What the Doc Film Festival

What the Doc Film Festival ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก What the Doc Film Festival, เทศกาล, Bangkok.

จัดโดย Documentary Club ร่วมกับ Cloud11 ด้วยความสนับสนุนของ กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, มูลนิธิจำนง รังสิกุล และ โก๋แก่, Yotel, คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ ม.กรุงเทพ, OpenSchool for Creatives and Design, The Remedy

WTD! Film Festival 2026 : Award announcementผลรางวัลและคำประกาศจากคณะกรรมการThis year, WTD! received 1,268 submissions f...
17/09/2026

WTD! Film Festival 2026 : Award announcement
ผลรางวัลและคำประกาศจากคณะกรรมการ

This year, WTD! received 1,268 submissions from 113 countries. The selected films were presented across four main competition sections: 8 films in the Asian Competition, 9 films in the International Competition, 4 films in the W Award Selection, and 11 films in the Short Doc Awards.

ปีนี้ WTD! ได้รับผลงานส่งเข้าประกวด 1,268 เรื่องจาก 113 ประเทศ โดยภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกแบ่งออกเป็น 4 สายประกวดหลัก ได้แก่ Asian Competition 8 เรื่อง, International Competition 9 เรื่อง, W Award Selection 4 เรื่อง และ Short Doc Awards 11 เรื่อง
________________

🔴 Juries (คณะกรรมการ)

- Asian Competition (สายประกวดเอเชีย)
Jasper Hokken
Aelm Bhumibhat Thavornsiri เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ
Dujdao Vadhanapakorn ดุจดาว วัฒนปกรณ์

- International Competition (สายประกวดนานาชาติ)
Khavn De La Cruz
Mania Akbari
Uruphong Raksasad อุรุพงศ์ รักษาสัตย์

- W Award Selection (สายรางวัล W)
Mania Akbari
Dujdao Vadhanapakorn ดุจดาว วัฒนปกรณ์
Rungmanee Mekhasobhon รุ่งมณี เมฆโสภณ

- Short Doc Awards (สายประกวดสารคดีสั้น)
Khavn De La Cruz
Uruphong Raksasad อุรุพงศ์ รักษาสัตย์
Aelm Bhumibhat Thavornsiri เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ
________________

WTD! 2026 award winners 👉

ขอบคุณผู้ชม ผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และหนึ่งในมิตรสหายที่น่ารักของเทศกาลเรา ❤
14/09/2026

ขอบคุณผู้ชม ผู้เขียน ผู้วิจารณ์ และหนึ่งในมิตรสหายที่น่ารักของเทศกาลเรา ❤

WTD!2 - Festival (not) Report
My WTD!2 Diary

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ What the Doc! International Documentary Film Festival ครั้งที่ 2 เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดฉายตั้งแต่สัปดาห์ก่อนเทศกาลจริง (27 สิงหาคม ถึงวันที่ 2 กันยายน) แล้วในช่วงสัปดาห์เทศกาลในวันที่ 3 ถึง 13 กันยายนที่ผ่านมา ณ สองโรงภาพยนตร์อันได้แก่ Century Sukhumvit อันเป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานในครั้งที่ 1 และ Doc Club & Friends. โรงภาพยนตร์ชื่อคล้ายเดิมย้ายไปเปิดใหม่ใน Cloud 11

ภาพยนตร์สารคดีกว่า 1268 เรื่อง จาก 113 ประเทศ คัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือเพียง 32 เรื่องที่เข้าสู่สายประกวด 4 สาย อันได้แก่ Asian Competition, International Competition, W Award Selection และ Short Award Competition โดยมีคณะกรรมการตัดสินทั้งสิ้น 7 ท่านได้แก่ แยสเปอร์ ฮอคเคน (Jasper Hokken), มาเนีย อัคบารี (Mania Akbari), เควิน เดอ ลา ครูซ (Khavn De La Cruz), รุ่งมณี เมฆโสภณ, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, เอม ภูมิภัทร ถาวรสิริ, ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ทำการตัดสินในการประกวดครั้งนี้
.

