศน์ของจวี้หรานแม้ได้รับอิทธิพลจากต่งหยวน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะผลงานของเขามีเอกลักษณ์เป็นแบบอย่างตนเองอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการใช้องค์ประกอบแบบภาพทิวทัศน์ขุนเขาทางเหนือ การใช้พู่กันและหมึกที่มีมุมมองแบบแนวกว้างแม้จะเป็นภาพแนวตั้งก็ตาม

โดยทั่วไป ภาพวาดของจวี้หรานมักไม่มีเรื่องของเมฆหมอกมาเป็นส่วนประกอบ ท้องฟ้าและบรรยากาศของเขจึงมักสว่างไสวและอบอุ่นตามแบบทัศนียภาพทางตอนใต้ของจีน ดังเช่นในภาพปุจฉาเต๋าที่ชิวซานที่บ่งบอกถึงความปรารถนาในการแสวงหาสัจธรรมในเต๋า การเดินทางสู่การเรียนรู้ต่อธรรมชาติจนนำไปสู่การตั้งคำถามที่ต้องการคำตอบเพื่อบรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและสรรพสิ่ง ภาพของยอดเขาสูงตระหง่าน คั่นกลางด้วยสายน้ำจากน้ำตกที่ลาดจากผาชัน ผ่านหุบเขาจนกลายเป็นลำธารและลำห้วยกลางขุนเขาที่เงียบสงัดงัน มีกระท่อมของผู้ปลีกวิเวกพำนักอยู่อย่างเงียบ ๆ ตามลำพัง ท่ามกลางบรรยากาศที่แลดูเงียบงันและสันติราวกับได้ยินเสียงจากธรรมชาติอยู่รอบตัว

ที่มาภาพ :
https://zh.wikipedia.org/wiki/%E5%B7%A8%E7%84%B6 #/media/File:Juran._Seeking_the_Tao_in_Autumn_Mountains._Palace_museum,_Tapei.10_cent..jpg

Octavio OcampoPan de Mu***os(Bread of the Dead), 1991ขนมปังแห่งความตาย Oil on  canvasPrivate collectionPan de Mu***os (แ...
20/04/2023

Octavio Ocampo
Pan de Mu***os(Bread of the Dead), 1991
ขนมปังแห่งความตาย
Oil on canvas
Private collection

Pan de Mu***os (แพน เดอ มูเอร์โต) แปลว่า "ขนมปังแห่งความตาย" หนึ่งในวัฒนธรรมด้านอาหารของประเทศเม็กซิโก เป็นขนมปังนุ่มหวานมีรูปทรงกลม โรยด้วยน้ำตาล ด้านบนวางแป้งยาวเรียวตกแต่งให้มีรูปร่างคล้ายกระดูก ใช้เป็นตัวแทนของกระดูกและหยาดน้ำตาเพื่อถวายเป็นบรรณาการให้แก่ดวงวิญญาณของผู้ตายในเทศกาลเฉลิมฉลองวันแห่งความตายประจำปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายนของทุกปี ในวันนั้นครอบครัวและชุมชนชาวเม็กซิกันนิยมใช้ Pan de Mu***os ในการระลึกถึงผู้วายชนม์ของครอบครัว

ภาพจิตรกรรม Pan de Mu***os เป็นหนึ่งในผลงานของโอกัมโป เป็นภาพวาดที่แสดงภาพซ้อนภาพ ความหมายซ้อนความหมาย ลักษณะของภาพดูคล้ายภาพลวงตา เพราะเมื่อมองในภาพรวมในระยะไกลจะเห็นเป็นรูปหัวกะโหลก ในขณะที่เมื่อมองระยะใกล้ในส่วนรายละเอียดจะเป็นภาพของหญิงสาวชนบทคนหนึ่งในท่านั่ง สองมือเทินฝาครอบหวาย รอบ ๆ ตัววางไว้ด้วยขนมปังขนาดต่าง ๆ บนชั้นวางในโรงอบขนมปัง ซึ่งจะเห็นได้ว่า ขนมปังเหล่านี้ล้วนแต่มีรูปร่างเป็นหัวกะโหลกทั้งสิ้น เป็นการสะท้อนไปถึงความหมายแฝงของชื่อภาพที่ระบุถึงขนมปังแบบเม็กซิโกที่ใช้ในเทศกาลรำลึกถึงผู้วายชนม์

ออคตาวิโอ โอกัมโป(Octavio Ocampo, 1943 - ปัจจุบัน) ศิลปินเซอร์เรียลิสม์ชาวเม็กซิกัน เกิดที่เมืองเซลายา รัฐกัวนาฮัวโต ประเทศเม็กซิโก เขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวนักออกแบบ และศึกษาศิลปะมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ในช่วงระหว่างเรียนมัธยมศึกษา เขาได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังให้กับทางโรงเรียนและฝาผนังศาลากลางเมืองเซลายาแห่งชาติ รวมทั้งได้สร้างสรรค์งานศิลปะจากการสร้างหุ่นเปเปอร์มาเช่สำหรับขบวนแห่ และเครื่องประดับที่ใช้ในขบวนพาเหรดงานรื่นเริงหรือเทศกาลอื่น ๆ ฯลฯ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะจิตรกรรมและประติมากรรมของสถาบันวิจิตรศิลป์ โอกัมโปจึงเริ่มต้นอาชีพศิลปินจากการสร้างสรรค์ผลงานในแบบอย่างสไตล์ของตนเอง

ออคตาวิโอ โอกัมโปเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงานมากที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของเม็กซิโก ผลงานจิตรกรรมของโอกัมโปมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างจิตวิทยาและศิลปะ ภาพผลงานหลายชิ้นของเขาถูกหยิบยกมาอธิบายในทฤษฎีจิตวิเคราะห์เพื่อศึกษาถึงการรับรู้และความคิดจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การวางองค์ประกอบภาพที่ทับซ้อนและลวงตาของโอกัมโปเรียกว่า สไตล์ "metamorphic" เป็นแบบอย่างของ Visual metamorphosis หรือที่รู้จักกันว่า Metamorphosis art ซึ่งหมายถึงการแปรสภาพจากการเปลี่ยนแปลงทางสายตาไปสู่การเปลี่ยนรูปร่างในงานศิลปะ ตัวแทนจากสิ่งหนึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นรูปร่างที่คล้ายคลึงอีกสิ่งหนึ่ง ทำให้ความหมายที่ซ่อนไว้ ถูกสายตาและความคิดเปลี่ยนไปสู่อีกความหมายหนึ่ง

ที่มาภาพ :
https://www.worthpoint.com/worthopedia/large-octavio-ocampo-print-rustic-1841073189

Herbert James Draper Lamia, 1909ลาเมียOil on canvas, 127x69 cmPrivate collectionภาพจิตรกรรม Lamia เป็นหนึ่งในผลงานของศิล...
08/04/2023

Herbert James Draper
Lamia, 1909
ลาเมีย
Oil on canvas, 127x69 cm
Private collection

ภาพจิตรกรรม Lamia เป็นหนึ่งในผลงานของศิลปินอังกฤษ เฮอร์เบิร์ต เจมส์ เดรเปอร์ (Herbert James Draper, (1863–1920) จิตรกรในแนวทางนีโอคลาสสิกอังกฤษ เริ่มต้นทำงานศิลปะในยุคเฟื่องฟูของยุควิกตอเรียนมากว่า 2 ทศวรรษ ผลงานจิตรกรรมของเดรเปอร์เริ่มต้นจากการวาดภาพเกี่ยวกับตำนานกรีกโบราณ โดยภาพที่สร้างชื่อเสียงให้เขาภาพแรกก็คือ The Lament for Icarus (1898) โดยได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองจากนิทรรศการ Exposition Universelle ที่กรุงปารีสเมื่อปี 1900 แม้ว่าตัวศิลปินจะไม่ได้สังกัดเป็นสมาชิกภาพ The Royal Academy ของอังกฤษ แต่ดราเปอร์ก็มีผลงานภาพส่งเข้าร่วมแสดงมาอย่างต่อเนื่อง

ดราเปอร์มีชื่อเสียงโด่งดังในผลงานจิตรกรรมที่มีความละเอียดประณีตและสวยงาม สะท้อนรูปแบบจิตรกรรมมาตรฐานที่สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบ และสีสันที่งดงาม ประณีต และสง่างาม เนื้อหาของภาพมักนำมาจากตำนานเทพปรณัมกรีก-โรมัน และบทกวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เป็นที่ชื่นชอบจากสังคมชนชั้นสูงในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

ที่มาของภาพ ๆ นี้ ได้รับอิทธิพลมาจากบทกวีโรแมนติกของจอห์น คีตส์ (John Keats, 1795 - 1821) กวีเอกชาวอังกฤษ ประพันธ์ขึ้นเมื่อปี 1820 โดยเนื้อหาในบทกวีบรรยายถึงชะตากรรมอันของ “ลาเมีย” (Lamia) หญิงสาวผู้กลายร่างเป็นงู เป็นเสมือนดั่งสัญลักษณ์ของความปรารถนาและอาฆาตแค้นที่ลาเมียมีต่อบุรุษ เนื้อหาของภาพแสดงฉากเหตุการณ์กลางป่าในหุบเขา หญิงงามนามลาเมียในร่างกึ่งเปลือย ร่างอันงดงามของเธอกำลังลอกคราบหนังงูอยู่ในท่วงท่านั่งอยู่บนโขดหินริมแม่น้ำ เท้าแขนขวาวางไว้ใต้ศีรษะ สายตาเหม่อมองไปข้างหน้าเพื่อรอคอยชายหนุ่มที่พลัดหลงเข้ามาในป่าให้ตกเป็นทาสเสน่ห์ของเธอ

อนึ่ง ตำนานเทพปรณัมกรีกโบราณยังได้กล่าวถึง “ลาเมีย” (Lamia) ผู้เป็นราชินีแห่งลิเบีย (Queen of Libya) แต่ต่อมาต้องกลายร่างเป็นอสูรกายกินเด็ก มีร่างกายท่อนบนเป็นหญิง ท่อนล่างเป็นงู ทั้งนี้เพราะว่า เดิมทีนั้น ลาเมียเป็นหญิงงาม เมื่อเทพซุสเห็นเข้า จึงเกี้ยวพาราสีจนมีสัมพันธ์สวาทกับนาง ครั้นเทพีเฮร่าผู้เป็นมเหสีของซุสรู้เข้า ด้วยพิษรักแรงหึงของเฮร่า จึงสาปให้ลาเมียกลายร่างเป็นอสูรกายครึ่งคนครึ่งงู และเมื่อคลอดลูกก็ให้นางกินลูกของตัวเอง มิหนำซ้ำ ยังสาปให้ดวงตาของลาเมียเบิกโพลงอยู่ตลอดเวลาและไม่สามารถหลับตาลงได้ตลอดกาล ลาเมียผู้น่าสงสารต้องจมอยู่ในห้วงทุกข์อันแสนสาหัส จนเทพซุสบังเกิดความเมตตา จึงมอบพลังให้นางสามารถถอดดวงตาของตนเองได้ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทรมานที่ไม่อาจหลับตาและต้องฆ่าลูกของตนเอง ต่อมา เมื่อลาเมียกลายร่างเป็นอสูรกายงูก็แก้แค้นคนอื่น ๆ ด้วยการฆ่าเด็ก ๆ และสูบเลือดเด็กกินเป็นอาหาร

ที่มาภาพ :
https://victorianweb.org/painting/draper/paintings/2.html

Chen Yuandu (陈缘督)The Birth of Christ (圣诞图)คริสตสมภพInk and color on paper, 73 x 44.5 cm  Private collectionเฉินเอวี๋ยนตู...
02/04/2023

Chen Yuandu (陈缘督)
The Birth of Christ (圣诞图)
คริสตสมภพ
Ink and color on paper, 73 x 44.5 cm
Private collection

เฉินเอวี๋ยนตู (陈缘督Chen Yuandu, 1902–1967) มีชื่อเดิมว่า “เฉินซวี่” (陈煦) ศิลปินจีนที่มีชีวิตช่วงปลายราชวงศ์ชิงถึงต้นสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อทางศาสนาคริสต์ว่า “เฉินลู่เจีย” (陈路加) ในขณะที่ทางตะวันตกรู้จักเขาในฐานะจิตรกรจีนคาทอลิกในชื่อ Lucas Chen หรือ Luke Chen โด่งดังจากการสร้างสรรค์ภาพทางศาสนาคริสต์ด้วยเทคนิคการวาดภาพแบบจีนโบราณ

ผลงานจิตรกรรม “The Birth of Christ” เป็นหนึ่งในหัวข้อที่พบมากที่สุดภาพหนึ่งของงานคริสต์ศิลป์ แต่ทว่า สำหรับภาพ ๆ นี้มีความแตกต่างออกไป เพราะมีสไตล์การวาดที่แปลกใหม่ไม่คุ้นตา เพราะเป็นการวาดในรูปแบบจิตรกรรมจีนประเพณี แต่ใช้หัวข้อคริสต์ศาสนา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ภาพวาดของพระนางมารีย์และพระเยซูกุมาร รวมไปถึงเทวทูต ล้วนแล้วแต่แต่งกายแบบจีนโบราณ ใช้ลายเส้นที่นุ่มนวล สีสันที่บางเบาอ่อนหวาน ฉากด้านหลังของโรงนาก็เปลี่ยนไปเป็นฉากกั้นของดงไผ่

องค์ประกอบศิลป์ของภาพ ๆ นี้ แสดงภาพคริสตสมภพหรือการประสูติของพระเยซู หรือที่นิยมเรียกว่า “แม่พระและพระเยซูกุมาร” เพราะเป็นการแสดงรายละเอียดของพระนางมารีย์และพระเยซูกุมารที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองวันคริสต์มาสตามบันทึกในพระวรสารนักบุญมัทธิวและพระวรสารนักบุญลูกาที่ว่า ณ เมืองเบธเลเฮม หลังการประสูติพระเยซูกุมารได้ถูกห่อตัวอยู่ในเบาะรางหญ้าของโรงนา โดยมีเทวทูตเป็นสักขีและถวายพระพรแด่พระองค์ ภาพนกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของพระจิตที่แสดงถึงสันติภาพ ความถ่อมตน และความหวัง เมื่อพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ จะมีรูปร่างที่เห็นได้ดุจนกพิราบ แล้วมีเสียงดังจากสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา” (ลูกา 3:22)

ประวัติสังเขปของเฉินเอวี๋ยนตูนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นชาวเมืองไห่เสี้ยน มณฑลกวางตุ้ง เมื่ออายุ 17 ปีได้เริ่มต้นฝึกฝนเรียนการวาดภาพกับจิตรกรจินเป่ยโหลว (金北楼) ปี 1923 เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมค้นคว้าจิตรกรรมจีน ต่อมาในปี 1926 เป็นร่วมสมาพันธ์จิตรกรรมหูเซ่อ (湖社画会) หลังจากนั้น ได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ศิลปะในวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติเป่ยผิง และมหาวิทยาลัยฝู่เหริน แต่ในช่วงกลียุคสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม เฉินเอวี๋ยนตูถูกกดดันบีบคั้นจนกระทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อปี 1967

ที่มาภาพ :
https://k.sina.com.cn/article_1653603955_628ffe730190114fo.html #/

Grant WoodFall Plowing, 1931 คันไถที่หมดสมัยOil on canvas, 76 × 100 cmJohn Deere Corporation Moline Illinois, USAศิลปิน ...
19/03/2023

Grant Wood
Fall Plowing, 1931
คันไถที่หมดสมัย
Oil on canvas, 76 × 100 cm
John Deere Corporation Moline Illinois, USA

ศิลปิน “แกรนท์ วู้ด (Grant Wood, 1891–1942) ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับผลงานภาพจิตรกรรม American Gothic (อเมริกัน กอทิก) จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของวู้ดที่หลายคนคุ้นเคย เป็นงานจิตรกรรมที่โด่งดังมากที่สุดรูปหนึ่งของศิลปะอเมริกันในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

ด้วยเหตุที่ศิลปินเติบโตมากับครอบครัวชนบทที่รัฐไอโอวา ทำให้เขามักมีมุมมองเกี่ยวกับบรรยากาศและทิวทัศน์ของไอโอวาอยู่เสมอ ดังเช่นภาพ Fall Plowing ที่วู้ดถ่ายทอดภาพทิวทัศน์ของทุ่งนาในแถบไอโอวาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ด้วยเจตนารมณ์ที่จะแสดงถึงความเคารพต่อคันไถแบบเก่าที่ชาวนาใช้แรงงานตัวเองในการเดินคราดไถ จนกระทั่งต่อมา ได้มีการเปลี่ยนมาเป็นรถคันไถที่ทำจากเหล็กที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้แทนที่การไถนาแบบดั้งเดิม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของภาพวาดนี้ วู้ดได้พรรณนาถึงบรรยากาศเก่า ๆ ในท้องทุ่งชนบท ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรมแถบมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ในงานจิตรกรรมที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ฉากโรงสีข้าวในตัวเมืองอุตสาหกรรมที่อยู่ด้านหลังไกล ๆ ตัดกับคันไถเก่า ๆ ที่อยู่ด้านหน้าของภาพวาด ยิ่งตอกย้ำถึงความโรยราของยุคสมัย และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กำลังมาถึงนั่นเอง

ที่มาภาพ :
https://picturingtheamericas.org/painting/fall-plowing/

Louis Wain Carol Singing, c.1930การร้องเพลงแครอลิ่ง  Watercolor, gouache, pen and pencil on paper, 38.1 x 55.8 cmPrivate...
13/03/2023

Louis Wain
Carol Singing, c.1930
การร้องเพลงแครอลิ่ง
Watercolor, gouache, pen and pencil on paper, 38.1 x 55.8 cm
Private collection

หลุยส์ เวน (Louis Wain, 1860 –1939) ศิลปินและวาดภาพประกอบชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขามีความรักความผูกพันกับแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงในวัยเยาว์ และหลงใหลในความน่ารักของมันจนฝังลึกอยู่ในจิตใจที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและแรงผลักดันในการวาดภาพเกี่ยวกับแมวมาตลอดชีวิตกว่า 30 ปี กับผลงานภาพแมวหลายร้อยภาพ ทำให้ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางสำหรับผู้ชื่นชอบภาพแมวตราบจนถึงทุกวันนี้

จิตรกรรมภาพ Carol Singing เป็นหนึ่งใน “ภาพแมว” ของหลุยส์ เวน ที่ยังคงเอกลักษณ์ของภาพแมวที่มีดวงตากลมโตตามสไตล์ของเขา องค์ประกอบของภาพเป็นภาพแมวกลุ่มหนึ่งกำลังบรรเลงดนตรี และขับร้องบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับการสรรเสริญพระเจ้าในช่วงเวลาก่อนถึงวันคริสต์มาส ซึ่งในค่ำคืนนั้น เด็ก ๆ (ในที่นี้กลายเป็นแมวน้อย) เป็นคณะนักร้องที่ตระเวนไปตามบ้านเรือนหรือสถานที่ต่างๆ ในยามราตรี โดยจะเคาะประตูขออนุญาตเพื่อร้องเพลง carols อวยพรให้ด้วยไมตรีจิต และเด็ก ๆ ก็จะได้รับเงินหรือขนมเป็นค่าตอบแทนด้วยความยินดีปรีดาและสนุกสนาน

ผลงานจิตรกรรมภาพแมวของหลุยส์ เวน มักเรียกกันว่าเป็นแบบอย่างภาพ “มานุษยรูปนิยม” (Anthropomorphism) ซึ่งหมายถึง การเอาลักษณะของมนุษย์ไปใช้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น สัตว์ สิ่งไม่มีชีวิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติ วิญญาณ และเทพยดา ให้มีอารมณ์ความรู้สึก สามารถสนทนาโต้ตอบกับมนุษย์ได้ ดังนั้น ในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมต่างๆมักปรากฏมานุษยรูปนิยมในรูปแบบของวรรณกรรม นิทาน และภาพวาดอยู่เสมอ การวาดในสิ่งที่ไม่เสมอเหมือนมนุษย์ให้กลายมาเป็นมนุษย์ โดยคงเอกลักษณ์ในการวาดภาพทั้งหมดเป็นภาพแมวที่มีชีวิตจิตใจและมีตัวตนเช่นเดียวกับมนุษย์

เฮอร์เบิร์ต จอร์จ เวลส์ (Herbert George Wells - H. G. Wells) นักเขียนนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ชื่อดัง ได้ให้ความเห็นว่า การสร้างแมวในความคิดของหลุยส์ เวนนั้น เป็นการสร้างสรรค์ในแบบอย่างสไตล์ สังคม และโลกของแมว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า คงมีเพียงหลุยส์ เวนเท่านั้นที่รับรู้ มองเห็น และสัมผัสได้ถึงชีวิตของพวกมันได้อย่างแท้จริง

ที่มาภาพ :
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Carol_Singing_by_Louis_William_Wain,_watercolor.jpg

Yoshida Hiroshi (吉田 博)Morning Mist in Taj Mahal no. 5, 1932 หมอกยามเช้าที่ทัชมาฮาล หมายเลข 5Woodblock color print on pap...
08/03/2023

Yoshida Hiroshi (吉田 博)
Morning Mist in Taj Mahal no. 5, 1932
หมอกยามเช้าที่ทัชมาฮาล หมายเลข 5
Woodblock color print on paper, 39.4 × 55.9 cm
Ronin Gallery, New York

โยชิดะ ฮิโรชิ (Yoshida Hiroshi, 1876-1950) ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ชาวญี่ปุ่น ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของศิลปะรูปแบบ "ชินฮังกะ" (新版画shin-hanga) หรือ ภาพพิมพ์ใหม่ บ้างเรียกว่าเป็นภาพพิมพ์อูกิโย-เอะสมัยใหม่ (Modern Ukiyo-e) ชื่อเสียงของโยชิดะเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาพพิมพ์ทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของเขาที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ตะวันตกและนำมาผสานเข้ากับเทคนิคของญี่ปุ่น ซึ่งมีตั้งแต่ภาพทิวทัศน์ภูเขาฟูจิ ไปจนถึงแกรนด์แคนยอนในสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ทัชมาฮาลในอินเดียก็ตาม

โยชิดะเรียนรู้ฝึกฝนศิลปะตะวันตกจากการวาดภาพสีน้ำมัน ซึ่งแพร่หลายเข้าสู่ญี่ปุ่นในช่วงสมัยเมจิ ต่อมา เขาริเริ่มประยุกต์ทฤษฎีศิลปะแบบตะวันตกมาใช้กับการสร้างสรรค์ใหม่ด้วยเทคนิคการถ่ายทอดมุมมอง สีสัน และอารมณ์แบบญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ผลงานของโยชิดะนั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากโดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตา และด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของญี่ปุ่นรวมเข้ากับทิวทัศน์อันสวยงามจากประสบการณ์การเดินทางไปยังประเทศต่างๆของเขา ทำให้ผลงานภาพพิมพ์ไม้ของโยชิดะเป็นที่น่าจดจำ โดยเฉพาะการนำเอาเทคนิคภาพพิมพ์โบราณของญี่ปุ่นมาสร้างสรรค์ใหม่ในแบบอย่างร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน

ผลงาน Morning Mist in Taj Mahal no. 5 เป็นหนึ่งในภาพชุดทิวทัศน์นอกประเทศญี่ปุ่นของโยชิดะ เป็นช่วงเวลาที่เขาออกเดินทางท่องเที่ยวในหลายประเทศ ทำให้เป็นที่มาของการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์สมัยใหม่ของญี่ปุ่น ในการสร้างผลงานหลายชิ้นของโยชิดะได้รับแรงบันดาลใจจากแบบอย่างของโคลด์ โมเนต์ (Claude Monet) ศิลปินคนสำคัญของลัทธิอิมเพรสชันนิสต์ โดยเฉพาะการสร้างงานศิลปะจากมุมเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลา เพื่อถ่ายทอดความงามของธรรมชาติ สีสัน และสะท้อนอารมณ์ในบรรยากาศที่แตกต่างกัน ดังเช่น ผลงานภาพพิมพ์ชุดทัชมาฮาลที่โยชิดะสร้างสรรค์ไว้หลายภาพในช่วงเวลาที่แตกต่างกันนั่นเอง

ที่มาภาพ :
https://www.artsy.net/artwork/yoshida-hiroshi-morning-mist-in-taj-mahal-no-5-1

Luigi MussiniThe Sacred Music, 1841  ดนตรีศักดิ์สิทธิ์Oil on canvas, 150x204 cm.  Galleria Dell'Accademiaภาพจิตรกรรม The...
04/03/2023

Luigi Mussini
The Sacred Music, 1841
ดนตรีศักดิ์สิทธิ์
Oil on canvas, 150x204 cm.
Galleria Dell'Accademia

ภาพจิตรกรรม The Sacred Music หมายถึง ดนตรีศักดิ์สิทธิ์ หรือ ดนตรีแห่งศาสนา แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองของสกุลช่างฟลอเรนซ์ โดยใช้องค์ประกอบย้อนกลับไปสู่ความรุ่งโรจน์ของจิตรกรรมอิตาเลียน สะท้อนผ่านภาพของทูตสวรรค์ถือแถบผ้ายาวที่จารึกบทเพลงอันศักดิ์สิทธิ์ และยืนขับขานเสียงเพลงแห่งสวรรค์ โดยสายตามองไปยังท้องฟ้า และมีไวโอลินวางอยู่บนพื้นเบื้องล่าง

การวางตำแหน่งของเทวทูต แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของภาพวาดที่มีจุดเด่นเพียงจุดเดียวบริเวณกลางภาพ ราวกับการยืนอยู่ใต้ประตูโค้ง มีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ที่เขียวขจีของภูเขา ป่าไม้ และท้องฟ้าสีคราม

ลุยจิ มุสซีนี (Luigi Mussini, 1813 –1888) ศิลปินอิตาเลียนช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาเป็นหนึ่งในแกนนำศิลปินของความเคลื่อนไหวปูริสโม (Purismo movement) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมของอิตาลีที่เริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1820 โดยมีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูและอนุรักษ์วรรณกรรมอิตาลีในยุคกลาง และต่อมาขยายความคิดนี้ไปถึงงานทัศนศิลป์ ทั้งนี้ แนวคิดของความเคลื่อนไหวปูริสโมนั้นได้รับอิทธิพลจากความเคลื่อนไหวนาซารีน (Nazarene movement) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มศิลปินเยอรมันโรแมนติก และปฏิเสธแบบอย่างของศิลปะแบบนีโอคลาสสิก (Neo-Classicism)ของฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง

ที่มาภาพ
https://www.aboutespanol.com/coros-celestiales-122613?utm_source=pinterest

Nikolay Bogdanov-BelskySunday Reading in Rural Schools, 1895 การเรียนวันอาทิตย์ในโรงเรียนชนบทOil on  canvas, 97 x 154 cm...
25/02/2023

Nikolay Bogdanov-Belsky
Sunday Reading in Rural Schools, 1895
การเรียนวันอาทิตย์ในโรงเรียนชนบท
Oil on canvas, 97 x 154 cm
The State Russian Museum, St. Petersburg

ภาพจิตรกรรม Sunday Reading in Rural Schools เป็นหนึ่งในผลงานของนิโคไล บ็อกดานอฟ-เบลสกี้ ศิลปินรัสเซียผู้เชี่ยวชาญในการสะท้อนมุมมองของชีวิตประจำวันของสังคม การด้อยโอกาสของเด็ก ๆ และชีวิตที่ยากลำบากของชาวนาในชนบท ฯลฯ ผลงานภาพนี้แสดงรายละเอียดให้เห็นถึงกิจกรรมการศึกษาระหว่างวันหยุดที่มีครูอาสาสมัครมาช่วยสอนหนังสือให้กับผู้ใหญ่และเด็กในหมู่บ้าน องค์ประกอบของภาพใช้มุมมองในแนวนอน แสดงสีหน้าและแววตาของชาวบ้านภายในห้องเรียนวันอาทิตย์ พวกเขากระตือรือร้นในการเรียนการสอน แม้จะเป็นช่วงสั้นๆของวันหยุดพักจากการทำงาน แต่ก็เป็นโอกาสเพียงน้อยนิดในการได้รับการศึกษาในชนบทอันห่างไกลความเจริญ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของภาพได้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความแตกต่างทางชนชั้น และสัจนิยมของความจริงในสังคมรัสเซีย ณ ช่วงเวลานั้น

เอกลักษณ์ในผลงานจิตรกรรมของบ็อกดานอฟ-เบลสกี้และสร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมากคือการถ่ายทอดภาพวาดแนวชีวิตประจำวันหรือ Genre art จุดเด่นของภาพวาดนั้น ไม่เพียงแต่แสดงทักษะฝีมือที่เหมือนจริง แต่ยังสะท้อนความคิด แสดงความหมายของชีวิตผ่านภาพจิตรกรรมแบบสัจนิยมใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่าเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก ๆ ในโรงเรียน ภาพของชาวนา และภาพทิวทัศน์แบบอิมเพรสชันนิสม์

นิโคไล บ็อกดานอฟ-เบลสกี้ (Nikolay Bogdanov-Belsky, 1868–1945) หรือชื่อเต็มว่า Nikolay Petrovich Bogdanov-Belsky ศิลปินรัสเซีย เกิดในหมู่บ้าน Sh*tiki เมืองสโมเลนสค์โอบลาสต์ ประเทศรัสเซีย เข้าศึกษาศิลปะด้านจิตรกรรมสัญลักษณ์ที่ the Troitse-Sergiyeva Lavra เมื่อปี 1883 ในระหว่างปี 1884-1889 เข้าศึกษาทางจิตรกรรมสมัยใหม่ที่สถาบันจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมแห่งมอสโก ต่อมาจึงเข้าเรียนในสถาบันศิลปะอิมพีเรียลในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กระหว่างปี 1894-1895 หลังจบการศึกษาแล้ว บ็อกดานอฟ-เบลสกี้จึงได้ยึดอาชีพเป็นศิลปินอิสระ โดยมีสตูดิโอของตัวเองทั้งในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และนครปารีส ในช่วงปลายปี 1890 หลังรัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นสหภาพโซเวียต ทำให้เขาตัดสินใจอพยพไปยังกรุงเบอร์ลิน แต่เสียชีวิตจากการถูกวางระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1945

ที่มาภาพ :
http://www.art-catalog.ru/picture.php?id_picture=7963

Yoshida Hiroshi (吉田 博)The Sparkling sea (光る海), 1926ทะเลประกายแสงWoodblock color print on paper,  37.5 x 24.7 cmHiroshima...
21/02/2023

Yoshida Hiroshi (吉田 博)
The Sparkling sea (光る海), 1926
ทะเลประกายแสง
Woodblock color print on paper, 37.5 x 24.7 cm
Hiroshima Prefectural Art Museum, Japan

โยชิดะ ฮิโรชิ (Yoshida Hiroshi, 1876-1950) ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ชาวญี่ปุ่น ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของศิลปะรูปแบบ "ชินฮังกา" (新版画shin-hanga) หรือ ภาพพิมพ์ใหม่ และเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาพพิมพ์ทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของเขาที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ตะวันตกและนำมาผสานเข้ากับเทคนิคของญี่ปุ่น ซึ่งมีตั้งแต่ภาพทิวทัศน์ภูเขาฟูจิ ไปจนถึงแกรนด์แคนยอนในสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ทัชมาฮาลในอินเดียก็ตาม

โยชิดะเรียนรู้ฝึกฝนศิลปะตะวันตกจากการวาดภาพสีน้ำมัน ซึ่งแพร่หลายเข้าสู่ญี่ปุ่นในช่วงสมัยเมจิ ต่อมา เขาริเริ่มประยุกต์ทฤษฎีศิลปะแบบตะวันตกมาใช้กับการสร้างสรรค์ใหม่ด้วยเทคนิคการถ่ายทอดมุมมอง สีสัน และอารมณ์แบบญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ผลงานของโยชิดะนั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากโดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตา และด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของญี่ปุ่นรวมเข้ากับทิวทัศน์อันสวยงามจากประสบการณ์การเดินทางไปยังประเทศต่างๆของเขา ทำให้ผลงานภาพพิมพ์ไม้ของโยชิดะเป็นที่น่าจดจำ โดยเฉพาะการนำเอาเทคนิคภาพพิมพ์โบราณของญี่ปุ่นมาสร้างสรรค์ใหม่ในแบบอย่างร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน

ผลงาน The Sparkling sea หรือ ทะเลประกายแสง เป็นหนึ่งในภาพชุดทิวทัศน์ท้องทะเลที่เซโตะ (瀬戸内海集A series of ocean views at Seto) แสดงฉากมุมสูงที่มองไปยังเรือใบสองลำเหนือท้องทะเลเซโตะ องค์ประกอบของภาพแสดงสีสันของน้ำทะเลสีเข้มในร่มเงาที่อยู่บริเวณด้านล่างของภาพ ตัดกับสีสันอันเจิดจ้าของท้องทะเลทางด้านบน ซึ่งแลเห็นกลุ่มเรือใบหลายลำที่อยู่ห่างไกลลิบๆ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับอย่างงดงามจับตา สร้างสรรค์บรรยากาศให้แลดูราวความหวังอันเจิดจ้าที่กำลังจะมาถึง

ที่มาภาพ :
https://bunka.nii.ac.jp/heritages/detail/204134

ที่อยู่

Nonthaburi

เบอร์โทรศัพท์

+66868823293

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Art History & Herstoryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์