07/08/2026
ครั้งนี้ลองมาทำความรู้จักกับนักล่ารัดคอ (Strangler) ผู้หญิงมากกว่า 50 คนแห่งชิคาโก (Chicago) กันดูบ้าง
เมืองชิคาโกในอดีตเคยถูกเรียกด้วยชื่อวินดี้ซิตี้ (Windy City) ตั้งแต่ปี 1876 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเมืองซินซินนาติ (Cincinnati) ด้วย ชื่อนี้อาจมาจากลักษณะสภาพภูมิอากาศที่อยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน งานจัดแสดงระดับโลก และการเมือง ปัจจุบันตั้งอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
วัฒนธรรมของชิคาโกจะเกี่ยวข้องกับศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ โรงละคร ตลก อาหาร การเต้นและเพลงหลากหลายแนว อย่างที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อของวงชิคาโกซิมโฟนีออเครสต้า (Chicago Symphony Orchestra) หรือบริษัทโอเปร่าของอเมริกาที่ก่อตั้งในชิคาโก (Lyric Opera of Chicago) เป็นต้น นับเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
แต่ใครจะเชื่อว่าเมื่อสองทศวรรษก่อน มีการพบศพหญิงสาวมากกว่าห้าสิบคนถูกรัดคอทิ้งไว้ตามอาคารร้างและตรอกซอกซอยต่างๆ ในเมืองชิคาโกซึ่งเป็นสถานที่ที่พบศพได้ง่าย เหยื่อเกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้หญิงผิวสี มีอายุตั้งแต่วัยรุ่นตอนปลายจนถึงอายุ 50 ปลายๆ ในระหว่างปี 2001-2018 พวกเธอล้วนแต่มีชีวิตที่ยากลำบาก บ้างก็ติดยา บ้างก็ต้องทำงานค้าประเวณี ซึ่งเป็นเป้าหมายชั้นดีที่ถูกสังคมเมินเฉย
สภาพศพของเหยื่อคล้ายกันคือถูกทิ้งอยู่ในที่ร้าง มีร่องรอยการดิ้นรนจากการกดหรือบีบที่คอทำให้ขาดอากาศหายใจ โดยมีถุงพลาสติกคลุมศีรษะเอาไว้ เหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเปลือยครึ่งตัวหรือทั้งตัวและมีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดด้วย
เนื่องจากขาดการพิสูจน์หลักฐานโดยละเอียดทำให้ยากที่จะเชื่อว่ามันเป็นการลงมือสังหารโดยฆาตกรคนเดียวกัน ตำรวจเชื่อว่าไม่ใช่ฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจให้คำตอบกับครอบครัวของเหยื่อและสังคมได้ ทำให้ชาวเมืองเชื่อกันไปเองว่ามันน่าจะเป็นฝีมือของชายปริศนาเพียงคนเดียว คนที่พวกเขาตั้งฉายาให้ว่านักล่ารัดคอแห่งชิคาโก
สาเหตุที่ชาวเมืองเชื่อเช่นนั้นเพราะรูปแบบการลงมือที่คล้ายกันโดยมีเป้าหมายเพื่อล่วงละเมิด และเหตุเกิดในเขตสามพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลของตำรวจทางใต้และทางตะวันตกของชิคาโก พื้นที่สวนสาธารณะบางแห่งก็มีประวัติอาชญากรรมรุนแรงและยาเสพติด ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะจะลงมือฆาตกรรม แสดงให้เห็นว่าฆาตกรคุ้นเคยกับพื้นที่เหล่านี้ เป็นไปได้ว่าอาจทำงานหรืออาศัยอยู่ในละแวกนั้น
ในปี 2018 มีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ใหม่โดยโครงการตรวจสอบการฆาตกรรม (Murder Accountability Project (MAP)) ได้ข้อสรุปว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ฆาตกรจะเป็นคนๆ เดียวกันเพราะมีการพักการก่อเหตุในช่วงปี 2014-2017 ซึ่งอาจเกิดจากฆาตกรถูกกักขังหรือย้ายถิ่นฐานทำให้ลงมือไม่ได้
แต่ตำรวจก็มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าฆาตกรไม่ใช่คนเดียวกัน พวกเขารวบรวม DNA ได้มากกว่า 21 ตัวอย่างจากครึ่งหนึ่งของสถานที่เกิดเหตุ และ DNA ที่ตรวจพบบนศพที่ถูกล่วงละเมิดก็ไม่ได้ชี้ไปที่ชายผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว อีกประการหนึ่งคือตำรวจสามารถจับผู้ก่อเหตุได้ถึง 13 คนจากคดีมากกว่า 20 คดีที่เกิดขึ้น แม้จะปิดได้จริงเพียงคดีเดียวเท่านั้น เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุแต่ละแห่งมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกที่ฆาตกรหลายคนจะใช้เป็นที่ก่อเหตุ ซึ่งนักวิเคราะห์และนักอาชญวิทยาหลายท่านก็สนับสนุนข้อโต้แย้งนี้
การที่คดีส่วนใหญ่ปิดไม่ได้อาจเป็นเพราะสาเหตุของการลงมือมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจหรือสังคมมากกว่าความต้องการของฆาตกรต่อเนื่องเพียงคนเดียว และสถานที่เกิดเหตุกับลักษณะของเหยื่อก็มีแนวโน้มจะถูกทำร้ายในรูปแบบนี้ได้มาก การที่ไม่เกิดเหตุในช่วงระหว่างปี 2014-2017 ก็อาจมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้ลดการเกิดอาชญากรรมได้
แล้วปริศนานักล่ารัดคอแห่งชิคาโกก็ถูกทิ้งไว้แบบนี้ มีเพียงคดีเดียวที่ระบุว่าไขคดีได้ นอกนั้นยังคงเป็นปริศนาต่อไป นักอ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้คิดว่าการวิเคราะห์ของฝ่ายไหนน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าก็สามารถคอมเมนต์บอกกันได้นะคะ สำหรับผู้เขียนแล้วคิดว่าหลักฐานและข้อมูลบางอย่างยังขาดไปจึงไม่สามารถบอกได้ว่าน่าจะเป็นไปทางไหนได้มากกว่ากัน แต่ก็แอบเอนเอียงไปทางฆาตกรต่อเนื่องค่ะ
ที่มา : historicmysteries.com, wikipedia
#นิยาย #ตำนานเมือง #ลึกลับ