ร่วมกับภาพยนตร์อีก 17 เรื่องที่จัดฉายใน 3 โปรแกรมฉายอันได้แก่ภาพยนตร์เปิดเทศกาล (ส่งสการ) 4 โปรแกรมคัดสรรจากคณะกรรมการ และ 1 โปรแกรมพิเศษ สิริรวมทั้งสิ้น 48 เรื่อง ตลอด 18 วัน (บวกอีก 1 โปรแกรมพิเศษ Pueblo de Agua)

ก่อนที่งานเขียนชิ้นนี้จะน่าเบื่อเช่นรายงานแบบทั่วไปตรงไปตรงมา พร้อมข้อมูลที่ผู้อ่านน่าจะหาอ่านได้ตามเพจทางการของเทศกาล WTD! เองเกี่ยวกับผู้ชนะทุกรางวัลของเทศกาลอยู่แล้ว ฉะนั้นขอต้อนรับเข้าสู่บันทึกของจริง

ก้าวที่สองของเทศกาล กับการจัดการในปีที่สอง

เทียบกันกับปีแรก ผู้เขียนเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง พัฒนาการของเทศกาลที่เสมือนเติบโตมาด้วยกันอยู่หลายประการ

ผู้เขียนชอบหนังสือโปรแกรมของปีนี้มากกว่า ทั้งเนื้อสัมผัสและการออกแบบปก ปีที่แล้วเป็นรูปคีย์วิชวล ที่เป็นรูปถ่ายหน้า (หรือข้าง ตรงไหนเป็นหน้าห้างกันแน่) ห้างสามย่าน มิตรทาวน์ อันเป็นหนึ่งในสถานที่จัดฉายภาพยนตร์ของเทศกาลในปีที่แล้ว ส่วนปีนี้ได้นำผลงานศิลปะของตะวัน วัตุยามาใช้เป็นคีย์วิชวลของปีนี้

ผู้เขียนอาจจะข้ามไปข้ามมาระหว่างสองสถานที่จัดฉายที่ห่างกันเพียงสองสถานี (อ่อนนุช และ ปุณณวิถี) ไม่ได้เห็นมวลรวมเป็นก้อนเดียวมากนัก ที่เห็นชัดเจนคือทีมงานน้อยลง ช่วง Q&A พูดคุยระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ชม ซึ่งจัดขึ้นในโรงภาพยนตร์ที่ 4 ของ Century Sukhumwit มีความยุ่งยากเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีแรก (และแน่นอนว่าทีมงานคงเหนื่อยกันกว่าปีแรก) แต่โดยรวมในฐานะผู้เข้าร่วมงานก็ไม่ได้พบปัญหาอะไรใหญ่โต ชอบมากกว่าปีที่แล้ว

ภาพยนตร์ที่ชอบ

ตัดรางวัล ผลการตัดสินทั้งสิ้นทั้งมวลโยนทิ้งไป จากภาพยนตร์ทั้งหมด 50 เรื่อง ผู้เขียนได้มีโอกาสดูไปเพียง 21 เรื่อง ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเนื่องด้วยเวลา (ได้ไปเทศกาลในวันที่ 4, 7-12 กันยายน) และรวมถึงบทความที่จะออกในอนาคตที่เป็นการทำงานสัมภาษณ์ พูดคุยร่วมกับผู้สร้างภาพยนตร์ในเทศกาลหลายท่าน อันจะขออุบไว้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรับชมภาพยนตร์ทั้งหมดได้

บัตรภาพยนตร์ 10 ใบ จาก 14 ใบ (และอีกหนึ่งใบอันล่องหน เพราะไม่มีบัตรแต่ประทับใจพอสมควร) คือภาพยนตร์ที่ผู้เขียนชื่นชอบจากเทศกาลนี้ 17 เรื่อง เรียงตามลำดับเวลาที่ได้ดูดังนี้

Deux rives (Distant Shores) อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

Los Cruces / Intersections อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

