ม่างม้ง Maaj Hmoob

ม่างม้ง Maaj Hmoob ม่างม้ง (Maaj Hmoob) เป็นเพจที่เผยแพร่เรื่องราวของม่าง(กัญชง)ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับวิถีชีวิตม้ง

29/06/2026

จากเด็กหญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ชื่นชอบในม่าง จนหัดทำ “ผ้าม่าง” ด้วยตัวเอง วันนี้เธอกลายเป็นผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สร้างทั้งอาชีพ รายได้ และช่วยสืบทอดภูมิปัญญาของชาวม้งให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

เรื่องราวของ “ดาวม่าง” พิสูจน์ให้เห็นว่า หากมองเห็นคุณค่าและกล้าลงมือทำ ภูมิปัญญาดั้งเดิมก็สามารถเติบโตไปสู่ตลาดสากลได้

ชวนทุกคนมาร่วมค้นพบเรื่องราวที่ถักทอด้วยความตั้งใจ ความภูมิใจ และอัตลักษณ์ของชุมชน ผ่านผ้าม่างทุกผืนและผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น
#ดาวม่าง #ผ้าใยกัญชง #ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ #วิสาหกิจชุมชน

25/06/2026
THONG PUA ธุรกิจ “ม่าง” ข้ามชาติ“THONG PUA” หรือ “โท้งปั๊ว” แบรนด์กระเป๋าผ้างานฝีมือที่วางขายเป็นประจำทุกวันหยุดสุดสัปดา...
23/06/2026

THONG PUA ธุรกิจ “ม่าง” ข้ามชาติ

“THONG PUA” หรือ “โท้งปั๊ว” แบรนด์กระเป๋าผ้างานฝีมือที่วางขายเป็นประจำทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ในกาดจริงใจ (Jing Jai Market) กลางเมืองเชียงใหม่ คือแบรนด์ที่เปลี่ยนให้ “เศษผ้าเก่า” กลายมาเป็น “สินค้า” และ “งานศิลปะ” ที่ใช้งานได้จริง ด้วยการผสมผสานเข้ากับเส้นใยม่าง(กัญชง)ดิบ กระเป๋าแต่ละใบของที่นี่ถูกออกแบบและตัดเย็บขึ้นมาให้มีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวในโลก โดย พี่นา หรือ รัตนา วาณิชประดิษฐ์ และพี่พ่า หรือ กัมพล วาณิชประดิษฐ์ คู่สามีภรรยาวัยสี่สิบต้น ๆ สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจบอกเล่าวัฒนธรรมของม้งผ่านลวดลายบนผืนผ้า ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยหรือผ้าม้งที่มีลายปักและลายเขียนเทียนต่าง ๆ

“หลังจากเราตัดสินใจว่าอยากทำธุรกิจจึงช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรกันดี เราอยากนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมม้ง เกี่ยวกับผ้าม้ง รวมไปถึงเส้นใย ผ้าปักและการเขียนเทียนของม้งโดยใช้เศษผ้าเก่าที่มีเอกลักษณ์ความเป็นม้งมาตัดเย็บเข้ากับเส้นใยม่าง (กัญชง) ที่ผ่านการถักทออย่างประณีต มากกว่าปักลายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำผลิตภัณฑ์กระเป๋าหิ้วและสะพาย ก็เลยเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ครับ” พี่พ่าเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่เริ่มทำกระเป๋าผ้าเอกลักษณ์ม้งขายในตลาดหัตถกรรมฝีมือท้องถิ่นแห่งนี้ สำหรับชื่อแบรนด์ “THONG PUA” นั้น มีที่มาจากภาษาม้ง คือคำว่า Thoob Puab (โท้งปั๊ว) ที่เขียนในรูปแบบภาษาอังกฤษ หมายถึง “ย่าม” สำหรับใช้สะพาย

หนึ่งในบทสัมภาษณ์ของพี่นาก็เล่าถึงความหายากของกระเป๋าแต่ละใบว่า “เนื่องจากเราใช้เศษผ้าเก่าที่มีลวดลายเอกลักษณ์ม้งมาเย็บติดกับผืนผ้าที่เป็นเส้นใยจากม่าง กระเป๋าแต่ละใบจึงไม่เหมือนกัน บางทีลูกค้านำกระเป๋าที่เพื่อนเคยซื้อไป เอามาให้เราดู แล้วบอกว่าอยากได้แบบนี้ แต่เราไม่มีขายแล้วเพราะเราทำมาแค่ตัวเดียว (หัวเราะเบา ๆ)”

พี่นาเกิดที่หมู่บ้านม้งดอยปุย ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 26 กิโลเมตร เธออยู่กับงานแปรรูปและทอผ้าใยม่างมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยมักจะช่วยพี่น้องทำและนำไปขายที่ตลาดไนท์บาซาร์ ในเมืองเชียงใหม่ ด้วยต้นทุนชีวิตและประสบการณ์ที่ได้สะสมมาจึงทำให้เธอตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จนกระทั่งในปี 2549 ด้วยความหลงใหลในผ้าม้งอยู่แล้ว ประกอบกับมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เธอและสามีซึ่งมาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานค้าขายเสื้อผ้าม้งอยู่แล้วด้วย จึงร่วมกันสร้างแบรนด์กระเป๋าผ้า THONG PUA ขึ้นมา

ม่างในผลิตภัณฑ์ THONG PUA

พี่นาเล่าว่า “กระเป๋าของแบรนด์นี้ประกอบด้วยวัตถุดิบหลักอยู่สองชนิด ชนิดแรกคือม่าง ซึ่งกระเป๋าแต่ละใบจะใช้ม่างมากกว่าร้อยละ 80 ของผ้าทั้งหมด ส่วนวัตถุดิบชนิดที่สองคือผ้าฝ้าย การใช้ผ้าฝ้ายมาผสมจะช่วยเพิ่มมิติด้านความสวยงาม และช่วยลดต้นทุนของการผลิต ทำให้สามารถตั้งราคาขายสินค้าได้ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น” แต่ถึงอย่างนั้น “ม่าง” ยังคงเป็น “วัตถุดิบส่วนใหญ่” ที่เลือกใช้เพื่อให้ได้กระเป๋าที่ตรงต่อความต้องการของแบรนด์มากที่สุด

เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ของทั้งคู่หมดไปกับการออกแบบ ตัดเย็บ ไปจนถึงการทำการตลาด จึงต้องเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นโดยมีทั้งแบบที่เป็นผ้าสำเร็จรูปและแบบเส้นด้ายม่าง กว่าจะได้เป็นเส้นด้ายมาให้ใช้นั้นทั้งคู่ต้องสั่งซื้อเส้นใยของเปลือกม่างที่ลอกแล้ว โดยการนำเข้าจากประเทศจีนในรูปของเส้นใยดิบที่ยังไม่ฟอก ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตำ ปั่นและต่อเส้นใยม่างที่จังหวัดตาก ก่อนจะถูกส่งกลับมาถึงมือของทั้งสองคนในรูปของม้วนด้ายม่างที่เชียงใหม่เพื่อใช้ถักทอเป็นชิ้นงานต่อไป เหตุผลที่ไม่ซื้อเส้นใยจากผู้ปลูกม่างชาวม้งในไทยเพราะราคาค่อนข้างแพงกว่า

นอกจากเส้นใยม่างที่นำเข้ามาจากประเทศจีนแล้ว เศษผ้าเก่าที่นำมาตกแต่งกระเป๋าของแบรนด์ที่เป็นลวดลายปักและงานเขียนเทียนของม้งก็ถูกรวบรวมมาจากชาวม้งทั้งในจีน เวียดนาม ลาวและไทย ซึ่งเสน่ห์ของผ้าเหล่านี้คือ แม้ว่าชาวม้งทั้งหมดจะมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมร่วมกัน แต่ทุกกลุ่มอพยพและย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนที่ต่างกัน ม้งแต่ละประเทศจึงมีการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมอื่นในท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้การเล่าเรื่อง การตีความ และจินตนาการในการปักและเขียนลวดลายลงบนผ้ามีเอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะของกลุ่มย่อยที่ต่างกันเช่นกัน

ความหลากหลายนี้ทำให้ THONG PUA ไม่ได้จำกัดให้ตัวเองเป็นแค่แบรนด์สินค้าที่นำเสนอวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวม้งในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับบอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมม้งจากหลายภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

สินค้าที่เป็นหัตถกรรมฝีมือของแบรนด์ THONG PUA เน้นขายให้กลุ่มลูกค้าที่มาตลาดจริงใจเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน รวมถึงชาวตะวันตกด้วย นอกนั้นยังมีหญิงสาวคนจีนมาไลฟ์สดเพื่อขายให้ลูกค้าที่ประเทศจีนด้วย พี่พ่าบอกกับทีมงานของเราว่า “เราซื้อเส้นใยม่างที่เป็นวัตถุดิบมาจากประเทศจีน ซื้อเศษผ้าเก่าม้งมาจากจีน เวียดนามและลาว นำมาผลิตเป็นแบรนด์ที่เชียงใหม่ แล้วนักท่องเที่ยวจีนมาเห็น เขาก็ซื้อกลับไปใช้และไปขายที่โน่นต่อ”

ระหว่างที่ทีมงานสังเกตและสัมภาษณ์พี่พ่ากับพี่นา ทั้งสองต่างลงมือผลิตสินค้าพร้อมกับคอยลุกไปดูแลลูกค้าที่เข้ามาสอบถามรายละเอียดและซื้อสินค้า นอกจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาดูและเลือกซื้อสินค้าอย่างไม่ขาดแล้ว หญิงสาวชาวจีนคนหนึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงในการไลฟ์สดขายกระเป๋าใบแล้วใบเล่า บ่ายวันอาทิตย์นั้นยังมีหญิงสาวม้งสองคนจากรัฐอริสโซน่าในสหรัฐอเมริกาเดินผ่านร้าน และเข้ามาทักทายพูดคุยกับเจ้าของรวมถึงทีมงานของพวกเราด้วย หลังจากสนทนาและสอบถามรายละเอียดกัน แต่ละคนตัดสินใจซื้อกระเป๋าสะพายผ้าม่างลายม้งไปด้วย พวกเราจึงถามว่าเนื้อหาของสินค้าที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษบนป้ายของร้านนั้นได้มาอย่างไร? พี่พ่าอธิบายว่า “อ๋อ ก่อนหน้านั้นมีเพื่อนม้งจากเมือง La Cross ในรัฐ Wisconsin มาเห็นเราขายสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ม้ง เขาประทับใจมาก จึงช่วยเขียนและออกแบบป้ายนี้ให้ครับ”

การเดินทางของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากม่างเหล่านี้สะท้อนภาพของ “การแบ่งงาน” ตามความเชี่ยวชาญของกลุ่มคนที่แตกต่างกันในสังคมยุคสมัยใหม่ การผลิตสินค้าสักชิ้นหนึ่งขึ้นมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในครอบครัวหรือเส้นแบ่งพรมแดนประเทศที่ถูกสมมุติขึ้นอีกต่อไป แต่ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นสามารถเชื่อมโยงผู้คน แรงงาน ศิลปหัตถกรรม ผู้ชำนาญการและผู้บริโภคจากหลายภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังช่วยสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้กลุ่มคนที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความนิยมชมชอบเดียวกันท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน

สำคัญคือ THONG PUA เป็นแบรนด์หัตถกรรมฝีมือกระเป๋าของคนม้งรุ่นใหม่ เป็นวิสาหกิจชาติพันธุ์ที่ต่อยอดจากพืชพันธุกรรมท้องถิ่น วัตถุดิบที่เป็นเส้นใยและผ้าทอม่างในภูมิปัญญาชาติพันธุ์ม้ง จากชุมชนบนภูเขา สู่ตลาดนักท่องเที่ยวในพื้นราบ และข้ามชาติข้ามทวีป เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความพยายามของเจ้าของและความภาคภูมิใจของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

เรียบเรียง: กิตตินันท์ วงศ์วานศิริ
23 มิถุนายน 2569

คณะที่ปรึกษา: ประสิทธิ์ ลีปรีชา, ชวลิต กอสัมพันธ์, อุไร ยังชีพสุจริต
เครดิตภาพถ่าย: ประสิทธิ์ ลีปรีชา, เมย์กาวี ศรีธนูชัย

บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการวิจัย: "ม่าง (กัญชง): พืชพันธุกรรมและมรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์ม้ง"

องค์กรสนับสนุน: ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน) และภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

✨ดาวม่าง: จากผลิตภัณฑ์ใช้สอยสู่สินค้าในตลาดสากลผ้าม่าง-คืออะไร? กลุ่มสตรีม้งบ้านแม่สาน้อยยกระดับจากการผลิตเพื่อใช้ในชีวิ...
21/06/2026

✨ดาวม่าง: จากผลิตภัณฑ์ใช้สอยสู่สินค้าในตลาดสากล

ผ้าม่าง-คืออะไร? กลุ่มสตรีม้งบ้านแม่สาน้อยยกระดับจากการผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันมาเป็นสินค้าในตลาดได้อย่างไร?

