Family Fan Family Fan

บาปในใจผู้กำกับและการกลับมาของลูกเนรคุณ: เมื่อชายผู้ทิ้งครอบครัวไปคว้าดาว ต้องทรุดเข่าหลั่งน้ำตาแทบเท้า เมื่อเห็น ‘ลูกเล...
11/10/2026

บาปในใจผู้กำกับและการกลับมาของลูกเนรคุณ: เมื่อชายผู้ทิ้งครอบครัวไปคว้าดาว ต้องทรุดเข่าหลั่งน้ำตาแทบเท้า เมื่อเห็น ‘ลูกเลี้ยง’ ที่เคยทอดทิ้ง กำลังป้อนข้าวต้มต่อลมหายใจให้ ‘แม่แท้ๆ’ ของเขาเอง!

แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดสาดส่องกระทบใบหน้าของ ‘นที’ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังระดับเอเชีย ผู้เพิ่งคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ทองคำและรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ชีวิตของชายวัยสี่สิบแปดปีคนนี้เต็มไปด้วยเกียรติยศ เงินทอง และชื่อเสียงที่คนค่อนโลกต่างอิจฉา ทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ปั้นแต่งอย่างสมบูรณ์แบบบนพรมแดง กลับมีหลุมดำลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ หลุมดำที่เกิดจาก ‘ความเนรคุณ’ ซึ่งเขาก่อขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน

สิบห้าปีที่แล้ว นทีเป็นเพียงผู้ช่วยผู้กำกับไส้แห้งที่ทะเยอทะยานอยากจะโด่งดัง เขาเคยรับเด็กชายกำพร้าวัยเจ็ดขวบชื่อ ‘ภูผา’ มาเป็นลูกบุญธรรมตามคำขอร้องของอดีตภรรยาที่เสียชีวิตไป แต่เมื่อโอกาสทองในการไปศึกษาต่อและทำหนังที่ต่างประเทศหล่นทับ นทีกลับเลือกที่จะทิ้งภูผาวัยเจ็ดขวบไว้กับ ‘ยายศรี’ แม่บังเกิดเกล้าของเขาเองที่ต่างจังหวัด พร้อมกับคำสัญญาจอมปลอมว่า ‘รอก่อนนะแม่ อีกแค่ปีเดียว นทีตั้งตัวได้แล้วจะกลับมารับแม่กับภูผาไปอยู่ตึกหลังใหญ่ๆ ด้วยกัน’

แต่เวลาหนึ่งปีกลับกลายเป็นสิบห้าปี... นทีหลงระเริงไปกับแสงสี เสียงเชียร์ และกามารมณ์ในวงการบันเทิง เขาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ย้ายที่อยู่ และลบอดีตทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวที่ยากจนทิ้งไปจนหมดสิ้น เขาไม่เคยส่งเงินกลับบ้าน ไม่เคยส่งจดหมาย และปล่อยให้แม่แก่ๆ กับลูกเลี้ยงต้องเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม

จนกระทั่งวันนี้... วันที่เขาไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ นทีกลับพบว่าความสำเร็จเหล่านั้นมันช่างว่างเปล่า เขาเป็นโรคซึมเศร้าและนอนไม่หลับมาหลายเดือน ภาพของแม่และลูกเลี้ยงมักจะตามมาหลอกหลอนในความฝัน ในที่สุด ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบมานานก็ระเบิดออก นทีตัดสินใจยกเลิกคิวงานทั้งหมด เบิกเงินสดจำนวนสิบล้านบาทใส่กระเป๋าเอกสาร หวังจะใช้ ‘เงิน’ ก้อนใหญ่นี้กลับไปซื้อการให้อภัยและไถ่บาปในอดีต

อยากรู้เรื่องทั้งหมด? อ่านต่อ 👇

แผนลวงยานอนหลับดับอนาคต: คืนแค้นสลับแก้วของน้องชายสายเลือดปีศาจ สู่จุดจบหักมุมที่ผู้กะซวกหลังพี่ชายต้องพินาศย่อยยับเสียเ...
11/10/2026

แผนลวงยานอนหลับดับอนาคต: คืนแค้นสลับแก้วของน้องชายสายเลือดปีศาจ สู่จุดจบหักมุมที่ผู้กะซวกหลังพี่ชายต้องพินาศย่อยยับเสียเอง!

ในคฤหาสน์หินอ่อนอันโอ่อ่าของตระกูล ‘เกียรติธำรงค์’ ตระกูลมหาเศรษฐีเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ความหรูหราที่ฉาบเคลือบอยู่ภายนอกไม่อาจปกปิดกลิ่นอายของความอิจฉาริษยาที่เน่าเฟะอยู่ภายในได้เลย โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ ค่ำคืนที่ชี้ชะตาว่าใครจะได้ขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนอาณาจักรแสนล้านคนต่อไป

‘นาคินทร์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ยืนมองเงาของตัวเองสะท้อนบนกระจกบานใหญ่ในห้องน้ำหรู นัยน์ตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยไฟแห่งความริษยาที่ลุกโชนมาตั้งแต่จำความได้ เขาเกิดมาเป็นลูกคนที่สอง เป็นเพียง ‘ตัวสำรอง’ ที่ไร้ตัวตน ในขณะที่ ‘ตะวัน’ พี่ชายต่างมารดาวัยสามสิบสองปี คือลูกรัก คือเพชรเม็ดงาม คือทายาทอันดับหนึ่งที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ตะวันเก่งกาจ สุขุม และเป็นที่รักของบอร์ดบริหารทุกคน พรุ่งนี้เช้าจะมีการประชุมวาระพิเศษเพื่อแต่งตั้งตะวันขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร (CEO) อย่างเป็นทางการ ซึ่งนั่นหมายความว่านาคินทร์จะต้องทนอยู่ในร่มเงาของพี่ชายไปตลอดกาล

‘ไม่มีทาง... ฉันจะไม่ยอมเป็นไอ้ขี้แพ้ให้แกเหยียบหัวไปตลอดชีวิตหรอกตะวัน! พรุ่งนี้คนที่ต้องขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด จะต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น!’ นาคินทร์คำรามในใจ

เขาก้มลงมองซองพลาสติกขนาดเล็กในมือ ภายในบรรจุ ‘ผงยานอนหลับชนิดรุนแรงพิเศษ’ แบบไร้สี ไร้กลิ่น และออกฤทธิ์เฉียบพลันภายในสิบห้านาที มันเป็นยาผิดกฎหมายที่เขาใช้เงินจำนวนมหาศาลลักลอบซื้อมาจากตลาดมืด แผนการของนาคินทร์ถูกวางไว้อย่างแยบยลและอำมหิตที่สุด

เขาจ้าง ‘ริซ่า’ นางแบบสาวไซด์ไลน์ระดับวีไอพีให้มาสแตนด์บายรอที่ห้องสวีทของโรงแรมในเครือเกียรติธำรงค์ พร้อมกับจัดฉากนำยาเสพติดจำนวนหนึ่งไปซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางของตะวัน แผนคือ เขาจะผสมยานอนหลับนี้ลงในแก้วไวน์ของตะวันในคืนนี้ เมื่อพี่ชายหมดสติ เขาจะให้ลูกน้องคนสนิทแบกร่างของตะวันไปโยนทิ้งไว้บนเตียงกับริซ่าในสภาพเปลือยเปล่า พร้อมกับยาเสพติดของกลาง จากนั้นในตอนเช้าตรู่ เขาจะปล่อยคลิปหลุดและเรียกกองทัพนักข่าว รวมถึงบอร์ดบริหารให้ไป ‘บุกจับ’ ประธานคนใหม่คาเตียง!

อยากรู้ตอนจบ อ่านต่อด้านล่าง 👇

น้ำตาแห่งดอยร้างและพินัยกรรมสีเลือด: เมื่อพ่อแม่วัยชราถูกสายเลือดทรยศทิ้งให้รอความตายในบ้านผุพังบนยอดเขา สู่บทสรุปพลิกชะ...
09/10/2026

น้ำตาแห่งดอยร้างและพินัยกรรมสีเลือด: เมื่อพ่อแม่วัยชราถูกสายเลือดทรยศทิ้งให้รอความตายในบ้านผุพังบนยอดเขา สู่บทสรุปพลิกชะตากรรมพันล้านที่จะทำให้ลูกเนรคุณต้องคุกเข่าร่ำไห้ไปจนวันตาย!

เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปคันหรูคำรามก้องฝ่าความเงียบสงัดของป่าลึกบนยอดดอยที่ห่างไกลความเจริญ ถนนดินลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและโคลนตมทำให้รถสปอร์ตอเนกประสงค์ราคาแพงต้องแล่นอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่เมฆหมอกเริ่มโรยตัวต่ำลงมาพร้อมกับลมหนาวที่พัดบาดลึกถึงกระดูก

รถคันนั้นจอดสนิทลงที่หน้าลานดินแคบๆ เบื้องหน้าคือ ‘กระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่า’ ที่หลังคามุงแฝกผุพังจนแทบจะกันลมและฝนไม่ได้ สภาพของมันไม่ต่างอะไรจากเศษซากปรักหักพังที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับสิบปี

ประตูรถถูกกระชากเปิดออก ร่างของ ‘ตาอิน’ วัย 75 ปี และ ‘ยายจันทร์’ วัย 72 ปี ถูกผลักไสให้ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีที่หยาบคาย ชายชราและหญิงชราสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ ที่เก่าจนสีซีดจาง มือที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของตากุมมือยายไว้แน่น แววตาของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความงุนงง หวาดกลัว และปวดร้าวอย่างแสนสาหัส

“กฤต... นารี... พาลูกพาแม่มาที่นี่ทำไมลูก ที่นี่มันบ้านเก่าตั้งแต่สมัยตายายของพ่อ มันร้างไปตั้งนานแล้วนะลูก...” ตาอินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองหน้า ‘กฤต’ ลูกชายคนโตที่เป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และ ‘นารี’ ลูกสาวคนเล็กที่เป็นเซเลบริตี้ในแวดวงสังคมชั้นสูง

กฤตแค่นยิ้มมุมปาก เขาโยนถุงกระสอบพลาสติกสีรุ้งที่บรรจุเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดลงบนพื้นโคลนอย่างไม่ไยดี “ก็พามาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ไงครับพ่อ! พ่อกับแม่แก่ป่านนี้แล้ว จะไปอยู่คฤหาสน์หรูๆ ในกรุงเทพฯ ให้เป็นภาระพวกผมทำไม วันๆ ก็เอาแต่ทำตัวเปิ่นๆ ให้เพื่อนฝูงผมต้องหัวเราะเยาะ!”

นารี ลูกสาวที่พ่อแม่เคยขายที่นาส่งเสียให้เรียนจนจบเมืองนอก กอดอกและปรายตาตวัดมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาเหยียดหยาม “จริงอย่างที่พี่กฤตพูดนั่นแหละค่ะแม่ ตอนนี้หุ้นส่วนบริษัทของพวกเรากำลังจะมาปาร์ตี้ที่บ้านบ่อยๆ ขืนให้คนอื่นมาเห็นว่าพ่อกับแม่ของพวกเราเป็นแค่ตาแก่ยายแก่บ้านนอกคอกนา พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ! พ่อกับแม่เซ็นโอนบ้านและเงินเก็บทั้งหมดให้พวกเราแล้ว ก็ถือว่าหมดประโยชน์แล้ว อยู่อย่างสงบๆ รอวันตายที่นี่แหละค่ะ เหมาะสมที่สุดแล้ว!”

อยากรู้ตอนจบ อ่านต่อด้านล่าง 👇

หยาดน้ำตาของกัปตันหนุ่ม: หกเดือนแห่งการรอคอยที่แหลกสลาย เมื่อเที่ยวบินกลับบ้าน นำพาเขาไปพบภรรยาสุดที่รัก ถูกแม่ผัวใจยักษ...
08/10/2026

หยาดน้ำตาของกัปตันหนุ่ม: หกเดือนแห่งการรอคอยที่แหลกสลาย เมื่อเที่ยวบินกลับบ้าน นำพาเขาไปพบภรรยาสุดที่รัก ถูกแม่ผัวใจยักษ์ขังให้ใช้ชีวิตอย่างเวทนาใน ‘เล้าไก่ร้าง’ ท้ายสวน!

ล้อของเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 แตะลงบนรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายในยามค่ำคืน ‘กัปตันเมฆ’ นักบินหนุ่มอนาคตไกลวัยสามสิบสองปี ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกและเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ ตลอดระยะเวลาหกเดือนเต็มที่เขาต้องไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ บินส่งเสบียงและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในเขตตะวันออกกลางที่แสนอันตราย เขาต้องทนต่อความเหงาและความคิดถึงที่มีต่อ ‘ฟ้าลดา’ ภรรยาสาวแสนสวยและอ่อนโยนที่เพิ่งแต่งงานกันได้เพียงหนึ่งปี

เมฆส่งเงินเดือนหลักแสนของเขาทุกบาททุกสตางค์กลับมาที่บ้าน โดยโอนเข้าบัญชีของ ‘คุณหญิงจิตรเลขา’ ผู้เป็นแม่แท้ๆ ของเขา เพื่อให้ดูแลฟ้าลดาอย่างดีที่สุด เพราะฟ้าลดาเป็นเพียงหญิงสาวกำพร้าที่ไม่มีฐานะเทียบเท่าตระกูลของเขา แม่และน้องสาวของเมฆจึงมักจะแสดงท่าทีไม่พอใจนักในตอนที่เขาดึงดันจะแต่งงานด้วย แต่ก่อนไปปฏิบัติภารกิจ แม่ของเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลลูกสะใภ้คนนี้ให้สุขสบายราวกับเจ้าหญิง เมฆจึงยอมก้าวขึ้นเครื่องบินไปทำหน้าที่ด้วยความวางใจ

ทันทีที่กัปตันหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล เขาส่งยิ้มกว้าง หวังจะได้เห็นใบหน้าหวานๆ และอ้อมกอดที่คุ้นเคยของภรรยาพุ่งเข้ามาต้อนรับ แต่สิ่งที่รอเขาอยู่กลับมีเพียงคุณหญิงจิตรเลขาและ ‘รตี’ น้องสาวของเขา ที่กำลังนั่งจิบไวน์ดูทีวีกันอย่างสบายอารมณ์บนโซฟาหนังหรูหรา

“อ้าว ตาเมฆ! กลับมาแล้วเหรอลูก ทำไมไม่บอกแม่ล่วงหน้า จะได้ให้คนขับรถไปรับ” คุณหญิงจิตรเลขาแสร้งทำเป็นตกใจ รีบลุกขึ้นมาสวมกอดลูกชาย

อยากรู้ความจริงไหม? อ่านต่อ 👇

จุดจบสีกากีนอกแถว: เมื่อด่านเถื่อนรีดไถคนหาเช้ากินค่ำ แต่ดันกระตุกหนวดเสือ ปะทะ ‘ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่’ ที่ปลอมตั...
08/10/2026

จุดจบสีกากีนอกแถว: เมื่อด่านเถื่อนรีดไถคนหาเช้ากินค่ำ แต่ดันกระตุกหนวดเสือ ปะทะ ‘ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่’ ที่ปลอมตัวมาสืบราชการลับ การเช็คบิลล้างบางและบทลงโทษอันเด็ดขาดที่พวกกังฉินจะต้องจดจำไปจนวันตาย!

ลมหนาวในช่วงกลางดึกพัดกรรโชกแรงจนใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามถนนสายเปลี่ยวชานเมืองหลวง ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟกะพริบสีส้มจากเสาไฟที่เสียบ้างติดบ้าง รถแท็กซี่เก่าๆ คันหนึ่งกำลังแล่นไปตามทางอย่างเชื่องช้า เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มบ่งบอกถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน ‘ลุงสมหมาย’ โชเฟอร์วัยหกสิบกว่าปี ขยับแว่นสายตาที่รอยร้าว พยายามเพ่งมองถนนข้างหน้าด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้แกขับรถมาตั้งแต่เช้าตรู่ หวังจะได้เงินก้อนเล็กๆ ไปจ่ายค่าหยูกยาให้ภรรยาที่กำลังล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ที่บ้านเช่า

ที่เบาะหลังของรถแท็กซี่คันนั้น มีผู้โดยสารเพียงคนเดียวนั่งอยู่เงียบๆ เขาคือชายวัยห้าสิบเศษ สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีมอๆ สวมหมวกแก๊ปดึงลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบน ดูเผินๆ เหมือนชายวัยกลางคนธรรมดาที่เพิ่งเลิกงานกะดึก หรือไม่ก็เป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำทั่วไป ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้เสื้อผ้าอันแสนธรรมดานี้ เขาคือ ‘พลตำรวจโท ณัฐพล’ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่ป้ายแดง ที่เพิ่งได้รับคำสั่งสายฟ้าแลบให้มารับตำแหน่งและเตรียมจะเข้าพิธีประดับยศอย่างเป็นทางการในเช้าวันพรุ่งนี้!

พล.ต.ท. ณัฐพล ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉิน ซื่อสัตย์ และเกลียดชังการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงสีกากีเข้าไส้ เขาตั้งใจแต่งกายปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา นั่งรถแท็กซี่ตระเวนไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ ในยามวิกาล เพื่อตรวจตราดูการทำงานของลูกน้องในพื้นที่ด้วยตาของตนเอง ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ทว่า... รถแท็กซี่เก่าๆ ของลุงสมหมายวิ่งมาได้ไม่ไกลนัก แสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามากระทบกระจกหน้ารถจนลุงสมหมายต้องเบรกตัวโก่ง!

ข้างหน้าคือ ‘ด่านตรวจ’ ที่ตั้งขึ้นอย่างลวกๆ ไม่มีป้ายไฟแจ้งเตือน ไม่มีกรวยสะท้อนแสงที่ได้มาตรฐาน มีเพียงรถสายตรวจจอดซุ่มอยู่ในมุมมืด และนายตำรวจในเครื่องแบบสองนายที่กำลังยืนจังก้าขวางถนนอยู่

“จอดๆๆ! ปิดไฟหน้า ลดกระจกลงเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดกร้าวและหยาบคายดังก้องมาจากนายตำรวจยศนายดาบที่เดินเข้ามากระบองไฟฉายเคาะกระจกรถอย่างแรง

ลุงสมหมายรีบลดกระจกลงด้วยมือที่สั่นเทา “ม... มีอะไรหรือครับคุณตำรวจ ผมเพิ่งรับผู้โดยสาร กำลังจะกลับเข้าอู่ครับ”

อยากรู้เรื่องทั้งหมด? อ่านต่อ 👇

คืนข้ามปีสีเลือดและน้ำตา: เมื่อปู่มหาเศรษฐีบุกบ้านในคืนหนาว 12 องศา เพื่อทวงคืนหลานชายวัย 10 ขวบที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายจับ...
08/10/2026

คืนข้ามปีสีเลือดและน้ำตา: เมื่อปู่มหาเศรษฐีบุกบ้านในคืนหนาว 12 องศา เพื่อทวงคืนหลานชายวัย 10 ขวบที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายจับขังนอกรั้วด้วยข้อหา ‘แค่อยากสั่งสอนให้จำ’ ก่อนจะพิพากษาลูกชายเนรคุณให้หมดตัว!

ลมหนาวในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พัดกรรโชกแรงจนยอดไม้สั่นไหว อุณหภูมิบนยอดดอยในเขตเขาใหญ่ลดฮวบลงมาเหลือเพียง 12 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าหนาวจัดจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกสำหรับประเทศไทย ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงแสงไฟจากคฤหาสน์หรูหราที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเท่านั้นที่สว่างไสว

‘เจ้าสัวธนา’ มหาเศรษฐีวัยหกสิบแปดปี ผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจนำเข้าส่งออกระดับประเทศ กำลังขับรถเอสยูวีคันหรูของตนเองฝ่าความมืดมิดขึ้นเขามาเพียงลำพัง บนเบาะผู้โดยสารด้านข้างมีกล่องของขวัญกล่องใหญ่ที่ห่อด้วยกระดาษสีสันสดใส และหุ่นยนต์ประกอบรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ ‘น้องตะวัน’ หลานชายวัย 10 ขวบสุดที่รักบ่นว่าอยากได้มาหลายเดือน เจ้าสัวตั้งใจจะมาทำเซอร์ไพรส์หลานชายสุดที่รักถึงบ้านของลูกชายในคืนข้ามปี โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า

บ้านหลังนี้ เจ้าสัวธนาเป็นคนควักเงินสดกว่าห้าสิบล้านบาทซื้อให้ ‘กฤต’ ลูกชายคนเดียวของเขา เพื่อเป็นเรือนหอตอนที่กฤตแต่งงานกับแม่ของตะวัน แต่หลังจากที่ลูกสะใภ้คนโปรดของเจ้าสัวเสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายเมื่อสามปีก่อน กฤตก็พา ‘ริสา’ ผู้หญิงที่ทำงานเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าในบริษัทเข้ามาอยู่ในบ้าน ในฐานะ ‘ภรรยาใหม่’ และ ‘แม่เลี้ยง’ ของตะวัน

เจ้าสัวธนาไม่เคยไว้ใจริสา แววตาของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความละโมบและเสแสร้ง แต่เพื่อเห็นแก่ความสุขของลูกชาย เขาจึงยอมปิดตาข้างหนึ่งและปล่อยให้กฤตบริหารบริษัทต่อไป โดยมีข้อแม้เดียวคือ ‘ต้องดูแลตะวันให้ดีที่สุด’

แต่สิ่งที่เจ้าสัวธนาได้ค้นพบในค่ำคืนนี้ กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ฉีกกระชากหัวใจของคนเป็นปู่จนแหลกละเอียด!

เมื่อรถเอสยูวีคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์อัลลอยด์สีดำสนิทของคฤหาสน์ เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานและเสียงหัวเราะเฮฮาปาร์ตี้ดังลอดออกมาจากตัวบ้านที่สว่างไสว ริสาคงจะจัดปาร์ตี้เคานต์ดาวน์เชิญเพื่อนฝูงมาดื่มกินกันอย่างหรูหรา

แต่ในขณะที่เจ้าสัวกำลังจะเอื้อมมือไปกดรีโมทเปิดประตูรั้ว สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเงาดำเล็กๆ บางอย่างที่มุมมืดริมกำแพงรั้วด้านใน

อยากรู้ตอนจบ อ่านต่อด้านล่าง 👇

ความลับพันล้านหลังบานประตูผุพัง: เมื่อสะใภ้ใจร้ายอัปเปหิแม่ผัววัย 80 โทษฐานเป็นเศษขยะของบ้าน ก่อนที่กุญแจขึ้นสนิมจะไขเปิ...
07/10/2026

ความลับพันล้านหลังบานประตูผุพัง: เมื่อสะใภ้ใจร้ายอัปเปหิแม่ผัววัย 80 โทษฐานเป็นเศษขยะของบ้าน ก่อนที่กุญแจขึ้นสนิมจะไขเปิดคลังสมบัติที่จะพลิกชะตากรรมและตอกหน้าคนเนรคุณไปจนวันตาย!

“แม่เก็บข้าวของอันซอมซ่อของแม่ แล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว! ฉันอดทนเลี้ยงดูคนแก่ไร้ประโยชน์อย่างแม่มาหลายปีแล้วนะ วันๆ เอาแต่นั่งๆ นอนๆ กินข้าวสุกไปวันๆ ทำประโยชน์อะไรให้ครอบครัวเราบ้าง นอกจากเป็นตัวถ่วงความเจริญ!”

เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘อรทัย’ ลูกสะใภ้ที่แต่งตัวเต็มไปด้วยเครื่องประดับราคาแพงดังก้องไปทั่วคฤหาสน์หรู ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาในยามเย็น บนพื้นหินอ่อนขัดเงาเบื้องหน้าเธอ มีกระเป๋าผ้ากระสอบเก่าๆ ใบหนึ่งถูกโยนกองไว้

‘ยายบัว’ หญิงชราวัยแปดสิบปีผู้มีผมสีดอกเลาเต็มศีรษะ นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่สั่นไหวและปวดร้าว ร่างกายที่เหี่ยวย่นและผอมบางของเธอสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของแอร์ในคฤหาสน์ แต่เป็นเพราะความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกลงไปในหัวใจ ยายบัวเงยหน้าขึ้นมอง ‘เคน’ ลูกชายแท้ๆ ของเธอที่ยืนหลบสายตาอยู่ด้านหลังภรรยา เขาคือลูกชายที่เธอทะนุถนอมเลี้ยงดูมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ส่งเสียจนเรียนจบและได้เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต แต่ในวินาทีที่ผู้เป็นแม่กำลังถูกขับไล่ไสส่งเยี่ยงสุนัขข้างถนน เขากลับยืนนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากปกป้องผู้เป็นแม่เลยแม้แต่คำเดียว

“เคน... ลูกจะปล่อยให้แม่ไปจริงๆ หรือลูก... แม่แก่ป่านนี้แล้ว แม่จะไปอยู่ที่ไหน” ยายบัวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาใสๆ ร่วงหล่นอาบร่องรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

เคนถอนหายใจยาว แกล้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่าง “โธ่แม่ครับ... แม่ก็เข้าใจอรเขาหน่อยสิครับ เศรษฐกิจช่วงนี้มันแย่ ธุรกิจเราก็หมุนเงินไม่ค่อยทัน แถมแม่ก็ป่วยออดๆ แอดๆ ต้องเสียค่าหมอค่ายาตั้งเท่าไหร่ อรเขาเครียดน่ะครับ... แม่ไปอยู่บ้านพักคนชราของรัฐเถอะนะครับ ถือว่าช่วยลดภาระให้ลูกให้หลาน”

คำว่า ‘ภาระ’ หลุดออกจากปากของลูกชายแท้ๆ เปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่แทงทะลุหัวใจของคนเป็นแม่จนแหลกละเอียด ยายบัวก้มหน้าลงมองมือที่เหี่ยวย่นของตนเอง มือคู่นี้เคยไกวเปล เคยป้อนข้าว เคยอุ้มชูเขาจนเติบใหญ่ แต่บัดนี้มันกลับไร้ค่าในสายตาของลูก

อยากรู้ตอนจบ อ่านต่อด้านล่าง 👇

อภิสิทธิ์ชนกับตั๋วเฟิร์สคลาส: เมื่อแม่ลูกในชุดมอซอถูกไล่ตะเพิดไปนั่งหลังเครื่อง เพื่อหลีกทางให้เศรษฐีจอมหยิ่ง... ก่อนที่...
07/10/2026

อภิสิทธิ์ชนกับตั๋วเฟิร์สคลาส: เมื่อแม่ลูกในชุดมอซอถูกไล่ตะเพิดไปนั่งหลังเครื่อง เพื่อหลีกทางให้เศรษฐีจอมหยิ่ง... ก่อนที่ความจริงจะตอกหน้าทุกคนว่าเธอคือ ‘ประธานกรรมการ’ เจ้าของสายการบิน!

บรรยากาศภายในเคบินชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบินระดับโลกที่กำลังเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เต็มไปด้วยความหรูหราและเงียบสงบ แสงไฟสีนวลตาสาดส่องกระทบเบาะหนังแท้ที่ปรับนอนได้ราวกับเตียงในโรงแรมห้าดาว ‘มณีรัตน์’ หญิงสาววัยสามสิบห้าปีในชุดเสื้อสเวตเตอร์ถักตัวใหญ่สีครีมและกางเกงยีนส์สีซีด กำลังนั่งส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับ ‘น้องณิชา’ ลูกสาววัยเจ็ดขวบที่กำลังตื่นเต้นกับหน้าจอทีวีส่วนตัวและแก้วน้ำส้มคั้นสดในมือ

นี่คือการเดินทางไปพักผ่อนที่ปารีสซึ่งมณีรัตน์สัญญาไว้กับลูกสาวมาแรมปี เธอเลือกจองที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสแถวหน้าสุดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับณิชา แม้การแต่งกายของพวกเธอจะดูเรียบง่ายจนแทบจะกลืนไปกับผู้โดยสารชั้นประหยัด แต่มณีรัตน์ก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอชอบความสบายและไม่เคยคิดว่าคุณค่าของคนวัดกันที่แบรนด์เนมบนเรือนร่าง

ทว่า... ความสุขและรอยยิ้มของสองแม่ลูกกลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เมื่อผู้โดยสารคนสุดท้ายก้าวเข้ามาในเคบิน

ชายร่างท้วมวัยห้าสิบเศษในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับ นาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชรส่องประกายแสบตา เดินกระแทกส้นเท้าเข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยส่วนตัว เขาคือ ‘สมศักดิ์’ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความเย่อหยิ่งและอารมณ์ร้าย สมศักดิ์กวาดสายตามองไปรอบๆ เคบิน ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเมื่อพบว่าที่นั่งแถวหน้าสุดที่เขามักจะนั่งประจำ ถูกจับจองโดยแม่ลูกคู่หนึ่งที่ดูราวกับ ‘คนหลงทาง’ เข้ามาในพื้นที่ของอภิสิทธิ์ชน

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” สมศักดิ์ตวาดเสียงดังลั่นจนผู้โดยสารคนอื่นหันมามอง เขาหันไปหา ‘ลิตา’ หัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับใช้ด้วยท่าทีประจบประแจง “ทำไมที่นั่งประจำของผมถึงมีพวกบ้านนอกที่ไหนก็ไม่รู้มานั่ง! ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าผมต้องการเบาะ 1A กับ 1B เท่านั้น! ผมเป็นสมาชิกระดับแพลทินัมนะ!”

ลิตาหน้าถอดสี เธอรีบก้มหัวปะหลับปะเหลือก “ต... ต้องกราบขออภัยด้วยค่ะคุณสมศักดิ์ คือที่นั่งตรงนั้นถูกผู้โดยสารท่านอื่นจองระบบออนไลน์มาล่วงหน้าแล้วค่ะ ส่วนที่นั่งของคุณสมศักดิ์คือ 2A กับ 2B ที่อยู่แถวหลังถัดไปค่ะ”

อยากรู้ความจริงไหม? อ่านต่อ 👇

บททดสอบห้าหมื่นบาท ขนมปังครึ่งก้อน และภาพถ่ายสีจาง: เมื่อกับดักจับขโมยตัวน้อย กระชากความลับดำมืดที่สายเลือดของผมซ่อนไว้ม...
07/10/2026

บททดสอบห้าหมื่นบาท ขนมปังครึ่งก้อน และภาพถ่ายสีจาง: เมื่อกับดักจับขโมยตัวน้อย กระชากความลับดำมืดที่สายเลือดของผมซ่อนไว้มาตลอดยี่สิบปี!

ฝนตกหนักในบ่ายวันอังคาร บรรยากาศภายในร้านขายของเก่าที่ผมเป็นเจ้าของนั้นทั้งมืดสลัวและเงียบสงัด ผม ‘อารัญ’ ชายวัยสี่สิบปีผู้หันหลังให้กับความร่ำรวยและตระกูลมหาเศรษฐีของตัวเอง กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกไม้สักตัวเก่า ผมแกล้งหลับตาลง ปล่อยให้เสียงสายฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีเป็นฉากหลัง ทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนของผมกำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่ บนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ตรงหน้าผม มีธนบัตรใบละพันบาทจัดเป็นปึกวางทิ้งไว้อย่างล่อตาล่อใจ มูลค่าของมันคือ เงินห้าหมื่นบาทถ้วน

นี่ไม่ใช่ความสะเพร่า แต่เป็น ‘กับดัก’ ที่ผมจงใจวางไว้เพื่อทดสอบสันดานของเด็กชายคนหนึ่ง

‘ตะวัน’ คือชื่อของเด็กเร่ร่อนวัยสิบขวบที่มักจะมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าร้านของผมในช่วงเดือนที่ผ่านมา รูปร่างของเขาผอมโซจนเห็นกระดูกสันหลังปูดโปนทะลุเสื้อยืดสีมอๆ ที่ขาดวิ่น ผมมักจะจ้างให้เขาช่วยกวาดหน้าร้านหรือยกของแลกกับเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ แต่ช่วงหลังมานี้ ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยในร้านเริ่มหายไป ผมที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจที่สอนให้ระแวงทุกคน จึงปักใจเชื่อทันทีว่าไอ้เด็กขอทานคนนี้คือหัวขโมย ผมจึงตัดสินใจวางเงินก้อนใหญ่ไว้บนโต๊ะ แกล้งทำเป็นนอนหลับลึก เพื่อจับให้มั่นคั้นให้ตาย หากเขากล้าแตะต้องเงินก้อนนี้แม้แต่บาทเดียว ผมจะส่งตัวเขาให้ตำรวจและตัดขาดความสงสารที่เคยมีให้จนหมดสิ้น

เสียงฝีเท้าเล็กๆ ย่ำลงบนพื้นไม้ที่ดังลั่นเอี๊ยดอ๊าดบ่งบอกว่าตะวันได้ก้าวเข้ามาในร้านแล้ว ผมหรี่ตาลงมองผ่านร่องขนตา เห็นร่างเล็กเปียกปอนกำลังยืนสั่นสะท้านอยู่หน้าโต๊ะ สายตาของเด็กน้อยจดจ้องไปที่ปึกเงินห้าหมื่นบาทอย่างไม่วางตา

‘เอาสิ... หยิบมันเลย’ ผมคิดในใจอย่างเย็นชา รอคอยวินาทีที่สัญชาตญาณความโลภของมนุษย์จะทำงาน

ตะวันค่อยๆ ยื่นมือที่ดำกร้านและสั่นเทาออกไปหาปึกเงินนั้น ผมเกร็งกล้ามเนื้อเตรียมจะพุ่งตัวลุกขึ้นตวาด แต่แล้ว... สิ่งที่เด็กสิบขวบคนนี้ทำ กลับทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก

ตะวันไม่ได้หยิบเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เขาเพียงแค่หยิบปึกเงินห้าหมื่นบาทนั้นเลื่อนขยับออกไปให้พ้นจากแนวน้ำฝนที่กำลังหยดรั่วลงมาจากหลังคา เพื่อไม่ให้เงินของผมต้องเปียกน้ำ จากนั้น เด็กน้อยก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขาสั้นที่ขาดรุ่งริ่ง ดึงเอา ‘ขนมปังเก่าๆ’ ก้อนหนึ่งที่บี้แบนและเสียทรงออกมา ขนมปังก้อนนั้นคงเป็นอาหารมื้อเดียวที่เขามีประทังชีวิตในวันนี้

อยากรู้เรื่องทั้งหมด? อ่านต่อ 👇

ยาดฝนแห่งความสัตย์ซื่อและรอยน้ำตาของมหาเศรษฐี: สองชั่วโมงแห่งความหนาวเหน็บกลางพายุของเด็กหญิงวัยแปดขวบ กับคำตอบเพียงประโ...
06/10/2026

ยาดฝนแห่งความสัตย์ซื่อและรอยน้ำตาของมหาเศรษฐี: สองชั่วโมงแห่งความหนาวเหน็บกลางพายุของเด็กหญิงวัยแปดขวบ กับคำตอบเพียงประโยคเดียวที่สั่นสะเทือนวิญญาณและแช่แข็งหัวใจอันด้านชาของผู้ทรงอิทธิพลไปตลอดกาล!

ในแวดวงธุรกิจระดับทวีปเอเชีย ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของ ‘เจ้าสัวบดินทร์’ ประธานกรรมการบริหารเครือ บดินทร์ กรุ๊ป อาณาจักรธุรกิจแสนล้านที่ครอบคลุมตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เจ้าสัวบดินทร์ในวัยเจ็ดสิบสองปี ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า ‘ฉลามขาวแห่งวงการธุรกิจ’ เพราะความเด็ดขาด เย็นชา และไร้ความปรานี เขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจในปรัชญาที่ว่า ‘ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีป้ายราคาติดไว้ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความซื่อสัตย์ หรือแม้แต่ชีวิตคน ขอแค่ตัวเลขสูงพอ มนุษย์ทุกคนก็พร้อมจะก้มหัวให้’

ค่ำคืนหนึ่งในย่านธุรกิจใจกลางมหานคร พายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่พัดถล่มเมืองอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้ามืดมิดถูกฉีกขาดด้วยแสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องที่ดังกึกก้อง เจ้าสัวบดินทร์เพิ่งเดินออกมาจากโรงแรมระดับห้าดาว หลังจากการเซ็นสัญญากว้านซื้อที่ดินสลัมเพื่อนำมาสร้างเป็นกาสิโนคอมเพล็กซ์ เขาเพิ่งสั่งไล่ตะเพิดชาวบ้านนับพันชีวิตออกจากพื้นที่โดยไม่สนคำอ้อนวอนใดๆ

ชายชราผู้เย่อหยิ่งก้าวเดินอย่างสง่างามไปยังรถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัค (Mercedes-Maybach) สีดำขลับที่จอดเทียบรออยู่ บอดี้การ์ดชุดดำนับสิบคนกางร่มคันใหญ่เพื่อปกป้องเจ้านายจากละอองฝน ทว่าในจังหวะที่เจ้าสัวกำลังก้มตัวสอดร่างเข้าไปในเบาะหลังสุดหรู กระเป๋าสตางค์หนังจระเข้สั่งทำพิเศษจากอิตาลีที่เหน็บอยู่ตรงกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน กลับลื่นหลุดร่วงลงไปบนพื้นถนนที่เปียกแฉะ โดยที่บอดี้การ์ดและตัวเขาเองไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่คนเดียว!

ประตูรถปิดสนิท ขบวนรถหรูแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นละอองและสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง

อ่านต่อเพื่อรู้ตอนจบ 👇

ที่อยู่

Chiang Mai
50000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Family Fan โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์