Temporary Nomad อันได้กล่าวถึงและคาดเดาไว้แล้วว่ากรรมการน่าจะชอบ

Triangle ตั้งคำถามต่อความเป็นครอบครัวได้น่าสนใจ

Kiss kiss bang bang ฟอร์มจัดดั่งชายแทร่ ยิ่งสะท้อนปัญหาเรื่องเพศ

The Flowers Stand Silently, Witnessing อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

Chronicles of the Absurd (2024) อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

อสูร Are We Monster? (2026) อันได้กล่าวถึงไปแล้ว คุ้มที่เทียวไปเทียวมาระหว่างสองโรงฉายเพื่อดู

Pueblo de Agua ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง กระทั่งคุยกับผู้สร้างเอง เขาก็บอกว่าไม่เข้าใจ แต่เป็นประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ไม่คิดว่าจะลืมได้ลง แล้วเสื้อบอลในภาพยนตร์ สองทีมที่แข่งกันดันเป็น Derby d’italia ทีมนึงเสื้ออินเตอร์ ทีมนึงเสื้อยูเวนตุส อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

I Graduated Film School, but... (2026) อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

The Footnote ยังไม่ได้เขียนถึงการใช้เสียงที่ถูกกดทับให้หายไปภายในภาพยนตร์เรื่องนี้

Inle Echoes ภาพยนตร์ที่สะท้อนสะเทือนใจในฐานะที่เราต่างก็ได้รับคลื่นกระทบในวันแผ่นดินไหว หากแต่ในอินเลใกล้กว่าเยอะ

Love in the Gaze of a Panopticon อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

Via Dolorosa อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

Xiangzidian Village: The Stage (2026) อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

CycleMahesh (2024) อันได้กล่าวถึงไปแล้ว

.

ถ้ามีรางวัล Best Cinematography เท่าที่ได้ดูมา อยากมอบให้

Xiangzidian Village ประทับใจในหลายมิติ ทั้งปีติยินดีสร้างเสร็จทั้งถนน ภาพยนตร์และบันทึกความทรงจำ

.

เรื่องที่ได้ดูแล้วรู้สึกว่า “สุดตีน” ที่อยากใช้แทนคำว่า mindblowing คือ

Los Cruces และ CycleMahesh ที่ตอกย้ำให้เราได้เห็นถึงความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุด ไม่ใช่ของภาพยนตร์ ไม่ใช่ของสารคดี แต่เป็นของมนุษย์ที่สรรค์สร้างศิลปะไปข้างหน้า

Los Cruces นำเราออกจากแนวคิดที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การศึกษาสัตว์ ความฝัน จิตไร้สำนึกที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์เพียงเท่านั้น นอกจากนี้ยังเปลี่ยนเสียงที่มีบทบาทที่เติมแต่งภาพยนตร์ ให้เสียงเทียบเท่ากับภาพ เข้าสู่ภวังค์ฝัน จิตไร้สำนึกที่ภาษาพูดหรือเขียนอธิบายให้ไม่ได้

CycleMahesh ไม่เพียงสะท้อนย้อนกลับเหล่าผู้ตักตวงเรื่องเล่าของเหล่าผู้คนชั้นล่างที่ไม่อาจจะอดรนทนต่อภาวะความปกติที่เป็นอยู่ จนต้องเสี่ยงทำอะไรที่อันตรายและกลายเป็นไวรัลจนผลิตซ้ำ ด้วยเนื้อหาเพียงเท่านั้น แต่เป็นทางรูปแบบที่ย้อนไปตั้งคำถามเดียวกันกับเหล่าบูรพาจารย์ จอร์จ เมลเยส์ (George Melies) แบร์ทอลท์ เบรคชท์ (Bertolt Brecht) เส้นแบ่งระหว่างความจริง เรื่องแต่ง ละครเวที สารคดี

ส่วนภาพยนตร์ที่อินเป็นพิเศษอย่างไม่คาดคิดว่าจะอิน เพราะไม่เคยศึกษาในสถาบันเกี่ยวกับภาพยนตร์ คือ I Graduated Film School, but... เพราะมันไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเชิดชูโรงเรียนสอนภาพยนตร์ หากแต่วิพากษ์มันซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งทางศิลปะที่กลับกลายไปรับใช้การบริโภคอย่างหนักหน่วง คือทำลายความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าบ่มเพาะและให้พื้นที่เติบโต
มุมมองจากคนเขียนประกวด

ปีที่แล้วเป็นแบบคัดนักเขียนที่ได้ดูฟรี มีเงื่อนไขเขียนครอบคลุม Masterclass โปรแกรม ซึ่งว่าตามตรงค่อนข้างยุ่งยาก แถม Masterclass ของบางท่านก็ไม่ได้อะไรใหม่ๆ เลย แต่ของปีนี้คือใครๆ ก็เขียนได้ เข้าชมฟรีทุกคน

ปีที่แล้วก็ว่ากันตามตรงแบบไม่อ้อมค้อม พ่ายแพ้ ผิดหวัง ไม่พอใจว่าทำไมตัวเองไม่ชนะ เลยได้คำแนะนำดีๆ จากหลายๆ ท่าน จะว่าไปปีที่แล้วก็ไม่ได้แย่ ได้มิตรภาพดีๆ มาเยอะมาก รวมถึงคำแนะนำที่ทำให้เกิดกลายจาก C for Cinema ที่เขียนเรื่องภาพยนตร์อย่างเดียวมาเป็น NKON

ปีนี้อาจจะบอกว่าชนะพูดอะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความผิดหวังในปีที่แล้ว ผู้เขียนเองก็ไม่ได้พัฒนามาถึงจุดนี้ และยังจะพัฒนาต่อไปได้อีก ไม่อยากจะหยุดแค่เพียงเท่านี้ พอได้รางวัลที่อยากได้แล้ว มันไม่ใช่แค่เงิน แต่เป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่บอกว่าเราเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์สักที (ในทางปฏิบัติ เราต่างก็เป็นกันทั้งสิ้น)

ต้องบอกให้ฟังว่าเป็นเหมือนภาพยนตร์ฮอลลีวูดแบบ Rocky (1976) ที่ภาคแรกแม้ร็อคกี้ บัลบัว (Rocky Balboa) จะทุ่มสุดตัวอย่างถึงที่สุดแล้ว เขาก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่ออพอลโล ครีด (Apollo Creed) และในภาคสอง (1979) เขาก็กลับมารีแมตซ์และเอาชนะอพอลโล ครีดได้สำเร็จในที่สุด นี่คงเป็นการเปรียบเปรยให้คนรักภาพยนตร์ได้เห็นภาพได้เข้าใจดีที่สุด

บทขอบคุณ

หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกในปีหน้า ในเทศกาลที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแหกฝ่าพรมแดนที่ไม่รู้จักของภาพยนตร์ ศิลปะ ให้คนไทยได้ดูกันฟรีๆ (ได้โปรดเถอะ สารคดีทำงานไม่เหมือนกับความจริงที่มนุษย์รับรู้เลยแม้แต่น้อย หากแต่มนุษย์ปรับตัวเข้าหามันจนในทางกลับกัน ปรับความเป็นจริงเดิมเข้าหามัน) มีที่ทางให้คนไทยได้พบปะกับผู้สร้างภาพยนตร์มากหน้าหลายตา ในระดับที่ถ้ากล้าพูด กล้าคุยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะหน้าไมค์ (Q&A) หรือหลังไมค์ก็ตาม ก็จะได้เรียนรู้มุมมองมากมายแบบที่หนังสือเล่มใดก็ไม่อาจจะให้ได้

ขอบคุณทีมงาน ผู้จัดทุกท่านทุกระดับที่ทำให้เทศกาลภาพยนตร์นี้เกิดขึ้น พี่หมู พี่ธิดา ขอบคุณที่ทักทายพูดคุยกันให้ไม่เหงาระหว่างรอภาพยนตร์เรื่องต่อไปฉาย ทั้งพี่ปุ่น ธัญสก ผู้ที่คนไทยก็อ่านชื่อผิด ต่างชาติก็อ่านผิด ทั้งรามินที่เจอทุกครั้งยามไป Doc Club ทั้งคุณไผ่ช่างภาพ ทั้งสร หรือชาร์ลส์ ที่ไม่ลืมกันจากปีที่แล้ว และรู้สึกได้ถึงความยินดีที่เห็นชายผู้พ่ายแพ้ในปีที่แล้วชนะเสียที และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เขียนชื่อด้วยความเกรงใจบ้าง ลืมชื่อบ้างแต่จำหน้าได้



I would like to thank all the friends I've met from last year and this year: Thibault for the splendid conversations on cinema; Julian for the wonderful cinema experience; Kim Dong-ryung and Park Kyoung-tae for the film about the hypocritical KAFA director (which I found funny that he didn't even know you were criticizing him through cinema—I hope he doesn't understand English); and Suhel and Gurleen, Amra, Arnold, Vali, Yang Bichun, Tal, Jasper, Khavn and Achinette, Cecille, Yoshigai Nao-san, and Hu Sanshou. Thank you for the great birthday memory, everyone. Please do not hesitate to call me when you're in Bangkok. See you when I see you.

บรรยากาศทั้งหมดของช่วงประกาศรางวัลเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! ประจำปี 2026คณะผู้จัดเทศกาลขอขอบคุณทุกท่านท...
13/09/2026

บรรยากาศทั้งหมดของช่วงประกาศรางวัลเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! ประจำปี 2026

คณะผู้จัดเทศกาลขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้เทศกาลสารคดีเล็ก ๆ ของเราในปีนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรัก พลังงานดี ๆ ที่ทุกคนตั้งใจมอบให้แก่กันและกัน, ขอบคุณผลงานสารคดีชั้นดีมากมายที่เรามีโอกาสได้ฉาย, ขอบคุณคนทำหนังทุกคนที่ส่งผลงานมาและมาร่วมสร้างความทรงจำที่ดีด้วยกัน, ขอบคุณทีมงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังทุกชีวิต, น้อง ๆ คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ ม.กรุงเทพ, น้อง ๆ จาก Open School

ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน : กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, มูลนิธิจำนง รังสิกุล, โก๋แก่, Cloud 11, The Remedy, Full Moon Brewworks, โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ สุขุมวิท, Doc Club & Friends

และเหนืออื่นใด ขอบคุณท่านผู้ชมทุกท่านที่สนับสนุนเทศกาลของเราและรักภาพยนตร์สารคดี ขอบคุณมากครับ 🙏❤
______________________

The atmosphere throughout the award ceremony of the What the Doc! International Documentary Film Festival 2026.

The festival organizing team would like to thank everyone who came together to make our little documentary festival this year so warm and full of love and positive energy that everyone so generously shared with one another.

Thank you for the many wonderful documentary films we had the opportunity to screen. Thank you to all the filmmakers who submitted their work and joined us in creating such wonderful memories. And thank you to every member of our team, both in front of and behind the scenes, as well as the students from the School of Digital Media & Cinematic Arts - Bangkok University and the students from Open School.

A special thank you to all our supporters: Ministry of Culture, Department of Cultural Promotion, Jamnong Rangsikul Foundation, Kohkae, Cloud 11, The Remedy, Full Moon Brewworks, Century Theater Sukhumvit, and Doc Club & Friends.

And above all, thank you to all our audiences for supporting our festival and for your love of documentary films. 🙏❤

Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

พบหนังชนะรางวัล WTD! 20264 เรื่อง วันนี้ที่ Century Theater Sukhumvit🔴12:30Night Shift (รางวัล GRAND PRIZE สาขา Short Do...
13/09/2026

พบหนังชนะรางวัล WTD! 2026
4 เรื่อง วันนี้ที่ Century Theater Sukhumvit

🔴12:30
Night Shift (รางวัล GRAND PRIZE สาขา Short Documentary Awards)
Fantasy (รางวัล GRAND PRIZE สาขา W Award)

🔴14:40
Temporary Nomad
(รางวัล GRAND PRIZE สาขา International Competition)

🔴16:30
Xiangzidian Village: The Stage
(รางวัล GRAND PRIZE สาขา Asian Competition)

WTD! FILM FESTIVAL 2026AWARD ANNOUNCEMENTประกาศผลรางวัลThis year, WTD! received 1,268 submissions from 113 countries. Th...
13/09/2026

WTD! FILM FESTIVAL 2026
AWARD ANNOUNCEMENT
ประกาศผลรางวัล
This year, WTD! received 1,268 submissions from 113 countries. The competition selections comprise 8 films in Asian Competition, 9 in International Competition, 4 in W Award Selection, and 11 in Short Doc Awards.
_____________________

🏆Short Documentary Awards
Jury: Khavn De La Cruz / Uruphong Raksasad / Aelm Bhumibhat Thavornsiri

🔴GRAND PRIZE
The award goes to “Night Shift”
Directed by: Megumi LIM
Country: Ukraine
Prize: THB 70,000

🔴SPECIAL MENTION
The award goes to “Images of Fire (ร่องรอยไฟ)”
Directed by: Buariyate Eamkamol
Country: Thailand
Prize: Certificate

🔴JURY PRIZE
The award goes to “Love in the Gaze of a Panopticon”
Directed by: Arnold TAM
Country: Hong Kong
Prize: THB 50,000
_____________________

🏆W Award
Jury: Mania Akbari / Dujdao Vadhanapakorn / Rungmanee Mekhasobhon

🔴GRAND PRIZE
The award goes to “Fantasy”
Directed by: Isabel PAGLIAI
Country: France
Prize: THB 100,000

🔴JURY PRIZE
The award goes to “Masayume”
Directed by: Nao YOSHIGAI
Country: Japan
Prize: THB 50,000
_____________________

🏆International Competition
Jury: Khavn De La Cruz / Mania Akbari / Uruphong Raksasad

🔴GRAND PRIZE
The award goes to “Temporary Nomad”
Directed by: Valentin MACKE
Country: Austria
Prize: THB 200,000

🔴JURY PRIZE
The award goes to “Los Cruces / Intersections”
Directed by: Julián GALAY
Country: Argentina
Prize: THB 150,000
_____________________

🏆Asian Competition
Jury: Jasper Hokken / Aelm Bhumibhat Thavornsiri / Dujdao Vadhanapakorn

🔴GRAND PRIZE
The award goes to “Xiangzidian Village: The Stage”
Directed by: HU Sanshou
Country: China
Prize: THB 200,000

🔴JURY PRIZE
The award goes to “A Land With No Ceremony”
Directed by: YANG Bichun
Country: China / Hong Kong
Prize: THB 150,000
_____________________

🏆บทความดีเด่น

▪️นิติภูมิ แก้ววิวัฒน์
▪️ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล
▪️กฤษฎาภรณ์ รุ่งเรือง

คืนประกาศรางวัล
12/09/2026

คืนประกาศรางวัล

ในช่วงล็อกดาวน์โควิดครั้งแรกของอินเดีย แรงงานอพยพหลายล้านคนถูกทิ้งไว้กลางทาง เมื่อการเดินทางสาธารณะหยุดลง งานหาย และคำว่...
11/09/2026

ในช่วงล็อกดาวน์โควิดครั้งแรกของอินเดีย แรงงานอพยพหลายล้านคนถูกทิ้งไว้กลางทาง เมื่อการเดินทางสาธารณะหยุดลง งานหาย และคำว่า “กลับบ้าน” กลายเป็นภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้

สำหรับ Mahesh Jena คนงานก่อสร้างวัย 22 ปี ทางออกของเขาคือจักรยานเก่า ๆ หนึ่งคัน และการปั่นข้ามประเทศจากรัฐมหาราษฏระกลับบ้านที่โอฑิศาเป็นระยะทางราว 1,700-2,000 กิโลเมตรภายในเจ็ดวัน เรื่องของเขากลายเป็นข่าวระดับประเทศ นักการเมืองเข้ามาพบ มีคำสัญญาเรื่องงานและที่อยู่อาศัย ผู้คนพูดถึงเขาราวกับวีรบุรุษ แต่เมื่อกระแสข่าวผ่านไป ชีวิตของ Mahesh ก็แทบกลับไปอยู่ที่เดิม

นี่คือจุดที่ CycleMahesh เริ่มน่าสนใจ เพราะหนังไม่ได้สนใจเพียงว่าเขาปั่นจักรยานมาไกลแค่ไหน แต่อยากรู้ว่าหลังจากโลกเลิกมองเขาแล้ว ชีวิตของคนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำให้เป็น “เรื่องราว” จะเหลืออะไรอยู่บ้าง

แทนที่จะสร้างสารคดีเชิงสังคมแบบตรงไปตรงมา Suhel Banerjee กลับรื้อเรื่องจริงของ Mahesh ออกเป็นชิ้น ๆ แล้วประกอบขึ้นใหม่ผ่านสารคดี เรื่องแต่ง การแสดงซ้ำ ตำนาน ดนตรี ภาพจากโทรศัพท์ และแม้กระทั่งการเปิดให้เราเห็นกองถ่ายและกระบวนการสร้างหนังอยู่ตลอดเวลา บางฉาก Mahesh เล่นเป็นตัวเอง บางฉากมีนักแสดงคนอื่นมารับบทเป็นเขา และบางครั้งตัวผู้กำกับเองก็โผล่เข้ามาทำลายภาพลวงตาที่หนังกำลังสร้างขึ้น

CycleMahesh ไม่ได้เล่นกับ “จริงหรือปลอม” เพื่อโชว์ความฉลาดทางรูปแบบเท่านั้น มันกำลังถามคำถามที่เจ็บกว่าเดิมว่า เมื่อคนทำหนังหยิบชีวิตของคนจน คนชายขอบ หรือแรงงานมาเล่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องเล่านั้น และเมื่อกองถ่ายเก็บของกลับบ้าน ชีวิตของคนที่ถูกถ่ายเปลี่ยนไปจริงหรือไม่

สิ่งที่ทำให้ CycleMahesh สนุกกว่าที่คำว่า “สารคดีแรงงานอพยพ” อาจทำให้เราคาดคิด คือหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ความประหลาด ความเป็นละคร และช่วงเวลาที่เกือบจะกลายเป็นนิทานหรือความฝัน การเดินทางผ่านทุ่ง ป่า ภูเขา แม่น้ำ ไฟ และท้องถนนของอินเดียถูกถ่ายออกมาอย่างงดงาม ขณะเดียวกันหนังก็พร้อมจะหยุดความงามนั้นทันทีเพื่อเตือนเราว่าเบื้องหลังภาพทั้งหมดนี้ยังมีความหิว ความไม่มั่นคง และทางเลือกอันจำกัดของ Mahesh อยู่

Film at Lincoln Center ถึงกับมองว่าหนังความยาวเพียง 61 นาทีนี้มีทั้งความคิดและการทดลองทางรูปแบบหนาแน่นราวกับหนังที่ยาวกว่านี้หลายเท่า ขณะที่นักวิจารณ์ของ Outlook India ชี้ว่าหนังปฏิเสธการทำให้ “ความอดทน” ของ Mahesh กลายเป็นวีรกรรมง่าย ๆ เพราะการที่ใครสักคนต้องเข้มแข็งขนาดนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรเฉลิมฉลอง แต่เป็นหลักฐานของโลกที่ไม่เคยให้ทางเลือกแก่เขามากพอตั้งแต่แรก

นี่จึงเป็นหนังที่ดูได้พร้อมกันหลายแบบ จะดูเป็น road movie แปลก ๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ จะดูเป็นภาพของวิกฤตแรงงานอพยพในอินเดียก็ได้ หรือจะดูเป็นหนังที่กำลังแอบตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลาว่า “ภาพยนตร์มีสิทธิ์แค่ไหนในการเปลี่ยนชีวิตของใครคนหนึ่งให้กลายเป็นเรื่องเล่า” ก็ได้

CycleMahesh คว้ารางวัล Best First Feature จาก IDFA 2024 ก่อนเดินทางไป New Directors/New Films ที่ MoMA และ Film at Lincoln Center, Yamagata และอีกหลายเทศกาล และล่าสุดได้รับ Jury Prize ใน Asian Vision Competition จาก TIDF 2026 ซึ่งคณะกรรมการชื่นชมวิธีที่หนังเคลื่อนอย่างเป็นอิสระระหว่างสารคดี เรื่องแต่ง และตำนาน พร้อมทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ภาพแทนความจริง” สั่นคลอนอยู่ตลอดเวลา ถ้าอยากเห็นว่าสารคดีร่วมสมัยสามารถทั้งจริงจัง ขี้เล่น สวยงาม และกัดตัวเองได้ในหนังเรื่องเดียว CycleMahesh เป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรพลาด
____________________

During India’s first COVID lockdown, millions of migrant workers were stranded when public transportation came to a halt, jobs disappeared, and the simple idea of “going home” became an almost impossible mission. For Mahesh Jena, a 22-year-old construction worker, the only way out was an old bicycle. He rode across the country from Maharashtra back to his home in Odisha, covering roughly 1,700–2,000 kilometers in just seven days.

His story became national news. Politicians came to meet him, promises of jobs and housing followed, and people spoke of him as a hero. But once the headlines faded, Mahesh’s life largely returned to where it had been before. This is where CycleMahesh becomes truly interesting: the film is not simply concerned with how far he managed to cycle, but with what remains of a person’s life once the world has stopped looking at him - after he has briefly been transformed into a “story.”

Rather than making a straightforward social documentary, Suhel Banerjee dismantles Mahesh’s true story and reconstructs it through documentary, fiction, reenactment, myth, music, mobile-phone footage, and even the constant exposure of the film crew and the filmmaking process itself. In some scenes, Mahesh plays himself; in others, another actor takes his place. At times, the director himself appears, deliberately breaking the illusion the film has just created. CycleMahesh does not play with the boundary between “real” and “fake” merely to display formal cleverness. It poses a more uncomfortable question: when filmmakers turn the lives of the poor, the marginalized, or migrant workers into cinema, who ultimately benefits from the telling? And when the crew packs up and goes home, has anything actually changed for the person who was filmed?

What makes CycleMahesh far more entertaining than the phrase “a documentary about migrant workers” might suggest is its abundance of humor, strangeness, theatricality, and moments that seem to drift into fable or dream. Mahesh’s journey through fields, forests, mountains, rivers, fire, and the roads of India is captured with remarkable beauty. Yet the film is always ready to interrupt that beauty, reminding us that behind these images are hunger, precarity, and the severely limited choices available to Mahesh.

Film at Lincoln Center described the film’s mere 61 minutes as being so densely packed with ideas and formal experimentation that it feels much larger than its running time. Critics at Outlook India, meanwhile, have noted the film’s refusal to turn Mahesh’s “resilience” into an easy heroic narrative: the fact that someone has had to become this resilient may not be something to celebrate at all, but rather evidence of a world that never offered him enough choices in the first place.

CycleMahesh can therefore be watched in several ways at once: as an eccentric road movie, as a portrait of India’s migrant-worker crisis, or as a film quietly questioning itself from beginning to end - asking, “How much right does cinema have to transform someone else’s life into a story?” CycleMahesh won Best First Feature at IDFA 2024 before travelling to New Directors/New Films at MoMA and Film at Lincoln Center, Yamagata, and numerous other festivals.

Most recently, it received the Jury Prize in the Asian Vision Competition at TIDF 2026, where the jury praised the film’s freedom in moving between documentary, fiction, and myth, continually destabilizing the boundary between “reality” and its representation. If you want to see how contemporary documentary cinema can be serious, playful, beautiful, and self-critical all at once, CycleMahesh is not to be missed.
____________________

รอบฉาย / Screening Schedule :
📍11 กันยายน 2026 เวลา 18:05 น. / September 11, 2026 at 18:05
Century Sukhumvit - โรง 4 / Theater 4
🔥จบแล้ว Q&A กับผู้กำกับ

🎟 รับตั๋วฟรีก่อนหนังฉายครึ่งชั่วโมง
Free tickets are available 30 minutes before each screening.

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ What the Doc Film Festivalผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท