10/04/2026
ม่าง (Maaj) หรือ ม่า (Maj) ของม้ง ไม่ใช่กัญชา และเรายืนหยัดที่จะใช้คำว่า "ม่าง" แทนคำว่า "กัญชง" หรือ "เฮมพ์" (H**p)
"ม่าง(กัญชง)ในวิถีชีวิตชาติพันธุ์ม้ง"
ม่าง (Maaj) หรือกัญชง (H**p) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกัญชา (Ma*****na) โดยม่างมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. subsp. sativa ขณะที่กัญชามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L subsp. indica
ในทางชีววิทยาแล้วมีความแตกต่างกันในลักษณะของต้นม่าง(กัญชง)กับกัญชา เช่นเดียวกันกับในทางเคมีที่ม่าง(กัญชง)มีสารเสพติด THC ต่ำกว่ากัญชา แต่มีสารที่มีคุณค่าอย่าง CBD มากกว่า ความแตกต่างของสาระสำคัญทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ถูกทางราชการจัดให้เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ปี พ.ศ. 2522 เหมือนกัน
ปัจจุบันม่างก็ถูกพ่วงเข้าไปในกระบวนการถกเถียงทางกฎหมายว่าด้วยกัญชา-กัญชง ทั้งที่ชาวม้งซึ่งปลูกม่างมายาวนานไม่ได้ใช้ส่วนประกอบของม่างเพื่อเสพแต่อย่างใด เพียงแต่ปลูกเพื่อนำเอาเปลือกมาทำเป็นเส้นใยสำหรับการทอผ้าเท่านั้น
ที่ผ่านมามักจะเกิดความสับสนระหว่างพืชสองตัว (ชนิด) ดังกล่าว โดยการใช้ชื่อภาษาไทยว่า “กัญชง” กับ “กัญชา” ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน กับทั้งเพื่อให้เข้ากับประเด็นสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จึงจะใช้คำว่า “ม่าง” ตามชื่อเรียกในภาษาม้ง แทนคำว่า “กัญชง” หรือ “เฮมพ์” ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป
ในบริบทของชุมชนบนพื้นที่สูงในประเทศไทย พบเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มีการปลูกและใช้เปลือกของต้นม่างเพื่อทำเป็นเส้นใยสำหรับการทอผ้าและใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ม่างเป็นพืชพื้นบ้านในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภาคเหนือของเวียดนาม ลาว พม่าและไทย
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากม่างยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการแง่ของวัสดุสำหรับพิธีกรรมความเชื่อ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและการซื้อขายเพื่อสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระหว่างคนม้งในเอเชียและประเทศตะวันตกกับทั้งลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่คนม้งด้วย
ในแง่ของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งในรายละเอียดนั้นไม่ได้แยกกัญชงหรือม่างออกจากกัญชาแต่อย่างใด จนกระทั่งล่าสุดมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ให้กัญชา ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. วงศ์ Cannabaceae รวมทั้งชื่อวิทยาศาสตร์อื่นๆ อันเป็นชื่อพ้อง เฉพาะส่วนของช่อดอก เป็นสมุนไพรควบคุม ในรายละเอียดข้อ 3 ระบุว่าผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาต
นับเป็นการปลดล็อคกัญชาและกัญชงจากการเป็นยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาและดูแลสุขภาพประชาชนในระดับครัวเรือน และสนับสนุนให้เป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีการควบคุมการผลิตสารสกัดให้มีคุณภาพมาตรฐานและมีมาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายจะนำกัญชา-กัญชงกลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 ดังเดิม แต่ถูกพรรคร่วมรัฐบาลและภาคประชาชนคัดค้านอย่างหนัก รัฐบาลจึงหาทางออกด้วยการให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป (เรื่องเล่าเช้านี้, 2567) ขณะที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เคยส่งเสริมให้นำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดแห่งชาติได้ออกมาตอกย้ำว่าจุดยืนของพรรคคือให้มีการใช้กัญชาเฉพาะเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ คือการรักษาอาการเจ็บป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น
ประการสำคัญคือ ภายใต้การเมืองของการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ม่าง(กัญชง)ซึ่งเป็นพืชทางวัฒนธรรมของชาวม้งและไม่ได้ใช้เป็นยาเสพติดมิได้ถูกแยกออกจากกัญชาแต่อย่างใด
ปัญหาความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ต่อความแตกต่างระหว่างม่างและกัญชา กับไม่เข้าใจในความสำคัญของม่างกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง นำมาซึ่งการจับกุมหญิงชาวม้งที่ปลูกพืชกัญชงสำหรับใช้เปลือกเพื่อทำเส้นใยทอผ้า ด้วยข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านปลูกกัญชาซึ่งเป็นพืชผิดกฎหมาย ดังกรณีของแม่ซี แซ่ลี แกนนำสตรีม้งบ้านพญาพิภักดิ์ ตำบลยางฮอม อกเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2548 (พัชนียา ศรีนวล, 2548) กับกรณีของครอบครัวม้งที่ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง ถูกจับดำเนินคดี โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวหาว่ากัญชงที่ชาวบ้านปลูกนั้นเป็นกัญชาซึ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (มติชนออนไลน์, 2564) ชาวบ้านถูกจับกุมและกักขัง คดียืดเยื้อยาวนาน จนกระทั่งมีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2565 ให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป ชาวบ้านจึงถูกเลิกส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี แต่รัฐก็ไม่ได้ชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าทุกข์แต่อย่างใด
ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองในประเทศไทยเกี่ยวกับสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิด้านอื่น ๆ กลายเป็นกระแสที่ทั้งภาคส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญ เพราะเป็นประเด็นพื้นฐานว่าสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ในกรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 โดยเฉพาะในมาตรา 9 ที่ระบุว่า
“กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพหรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิการจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุกรรมพืชและสัตว์อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและระบบนิเวศอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ตลอดจนธำรงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับที่ดิน น้ำ ป่าไม้ ทะเลและชายฝั่งทะเล รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติอื่นด้วย”
ดังนั้น การศึกษาวิจัยม่างมิติในทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง กับประเด็นม่างและสิทธิทางวัฒนธรรมของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองจึงเป็นประเด็นที่ควรดำเนินการเพื่อทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานและแนวทางในการกำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมพรรณพืชพื้นบ้านและภูมิปัญญาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองต่อไป
บทความโดย ประสิทธิ์ ลีปรีชา
10 เมษายน 2569