ผ้าม่างเป็นผ้าที่ทอขึ้นมาจากเส้นใยของต้นม่าง (กัญชง) โดยเส้นใยที่ใช้นั้นมาจากเปลือกของลำต้น หลังจากลอกเปลือกออกมาแล้วยังต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน จนกว่าจะออกมาเป็นเส้นด้ายเพื่อนำมาทอเป็นผ้าแต่ละผืน นอกจากการใช้เส้นใยและผืนผ้าม่างในพิธีกรรม ของใช้และเครื่องแต่งกายแล้ว ปัจจุบันหญิงชาวม้งรุ่นใหม่ยังต่อยอดมาเป็นสินค้ายอดนิยมในตลาดสากลได้ด้วย กลุ่มวิสาหกิจ “ดาวม่าง” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นในด้านนี้

เมื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากม่างเป็นสิ่งที่คนม้งต้องใช้อยู่ตลอดตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน การปลูกและใช้ม่างจึงเป็นส่วนหนึ่งในภูมิปัญญาของม้งที่ถูกส่งต่อผ่านวิถีชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน แม้ว่าปัจจุบันคนที่มีความรู้และความสนใจในภูมิปัญญาการผลิตผ้าม่างของม้งจะลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีโอกาสและทางเลือกใหม่ในการสร้างรายได้ กับมีผ้าดิบในตลาดให้เลือกมากขึ้น จึงไม่ได้ให้ความสนใจในการเรียนรู้ภูมิปัญญาที่มี แต่ก็ยังมีคนม้งที่ชื่นชอบ ตั้งใจเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ให้ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ของตนไม่หายไปและถูกส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป

จากความชื่นชอบส่วนตัวตั้งแต่เด็ก นำมาสู่การมองเห็นโอกาสที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและลงมือทำจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มวิสาหกิจ “ดาวม่าง” ผ้าใยกัญชง (ม่าง) ในชุมชนแม่สาน้อย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

“ถ้าถามถึงจุดเริ่มต้นของความชอบในผ้าม่างก็คงเพราะเป็นเด็กกำพร้า คุณแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันยังเล็ก จึงไม่มีเสื้อผ้าใส่แบบคนอื่นเขา ทำให้อยากได้ผ้าม่างมาก จนต้องหัดทำเองโดยมีน้าเป็นคนสอน แม้ช่วงที่แต่งงานเข้าบ้านสามี แม่สามีท่านเห็นว่าการทำผ้าม่างนั้นเป็นสิ่งที่เหนื่อยและหนักมาก ฉันจึงหยุดทำไปช่วงหนึ่ง แต่หลังจากแม่สามีเสียชีวิตความตั้งใจเดิมก็กลับมาอีกครั้ง จึงไปศึกษาวิธีการทำม่างเพิ่มเติมจากน้าและแม่บ้านคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน หลังจากนั้นได้ทำผ้าม่างต่อเนื่องมา แล้วพัฒนามาเป็นกลุ่มดาวม่างในปัจจุบันนี้” ป้าเฉ่า (Tshaus) หรือนางธัญพร ถนอมวรกุล แกนนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดาวม่าง ผ้าใยกัญชง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความชอบในผ้าม่างและพัฒนาการมาเป็นกลุ่มดาวม่าง

ความชื่นชอบและความสำเร็จในการผลิตผ้าม่างของป้าเฉ่าย่อมต้องมีคนอยู่เคียงข้าง นั่นคือสามีลุงว่างเส่ง (Vaaj Xees) หรือนายชินโชติ ถนอมวรกุล ป้าเฉ่าเล่าว่า
“ตอนนั้นป้ากับลุงขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่ไนท์บาซาร์และหัวหินในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งคู่ต้องเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับที่โน่นเพื่อปลูกและเก็บเกี่ยวม่างในฤดูการปลูกและทำม่างอยู่ตลอด” นอกจากการจ้างให้คนในหมู่บ้านตำและต่อเส้นใยม่างแล้วขั้นตอนอื่น ๆ ทั้งคู่ทำด้วยกันเอง โดยสละเวลาว่างจากการขายของที่ควรจะต้องพักผ่อน แต่เพราะความชื่นชอบจึงใช้เวลาเหล่านั้นมาทำผ้าม่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง

ภายหลังเริ่มมีนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบและมาขอซื้อผ้าม่างของตน จึงทำให้ป้าเฉ่าเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้จากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ด้วยการผลิตสินค้าที่ทำจากม่างเพื่อขายให้ผู้คนที่ชอบหรือต้องการนำไปใช้งาน เนื่องจากม้งไม่ได้ใช้ม่างมาทอเป็นผ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำมาใช้ในงานพิธีกรรมด้วย เช่น สายสิญจน์ เสื้อผ้าและรองเท้าสำหรับสวมใส่ให้ผู้วายชนม์ ความต้องการที่จะใช้สินค้าเหล่านี้จึงมีอยู่ตลอด ประกอบกับความคิดที่อยากลองเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิม “มีความคิดที่ไม่อยากทำการเกษตรแล้ว ส่วนการค้าขาย เราทั้งสองอายุมากแล้ว การเดินทางไป-กลับระหว่างเชียงใหม่-หัวหินก็ลำบาก อยากลองเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหาโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตและก็อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ หันกลับมาสนใจการทำม่างด้วย” ป้าเฉ่าเล่าถึงแรงผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจเลิกขายของในต่างจังหวัดและกลับบ้านมาเริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่

ปี 2557 ป้าเฉ่าเปลี่ยนจากอาชีพขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวมาเริ่มทำสินค้าของตัวเองเพื่อขาย โดยสินค้าในช่วงแรกคือผ้าพันน่อง (nrhoob) และรองเท้าสำหรับผู้เสียชีวิต (khau noog) แม้ว่าผลิตภัณฑ์จากม่างเหล่านี้จะเป็นสิ่งจำเป็นในงานพิธีกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับชาวม้ง แต่การขายสินค้าที่คนม้งทุกครัวเรือนมักจะมีอยู่แล้วจึงไม่ใช่การเริ่มต้นที่ง่าย “ในช่วงเริ่มแรกนั้นมีเป้าหมาย แต่ไม่มีความหวัง ไม่มีทุน ไม่รู้จะเอาสินค้าไปขายให้ใคร” ป้าเฉ่าพูดถึงความกังวลใจในช่วงที่ตนเริ่มต้นทำผ้าม่างขาย ในขณะที่กำลังปั้นสินค้าของตัวเองให้เป็นที่รู้จักและสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ ป้าเฉ่าจึงชวนเพื่อนหญิงม้งในชุมชนให้มาทำงานกับตนเองและรับผ้าจากที่อื่นมาปักควบคู่ไปด้วย

หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปีสินค้าของตัวเองและกลุ่มก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมีคนซื้อมากขึ้นจากการช่วยเหลือของผู้นำหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และโครงการหลวงที่พาบุคคลภายนอกเข้ามาชมสินค้า กับมีโอกาสไปออกงานในเมืองเชียงใหม่ ป้าเฉ่าและเพื่อนจึงเลิกรับจ้างปักผ้าแล้วหันมาทุ่มเทให้กับสินค้าของตัวเองแทน ระหว่างนั้นก็เปิดรับสมาชิกที่สนใจทำผ้าม่างเพิ่มเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2562 จึงได้ไปจดทะเบียนเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดาวม่าง ผ้าใยกัญชง” ป้าเฉ่าเล่าถึงการไปจดทะเบียนว่า “ภาครัฐชักชวนให้ไปจดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ป้าและคนอื่น ๆ ช่วยกันหาสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมีสมาชิกรวมสิบกว่าคน จึงได้ไปจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน”

“ดาวม่าง” เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นโดยสมาชิกที่ร่วมกันจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เหตุผลที่ตั้งชื่อว่าดาวม่างนั้น ป้าเฉ่าเล่าว่า “ที่ใช้คำว่าดาวเพราะเปรียบเสมือนว่าผ้าม่างของเรามีค่าเทียบเท่ากับดวงดาวบนฟ้า ส่วนม่างก็คือชื่อของพืชที่นำมาทอเป็นผ้า” นอกจากนี้แล้ว คำว่า “ดาว” ยังออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “นต๊าว” (ntaub) หรือผ้าในภาษาม้ง นั่นคือผ้าม่าง นต๊าวม่าง (Ntaub maaj) ตามสำเนียงม้งเขียว หลังจากจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว หน่วยงานจากภาครัฐอย่างโครงการหลวง สวนพฤษศาสตร์และสถาบันวิจัยและพัฒนาบนพื้นที่สูงก็คอยสนับสนุนและชักชวนให้นำผลิตภัณฑ์ของตัวเองไปแสดงตามงานต่าง ๆ ที่หน่วยงานจัดขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้กลุ่มดาวม่างเป็นที่รู้จักและช่วยให้มีกลุ่มฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

ในปี 2564 ป้าเฉ่าได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็น “ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องทอ (ผ้าเขียนเทียน)” และดำเนินกิจการของตัวเองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มดาวม่างประกอบด้วยสมาชิกมากกว่ายี่สิบคน มีการบริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบโดยลูกหลานที่มีความรู้ความสามารถเรื่องการจัดการ รวมถึงการทำบัญชีและการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์สู่ระบบอินเทอร์เน็ต ส่วนการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของป้าเฉ่าและเพื่อนสมาชิกคนอื่นที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว โดยผลิตภัณฑ์ของกลุ่มดาวม่าง ได้แก่ ผ้าทอดิบ ผ้าทอลายเขียนเทียน เสื้อผ้าประยุกต์ พวงกุญแจ กระเป๋า รองเท้า และของที่ระลึกอื่น ๆ

รายได้ของกลุ่มดาวม่างมีหลายช่องทาง ช่องทางแรกคือการขายสินค้าผ่านหน้าร้านของตนเองในหมู่บ้าน รวมถึงการขายสินค้าผ่านหน้าร้านที่ไปตั้งตามตลาดนัดช่วงวันหยุดและวันเสาร์-อาทิตย์ เช่น กาดบะป๊าวและกาดจริงใจในตัวเมืองเชียงใหม่

ช่องทางรายได้ที่สองคือ การขายผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยการไลฟ์สด (Livestream) โดยผู้ที่จะไลฟ์ขายสินค้าต้องเดินทางมาที่ร้านและจะได้รับส่วนแบ่งตามรายชิ้นที่ขายได้ในไลฟ์ ป้าเฉ่ากล่าวว่า
“คนไลฟ์ขายของคือคนจีนและลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่ก็คือคนจีนเช่นเดียวกัน”
ขณะที่ลุงว่างเส่งเสริมว่า “เนื่องจากสินค้าของเราเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทุกขั้นตอน จึงต้องขายในราคาที่สูง คนม้งส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเข้าถึงสินค้าได้”
ส่วนป้าเฉ่าแสดงความรู้สึกเสียดายว่า “เราไม่มีคนม้งมาไลฟ์ขายเลย ถ้ามีคนม้งมาไลฟ์ขายนะ สินค้าพวกนี้ก็สามารถขายให้กับม้งที่อเมริกาได้เยอะเหมือนกัน แต่ก่อนเคยมีสาวม้งคนหนึ่งมาไลฟ์ขายวันเดียวได้ 5-6 ตัวเลย แต่เขามาวันเดียวก็ไม่ได้มาอีกแล้ว”

ยังมีอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างรายได้ให้แก่กลุ่มดาวม่างคือ การจัดกิจกรรม workshop ร่วมกับบริษัทหรือหน่วยงานภายนอกเพื่อแบ่งปันความรู้และภูมิปัญญาการทอผ้าของม้งแก่ผู้ที่สนใจ โดยมีกิจกรรมให้ได้เรียนรู้ ได้แก่ การสอนผลิตผ้าม่างตามภูมิปัญญาของชาวม้ง การสอนเขียนเทียนที่เป็นลวดลายบนผ้า และการสอนทำ Eco print หรือ การพิมพ์ลายผ้าด้วยสีและรูปทรงจากธรรมชาติลงบนผ้าไหม และอื่น ๆ อีก กิจกรรม workshop เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้กลุ่มดาวม่างเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ภูมิปัญญาการผลิตผ้าม่างของม้งไม่หายไปและเป็นที่รู้จักของบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายและแรงผลักดันให้ป้าเฉ่าผู้เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มดาวม่างภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

นอกจากการสร้างรายได้ของตัวเองแล้ว การประกอบวิสาหกิจของกลุ่มดาวม่างยังมีส่วนในการกระจายรายได้ให้กับผู้สูงอายุด้วยการจ้างงานพวกเขาเหล่านี้ในบางกระบวนการ เช่น การลอกเปลือกต้นม่าง การตำและการต่อเส้นใย ป้าเฉ่าเล่าว่า “ลำพังเราทำเองก็ทำไม่ทันหรอก ถึงเราจะทำเป็นทั้งหมดแต่ถ้ากระบวนการไหนที่เขาทำเป็นเราก็แบ่งไปให้เขาทำ การมีอยู่ของกลุ่มดาวม่างจึงช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนด้วย”

จากอดีตเด็กสาวที่ชื่นชอบผ้าม่างสู่บทบาทการเป็นผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตสินค้าและบริการออกมาขายเท่านั้น แต่ยังสืบทอดภูมิปัญญาอันล้ำค่าของบรรพบุรุษ ตลอดจนสามารถสร้างอาชีพใหม่ และแสดงให้คนรุ่นหลังเห็นว่าภูมิปัญญาที่ตนเองมีนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ หากมองเห็นโอกาสและกล้าพอที่จะลงมือทำ อีกทั้งกลุ่มดาวม่างยังเป็นพื้นที่สำหรับสะท้อนคุณค่าของภูมิปัญญาอย่างแท้จริง เพราะในทุกเส้นใยที่ถูกถักทอเป็นผืนผ้านั้นไม่ได้มีเพียงหยาดเหงื่อของสมาชิกเพียงยี่สิบกว่าคนในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังหลอมรวมเอาความตั้งใจและความภูมิใจของคนในชุมชนเอาไว้บนผ้าแต่ละผืนและผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น เรื่องราวของดาวม่างจึงเป็นบทพิสูจน์แล้วว่า “ภูมิปัญญาของชาวม้งเราจะไม่เลือนหายตราบใดที่ยังมีคนเห็นคุณค่าและร่วมมือกันนำพาให้ก้าวเดินไปด้วยกัน” ป้าเฉ่าและลุงว่างเส่งกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าสนใจ

ม่าง (กัญชง) จึงเป็นหนึ่งในพืชพื้นบ้านและภูมิปัญญาในกระบวนการแปรรูปของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มิใช่เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเท่านั้น หากแต่ยังสามารถต่อยอดไปเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้และความภาคภูมิใจแก่ชาวม้ง เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นทางชาติพันธุ์ หากยังมีคนที่เห็นคุณค่าและลงมือทำอย่างกรณีของป้าเฉ่าและสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจดาวม่างในชุมชนแม่สาน้อย

เรียบเรียง: กิตตินันท์ วงศ์วานศิริ
21 มิถุนายน 2569

คณะที่ปรึกษา: ประสิทธิ์ ลีปรีชา, ชวลิต กอสัมพันธ์, อุไร ยังชีพสุจริต
เครดิตภาพถ่าย: ประสิทธิ์ ลีปรีชา, เมย์กาวี ศรีธนูชัย

บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการวิจัย: "ม่าง (กัญชง): พืชพันธุกรรมและมรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์ม้ง"
องค์กรสนับสนุน: ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน) และภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

"กลุ่มทอผ้าม่างม้ง บ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก"“ม่าง” หรือ “กัญชง” เป็นพืชสกุลเดียวกับ “กัญชา” และมีลักษณะภายน...
24/04/2026

"กลุ่มทอผ้าม่างม้ง บ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก"

“ม่าง” หรือ “กัญชง” เป็นพืชสกุลเดียวกับ “กัญชา” และมีลักษณะภายนอกที่คล้ายกันจนบางคนไม่สามารถแยกพืชทั้งสองชนิดนี้ได้ แม้พืชทั้งสองชนิดนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกันจนผู้คนทั่วไปมักเข้าใจผิด แต่สำหรับชาวม้งแล้ว ม่างและกัญชามีเส้นแบ่งที่ชัดเจนในแง่ของการใช้ประโยชน์ ในขณะที่กัญชาเป็นสารเสพติดที่ส่งผลต่อระบบประสาทและไม่สามารถลอกเส้นใยมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ม่างของชาวม้งกลับเป็นพืชที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นใยของเปลือกต้นม่างเป็นหลัก เนื่องจากมีความเหนียว ทนทาน และระบายอากาศได้ดี แม้ปัจจุบันคนม้งรุ่นใหม่จะเกี่ยวข้องกับม่างลดน้อยลงไป แต่ผลิตภัณฑ์จากม่างยังคงมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวม้งที่เชื่อมโยงกันมาอย่างยาวนาน

“ม่าง” เปรียบเสมือนเงาที่ติดตัว “ชาวม้ง” ผ่านทุกเรื่องราวการเดินทางของประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีในประเทศจีนสู่ทุกภูมิภาคทั่วโลกในปัจจุบัน เส้นใยของม่างมีบทบาทในพิธีกรรมของชาวม้งตั้งแต่การเกิด เจ็บป่วย การตาย และหลังความตาย ในอดีตม่างถูกนำมาทอเป็นผืนผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมักไม่ค่อยพบเห็นชาวม้งสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากม่างมากนัก เนื่องจากนิยมสวมใส่ในงานพิธีกรรมหรือวันสำคัญต่าง ๆ มากกว่า ประกอบกับในบางช่วงเวลาม่างถูกจัดเป็นพืชเสพติดเช่นเดียวกับกัญชา ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นเข้มงวดไม่ให้ปลูกต้นม่างได้อย่างอิสระเหมือนในอดีต กับทั้งกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน ส่งผลให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวม้งที่เกี่ยวกับม่างเริ่มหายไปแล้วในหลายพื้นที่

แต่ในบางชุมชนก็ยังคงอนุรักษ์และได้รับการส่งเสริมอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น ที่บ้านใหม่ยอดคีรี (บ้าน 13) อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่อนุรักษ์และต่อยอดม่างอย่างเข้มข้น ซึ่งมีสองพี่น้องคือป้าหม่อกับป้าหลี่ (หม่อ แซ่ว่าง และ ลี สว่างเจริญทรัพย์) เป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มทอผ้าม่าง

กลุ่มสตรีม้งทอผ้าม่าง(ผ้าใยกัญชง)บ้านใหม่ยอดคีรี เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาวิถีการปลูกและการทอผ้าม่างแบบดั้งเดิมของม้งเอาไว้ การที่จะได้เสื้อผ้าแต่ละตัวมาสวมใส่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาที่ยาวนานและทุกขั้นตอนต้องเป็นฝีมือของผู้หญิงม้ง ในอดีตแม่บ้านม้งต้องสละเวลาว่างจากการทำการเกษตรและกิจวัตรประจำวันเพื่อมาแปรรูปและทอผ้าแต่ละผืนขึ้นสำหรับนำมาตัดเย็บให้เป็นเสื้อผ้าแต่ละตัว อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาการถูกเข้าใจผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐกับคนภายนอกว่าแม่บ้านกลุ่มนี้ทำการลักลอกปลูกกัญชา เพราะขณะนั้นภูมิปัญญาการผลิตผ้าม่างของม้งยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการส่งเสริมจากบุคคลภายนอก

ป้าหม่อเล่าว่า “เมื่อปี 2536 เจ้าหน้าที่รัฐได้พาไปดูงานที่สามเหลี่มทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในพิพิธภัณฑ์นั้นมีรูปผู้ชายม้งนอนสูบฝิ่น ขณะที่รูปถ่ายของชนเผ่าอื่น ๆ เป็นภาพลักษณ์ที่สื่อไปในทางที่ดี ป้าจึงฉุกคิดขึ้นว่า แล้วคนม้งไม่มีอะไรที่เป็นของดีให้คนอื่นนำไปเผยแพร่เลยหรือ?”
ประกอบกับ “ปี 2538 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 9 (พระพันปีหลวง) ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรที่อำเภอพบพระ มีผู้หญิงม้งนำผ้าใยกัญชงและผ้าปักไปถวายพระองค์ท่าน พระองค์ทรงชื่นชมและรับสั่งให้ทำเพิ่มมากขึ้น ส่งไปให้พระองค์ท่านแล้วพระองค์จะรับซื้อ (ผ่านโครงการศิลปาชีพ)” จากนั้นจึงเริ่มรวมกลุ่มและทำกันอย่างจริงจัง “ภายหลังท่านได้เสด็จมาในพื้นที่ติดต่อกันหลายปี พวกเราได้ทำไปถวายท่านอีก”

หลังจากนั้นการปลูกม่างเพื่อใช้ทอผ้าจึงเป็นที่รับรู้และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในพื้นที่เพิ่มขึ้น ในช่วงแรกที่ม่างยังถูกพ่วงเข้ากับกัญชาให้เป็นยาเสพติดนั้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคีรีราษฎร์ (นายชานน โชติคัคนันท์ หรือนายกฯ เก๊าเก่า) เป็นผู้ทำการขอใบอนุญาตปลูกต้นม่าง ชาวบ้านจึงได้รับผลประโยชน์ไปด้วย แต่ปัจจุบันระบบการขอใบอนุญาตปลูกต้นม่างได้ถูกยกเลิกไป เพราะประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563) ชาวบ้านจึงสามารถปลูกต้นม่างได้อิสระมากขึ้นและเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างอาชีพได้ ทำให้ผ้าทอและเสื้อผ้าของกลุ่มแม่บ้านนี้กลายเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากขึ้น ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติกับคนเมืองมากกว่าชาวม้งด้วยกันเอง

เมื่อเริ่มมีการเผยแพร่ผ้าม่างม้งผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าม่างนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มชาวม้งและกลุ่มคนที่สนใจผ้าทอม่างเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพราะการปลูกและแปรรูปจากใยต้นม่างเป็นภูมิปัญญาของชาวม้ง ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอม่างยังมีความจำเป็นในวิถีชีวิตม้ง โดยเมื่อกลางปี 2568 ป้าหลี่ ได้รับเชิญจากกลุ่มสตรีชาวม้งรัฐมินเนโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้เดินทางไปถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าม่างแก่เยาวชนม้งที่นั่นนานสามเดือน นั่นแสดงให้เห็นว่าม่างของชาวม้งไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้ทำเป็นผ้าหรือใช้ในพิธีกรรมเท่านั้นแต่เป็นสิ่งที่ช่วยเชื่อมโยงชาวม้งพลัดถิ่นทั่วโลก ตอกย้ำการสืบทอดการผลิตผ้าม่างที่เป็นรากเหง้าวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเองอีกครั้ง

แม้จะต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าม่างม้งแบบดั้งเดิมเอาไว้มากเพียงใด แต่หากอยากยกระดับให้การทอผ้าขายกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ต่อการเลี้ยงชีพ จำเป็นต้องมีเครื่องจักรมาช่วยในบางขั้นตอนของการผลิต เช่น การลอกเส้นใยออกจากลำต้น การเชื่อมใยแต่ละเส้นเข้าด้วยกัน รวมถึงขั้นตอนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มแม่บ้านใหม่ยอดคีรีเห็นว่าเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ความละเอียดอ่อนและความยากในระดับหนึ่ง จึงส่งผลให้ไม่สามารถทอผ้าได้เพียงพอสำหรับการส่งขายในตลาดขนาดใหญ่ อีกทั้งกลุ่มแม่บ้านคิดว่าตนเองยังขาดความสามารถในการออกแบบลวดลายและคิดค้นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าในสังคมยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีคนภายนอกเข้ามาช่วยออกแบบลวดลายอยู่บ้าง แต่เมื่อคนเหล่านั้นกลับไป กลุ่มแม่บ้านนี้ก็ไม่ได้คิดค้นลวดลายขึ้นมาใหม่ หากแต่เลือกใช้ลวดลายแบบเดิม ซึ่งลวดลายและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจดูล้าสมัยไปเมื่อเทียบกับคนในยุคปัจจุบัน คิดว่าหากได้รับการช่วยเหลือในด้านเหล่านี้ ผ้าม่างม้งก็จะสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่และขยายตลาดได้กว้างขึ้นในอนาคต

เรียบเรียง: กิตตินันท์ วงศ์วานศิริ
24 เมษายน 2569

เครดิตภาพถ่าย: ประสิทธิ์ ลีปรีชา, ลี สว่างเจริญทรัพย์, FB: Paaj Ci Xeem Yaaj

โครงการวิจัย: “ม่าง(กัญชง): พืชพันธุกรรมและมรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์ม้ง”

องค์กรสนับสนุน: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน) และภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ม่าง (Maaj) หรือ ม่า (Maj) ของม้ง ไม่ใช่กัญชา และเรายืนหยัดที่จะใช้คำว่า "ม่าง" แทนคำว่า "กัญชง" หรือ "เฮมพ์" (H**p)
10/04/2026

ม่าง (Maaj) หรือ ม่า (Maj) ของม้ง ไม่ใช่กัญชา และเรายืนหยัดที่จะใช้คำว่า "ม่าง" แทนคำว่า "กัญชง" หรือ "เฮมพ์" (H**p)

"ม่าง(กัญชง)ในวิถีชีวิตชาติพันธุ์ม้ง"

ม่าง (Maaj) หรือกัญชง (H**p) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกัญชา (Ma*****na) โดยม่างมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. subsp. sativa ขณะที่กัญชามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L subsp. indica

ในทางชีววิทยาแล้วมีความแตกต่างกันในลักษณะของต้นม่าง(กัญชง)กับกัญชา เช่นเดียวกันกับในทางเคมีที่ม่าง(กัญชง)มีสารเสพติด THC ต่ำกว่ากัญชา แต่มีสารที่มีคุณค่าอย่าง CBD มากกว่า ความแตกต่างของสาระสำคัญทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ถูกทางราชการจัดให้เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ปี พ.ศ. 2522 เหมือนกัน

ปัจจุบันม่างก็ถูกพ่วงเข้าไปในกระบวนการถกเถียงทางกฎหมายว่าด้วยกัญชา-กัญชง ทั้งที่ชาวม้งซึ่งปลูกม่างมายาวนานไม่ได้ใช้ส่วนประกอบของม่างเพื่อเสพแต่อย่างใด เพียงแต่ปลูกเพื่อนำเอาเปลือกมาทำเป็นเส้นใยสำหรับการทอผ้าเท่านั้น

ที่ผ่านมามักจะเกิดความสับสนระหว่างพืชสองตัว (ชนิด) ดังกล่าว โดยการใช้ชื่อภาษาไทยว่า “กัญชง” กับ “กัญชา” ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน กับทั้งเพื่อให้เข้ากับประเด็นสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จึงจะใช้คำว่า “ม่าง” ตามชื่อเรียกในภาษาม้ง แทนคำว่า “กัญชง” หรือ “เฮมพ์” ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป

ในบริบทของชุมชนบนพื้นที่สูงในประเทศไทย พบเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มีการปลูกและใช้เปลือกของต้นม่างเพื่อทำเป็นเส้นใยสำหรับการทอผ้าและใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ม่างเป็นพืชพื้นบ้านในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภาคเหนือของเวียดนาม ลาว พม่าและไทย

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากม่างยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการแง่ของวัสดุสำหรับพิธีกรรมความเชื่อ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและการซื้อขายเพื่อสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระหว่างคนม้งในเอเชียและประเทศตะวันตกกับทั้งลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่คนม้งด้วย

ในแง่ของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งในรายละเอียดนั้นไม่ได้แยกกัญชงหรือม่างออกจากกัญชาแต่อย่างใด จนกระทั่งล่าสุดมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ให้กัญชา ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. วงศ์ Cannabaceae รวมทั้งชื่อวิทยาศาสตร์อื่นๆ อันเป็นชื่อพ้อง เฉพาะส่วนของช่อดอก เป็นสมุนไพรควบคุม ในรายละเอียดข้อ 3 ระบุว่าผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาต

นับเป็นการปลดล็อคกัญชาและกัญชงจากการเป็นยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาและดูแลสุขภาพประชาชนในระดับครัวเรือน และสนับสนุนให้เป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีการควบคุมการผลิตสารสกัดให้มีคุณภาพมาตรฐานและมีมาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายจะนำกัญชา-กัญชงกลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 ดังเดิม แต่ถูกพรรคร่วมรัฐบาลและภาคประชาชนคัดค้านอย่างหนัก รัฐบาลจึงหาทางออกด้วยการให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป (เรื่องเล่าเช้านี้, 2567) ขณะที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เคยส่งเสริมให้นำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดแห่งชาติได้ออกมาตอกย้ำว่าจุดยืนของพรรคคือให้มีการใช้กัญชาเฉพาะเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ คือการรักษาอาการเจ็บป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น

ประการสำคัญคือ ภายใต้การเมืองของการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ม่าง(กัญชง)ซึ่งเป็นพืชทางวัฒนธรรมของชาวม้งและไม่ได้ใช้เป็นยาเสพติดมิได้ถูกแยกออกจากกัญชาแต่อย่างใด

ปัญหาความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ต่อความแตกต่างระหว่างม่างและกัญชา กับไม่เข้าใจในความสำคัญของม่างกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง นำมาซึ่งการจับกุมหญิงชาวม้งที่ปลูกพืชกัญชงสำหรับใช้เปลือกเพื่อทำเส้นใยทอผ้า ด้วยข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านปลูกกัญชาซึ่งเป็นพืชผิดกฎหมาย ดังกรณีของแม่ซี แซ่ลี แกนนำสตรีม้งบ้านพญาพิภักดิ์ ตำบลยางฮอม อกเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2548 (พัชนียา ศรีนวล, 2548) กับกรณีของครอบครัวม้งที่ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง ถูกจับดำเนินคดี โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวหาว่ากัญชงที่ชาวบ้านปลูกนั้นเป็นกัญชาซึ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (มติชนออนไลน์, 2564) ชาวบ้านถูกจับกุมและกักขัง คดียืดเยื้อยาวนาน จนกระทั่งมีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2565 ให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป ชาวบ้านจึงถูกเลิกส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี แต่รัฐก็ไม่ได้ชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าทุกข์แต่อย่างใด

ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองในประเทศไทยเกี่ยวกับสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิด้านอื่น ๆ กลายเป็นกระแสที่ทั้งภาคส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญ เพราะเป็นประเด็นพื้นฐานว่าสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ในกรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 โดยเฉพาะในมาตรา 9 ที่ระบุว่า

“กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพหรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิการจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุกรรมพืชและสัตว์อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและระบบนิเวศอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ตลอดจนธำรงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับที่ดิน น้ำ ป่าไม้ ทะเลและชายฝั่งทะเล รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติอื่นด้วย”

ดังนั้น การศึกษาวิจัยม่างมิติในทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง กับประเด็นม่างและสิทธิทางวัฒนธรรมของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองจึงเป็นประเด็นที่ควรดำเนินการเพื่อทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานและแนวทางในการกำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมพรรณพืชพื้นบ้านและภูมิปัญญาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองต่อไป

บทความโดย ประสิทธิ์ ลีปรีชา
10 เมษายน 2569

"ม่าง(กัญชง)ในวิถีชีวิตชาติพันธุ์ม้ง"  ม่าง (Maaj) หรือกัญชง (H**p) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกัญชา (Ma*****na) โดยม่างมีชื...
10/04/2026

"ม่าง(กัญชง)ในวิถีชีวิตชาติพันธุ์ม้ง"

ม่าง (Maaj) หรือกัญชง (H**p) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกัญชา (Ma*****na) โดยม่างมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. subsp. sativa ขณะที่กัญชามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L subsp. indica

ในทางชีววิทยาแล้วมีความแตกต่างกันในลักษณะของต้นม่าง(กัญชง)กับกัญชา เช่นเดียวกันกับในทางเคมีที่ม่าง(กัญชง)มีสารเสพติด THC ต่ำกว่ากัญชา แต่มีสารที่มีคุณค่าอย่าง CBD มากกว่า ความแตกต่างของสาระสำคัญทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ถูกทางราชการจัดให้เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ปี พ.ศ. 2522 เหมือนกัน

ปัจจุบันม่างก็ถูกพ่วงเข้าไปในกระบวนการถกเถียงทางกฎหมายว่าด้วยกัญชา-กัญชง ทั้งที่ชาวม้งซึ่งปลูกม่างมายาวนานไม่ได้ใช้ส่วนประกอบของม่างเพื่อเสพแต่อย่างใด เพียงแต่ปลูกเพื่อนำเอาเปลือกมาทำเป็นเส้นใยสำหรับการทอผ้าเท่านั้น

ที่ผ่านมามักจะเกิดความสับสนระหว่างพืชสองตัว (ชนิด) ดังกล่าว โดยการใช้ชื่อภาษาไทยว่า “กัญชง” กับ “กัญชา” ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน กับทั้งเพื่อให้เข้ากับประเด็นสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จึงจะใช้คำว่า “ม่าง” ตามชื่อเรียกในภาษาม้ง แทนคำว่า “กัญชง” หรือ “เฮมพ์” ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป

ในบริบทของชุมชนบนพื้นที่สูงในประเทศไทย พบเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มีการปลูกและใช้เปลือกของต้นม่างเพื่อทำเป็นเส้นใยสำหรับการทอผ้าและใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ม่างเป็นพืชพื้นบ้านในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภาคเหนือของเวียดนาม ลาว พม่าและไทย

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากม่างยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการแง่ของวัสดุสำหรับพิธีกรรมความเชื่อ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและการซื้อขายเพื่อสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระหว่างคนม้งในเอเชียและประเทศตะวันตกกับทั้งลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่คนม้งด้วย

ในแง่ของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งในรายละเอียดนั้นไม่ได้แยกกัญชงหรือม่างออกจากกัญชาแต่อย่างใด จนกระทั่งล่าสุดมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565 ให้กัญชา ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. วงศ์ Cannabaceae รวมทั้งชื่อวิทยาศาสตร์อื่นๆ อันเป็นชื่อพ้อง เฉพาะส่วนของช่อดอก เป็นสมุนไพรควบคุม ในรายละเอียดข้อ 3 ระบุว่าผู้ใดประสงค์จะศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้าจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาต

นับเป็นการปลดล็อคกัญชาและกัญชงจากการเป็นยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาและดูแลสุขภาพประชาชนในระดับครัวเรือน และสนับสนุนให้เป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีการควบคุมการผลิตสารสกัดให้มีคุณภาพมาตรฐานและมีมาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายจะนำกัญชา-กัญชงกลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 ดังเดิม แต่ถูกพรรคร่วมรัฐบาลและภาคประชาชนคัดค้านอย่างหนัก รัฐบาลจึงหาทางออกด้วยการให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป (เรื่องเล่าเช้านี้, 2567) ขณะที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เคยส่งเสริมให้นำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดแห่งชาติได้ออกมาตอกย้ำว่าจุดยืนของพรรคคือให้มีการใช้กัญชาเฉพาะเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ คือการรักษาอาการเจ็บป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น

ประการสำคัญคือ ภายใต้การเมืองของการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ม่าง(กัญชง)ซึ่งเป็นพืชทางวัฒนธรรมของชาวม้งและไม่ได้ใช้เป็นยาเสพติดมิได้ถูกแยกออกจากกัญชาแต่อย่างใด

ปัญหาความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ต่อความแตกต่างระหว่างม่างและกัญชา กับไม่เข้าใจในความสำคัญของม่างกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง นำมาซึ่งการจับกุมหญิงชาวม้งที่ปลูกพืชกัญชงสำหรับใช้เปลือกเพื่อทำเส้นใยทอผ้า ด้วยข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านปลูกกัญชาซึ่งเป็นพืชผิดกฎหมาย ดังกรณีของแม่ซี แซ่ลี แกนนำสตรีม้งบ้านพญาพิภักดิ์ ตำบลยางฮอม อกเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2548 (พัชนียา ศรีนวล, 2548) กับกรณีของครอบครัวม้งที่ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง ถูกจับดำเนินคดี โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวหาว่ากัญชงที่ชาวบ้านปลูกนั้นเป็นกัญชาซึ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (มติชนออนไลน์, 2564) ชาวบ้านถูกจับกุมและกักขัง คดียืดเยื้อยาวนาน จนกระทั่งมีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2565 ให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป ชาวบ้านจึงถูกเลิกส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี แต่รัฐก็ไม่ได้ชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าทุกข์แต่อย่างใด

ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองในประเทศไทยเกี่ยวกับสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิด้านอื่น ๆ กลายเป็นกระแสที่ทั้งภาคส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน องค์กรภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญ เพราะเป็นประเด็นพื้นฐานว่าสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ในกรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 โดยเฉพาะในมาตรา 9 ที่ระบุว่า

“กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพหรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิการจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุกรรมพืชและสัตว์อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและระบบนิเวศอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ตลอดจนธำรงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับที่ดิน น้ำ ป่าไม้ ทะเลและชายฝั่งทะเล รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติอื่นด้วย”

ดังนั้น การศึกษาวิจัยม่างมิติในทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง กับประเด็นม่างและสิทธิทางวัฒนธรรมของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองจึงเป็นประเด็นที่ควรดำเนินการเพื่อทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานและแนวทางในการกำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมพรรณพืชพื้นบ้านและภูมิปัญญาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมืองต่อไป

บทความโดย ประสิทธิ์ ลีปรีชา
10 เมษายน 2569

ที่อยู่

Faculty Of Social Sciences, Chiang Mai University
Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ม่างม้ง Maaj Hmoobผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท