05/07/2023
เรื่องเล่า 👻👹กู่ผียักษ์👻👹
โดยส่วนตัวนั้นผมเป็นคนพื้นที่ตั้งแต่กำเนิด ที่ได้รับฟังการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะเกี่ยวกับความพิลึกมหัศจรรย์ของกู่ผียักษ์มาอยู่เนือง ๆ ครั้งนี้โอกาสมีเวลาว่างจึงได้ค้นหาเอกสารเทียบเคียงเพิ่มเติมนำมาผนวกเป็นข้อมูลแล้วเขียนบันทึกเอาไว้ตามสติปัญญาที่ยังไม่แจ่มแจ้งมากนักต้องขออภัยผู้อ่านไว้ก่อนนะครับ🫣
“กู่” ตามความเข้าใจของคนภาคเหนือส่วนใหญ่มักจะหมายถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะคล้ายเจดีย์ทางพุทธศาสนา อีกนัยหนึ่งก็อาจจะหมายถึงที่เก็บอัฐิของเจ้านาย คหบดี หรือชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด “กู่” ก็ยังเป็นคำเรียกสิ่งก่อสร้างที่บรรจุของสำคัญไว้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อสักการะบูชาด้วยความเคารพ
ลำพูนหรือนครหริภุญชัยในอดีต แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานนับพันกว่าปีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังคงมีให้พบเห็นได้ในบางส่วน สามารถวิเคราะห์เทียบเคียงรากเหง้าความเป็นมาทางวัฒนธรรมก่อนหน้านั้นได้ และอีกหนึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบในเขตอำเภอเมืองลำพูน หมู่ที่ ๔ บ้านแม่สารบ้านตอง ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน คือ “กู่ผีนัก” “กู่ผียักษ์” “กู่สิงห์ตอง” เป็นชื่อที่ชาวบ้านบริเวณนั้นใช้เรียกซากปรักหักพังของเจดีย์เก่าแก่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์พงหญ้าหนาทึบตั้งอยู่บนเนินดินรายล้อมด้วยทุ่งนาของชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดเจ้าของครอบครอง
ในช่วงตอนกลางวันบรรยากาศก็ยังเย็นสลัวรู้สึกน่ากลัวอยู่ไม่น้อย วรรณกรรมมุขปาฐะทางคติชนความเชื่อของผู้คนอายุราว ๖๐ ปี ขึ้นไปอาจเรียกได้ว่ามีประสบการณ์ เคยสัมผัสสิ่งเร้นลับในการทำนา หรือทำงานใกล้บริเวณ กู่ผียักษ์หรือสัญจรผ่านทางไปมา เกิดเป็นเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกไว้มากมาย จึงเป็นที่มาของคำเรียกขาน ชื่อของสถานที่แห่งนี้ ต่อมาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยกันแพ้วถาง ทำความสะอาดทำให้พบกับความงดงามของกู่ผียักษ์แห่งนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของผู้คนทั่วไปได้เพราะเรื่องราวที่ผ่านมาการอ้างถึงสิ่งเร้นลับยังคงอยู่ในใจตลอดเวลา
หากพูดถึงประวัติศาสตร์นั้นไม่มีรายละเอียดความเป็นมาของกู่ผียักษ์ แต่การสำรวจและข้อมูลรายงานเรื่องราวโบราณสถานของกรมศิลปากร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้ให้ข้อมูลสลักป้ายกำกับโบราณสถานไว้ว่า “กู่ผียักษ์ หรือกู่สิงห์ตอง น่าจะเป็นกลุ่มโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสกุลช่างเชียงแสนในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก่อนที่บทบาทของศิลปะเชียงใหม่ สมัยพญาติโลกราช จะรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่ ในแง่ประวัติศาสตร์สังคมทั้งเจดีย์วัดป่าสัก วัดอุ้มโอและกู่ผียักษ์ ยังอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีพระสงฆ์จากเชียงแสนเข้ามาศึกษาในสำนักวัดสวนดอกจากการอุปถัมภ์ของพญากือนา และได้สร้างวัดตามลักษณะสกุลช่างเชียงแสนขึ้นในระยะนั้น เพราะนับตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของศิลปกรรมสกุลช่างเชียงใหม่ คือสมัยพญาติโลกราช สืบต่อลงมาถึงคราวเสียเมืองให้แก่พม่า ในปี พุทธศักราช ๒๑๐๑ ก็ไม่ปรากฏสถาปัตยกรรมสกุลช่างเชียงแสนในเขตอาณาบริเวณ เชียงใหม่ ลำพูน อีกเลย”
จากเอกสารรายงานการสำรวจโบราณสถานกู่ผียักษ์ ของกรมศิลปากร พุทธศักราช ๒๕๔๐ เกี่ยวกับลักษณะโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และลวดลายปูนปั้น นักวิชาการโบราณคดีให้ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ (พุทธศักราช ๑๙๐๐ –พุทธศักราช ๒๒๐๐) ซึ่งมีลักษณะทรงมณฑปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานกว้าง ๓ เมตร มีฐานปัทม์ลูกแก้วรองรับเรือนธาตุ ส่วนฐานปัทม์และส่วนเรือนธาตุยื่นเก็จออกมาหนึ่งชั้น ยื่นเก็จของเรือนธาตุมีซุ้มประกอบด้านละ ๑ ซุ้ม ลักษณะซุ้มแบบสันเหลื่อม ส่วนของซุ้มด้านทิศตะวันออกเป็นซุ้มจระนำยื่นเข้าไปในกู่และเคยมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน เมื่อพิจารณาหลักฐานทางสถาปัตยกรรม กู่ผียักษ์ บ้านแม่สารบ้านตอง มีความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมช่างสกุลเชียงแสน มีลักษณะคล้ายกันกับเจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และเจดีย์วัดอุ้มโอ ที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนด้านหลังศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกำแพงเมือง หรือแจ่งหัวรินอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาจเป็นสถาปัตยกรรมร่วม ทางวัฒนธรรมจากเมืองเชียงแสน เชียงใหม่ และลำพูน
ดังที่ ว่าที่ร้อยตรีชาญคณิต อาวรณ์ กล่าวไว้ในวารสารวิจิตรศิลป์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ ในหัวข้อ เจดีย์ร้างวัดอุโมงค์ : ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชียงใหม่และเชียงแสน ในงานช่างนครลำปาง ความว่า เมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงแสน ระหว่างสองเมืองนี้ยังพบความสัมพันธ์ทางศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันเสมอ หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจน คือ กลุ่มเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด ดังเช่น เจดีย์วัดอุ้มโอร้าง เชียงใหม่ กับ เจดีย์วัดป่าสักเชียงแสน (จีราวรรณ แสงเพชร์,๒๕๔๐:๕๓ – ๕๗,๖๗ – ๖๘)
ความสัมพันธ์ทางศิลปกรรมของเมืองทั้งสองคงมีบทบาทต่องานช่างในเมืองอื่นด้วย ดังตัวอย่างของกู่ผียักษ์ เมืองลำพูน ได้สะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมและงานปูนปั้นที่มีอิทธิพลจากเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสนและเจดีย์วัดอุ้มโอ เชียงใหม่ พระสงฆ์กลุ่มเชียงแสนเดินทางเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาในเชียงใหม่ ส่งผลให้เกิดงานช่างแบบเชียงแสนในที่ราบลุ่มน้ำปิงของแอ่งเชียงใหม่ ลำพูน (ม.ล. สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์,๒๕๔๘:๙๗ – ๙๙)
จากข้อสันนิษฐานตามหลักฐานทางโบราณคดี เมื่อพระญามังรายทรงยึดเมืองหริภุญไชยได้สำเร็จราว พ.ศ.๑๘๓๕ ก็ไม่ประทับที่เมืองหริภุญไชย ทรงอ้างว่า “ เมืองหริภุญไชยนี้เป็นเมืองมหาธาตุเจ้ากูอยู่มิได้แล” ดังนั้น หลังจากพระญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครอง พระองค์ก็ให้เมืองหริภุญไชยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา (สรัสวดี อ๋องสกุล,๒๕๖๑:๕๓)
ต่อมาในรัชสมัยของพระญากือนารับพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ผ่านมาทางสุโขทัย ทรงอาราธนาพระสุมนเถรจากสุโขทัยใน พ.ศ.๑๙๑๒ พระสุมนเถรเดินทางถึงเมืองหริภุญไชยพร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย หลังสถาปนานิกายลังกาวงศ์ที่ลำพูนเป็นเวลาสองปีแล้ว พระญากือนาพยายามให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแทนที่หริภุญไชย โดยสร้างวัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก พ.ศ.๑๙๑๔ ในอุทยานป่าไม้พะยอม และในเวลาไล่เลี่ยกันได้สร้างเวียงสวนดอกให้เป็นเวียงพระธาตุ นับเป็นการสร้างพุทธจักรซึ่งมีขอบเขตปริมณฑลของพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นพระญากือนา โปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระสุมนเถรอัญเชิญมาจากสุโขทัยโดยประดิษฐานไว้ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพและวัดบุปผาราม (สรัสวดี อ๋องสกุล,๒๕๖๑:๑๐๗)
จึงอาจให้การรับรองข้อสันนิษฐานที่ว่า กู่ผียักษ์ เมืองลำพูน มีลักษณะเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมให้ช่างสกุลเชียงแสน ด้วยพระญามังรายกษัตริย์เจ้าเมืองลาวและเชียงแสนในขณะนั้นเข้ายึดครองหริภุญไชย และให้หริภุญไชยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ศิลปะวิทยการต่าง ๆ จึงขยายเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนหริภุญไชย อีกทั้งในสมัยพระญากือนาสถาปนาวัดบุปผารามสวนดอกให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแทนหริภุญไชย เหล่าพระสงฆ์จากเชียงแสนจึงต้องเดินทางมาศึกษานิกายลังกาวงศ์ที่วัดบุปผารามและอาจจะเดินทางมาศึกษาแหล่งนิกายลังกาวงศ์ที่หริภุญไชยด้วยอีกประการหนึ่ง
ดังนั้นแล้ว “กู่ผียักษ์” จึงสร้างมาก่อนอาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ใน พ.ศ.๒๑๐๑ และไม่ทราบสาเหตุการถูกทิ้งร้างของกู่ผียักษ์ ในช่วงเวลาใด ในสมัยของพระเจ้ากาวิละแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร (เจ้าเจ็ดตน) ได้ร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี ขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักรล้านนาและเกณฑ์ไพร่พลประชากรจากเมืองยองลงมาอาศัยอยู่ที่ลำพูนในช่วง พ.ศ. ๒๓๔๘ ซึ่งขณะนั้นลำพูนเป็นเมืองร้างและได้แบ่งพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกวง ให้เจ้าเมืองยองปกครองประชาชน ได้จัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตามลักษณะของพื้นที่อพยพมาจากเมืองยองเดิม ดังเช่น ชื่อเวียงยอง บ้านตอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองไฮ เป็นต้น ส่วนของพื้นที่ตั้งของกู่ผียักษ์ในปัจจุบันอยู่ในเขตหมู่บ้านแม่สารบ้านตอง ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน ในปัจจุบัน
จากการสอบถามสัมภาษณ์บันทึกจากความทรงจำของสล่าประภาส สุขสาร ผู้ใช้ชีวิตและมีประสบการณ์เกี่ยวกับกู่ผียักษ์นี้ ได้เล่าเอาไว้ว่า เมื่อครั้งยังเล็กได้ทำนาอยู่รอบบริเวณนั้นลักษณะของพื้นที่กู่ผียักษ์เป็นดอนเนินดินอยู่สูงกว่าท้องนารอบ ๆ บรรยากาศครึ้มเย็นตอนกลางวัน ตนและน้อง ๆ ต้องช่วยกันทำนา ตีข้าว อยู่บริเวณนั้น ตกกลางคืนต้องนอนเฝ้าข้าวที่ตีและตากเอาไว้ ด้วยความอ่อนเพลียจึงคว่ำครุตีข้าวแล้วเข้านอนพักภายในครุตีข้าวกับพี่น้องอีกสองคน ด้วยความเชื่อที่ว่าครุตีข้าวมีลายสานที่อำพรางสายตาของสิ่งเร้นลับได้ ตกดึกมีสิ่งที่มองไม่เห็นตัวลักษณะเดินมาชนกับครุตีข้าวที่ตนนอนพักอยู่หลายครั้ง จนพี่น้องที่นอนด้วยกันพากันหวาดกลัว เวลาจะมาทำนาจะต้องจุดธูปเทียนบอกกล่าวทุกครั้งไม่เช่นนั้นจะต้องมีเหตุการณ์เลือดตกยางออกในทุกครั้งไป ชาวบ้านหลายคนที่เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย วัวควายบางครั้งก็พากันเดินไปพักร่มแถวนั้น แล้วหายไปเลยก็มี จนต้องบนบานเลี้ยงเครื่องสังเวยจึงจะพบ ครั้งหนึ่งสล่าประภาส สุขสาร เคยเห็นดวงไฟสีเขียวสุกสว่างลอยออกมาจากกู่ผียักษ์มุ่งหน้าไปทางวัดพระธาตุหริภุญชัย ในคืนเดือนเพ็ญ ก็มีมาแล้ว อีกท่านหนึ่ง คือ คุณสรสิทธิ์ สุขมาศรี ลูกศิษย์ครูบาจันทร์แก้ว (พระครูสุนันท์รัตนคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีบุญชูวังไฮ) เล่าให้ฟังว่า ครูบาจันทร์แก้วเคยเล่าให้ตนฟังว่า เมื่อครั้งครูบาจันทร์แก้วเป็นสามเณร ได้ติดตามครูบาอิ่นแก้ว พบพระสิงห์ตอง (ทองสัมฤทธิ์) วางอยู่ใกล้บริเวณกู่ผียักษ์ที่มีการลักลอบขุดไปก่อนหน้านั้น จึงตัดสินใจให้คนติดตาม นำผ้าคล้ององค์พระใส่ไม้คาน สองคนหามกลับไปไว้วัดศรีบุญชูวังไฮ ในระหว่างทางมีนกการ้องเป็นแนวตามไปตลอดทาง พระสิงห์ตอง (ทองสัมฤทธิ์)อยู่วัดได้ 1 คืน จึงนำไปไว้วัดศรีเมืองยู้ อีก 1 คืน สุดท้ายจึงส่งไปให้เจ้าอาวาสวัดมหาวัน ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ในขณะนั้น และได้เงินแถบมา 10 แถบ ซึ่งครูบาจันทร์แก้วจำได้แม่นว่า บริเวณหน้าอกพระสิงห์ตอง(ทองสัมฤทธิ์)ใกล้กับสังฆาฏิมีรอยชะแลงเหล็ก ถากออกลึกพอสมควร น่าจะเกิดจาการถูกลักลอบขุดแล้วไปโดนใส่จึงเกิดรอยขึ้น 😥เล่ามามีเพียงเท่านี้
เรื่องราวที่ข้าพเจ้าบันทึกเอาไว้นี้มีทั้งข้อมูลเอกสาร และคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา อาจผิดเพี้ยนไปบ้าง หรือแตกต่างในบางบริบท ไม่ได้มีเจตนากล่าวหา ให้ร้ายผู้ใด หากแต่โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นมิใช่เป็นสมบัติของผู้ใด ก็เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่นั้นควรศึกษาและอนุรักษ์ให้คงอยู่ หากสิ่งใดผิดพลาดต้องกราบขออภัย หากสิ่งใดต้องเพิ่มเติมก็ขอยินดีรับไว้ ขอบคุณครับ❤️❤️❤️ ฐนริศร์ รวิโรจน์หิรัญ