Maii Gallery The cultural beliefs are the beauty of art. Yes I say.

“ตุงคนาคร นามสกุลเจ้าหนานบุญมี สส. คนแรกของลำพูน”เจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร เป็นชื่อที่หลายคนรู้จักและคุ้นหูมาตลอดหลายปี ด้ว...
07/12/2023

“ตุงคนาคร นามสกุลเจ้าหนานบุญมี สส. คนแรกของลำพูน”
เจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร เป็นชื่อที่หลายคนรู้จักและคุ้นหูมาตลอดหลายปี ด้วยมีตำแหน่งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนแรกของจังหวัดลำพูน ถึง 6 สมัย นามสกุล”ตุงคนาคร”เป็นนามสกุลพระราชทานจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 อันสืบเนื่องมาจากเจ้าพ่อของเจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าราชภาติกวงษ์ พระยาวังซ้ายสรรพากรนครลำพูน คู่กับเจ้าน้อยจักรคำ(พระยศก่อนดำรงตำแหน่งเจ้าหลวงนครลำพูน)ซึ่งเป็นพระยาวังขวานครลำพูน หากพูดถึงตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองระดับสูงนั้นเดิมที เรียกว่า เจ้าขัน 5 ใบ ประกอบด้วย 1. เจ้านคร เจ้าหลวง หรือเจ้าหอคำ 2. เจ้าอุปราช หรือเจ้าหอหน้า 3. เจ้าราชวงศ์ 4. เจ้าบุรีรัตน์ หรือเจ้าหอเมืองแก้วในสมัยรัชกาลที่ 4 5. เจ้าราชบุตร และในสมัยของรัชกาลที่ 5 ได้มีการแต่งตั้งเจ้าตำแหน่งรองขึ้น สำหรับเชื้อสายเจ้าระดับสูงที่สืบต่อโดยสายเลือด คือ 1. เจ้าราชภาคิไนย(เริ่มแต่งตั้งสมัยรัชกาลที่4) 2. เจ้าราชสัมพันธวงศ์ 3. เจ้าราชภาติกวงษ์ 4. เจ้าไชยสงคราม 5. เจ้าอุตรการโกศล
สืบเนื่องมาถึงเจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูนคนแรก เป็นบุตรของเจ้าราชภาติกวงษ์(เจ้าน้อยดวงทิพย์ ตุงคนาคร) ถือกำเนิดแต่หม่อมบัว ตุงคนาคร เจ้าหนานบุญมี ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ.2476 ,พ.ศ.2480,เดือนมกราคม พ.ศ.2489,เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 โดยได้รับเลือกตั้งในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ คู่กับเจ้าวรทัศน์ ณ ลำพูน โอรสเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 ,เดือนธันวาคม พ.ศ.2500 และพ.ศ.2512 รวมทั้งสิ้น 6 สมัย
เจ้าหนานบุญมี แต่งงานกับเจ้าหญิงโสภา ณ ลำพูน สืบสายเจ้าหลวงเหมพินไพจิตร (ลังการ์พินธุ์)เจ้าหลวงลำพูนองค์ที่ 6 มีบุตรสาวสองคน คือ เจ้าระวิพันธุ์ ตุงคนาคร (เจ้าพันธุ์)อดีตครูโรงเรียนการช่างสตรีหรือวิทยาลัยเทคนิคลำพูนในปัจจุบันและเจ้ารัชนีบูลย์ ตุงคนาคร(เจ้าไพ)อดีตครูโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน
เรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับเจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร ที่จะขอนำเล่าต่อไปนนี้เป็นเรื่องราวของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในบางโอกาส ป้าไมลา ยะเวียง ได้เล่าเรื่องย้อนกลับไปทางเชื้อสายหม่อมบัว ตุงคนาคร หญิงสาวบ้านแม่สารบ้านตอง ผู้เป็นมารดาของเจ้าหนานบุญมี ซึ่งขณะนั้นอาศัยอยู่กับเจ้าหนานบุญมีผู้เป็นบุตรในบ้านบริเวณเชิงสะพานท่าขาม เมื่อถึงคราวอายุร่วงโรยไปตามกาลเวลาอยากจะได้ญาติสนิทมาเป็นผู้ดูแล จึงขอให้ลูกหลานทางแม่เฒ่าเป็งผู้เป็นน้องสาวตนเข้ามาช่วยดูแลที่บ้าน ขณะนั้นพ่ออุ้ยดี สุขสาร ผู้เป็นหลานหม่อมบัว จึงให้บุตรสาวของตน คือ ป้าไมลา ยะเวียง ไปอยู่ดูแล ทำให้เกิดความสนิทสนมกับเจ้าระวิพันธุ์ ธนัญชยานนท์ (ตุงคนาคร)รวมไปถึงยังช่วยเลี้ยงดูบุตรทั้งสองของเจ้าระวิพันธุ์ คือ ดร.พุทธชาติ ธนัญชยานนท์ และคุณพรพิลาศ ธนัญชยานนท์ เมื่อหม่อมบัวถึงแก่กรรมแล้วนั้น ป้าไมลาอายุได้ 23 ปี จึงออกมาแต่งงาน เจ้าระวิพันธุ์ ได้มอบพระที่พกติดตัวให้ป้าไมลา 1 องค์ ซึ่งได้นำใส่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน ทางด้าน ยายปา โสภา (คำสาร) เล่าความทรงจำในวัย 90 ปี ให้ฟังว่า เจ้าหนานบุญมี ยังมีญาติที่ใช้นามสกุล ตุงคนาคร คือเจ้าลุงสิงห์คำ ตุงคนาคร และเจ้าบัวจันทร์ ตุงคนาคร ยายปาเล่าว่าเจ้าลุงสิงห์คำ เคยบวชเป็นพระแล้วลาสิกขาไปสร้างครอบครัวแถวดอยสะเก็ด บริเวณบ้านหนองอึ่ง สันป่าสัก มีบุตรชื่อลุงอินทร์ ตุงคนาคร ส่วนลุงอินทร์นั้นมีบุตรเป็นธิดาทั้งหมดจึงไม่มีผู้สืบนามสกุล ส่วนเจ้าบัวจันทร์ ตุงคนาคร เคยอยู่รับใช้เจ้าหลวงจักรคำ ในคุ้มหลวงทำหน้าที่ จัดห้องนอน ต่อมาได้แต่งงาน มีบุตรชื่อ นายเกษม โสภา บ้านอยู่บริเวณโค้งครูบา ตลาดหนองดอก และนายเกษม โสภา แต่งงานกับ นางปา คำสาร บ้านแม่สารบ้านตอง มีบุตรสืบเชื้อสาย คือ นางสุทธิลักษณ์ อินทะสอน และนายนพรัตน์ โสภา เรื่องราวของสายสกุล “ตุงคนาคร” ยังมีอีกมากมายแตกกิ่งก้านแบ่งสายเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งสายหลักและสายรอง เรื่องราวที่นำมาเล่าขานเพียงแต่อยากขยายขอบเขตที่มาที่ไปในเชื้อสายที่ชัดเจนเพิ่มขึ้นเป็นความรู้เท่านั้น ด้วยหวังว่าจะเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์สืบต่อไป

ตุงคนาคร (Thugkanakara) นามสกุลพระราชทานผู้สืบเชื้อสายพระญามังราย และเจ้าหลวงเชียงตุง ในเมืองลำพูน          อนึ่งนั้นข้า...
22/11/2023

ตุงคนาคร (Thugkanakara) นามสกุลพระราชทานผู้สืบเชื้อสายพระญามังราย และเจ้าหลวงเชียงตุง ในเมืองลำพูน
อนึ่งนั้นข้าพเจ้าอยากจะขอเล่าเรื่องเป็นปฐมบทเบื้องต้น กล่าวตามประวัติศาสตร์ คือ พระญามังราย ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรล้านนา ช่วงปี พ.ศ. 1804 ถึง และได้สร้างเอาเมืองเชียงตุง ไว้สำหรับเป็นเมืองหน้าด่านทางด้านเหนือของล้านนาเพื่อป้องกันการรุกรานของพม่า และได้แบ่งการปกครองราชอาณาจักรล้านนากับทางเมืองเชียงตุง ในรูปแบบเครือญาติสืบสันติวงศ์ โดยพระญาไชยสงครามกษัตริย์ราชวงศ์มังรายปกครองล้านนาลำดับที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 1854 ราชบุตรแห่งพระญามังราย ได้ส่งราชโอรส คือ เจ้าน้ำท่วม เชื้อสายราชวงศ์มังรายที่ ประสูติใต้ร่มเศวตฉัตรขาว ไปปกครองเมืองเชียงตุงมาจนถึงรัชสมัยของเจ้าใสน่าน เจ้าหลวงผู้ปกครองเมืองเชียงตุง ในขณะนั้นเมืองเชียงตุงเป็นเมืองร้าง เพราะเมืองถูกเสนียดจัญไร จึงไม่มีเจ้าปกครองเมือง ให้ปฏิบัติตามคำทำนายกล่าวว่า ใครกินเมืองเชียงตุงต้องสังเวยเงิน 10,000 ทอง 1,000 ให้แก่เขตพันธสีมาพระสงฆ์ ช่วงเวลานั้นตรงกับ พระญาผายู กษัตริย์ราชวงศ์มังรายปกครองล้านนาลำดับที่ 5 ช่วงปี พ.ศ. 1879 ได้เสด็จไปที่วัดลีเชียงทำพิธีกรวดน้ำตกใส่ฝ่ามือพระเถระทั้ง 4 รูป และกล่าวขอถวายเมืองเขินเชียงตุงแก่คณะสงฆ์เป็นทานและได้ส่ง เจ้าเจ็ดพันตู (สัตตพันธุราชา) ราชบุตรไปปกครองเมืองเชียงตุงสืบต่อมา ล่วงมาถึง พ.ศ. 2101 พระเจ้ามังทราบุเรงนอง เจ้าเมืองหงสาวดี ตีเมืองเชียงใหม่ได้ พม่าจึงเข้ามามีบทบาทในการจัดการปกครองทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสายราชวงศ์มังรายที่ปกครองล้านนาเชียงใหม่ตั้งแต่นั้น ส่วนเมืองเชียงตุงอันมีเชื้อสายพระญามังราย ที่ปกครองโดยเจ้าท้าวคำฟูพระญาแก้วยอดฟ้านริท จึงได้แต่งคณะสงฆ์เป็นฑูตเพื่อขอนำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่และยอมเข้าร่วมกับหงสาวดีนับแต่นั้น นัยหนึ่งอาจจะเป็นการรักษาเชื้อสายและชีวิตประชาชนไม่ให้เกิดการข่มเหงเข่นฆ่าก็เป็นได้ เมื่อสิ้นเจ้าท้าวคำฟูพระญาแก้วฟ้ายอดนริศแล้ว ทางด้านพระเจ้ามังทราบุเรงนองก็ทรงรับเอาเจ้าแก้วบุญนำบุตรองเจ้าท้าวคำฟูเป็นบุตรบุญธรรม และแต่งตั้งให้ครองเมืองเชียงตุงแทนบิดานามว่า พระยารัตนภูมินทร์นรินทา เขมาธิบติราชา ตำแหน่งเจ้าเมืองนครเชียงตุงภายใต้การปกครองของพม่าถูกส่งต่อจนถึง เจ้าพี่ หรือเจ้าปี ผู้มีเชื้อสายของพระญามังราย ได้ส่งเจ้าเมืองสาม ราชบุตรไปเป็นประกันป้องกันการแข็งเมืองต่ออังวะพระเจ้ากรุงอังวะมีความรักเอ็นดูเจ้าเมืองสามเป็นอย่างมาก และได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้านครเชียงตุงลำดับต่อมา นามว่า เจ้าฟ้าจุฬามณีสิริเมฆภูมินทร์ นรินทาเขมาธิบติราชา เจ้าหลวงเชียงตุง เจ้าฟ้าชายสามได้สร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเจ้านายราชวงศ์ทิพย์จักร คือ รับเอาเจ้าแม่บัวคำ ราชธิดาเชื้อสายพระยาคำตัน หรือเจ้าหลวงคำตัน เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ไปเป็นเทวีองค์หนึ่งในเจ้าฟ้าชายสามสิริเมฆภูมินทร์เจ้าหลวงเชียงตุง นับว่าเป็นการสานสัมพันธ์ทางเครือญาติที่ชัดเจนมากขึ้นระหว่างเชื้อสายราชวงศ์พระญามังราย และเชื้อสายราชวงศ์ทิพย์จักร ครั้นเมื่อสิ้นเจ้าฟ้าชายสามสิริเมฆภูมินทร์แล้ว เจ้ากองไตยราชบุตรพระองค์ที่ 3 ได้ขึ้นครองเมืองเชียงตุงตามการแต่งตั้งของพระเจ้ากรุงอังวะ นามว่า สารัมพยะ ภูมินทนรินทา เขามาธิบติราชา ต่อมาช่วงปี พ.ศ.2345 ทัพเชียงใหม่นำโดยพระเจ้ากาวิละขณะนั้นได้ขอความร่วมมือกับพระเจ้ากรุงธนบุรี จัดกำลังยกทัพเข้าตีเมืองเชียงตุงเพื่อขับไล่พม่าออกจากเชียงตุง เพื่อป้องกันการรวบรวมเมืองเชียงตุงกลับไปเป็นของพม่าอีก พระเจ้ากาวิละขอให้เจ้าสารัมพยะ ภูมินทนรินทา เขามาธิบติราชา อพยพพี่น้องร่วมสายเลือดที่เป็นราชบุตร -ธิดา ของเจ้าฟ้าชายสามสิริเมฆภูมินทร์ คือ
1. เจ้ากระหม่อมผู้เป็นพี่ชายใหญ่ให้พำนักอยู่ในเชียงใหม่
2. เจ้าแสนเมืองพำนักอยู่ในเชียงใหม่
3. เจ้าสารัมพยะ ภูมินทนรินทรา ฯ ขอย้ายไปอยู่เชียงแสน จังหวัดเชียงราย
4. เจ้าเมืองเหล็ก พำนักอยู่ในลำพูน
5 .เจ้ามหาขนาน กลับไปครองนครเชียงตุง
6. เจ้ามหาพรหม อยู่เชียงใหม่
7. เจ้านางแก้ว อยู่เชียงใหม่
8. เจ้านางคำแดง อยู่เชียงใหม่
9. เจ้านางงอ ไปเป็นมเหสีพระเจ้ากรุงอังวะก่อนอพยพเข้ามาอยู่เชียงใหม่
รวมไปถึงไพล่พลจำนวนหลายพันครัวเรือนเข้ามาอยู่เชียงใหม่ การอพยพครั้งนี้พระเจ้ากาวิละและเจ้าอุปราชธรรมลังกาได้จัดตั้งนิวาสสถานให้อยู่นอกประตูเชียงใหม่แถววัดนันทารามซึ่งเจ้านายในราชวงศ์ฝ่ายล้านนาไทยได้อำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีกับเจ้านายเมืองเชียงตุง ส่วนทางด้านเจ้ามหาขนานดวงแสง ที่พำนักในเชียงใหม่แต่แรกกลัวว่าเมืองเชียงตุงจะกลายเป็นเมืองร้างและจะขาดขัตติยวงศ์ราชวงศ์เชียงตุงจึงพาครอบครัวหนีไปสวามิภักดิ์กับพระเจ้ากรุงอังวะดังเดิม ทางด้านพระเจ้าอะลองมังทราปทุมเมง พระเจ้ากรุงอังวะมิได้ทรงโกรธเคืองแต่อย่างใด จึ่งประทานเครื่องอาบช้างทานเมืองเป็นทองคำหลายรายการ และช่วงปี พ.ศ. 2357 ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเชียงตุง นามว่า เจ้าฟ้าหลวงเขมรัฐ มหาสิงหะบวรสุธรรมราชธิราช จึงทำให้เชื้อสายราชวงศ์มังรายเชียงตุงมีที่พำนักทั้งในล้านนาและนครเชียงตุงสืบต่อมา
ย้อนกลับมายังเจ้าหญิงบัวคำ ราชธิดาเจ้าหลวงพระยาคำตัน เจ้าหลวงผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 4 ที่ได้เป็นเทวีองค์หนึ่งใน เจ้าฟ้าชายสามสิริเมฆภูมินทร์ เจ้าหลวงนครเชียงตุง เมื่อทัพเชียงใหม่เข้าตีเมืองเชียงตุงจึงได้อพยพลูกหลานเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่พร้อมกันกับเจ้าสารัมพยะ ภูมินทนรินทา เขมาธิบติราชา เจ้าหญิงบัวคำมีราชบุตร ชื่อ เจ้าดวงทิพย์ ตำแหน่งเจ้าเมืองเหล็ก เจ้าเมืองเหล็กมีบุตร ชื่อเจ้าหนานอินถา เจ้าหนานอินถามีบุตร คือ เจ้าน้อยเหมย เป็นเหลนของเจ้าหญิงบัวคำ ต่อมา คือ พลตรีรองมหาอำมาตย์โทเจ้าราชภาติกวงษ์ เสนาสรรพากร พระยาวังซ้ายนครลำพูน คู่กับพลตรีมหาอำมาตย์โทเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ พระยาวังขวานครลำพูน (ตำแหน่งเจ้าจักรคำฯ ก่อนดำรงตำแหน่ง เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 )เจ้าราชภาติกวงษ์ได้รับพระราชทานนามสกุล ตุงคนาคร จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ให้เป็นต้นราชสกุล ตุงคนาคร คู่กับ ราชสกุล ณ ลำพูน เจ้าราชภาติกวงษ์ หรือเจ้าดวงทิพย์ ตุงคนาคร ได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงเกี๋ยงคำ ณ เชียงใหม่ ธิดาใน พระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2 หลานสาวเจ้าพระยาคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 1 มีบุตร ธิดา คือ เจ้าน้อยคาด เจ้าน้อยเทพ เจ้าหนานชื่น เจ้าหญิงประภาวดี และหม่อมในเจ้าราชภาติกวงษ์ มีบุตร ธิดา ที่สืบเชื้อสายตุงคนาคร อีกหลายคน เช่น เจ้ายอดเรือน ณ ลำพูน เจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร เป็นต้น อีกทั้งเจ้านายเชื้อสายราชสกุลทิพย์จักร หรือเจ้าเจ็ดตน ยังมีความเกี่ยวเนื่องกับเชื้อสายเจ้านายราชสกุลมังรายเชียงตุงอีก ดังเช่น เจ้าพระยาคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 1 เสกสมรสกับแม่เจ้าตาเวย (เนตรนารีไวย) ราชธิดาเจ้าฟ้าเมืองยางแดง เจ้าของมรดกที่ดิน 400,000 ไร่ในเขตป่าไม้ขุนยวมอำเภอแม่สะเรียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีธิดาชื่อเจ้าฟองสมุทร เป็นชายาของเจ้าหนานไชยวงศ์ ณ เชียงตุง บุตรของเจ้ามหาพรหม ณ เชียงตุง และเป็นหลานในเจ้าฟ้าชายสามสิริเมฆภูมินทร์ เจ้าพระยาคำฝั้นกับหม่อมคำเอ้ย มีบุตร คือ เจ้าอุปราช (ธรรมปัญโญ) สมรสกับเจ้าหญิงอุส่าห์ ณ เชียงตุง ธิดาเจ้าเมืองเหล็ก และเป็นหลานของเจ้าฟ้าชายสามสิริเมฆภูมินทร์ เจ้าพระยาคำฝั้นกับหม่อมคำแลบ มีธิดา คือ แม่เจ้ากันธิมาเทวี ชายาในเจ้าน้อยเทพวงศ์ โอรสของเจ้าฟ้ามหาขนานผู้กลับไปปกครองเชียงตุง ดังนั้นการสืบเชื้อสายราชสกุลตุงคนาคร จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องทางเครือญาติ ตามลำดับทางสายเลือดสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนจึงขอเล่าเรื่องราวไว้เพียงเท่านี้ก่อนและจะมีการเขียนเล่าเรื่องราวตุงคนาครจากการสอบถามผู้สืบเชื้อสายและผู้เกี่ยวข้องเพื่อมาบันทึกไว้ดังเรื่องราวที่กล่าวมาในครั้งต่อไป
***ขอบพระคุณรูปภาพจากเจ้าพี่ดิสกร ตุงคนาคร นินนาทโยธิน ครับ*** ฐนริศร์ รวิโรจน์หิรัญ

เรื่องเล่า 👻👹กู่ผียักษ์👻👹            โดยส่วนตัวนั้นผมเป็นคนพื้นที่ตั้งแต่กำเนิด ที่ได้รับฟังการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นวรรณก...
05/07/2023

เรื่องเล่า 👻👹กู่ผียักษ์👻👹
โดยส่วนตัวนั้นผมเป็นคนพื้นที่ตั้งแต่กำเนิด ที่ได้รับฟังการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะเกี่ยวกับความพิลึกมหัศจรรย์ของกู่ผียักษ์มาอยู่เนือง ๆ ครั้งนี้โอกาสมีเวลาว่างจึงได้ค้นหาเอกสารเทียบเคียงเพิ่มเติมนำมาผนวกเป็นข้อมูลแล้วเขียนบันทึกเอาไว้ตามสติปัญญาที่ยังไม่แจ่มแจ้งมากนักต้องขออภัยผู้อ่านไว้ก่อนนะครับ🫣
​ “กู่” ตามความเข้าใจของคนภาคเหนือส่วนใหญ่มักจะหมายถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะคล้ายเจดีย์ทางพุทธศาสนา อีกนัยหนึ่งก็อาจจะหมายถึงที่เก็บอัฐิของเจ้านาย คหบดี หรือชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด “กู่” ก็ยังเป็นคำเรียกสิ่งก่อสร้างที่บรรจุของสำคัญไว้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อสักการะบูชาด้วยความเคารพ
ลำพูนหรือนครหริภุญชัยในอดีต แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานนับพันกว่าปีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังคงมีให้พบเห็นได้ในบางส่วน สามารถวิเคราะห์เทียบเคียงรากเหง้าความเป็นมาทางวัฒนธรรมก่อนหน้านั้นได้ และอีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบในเขตอำเภอเมืองลำพูน หมู่ที่ ๔ บ้านแม่สารบ้านตอง ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน คือ “กู่ผีนัก” “กู่ผียักษ์” “กู่สิงห์ตอง” เป็นชื่อที่ชาวบ้านบริเวณนั้นใช้เรียกซากปรักหักพังของเจดีย์เก่าแก่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์พงหญ้าหนาทึบตั้งอยู่บนเนินดินรายล้อมด้วยทุ่งนาของชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดเจ้าของครอบครอง
ในช่วงตอนกลางวันบรรยากาศก็ยังเย็นสลัวรู้สึกน่ากลัวอยู่ไม่น้อย วรรณกรรมมุขปาฐะทางคติชนความเชื่อของผู้คนอายุราว ๖๐ ปี ขึ้นไปอาจเรียกได้ว่ามีประสบการณ์ เคยสัมผัสสิ่งเร้นลับในการทำนา หรือทำงานใกล้บริเวณ กู่ผียักษ์​หรือสัญจรผ่านทางไปมา เกิดเป็นเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกไว้มากมาย จึงเป็นที่มาของคำเรียกขาน ชื่อของสถานที่แห่งนี้ ต่อมาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยกันแพ้วถาง ทำความสะอาดทำให้พบกับความงดงามของกู่ผียักษ์แห่งนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของผู้คนทั่วไปได้เพราะเรื่องราวที่ผ่านมาการอ้างถึงสิ่งเร้นลับยังคงอยู่ในใจตลอดเวลา​
หากพูดถึงประวัติศาสตร์นั้นไม่มีรายละเอียดความเป็นมาของกู่ผียักษ์ แต่การสำรวจและข้อมูลรายงานเรื่องราวโบราณสถานของกรมศิลปากร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้ให้ข้อมูลสลักป้ายกำกับโบราณสถานไว้ว่า “กู่ผียักษ์ หรือกู่สิงห์ตอง น่าจะเป็นกลุ่มโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสกุลช่างเชียงแสนในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก่อนที่บทบาทของศิลปะเชียงใหม่ สมัยพญาติโลกราช จะรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่ ในแง่ประวัติศาสตร์สังคมทั้งเจดีย์วัดป่าสัก วัดอุ้มโอและกู่ผียักษ์ ยังอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีพระสงฆ์จากเชียงแสนเข้ามาศึกษาในสำนักวัดสวนดอกจากการอุปถัมภ์ของพญากือนา และได้สร้างวัดตามลักษณะสกุลช่างเชียงแสนขึ้นในระยะนั้น เพราะนับตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของศิลปกรรมสกุลช่างเชียงใหม่ คือสมัยพญาติโลกราช สืบต่อลงมาถึงคราวเสียเมืองให้แก่พม่า ในปี พุทธศักราช ๒๑๐๑ ก็ไม่ปรากฏสถาปัตยกรรมสกุลช่างเชียงแสนในเขตอาณาบริเวณ เชียงใหม่ ลำพูน อีกเลย”
จากเอกสารรายงานการสำรวจโบราณสถานกู่ผียักษ์ ของกรมศิลปากร พุทธศักราช ๒๕๔๐ เกี่ยวกับลักษณะโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และลวดลายปูนปั้น นักวิชาการโบราณคดีให้ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ (พุทธศักราช ๑๙๐๐ –พุทธศักราช ๒๒๐๐) ​ซึ่งมีลักษณะทรงมณฑปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานกว้าง ๓ เมตร มีฐานปัทม์ลูกแก้วรองรับเรือนธาตุ ส่วนฐานปัทม์และส่วนเรือนธาตุยื่นเก็จออกมาหนึ่งชั้น ยื่นเก็จของเรือนธาตุมีซุ้มประกอบด้านละ ๑ ซุ้ม ลักษณะซุ้มแบบสันเหลื่อม ส่วนของซุ้มด้านทิศตะวันออกเป็นซุ้มจระนำยื่นเข้าไปในกู่และเคยมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน เมื่อพิจารณาหลักฐานทางสถาปัตยกรรม กู่ผียักษ์ บ้านแม่สารบ้านตอง มีความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมช่างสกุลเชียงแสน มีลักษณะคล้ายกันกับเจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และเจดีย์วัดอุ้มโอ ที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนด้านหลังศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ​ของกำแพงเมือง หรือแจ่งหัวรินอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาจเป็นสถาปัตยกรรมร่วม ทางวัฒนธรรมจากเมืองเชียงแสน เชียงใหม่ และลำพูน
ดังที่ ว่าที่ร้อยตรีชาญคณิต อาวรณ์ กล่าวไว้ในวารสารวิจิตรศิลป์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ ในหัวข้อ เจดีย์ร้างวัดอุโมงค์ : ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชียงใหม่และเชียงแสน ในงานช่างนครลำปาง ความว่า เมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงแสน ระหว่างสองเมืองนี้ยังพบความสัมพันธ์ทางศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันเสมอ หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจน คือ กลุ่มเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด ดังเช่น เจดีย์วัดอุ้มโอร้าง เชียงใหม่ กับ เจดีย์วัดป่าสักเชียงแสน (จีราวรรณ แสงเพชร์,๒๕๔๐:๕๓ – ๕๗,๖๗ – ๖๘)
ความสัมพันธ์ทางศิลปกรรมของเมืองทั้งสองคงมีบทบาทต่องานช่างในเมืองอื่นด้วย ดังตัวอย่างของกู่ผียักษ์ เมืองลำพูน ได้สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมและงานปูนปั้นที่มีอิทธิพลจากเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสนและเจดีย์วัดอุ้มโอ เชียงใหม่ พระสงฆ์กลุ่มเชียงแสนเดินทางเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาในเชียงใหม่ ส่งผลให้เกิดงานช่างแบบเชียงแสนในที่ราบลุ่มน้ำปิงของแอ่งเชียงใหม่ ลำพูน (ม.ล. สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์,๒๕๔๘:๙๗ – ๙๙)
จากข้อสันนิษฐานตามหลักฐานทางโบราณคดี เมื่อพระญามังรายทรงยึดเมืองหริภุญไชยได้สำเร็จราว พ.ศ.๑๘๓๕ ก็ไม่ประทับที่เมืองหริภุญไชย ทรงอ้างว่า “ เมืองหริภุญไชยนี้เป็นเมืองมหาธาตุเจ้ากูอยู่มิได้แล” ดังนั้น หลังจากพระญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครอง พระองค์ก็ให้เมืองหริภุญไชยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา (สรัสวดี อ๋องสกุล,๒๕๖๑:๕๓)
ต่อมาในรัชสมัยของพระญากือนารับพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ผ่านมาทางสุโขทัย ทรงอาราธนาพระสุมนเถรจากสุโขทัยใน พ.ศ.๑๙๑๒ พระสุมนเถรเดินทางถึงเมืองหริภุญไชยพร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย หลังสถาปนานิกายลังกาวงศ์ที่ลำพูนเป็นเวลาสองปีแล้ว พระญากือนาพยายามให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแทนที่หริภุญไชย โดยสร้างวัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก พ.ศ.๑๙๑๔ ในอุทยานป่าไม้พะยอม และในเวลาไล่เลี่ยกันได้สร้างเวียงสวนดอกให้เป็นเวียงพระธาตุ นับเป็นการสร้างพุทธจักรซึ่งมีขอบเขตปริมณฑลของพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นพระญากือนา โปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระสุมนเถรอัญเชิญมาจากสุโขทัยโดยประดิษฐานไว้ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพและวัดบุปผาราม (สรัสวดี อ๋องสกุล,๒๕๖๑:๑๐๗)
จึงอาจให้การรับรองข้อสันนิษฐานที่ว่า กู่ผียักษ์ เมืองลำพูน มีลักษณะเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมให้ช่างสกุลเชียงแสน ด้วยพระญามังรายกษัตริย์เจ้าเมืองลาวและเชียงแสนในขณะนั้นเข้ายึดครองหริภุญไชย และให้หริภุญไชยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ศิลปะวิทยการต่าง ๆ จึงขยายเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนหริภุญไชย อีกทั้งในสมัยพระญากือนาสถาปนาวัดบุปผารามสวนดอกให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแทนหริภุญไชย เหล่าพระสงฆ์จากเชียงแสนจึงต้องเดินทางมาศึกษานิกายลังกาวงศ์ที่วัดบุปผารามและอาจจะเดินทางมาศึกษาแหล่งนิกายลังกาวงศ์ที่หริภุญไชยด้วยอีกประการหนึ่ง
ดังนั้นแล้ว “กู่ผียักษ์” จึงสร้างมาก่อนอาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ใน พ.ศ.๒๑๐๑ และไม่ทราบสาเหตุการถูกทิ้งร้างของกู่ผียักษ์ ในช่วงเวลาใด ในสมัยของพระเจ้ากาวิละแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร (เจ้าเจ็ดตน) ได้ร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี ขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักรล้านนาและเกณฑ์ไพร่พลประชากรจากเมืองยองลงมาอาศัยอยู่ที่ลำพูนในช่วง พ.ศ. ๒๓๔๘ ซึ่งขณะนั้นลำพูนเป็นเมืองร้างและได้แบ่งพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกวง ให้เจ้าเมืองยองปกครองประชาชน ได้จัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตามลักษณะของพื้นที่อพยพมาจากเมืองยองเดิม ดังเช่น ชื่อเวียงยอง บ้านตอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองไฮ เป็นต้น ส่วนของพื้นที่ตั้งของกู่ผียักษ์ในปัจจุบันอยู่ในเขตหมู่บ้านแม่สารบ้านตอง ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน ในปัจจุบัน
จากการสอบถามสัมภาษณ์บันทึกจากความทรงจำของสล่าประภาส สุขสาร ผู้ใช้ชีวิตและมีประสบการณ์เกี่ยวกับกู่ผียักษ์นี้ ได้เล่าเอาไว้ว่า เมื่อครั้งยังเล็กได้ทำนาอยู่รอบบริเวณนั้นลักษณะของพื้นที่กู่ผียักษ์เป็นดอนเนินดินอยู่สูงกว่าท้องนารอบ ๆ บรรยากาศครึ้มเย็นตอนกลางวัน ตนและน้อง ๆ ต้องช่วยกันทำนา ตีข้าว อยู่บริเวณนั้น ตกกลางคืนต้องนอนเฝ้าข้าวที่ตีและตากเอาไว้ ด้วยความอ่อนเพลียจึงคว่ำครุตีข้าวแล้วเข้านอนพักภายในครุตีข้าวกับพี่น้องอีกสองคน ด้วยความเชื่อที่ว่าครุตีข้าวมีลายสานที่อำพรางสายตาของสิ่งเร้นลับได้ ตกดึกมีสิ่งที่มองไม่เห็นตัวลักษณะเดินมาชนกับครุตีข้าวที่ตนนอนพักอยู่หลายครั้ง จนพี่น้องที่นอนด้วยกันพากันหวาดกลัว เวลาจะมาทำนาจะต้องจุดธูปเทียนบอกกล่าวทุกครั้งไม่เช่นนั้นจะต้องมีเหตุการณ์เลือดตกยางออกในทุกครั้งไป ชาวบ้านหลายคนที่เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย วัวควายบางครั้งก็พากันเดินไปพักร่มแถวนั้น แล้วหายไปเลยก็มี จนต้องบนบานเลี้ยงเครื่องสังเวยจึงจะพบ ครั้งหนึ่งสล่าประภาส สุขสาร เคยเห็นดวงไฟสีเขียวสุกสว่างลอยออกมาจากกู่ผียักษ์มุ่งหน้าไปทางวัดพระธาตุหริภุญชัย ในคืนเดือนเพ็ญ ก็มีมาแล้ว อีกท่านหนึ่ง คือ คุณสรสิทธิ์ สุขมาศรี ลูกศิษย์ครูบาจันทร์แก้ว (พระครูสุนันท์รัตนคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีบุญชูวังไฮ) เล่าให้ฟังว่า ครูบาจันทร์แก้วเคยเล่าให้ตนฟังว่า เมื่อครั้งครูบาจันทร์แก้วเป็นสามเณร ได้ติดตามครูบาอิ่นแก้ว พบพระสิงห์ตอง (ทองสัมฤทธิ์) วางอยู่ใกล้บริเวณกู่ผียักษ์ที่มีการลักลอบขุดไปก่อนหน้านั้น จึงตัดสินใจให้คนติดตาม นำผ้าคล้ององค์พระใส่ไม้คาน สองคนหามกลับไปไว้วัดศรีบุญชูวังไฮ ในระหว่างทางมีนกการ้องเป็นแนวตามไปตลอดทาง พระสิงห์ตอง (ทองสัมฤทธิ์)อยู่วัดได้ 1 คืน จึงนำไปไว้วัดศรีเมืองยู้ อีก 1 คืน สุดท้ายจึงส่งไปให้เจ้าอาวาสวัดมหาวัน ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ในขณะนั้น และได้เงินแถบมา 10 แถบ ซึ่งครูบาจันทร์แก้วจำได้แม่นว่า บริเวณหน้าอกพระสิงห์ตอง(ทองสัมฤทธิ์)ใกล้กับสังฆาฏิมีรอยชะแลงเหล็ก ถากออกลึกพอสมควร น่าจะเกิดจาการถูกลักลอบขุดแล้วไปโดนใส่จึงเกิดรอยขึ้น 😥เล่ามามีเพียงเท่านี้
เรื่องราวที่ข้าพเจ้าบันทึกเอาไว้นี้มีทั้งข้อมูลเอกสาร และคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา อาจผิดเพี้ยนไปบ้าง หรือแตกต่างในบางบริบท ไม่ได้มีเจตนากล่าวหา ให้ร้ายผู้ใด หากแต่โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นมิใช่เป็นสมบัติของผู้ใด ก็เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่นั้นควรศึกษาและอนุรักษ์ให้คงอยู่ หากสิ่งใดผิดพลาดต้องกราบขออภัย หากสิ่งใดต้องเพิ่มเติมก็ขอยินดีรับไว้ ขอบคุณครับ❤️❤️❤️ ฐนริศร์ รวิโรจน์หิรัญ

“Only matters when you’re lonely “ This has the most sentimental value. This precious thing caused many wounds. Time is ...
04/07/2023

“Only matters when you’re lonely “ This has the most sentimental value. This precious thing caused many wounds. Time is a scourge that is slowly taking its life. When loneliness cannot be escaped I know it’s important.

Saw the buffalo turned to look. Seeing the dog howling. I could only hear birds and crows. These animals admire each oth...
04/07/2023

Saw the buffalo turned to look. Seeing the dog howling. I could only hear birds and crows. These animals admire each other.

When starting with art inevitably ends up in art as well. เริ่มศิลปะย่อมจบด้วยศิลปะ “The cultural beliefs are the beauty...
29/06/2023

When starting with art inevitably ends up in art as well. เริ่มศิลปะย่อมจบด้วยศิลปะ “The cultural beliefs are the beauty of art” I say.

I made it out of love and faith. Antique design,92.5 silver,top ruby gem. Side shoulders with Chantaburi emeralds,inlaid...
29/06/2023

I made it out of love and faith. Antique design,92.5 silver,top ruby gem. Side shoulders with Chantaburi emeralds,inlaid diamonds, and red-green enamel, to worship god’s respect by cultural beliefs. “Because cultural beliefs are the beauty of art” I say it!.

ที่อยู่

Lamphun

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Maii Galleryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท