Manifia ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Manifia, Bangkok
(2)

เราชื่อมินนี่ อยู่เครือเพจทีม Core Physiology กลุ่มเดียวกับ Tensia นำเสนอบทความทุกสิ่งที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่ภูมิทั่วไป ภูมิแพ้ ภูมิไล่ทำลายอวัยวะตัวเอง อักเสบเรื้อรัง ฯลฯ มีทั้งบทความ มีทั้งมีม บางครั้งพูดใช้ภาษาเกมหน่อย เพราะบ้าเกม

ยาแก้แพ้ (Antihistamine) กับ การทำงานของสมองส่งผลขนาดไหน? เพราะง่วง หรือส่งผลโดยตรง?อันนี้ต้องทราบก่อนค่ะว่า เรากินยาแก้...
27/09/2026

ยาแก้แพ้ (Antihistamine) กับ การทำงานของสมอง
ส่งผลขนาดไหน? เพราะง่วง หรือส่งผลโดยตรง?


อันนี้ต้องทราบก่อนค่ะว่า เรากินยาแก้แพ้เพื่ออะไร

ตอบ: เราต้องการลดการทำงานของสารชื่อ histamine
ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวที่สร้างอาการแพ้หลักๆ

ทั้งกระตุ้นน้ำมูก ทำให้เยื่อบุบวมจมูกตัน
รวมถึงเพิ่มความไวของเส้นประสาท ทำให้จามเป็นชุดๆ

ดังนั้นพอกินยาไปหยุด histamine ทำงาน
อาการเลยค่อยๆ ดีขึ้น


ปัญหาคือ ยาแก้แพ้บางตัว โดยเฉพาะรุ่นแรก
เข้าสมองได้ดี จึงเกิดผลหลักๆ 2 อย่างค่ะ


1️⃣ ง่วง

ปกติในสมองมีระบบ histamine
ช่วยให้เราตื่นตัว ไม่ง่วง

ดังนั้นยาแก้แพ้ที่เข้าสมองได้ดี
จะกดวงจรนี้ ทำให้ง่วงขึ้น

แล้วพอง่วง ประสิทธิภาพความคิด
สมาธิ และการทำงานก็ลดลงตามไปด้วย

เรียงคร่าวๆ จากง่วงมากไปน้อย

▪️ รุ่นแรกง่วงฉ่ำๆ: hydroxyzine, chlorpheniramine (CPM), brompheniramine
▪️ รุ่นสองแต่ยังง่วงได้: cetirizine, levocetirizine
▪️ เข้าสมองน้อย: loratadine, desloratadine
▪️ ง่วงน้อยมาก: fexofenadine, bilastine

แต่จะง่วงไม่ง่วง โคตรขึ้นกับแต่ละคนด้วยค่ะ


2️⃣ กระทบการทำงานสมองโดยตรง

ปัญหาของยาแก้แพ้รุ่นแรกคือ
มันไม่ได้รบกวนแค่ histamine
แต่ยังมีฤทธิ์ต้าน Acetylcholine (ACh) ด้วย

ซึ่ง ACh สำคัญกับสมองมาก เช่น

▪️ Hippocampus: การสร้างและเรียกความจำ
▪️ Basal forebrain + dlPFC: สมาธิ การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ

ดังนั้นยาอย่าง
▪️ hydroxyzine
▪️ chlorpheniramine
▪️ brompheniramine
รวมถึง diphenhydramine, dimenhydrinate

จึงสามารถทำให้สมาธิและการทำงานของสมองลดลงได้จริง

นี่เลยเป็นเหตุผลว่า
ถ้าต้องทำงานที่ใช้สมาธิมาก
หรือขับรถ ควรระวังยาแก้แพ้รุ่นแรก

และยิ่งในสูงวัย โดยเฉพาะ 60–65 ปีขึ้นไป
ต้องระวังมากขึ้น เพราะหลายคนกินยาอื่น
ที่มีฤทธิ์ต้าน ACh อยู่แล้วด้วย


แต่ขีดเส้นใต้ว่า
ผลจากความง่วง (Antihistamine)
และผลต่อสมองโดยตรง (Anticholinergic)

ส่วนใหญ่เป็นผลตอนยาออกฤทธิ์
หรือ Acute effect

ไม่ได้เกิดเท่ากันทุกคน
และขึ้นกับ dose ด้วย

บางคนกินแล้วแทบไม่มีปัญหาอะไรเลย


แล้วผลระยะยาวล่ะ?

เรื่องนี้จะกังวลมากขึ้นในคนสูงวัย
โดยเฉพาะถ้ามี cumulative dose เยอะ

มีข้อมูลว่าการใช้ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic
อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการเพ้อ (Delirium)
ในผู้สูงอายุบางกลุ่มได้

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับสมองเสื่อม
ยังถกเถียงกันอยู่ค่ะ

และย้ำว่า ประเด็นนี้พูดถึง
การใช้ยาในผู้สูงวัยเป็นหลัก
ไม่ใช่ว่าคนทุกอายุใช้แล้วสมองเสื่อม


สรุปแบบไปใช้งานคือ

1️⃣ ยาแก้แพ้ใช้บรรเทาอาการ แต่ถ้าภูมิแพ้เป็นเยอะ ควรรักษาหลายทาง เช่น ล้างจมูก และใช้ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นหลัก แล้วค่อยลดเมื่ออาการดีขึ้น

2️⃣ ยาแก้แพ้รุ่นแรก มีทั้งผลเรื่องง่วง และผลต่อสมองโดยตรง จึงต้องระวังในสูงวัยและคนที่ต้องใช้สมาธิ

3️⃣ ยาแก้แพ้รุ่นสอง ผลหลักๆ จะเป็นเรื่องง่วงในบางชนิด ส่วนผลโดยตรงต่อความจำและความคิดนั้นน้อยมาก

แต่บางคนกินรุ่นสองแล้วยังง่วงฉ่ำอยู่ก็มีนะ5555
อันนี้แล้วแต่บุคคลจริงๆ ค่ะ

ทำไมยาแก้แพ้อย่าง Bilastine และ Fexofenadine (Telfa__) จึงง่วงน้อยมากตอบ: เพราะยาถูกออกแบบมาให้ละลายน้ำได้ดีมาก ทำให้โอก...
26/09/2026

ทำไมยาแก้แพ้อย่าง Bilastine และ Fexofenadine (Telfa__) จึงง่วงน้อยมาก

ตอบ: เพราะยาถูกออกแบบมาให้ละลายน้ำได้ดีมาก ทำให้โอกาสแพร่ผ่านจากเลือด เข้าไปยังแนวกั้นสมอง (endothelium cell) น้อยมาก

พูดง่ายๆ คือ ยามาถึงหน้าประตูสมองแล้ว
แต่ตัวมันเองไม่ค่อยเหมาะกับการแทรกผ่านผนังเข้าไปอยู่แล้วค่ะ


และต่อให้ผ่านเข้าไปได้ ยาถูกออกแบบให้ ‘สวม’ เข้ากับ ‘เครื่องดีดตัว’ (P-glycoprotein) ได้ดีมาก

อันนี้ยิ่งตลกกว่าเดิม

เพราะสมมติยาอุตส่าห์หลุดผ่านแนวกั้นเข้ามาได้สำเร็จแล้ว
คิดว่า “เย่ เข้าสมองได้แล้ว”

ปรากฏว่าตรงผนังหลอดเลือดสมองมี P-glycoprotein รออยู่

พอยาเข้าไปสวมกับมันปุ๊บ
เครื่องก็ทำงานทันที

ดีดยากลับเข้าเลือด 555555

เหมือนอุตส่าห์ปีนกำแพงเข้ามาได้
แต่ข้างในมี รปภ.จับโยนออกประตูเดิมอีกที

จีเนียสจริงๆ


แล้วพอเข้าสมองแทบไม่ได้เลย
ยานี้ก็ไม่สามารถเข้าไปขวางสาร histamine ในสมองได้

ซึ่ง histamine ในสมองไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เราคันหรือจามนะ
แต่มันเป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ช่วยให้สมอง “ตื่นตัว”

ดังนั้น ถ้ายาแก้แพ้เข้าไปบล็อก histamine ในสมองเยอะ
เราก็จะเริ่มง่วง มึน สมองช้าลง

แต่ Bilastine และ Fexofenadine เข้าไปได้น้อยมาก
ระบบ histamine ในสมองจึงยังทำงานต่อได้ค่อนข้างปกติ

เราจึงง่วงน้อยมาก


ยาได้แต่ไปขวางสาร histamine ที่โพรงจมูกแทน

ซึ่งสารนี้ในโพรงจมูกคือตัวหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้
ไม่ว่าจะจาม คัน น้ำมูกไหล หรือเยื่อบุบวมจนจมูกตัน

สรุปคือ

“งานที่จมูก ไปทำเต็มที่
แต่งานที่สมอง พยายามไม่เข้าไปยุ่ง”

นี่แหละค่ะ เหตุผลที่ยาแก้แพ้กลุ่มนี้ง่วงน้อยมาก

ภูมิแพ้ขึ้นตา (Allergic conjunctivitis) จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝุ่นเข้าตาแล้วตาอักเสบค่ะแต่มันคือภูมิคุ้มกันที่ “จำศัตรูผิดตัว”แ...
25/09/2026

ภูมิแพ้ขึ้นตา (Allergic conjunctivitis) จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝุ่นเข้าตาแล้วตาอักเสบค่ะ

แต่มันคือภูมิคุ้มกันที่ “จำศัตรูผิดตัว”
แล้วเอาทีมที่ปกติใช้จัดการพยาธิ มารุมตีกับเกสร ไรฝุ่น หรือสะเก็ดผิวสัตว์ที่ไม่ได้อันตรายอะไรเลย


จุดเริ่มต้นคือ สารก่อภูมิแพ้สัมผัสเยื่อบุตา

เซลล์ด่านหน้าอย่าง Dendritic cell จับมันไปนำเสนอให้ T cell ดู

ในคนทั่วไป ระบบอาจบอกว่า
“ช่างมัน ไม่อันตราย”

แต่ในคนภูมิแพ้ กลับเลือกเปิดทีม Th2 ขึ้นมา


⚔️ Th2 คือหัวหน้าทีมต้านปรสิต

มันปล่อยสารสำคัญอย่าง
▪️ IL-4
▪️ IL-5
▪️ IL-13

IL-4 และ IL-13 ช่วยสั่ง B cell ให้สร้าง IgE

ส่วน IL-5 เรียก Eosinophil เข้ามาเสริมทัพ

จากฝุ่นธรรมดาๆ
ตอนนี้ร่างกายสร้างกองกำลังเฉพาะกิจรอแล้วค่ะ


IgE ที่สร้างขึ้น จะไปเกาะบนผิว Mast cell ในเยื่อบุตา

เหมือนเอาเซนเซอร์ตรวจจับสารก่อภูมิแพ้ไปติดเอาไว้

ครั้งแรกยังอาจไม่เกิดเรื่องมาก
แต่ระบบจำชื่อมันเรียบร้อยแล้ว


💥 พอเจอสารเดิมรอบต่อไป

สารก่อภูมิแพ้ไปจับ IgE บน Mast cell
ปุ๊บเดียว Mast cell เปิดคลังทันที

ปล่อย Histamine, Tryptase และสร้าง Leukotrienes, Prostaglandins ตามมา

เหมือนทิ้งระเบิดใส่เยื่อบุตาตัวเอง


Histamine ไปเล่นงานทั้งหลอดเลือดและเส้นประสาท

▪️ หลอดเลือดขยาย → ตาแดง
▪️ หลอดเลือดรั่ว → เยื่อบุตาบวม
▪️ กระตุ้นการหลั่งน้ำตา → น้ำตาไหล
▪️ กระตุ้นเส้นประสาท → คันตาโคตรๆ

ดังนั้นบางครั้งที่รู้สึกว่า
“ต้องมีอะไรอยู่ในตาแน่ๆ”

จริงๆ ไม่มีอะไรค่ะ
แต่เส้นประสาทกำลังโดนสารอักเสบยิงสัญญาณรัวๆ


🔥 และเรื่องยังไม่จบ

หลังระเบิดรอบแรก Eosinophil จะตามเข้ามา

ไอนี่เป็นเม็ดเลือดขาวที่เกิดมาเพื่อตีกับศัตรูตัวใหญ่แบบพยาธิ ของที่มันพกมาจึงค่อนข้างแรง

ถ้าเป็นภูมิแพ้ตาทั่วไป มันทำให้อาการยืดเยื้อ

แต่ในภูมิแพ้ตาชนิดรุนแรง เช่น Vernal หรือ Atopic keratoconjunctivitis การอักเสบอาจลามไปทำร้ายผิวตาและกระจกตาได้เลย


🧱 ที่แสบกว่านั้นคือ เยื่อบุตาเองก็ร่วมวงด้วย

เมื่อระคายเคืองหรือบาดเจ็บ
มันปล่อยสัญญาณเตือนอย่าง IL-33 เพื่อเรียก Mast cell, Th2, ILC2 และ Eosinophil เพิ่ม

เลยเกิดวงจร

สารแพ้เข้า
→ อักเสบ
→ เยื่อบุตาอ่อนแอ
→ สารแพ้เข้าง่ายขึ้น
→ อักเสบหนักขึ้น

และถ้าไปขยี้ตาซ้ำ
ก็ยิ่งเติมเชื้อไฟให้วงจรนี้ค่ะ

ถึงบอกว่า อย่าขยี้


🧠 ที่สำคัญคือระบบนี้ “จำได้”

มีทั้ง Memory T cell, Memory B cell และ IgE ที่จำสารเดิมไว้

ครั้งต่อไปไม่ต้องประชุมแล้วว่า
“นี่คือตัวอะไร?”

ระบบกระโดดไป
“เคยเห็นแล้ว เปิดศึก!”

นี่แหละเหตุผลว่าทำไมชาวภูมิแพ้เจอของเดิมแล้วอาการถึงมาไวมาก


ภูมิแพ้ตากับภูมิแพ้จมูกจริงๆ
ใช้ทีมใกล้เคียงกันมาก

ต่างกันแค่สนามรบ

ในจมูก → จาม คัน น้ำมูกใส จมูกตัน

ที่ตา → คัน ตาแดง น้ำตาไหล เยื่อบุตาบวม

และเพราะตากับจมูกเชื่อมกันผ่านระบบระบายน้ำตา หลายคนเลยเป็นสองอย่างพร้อมกัน


📌 สรุป

สารก่อภูมิแพ้เข้าตา
→ Th2 ถูกเปิด
→ B cell สร้าง IgE
→ IgE ไปติด Mast cell
→ เจอสารเดิมอีก
→ Mast cell ปล่อย Histamine
→ คัน แดง บวม น้ำตาไหล
→ Eosinophil ตามมา
→ การอักเสบยืดเยื้อและกำเริบซ้ำง่าย

ภูมิแพ้ขึ้นตาเลยไม่ใช่ตา “แพ้ง่าย” เฉยๆ

แต่มันคือระบบภูมิคุ้มกันที่ตั้งเซนเซอร์ผิดเป้าหมาย
แล้วเปิดสงครามกับสิ่งที่แทบไม่ได้ทำอะไรเราเลย


แล้วดูแลยังไง?

▪️ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่รู้ว่าแพ้
▪️ อย่าขยี้ตา เพราะยิ่งขยี้ยิ่งอักเสบ
▪️ ประคบเย็นช่วยลดคันและบวม
▪️ น้ำตาเทียมช่วยชะสารก่อภูมิแพ้
▪️ ยาหยอดตาต้าน Histamine ช่วยลดคัน แดง น้ำตาไหล
▪️ ถ้ามีภูมิแพ้จมูก ควรรักษาไปพร้อมกัน
▪️ ยาหยอด Steroid ไม่ควรซื้อใช้เอง
▪️ ถ้าปวดตา ตามัว แพ้แสงมาก หรือมีขี้ตาผิดปกติ ควรพบแพทย์


จบเรื่องเล่าของ
สงครามไร้สาระที่ทีมเชี่ยวชาญด้านพยาธิ
มาตบกับฝุ่นอยู่บนเยื่อบุตาเราเอง

กรดแลคติกที่คนโทษว่าเป็นของเสียมานาน ปัจจุบันถูกมองใหม่ว่าเป็นสารที่ปล่อยจากกล้ามเนื้อตอนออกกำลังกาย แล้วอาจมีส่วนช่วยปร...
24/09/2026

กรดแลคติกที่คนโทษว่าเป็นของเสียมานาน ปัจจุบันถูกมองใหม่ว่าเป็นสารที่ปล่อยจากกล้ามเนื้อตอนออกกำลังกาย แล้วอาจมีส่วนช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบระยะยาว

และนี่คือหนึ่งในเหตุผลว่า
▪️ ทำไมการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถึงช่วยลดการอักเสบเรื้อรังได้


ถ้าพูดให้ถูก 100%
คำว่า กรดแลคติก (Lactic acid) จริงๆ หมายถึง 2 ส่วน
▪️ ส่วนกรด (H⁺) ตัวเล็กๆ ตัวนี้แหละ ที่ทำให้เกิดความเป็นกรด
▪️ ส่วนเกลือ (Lactate⁻) ตัวนี้ต่างหาก ที่เราจะพูดถึง


ทุกครั้งที่ออกกำลังกาย
โดยเฉพาะตอนที่กล้ามเนื้อต้องสร้างแรงเร็ว
การสลายกลูโคสจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

Pyruvate ส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น Lactate
เพื่อช่วยให้กระบวนการ glycolysis เดินต่อ
และสร้าง ATP ได้อย่างรวดเร็ว

ส่วน H⁺ ที่เพิ่มขึ้นร่วมกับการใช้พลังงานอย่างหนัก
มีส่วนทำให้สภาพในกล้ามเนื้อเป็นกรดมากขึ้น
และเกี่ยวข้องกับความล้าระหว่างออกแรงหนัก

แต่ Lactate เอง ไม่ใช่แค่ของเสีย


ที่สำคัญคือ Lactate ไม่ได้ถูกสร้างแล้วกองค้างอยู่ในกล้ามเนื้อเฉยๆ

มันสามารถถูกส่งออกไปในเลือด แล้วถูกหัวใจ กล้ามเนื้อส่วนอื่น หรืออวัยวะต่างๆ นำกลับไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้

บางส่วนเดินทางไปตับ
ถูกเปลี่ยนกลับเป็นกลูโคสผ่าน Cori cycle
แล้วหมุนกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

พูดง่ายๆ คือ Lactate เป็นเหมือน “พลังงานหมุนเวียน”
ที่ร่างกายสร้างขึ้นตอนต้องการพลังงานเร็ว แล้วเอาไปใช้ต่อได้


อีกบทบาทที่น่าสนใจคือ
Lactate ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นเชื้อเพลิง
แต่ยังเป็น signaling molecule ที่ส่งสัญญาณไปยังเซลล์หลายชนิด รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกัน

ในบางบริบท Lactate สามารถเปลี่ยนการทำงานของ monocyte/macrophage
ให้ลดการสร้างสารก่อการอักเสบบางชนิด
และเอนเข้าสู่ภาวะที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อมากขึ้น

▪️ เช่น เพิ่มสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับ IL-10
▪️ ลด inflammatory signaling บางเส้นทาง
▪️ ช่วยให้สภาพแวดล้อมหลังออกกำลังกายกลับเข้าสู่สมดุล


ถามว่ามันสำคัญยังไง?

ก็เพราะเวลาที่เราไม่ดูแลสุขภาพ
ปล่อยตัวให้อ้วน
มีน้ำตาลสูง
มีความดันสูง
สูบบุหรี่
ดื่มสุรา ฯลฯ

หลายอย่างเหล่านี้สามารถกระตุ้น
▪️ ภาวะอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation)

ซึ่งค่อยๆ ทำร้ายหลอดเลือด
รบกวนการทำงานของอินซูลิน
กระตุ้น atherosclerosis
และเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด


ดังนั้นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ไม่ได้แค่เพิ่มกล้ามหรือเผาผลาญพลังงาน

แต่มันยังเปลี่ยนทั้ง metabolism
ระบบหลอดเลือด
ไขมัน
กล้ามเนื้อ
และระบบภูมิคุ้มกัน

ให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่อักเสบน้อยลงในระยะยาว

และ Lactate ที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย
ก็เป็นหนึ่งในตัวกลางที่น่าสนใจของกระบวนการนี้

ออกกันเถอะ

T cell ก็มีชีวิตนักเรียนเหมือนกันเฮ้ย!แถมถ้าเรียนไม่ผ่านบางด่าน มีสิทธิ์โตไปเป็นกบฏ ก่อโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองได้อีกมน...
23/09/2026

T cell ก็มีชีวิตนักเรียนเหมือนกันเฮ้ย!
แถมถ้าเรียนไม่ผ่านบางด่าน มีสิทธิ์โตไปเป็นกบฏ ก่อโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองได้อีก

มนุษย์เรียนตั้งแต่ประถมยันมหาลัย
T cell ก็ไม่ต่างกันค่ะ
เริ่มชีวิตจากไขกระดูก แล้วถูกส่งไปเข้าโรงเรียนโหดชื่อ “ต่อมไทมัส”


🦴 ไขกระดูก = โรงเรียนเตรียมอนุบาล

ตรงนี้คือแหล่งกำเนิดเซลล์เม็ดเลือด
ก่อนจะมีเด็กบางกลุ่มประกาศเจตนารมณ์ว่า

“หนูจะเป็น T lymphocyte ค่าาาา”

แล้วเก็บกระเป๋าย้ายโรงเรียน
เดินทางไปต่อมไทมัสทันที


🟠 ต่อมไทมัส = ม.ปลายสายโหด

ที่นี่ไม่ได้สอนอย่างเดียว
แต่ “สอบคัดออก” กันแบบนักเรียนหายเกือบทั้งรุ่น

เพราะ T cell แต่ละตัวต้องสุ่มสร้าง T-cell receptor หรือ TCR
เปรียบเหมือนสร้างเซนเซอร์ของตัวเองขึ้นมา

ปัญหาคือเซนเซอร์นี่สุ่มค่ะ
บางอันใช้การไม่ได้
บางอันดี
บางอันดันล็อกเป้าพวกเดียวกันเองอีก

ไทมัสเลยต้องตรวจทีละตัว


Step 1 : ไหนลองอ่าน MHC ดูซิ

งานจริงของ T cell ไม่ได้เดินไปจับเชื้อเปล่าๆ

มันต้องอ่าน “เศษโปรตีน” ที่เซลล์อื่นเอามาวางโชว์บนแท่น MHC ก่อน

เหมือนมีลูกน้องถือป้ายมาฟ้องว่า

“หัวหน้าคะ เจอโปรตีนตัวนี้อยู่ในเซลล์ค่ะ!”

ดังนั้น T cell ต้องอ่าน MHC เป็นก่อน

▪️ อ่าน MHC ไม่ได้เลย
= เซนเซอร์ใช้การไม่ได้
= จบการศึกษาไม่ทันเริ่ม
= ต-ายค่ะ

นี่เรียกว่า positive selection


ส่วนตัวที่จับ MHC ได้แบบพอดีๆ
จะได้ไปต่อ

แล้วตรงนี้ก็เริ่มแยกสาย

ถ้าถนัดอ่าน MHC class I
→ ไปสาย CD8+

ถ้าถนัดอ่าน MHC class II
→ ไปสาย CD4+

เหมือนเลือกแผนการเรียนกันตรงนี้เลยค่ะ


แต่ยังไม่จบ

เพราะเด็กบางคนอ่าน MHC เก่งมาก
แต่ดันมีปัญหาใหญ่กว่าเดิม

คือชอบยิงพวกเดียวกันเอง


Step 2 : ไหนลองเอาโปรตีน “ของร่างกายเราเอง” มาให้ดูหน่อยซิ

ไทมัสจะเอาโปรตีนของตัวเองสารพัดชนิด
มาใส่บน MHC ให้ T cell ทดลองอ่าน

หัวใจ ตับ ตับอ่อน ผิวหนัง ต่อมต่างๆ
เอามาให้สอบกันเท่าที่ระบบทำได้

เพื่อดูว่า

“เอ็งจะคิดว่าเนื้อเยื่อของพวกเราเป็นศัตรูไหม”


ถ้าเห็นแล้วเฉยๆ หรือจับไม่แรง
→ โอเค ผ่าน

แต่ถ้าจับโปรตีนของตัวเองแน่นแบบ

“เจอศัตรูแล้วครับบบบ ขอฆ่าเลย!”

ทั้งที่นั่นคือพวกเดียวกัน

💥 กบฏค่ะ

ส่วนใหญ่จะโดนสั่ง apoptosis
กำจัดทิ้งตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน

นี่คือ negative selection


แต่มีบางตัวที่จำของตัวเองได้ในระดับเหมาะสม
แล้วถูกส่งไปเรียนหลักสูตรพิเศษ

กลายเป็น Treg

ตำรวจสายห้ามศึก
มีหน้าที่คอยเบรก T cell ตัวอื่นว่า

“ใจเย็น นั่นพวกเราเอง อย่ายิง!”


ดังนั้นกว่าจะออกจากไทมัสได้
T cell ต้องพิสูจน์สองเรื่องใหญ่ๆ

1. อ่าน MHC ของเราให้เป็น
2. แต่อย่าเสือกเกลียดโปรตีนของเราเอง

อ่านไม่เป็น → ต-าย

อ่านเป็นแต่คลั่งยิงเจ้าของบ้าน → ต-าย

ต้องอ่านเป็น
และรู้ว่าใครคือพวกเดียวกัน
ถึงจะได้ใบจบค่ะ


จบ ม.ปลายจากไทมัสแล้ว
หลักๆ ก็ออกมาเป็น

1. CD4+ T cell
สายวางแผน สั่งการ ประสานทีมภูมิคุ้มกัน
2. CD8+ T cell
สายบู๊ ไล่ฆ่าเซลล์ติดไวรัสและเซลล์ผิดปกติบางชนิด
3. Treg
สายเบรก คอยกดไม่ให้ภูมิคุ้มกันบ้าพลังจนยิงเจ้าของร่าง


แล้วเด็กจบใหม่ทั้งหมด
ก็ออกจากไทมัสไปตระเวนตามต่อมน้ำเหลือง

รอวันเจอ antigen ของจริง

จากนักเรียนฝึกหัด
กลายเป็นทหารภูมิคุ้มกันเต็มตัวจ้าาาา


ปัญหาคือระบบคัดนักเรียนไม่ได้สมบูรณ์ 100%

ถ้ากระบวนการสร้าง self-tolerance ผิดพลาด
หรือ T cell ที่จำโปรตีนของตัวเองหลุดรอดออกมา
แล้ววันหนึ่งได้รับสัญญาณกระตุ้นครบ

มันอาจหันกลับมายิงอวัยวะของเจ้าของร่างได้

จะไปลงที่ไหน
ก็ขึ้นกับว่า TCR ของกบฏตัวนั้น
ดันจำ antigen ของเนื้อเยื่อไหนเป็นเป้าหมายค่ะ

ทำไมทั้งไทรอยด์สูง และไทรอยด์ต่ำทำให้ความดันสูงทั้งคู่เลย ควรจะตรงข้ามกันรึเปล่า?เป็นเรื่องที่ชวนสงสัยตั้งแต่ระดับนักศึก...
22/09/2026

ทำไมทั้งไทรอยด์สูง และไทรอยด์ต่ำ
ทำให้ความดันสูงทั้งคู่เลย ควรจะตรงข้ามกันรึเปล่า?


เป็นเรื่องที่ชวนสงสัยตั้งแต่ระดับนักศึกษาแพทย์ ยันคนไข้ที่นั่งตรวจ คนไข้ที่เป็นไทรอยด์สูงกับต่ำ คุยกันก็งงกันทำไมความดันสูงทั้งคู่เลย มันควรจะตรงข้ามกันไม่ใช่เหรอ?​

คำตอบคือ แม้ทั้งสองภาวะจะมีความดันสูงทั้งคู่
แต่รายละเอียดความดันต่างกันมากฮะ


ไทรอยด์สูง (Hyperthyroidism)


ตัวอย่างโรค: Graves’ disease (แอนติบอดีเล่นงานตัวรับ TSH), Toxic nodular goiter (เนื้องอกหลั่งไทรอยด์)

ผลต่อความดัน: ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงผิดปกติ จะสั่งให้

▪️ หัวใจ: เพิ่มการทำงานโปรตีนที่ให้ใยกล้ามเนื้อเกี่ยว (Myosin ATPase) และเพิ่มการตอบสนองต่อระบบประสาทซิมพาเทติก (β1 receptor)
→ บีบรุนแรงขึ้น
→ เลือดออกจากหัวใจไปกระแทกผนังแรง
→ ความดันพุ่งขึ้นไว
→ ความดันตัวบนเลยสูงขึ้น

▪️ หลอดเลือด: สั่งให้อวัยวะต่าง ๆ เพิ่มเมตาบอลิซึมมากขึ้น จึงทำให้เซลล์ปลดปล่อยสารจากเมตาบอลิซึมมาเยอะขึ้น (เช่น Lactate, Adenosine)
→ สารพวกนี้สั่งให้สร้างก๊าซ nitric oxide จำนวนมาก
→ ขยายหลอดเลือดรุนแรง
→ ช่วงหัวใจคลายตัว เลือดจึงวิ่งสู่อวัยวะต่าง ๆ เร็วเกินไป
→ ความดันลดฮวบเร็วมาก
→ ความดันตัวล่างเลยต่ำลง

ดังนั้นลักษณะการไหลของเลือดในคนไทรอยด์เป็นพิษคือ พุ่งแรงกระแทกผนังแรง แต่ก็ไหลไปข้างไวเกิน จนความดันฮวบลงไว

ความดันจึงมีค่าลักษณะ ตัวบนสูง ตัวล่างต่ำ


ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism)


ตัวอย่างโรค: Hashimoto thyroiditis (แอนติบอดีเล่นงานทั้งต่อมจนพัง)

ผลต่อความดัน: ฮอร์โมนไทรอยด์ที่ต่ำผิดปกติ จะทำให้

▪️ หลอดเลือด: ตีบมากขึ้นได้หลายกลไก ทำให้ความดันตัวล่างสูงขึ้น

1. เมตาบอลิซึมที่ลด → เซลล์ปลดปล่อยสารมากระตุ้นก๊าซ nitric oxide น้อยลง จึงขาดตัวขยายหลอดเลือด
2. เมตาบอลิซึมการทำลายเส้นใยรอบหลอดเลือด (Glycosaminoglycan) ช้าลง → เส้นใยสะสมจนหลอดเลือดแข็ง คลายตัวยาก
3. ระบบเคลียร์ LDL แย่ลง → เพิ่ม LDL แทรกผนังหลอดเลือด → พอกผนังไวขึ้น จนรูแคบลง

▪️ หัวใจ: เกิดผลตรงข้ามคือบีบเบาลง
→ เลือดออกจากหัวใจไปกระแทกผนังเบา
→ ความดันเพิ่มขึ้นช้า แต่ก็ไหลไปสู่หลอดเลือดส่วนปลายช้าเช่นกัน (เพราะตีบอยู่)
→ ความดันตัวบนเลยมักจะปกติ หรือออกไปทางต่ำ ๆ นิด ๆ

ดังนั้นลักษณะการไหลของเลือดในคนไทรอยด์ต่ำคือ ออกจากหัวใจก็ช้า แต่ก็ไหลไปข้างหน้าช้าเช่นกัน

ความดันจึงมีลักษณะ ตัวบนปกติ แต่ตัวล่างสูง (Diastolic hypertension)


แต่ถ้าคุมฮอร์โมนได้ดี จากการรักษาแล้ว
ค่าจะกลับมาปกติได้ฮะ

กินดึกๆ ระวังเด้อออ5555
22/09/2026

กินดึกๆ ระวังเด้อออ5555

ตี 1 กว่าแล้ว มาทำมาย จะกินอาราย ไปนอนน้า ตื่นแล้วค่อยมา

‘ภาพเม็ดเลือดขาวแสดงกายกรรม แปลงได้หลายร่าง ซึ่งสกิลนี้จะหายไป เมื่อเจอน้ำตาลสูงลอย’ทั้งหมดคือเม็ดเลือดขาวชนิดเดียวกันหม...
21/09/2026

‘ภาพเม็ดเลือดขาวแสดงกายกรรม แปลงได้หลายร่าง ซึ่งสกิลนี้จะหายไป เมื่อเจอน้ำตาลสูงลอย’


ทั้งหมดคือเม็ดเลือดขาวชนิดเดียวกันหมดเลย (Macrophage) แต่มันแปลงรูปร่างไปได้หลากหลายมากๆ เก่งระดับเล่นกายกรรมเลย 55

ไม่แปลกที่มันจะคล่องตัวในการจับเชื้อโรคกินมากๆ
คล่องตัวในการเคลื่อนไปมา เคลื่อนออกนอกหลอดเลือด

ทุกวันนี้เราเลยติดเชื้อน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ
เพราะเชื้อโรคเราแทบจะอยู่รอบตัวเลย


สิ่งที่จะทำให้ปรากฏการณ์นี้หายไปหมดเลย
คือ ภาวะน้ำตาลสูงลอยค่ะ เม็ดเลือดขาวแทบอัมพาตเลย

ซึ่งเป็นผลมาจากดื้ออินซูลิน ไม่ดูแลสุขภาพ ภาวะอ้วน ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ นั่นแหละค่ะ


บรรยากาศคล้ายกับหนังซอมบี้สิ้นโลก
ที่มีเมืองหลวงศิวิไลมาก กันจากแวดล้อมภายนอกที่มีแต่ซอมบี้ เพราะทหารคอยป้องกันไม่ให้ซอมบี้เข้าเมือง จนคนในเมืองสงบสุข

เบาหวานก็คงเปรียบเสมือนโรคร้ายที่ระบาดใส่ทหาร
จนเมืองแตก ซอมบี้ทะลักเข้ามากินจากชายแดนมาเรื่อยๆ นั่นแหละฮะ

21/09/2026

❌ win rate 100%
✅ work out 100%

แค่เหงือกอักเสบสะสมเรื้อรัง สุดท้ายอาจเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ถ้าคุณดวงซวยมีปัจจัยเอื้ออย่างอื่นบทความนี้ยาว ถ้าไม่มีเ...
20/09/2026

แค่เหงือกอักเสบสะสมเรื้อรัง สุดท้ายอาจเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ถ้าคุณดวงซวยมีปัจจัยเอื้ออย่างอื่น

บทความนี้ยาว ถ้าไม่มีเวลาให้อ่านสรุป แต่ถ้าอ่านตัวเต็ม คุณจะเข้าใจว่าธรรมชาติมันไม่ได้สร้างให้เราเป็นโรคง่ายขนาดนั้น แต่เพราะมีทุกสิ่งเหมาะเจาะกัน โรคเลยมา

————————————

[ บทที่ 1 - ช่องปากกับชุมชนแบคทีเรียอันสงบสุข ]

ในช่องปากไม่ต่างอะไรกับลำไส้เลยค่ะ คือมีชุมชนแบคทีเรีย (Oral microbiome) มีแนวกั้นเหงือกกับฟัน กั้นระหว่างในปากกับเลือด

ผลจากการไม่ดูแลสุขภาพช่องปากเรื้อรัง เช่น แปรงฟันไม่สะอาด, กินของหวานแล้วปล่อยนอนข้ามคืนเลย ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงแวดล้อมในปากทีละนิด

————————————

[ บทที่ 2 - ไม่ดูแลสุขภาพปากจนแบคทีเรียตัวร้ายยึดครอง ]

แบคทีเรียแกรมบวกเริ่มใช้ฟิล์มโปรตีนจากน้ำลายเกาะ กลายเป็นแกนให้แบคทีเรียตัวอื่นมาเกาะต่อ ซึ่งตัวอันตรายคือ P. gingivalis ตัวเจ้าปัญหาของรูมาตอยด์เลย

ปกติ P. gingivalis มีน้อยมาก แต่พอได้เกาะเท่านั้นแหละ มันเลยแบ่งตัวมากขึ้น แล้วปล่อยสกิลพิเศษคือสร้างไบโอฟิล์มเป็นเคลือบเอาไว้ กลายเป็นคราบ (Plaque)

⏳ เวลาผ่านไป Plaque หนาขึ้นเรื่อยๆ ทำปฏิกิริยากับเกลือแร่ในน้ำลายแล้วเริ่มตกตะกอนกลายเป็นคราบหินปูนเกาะฟันในที่สุด

ซึ่งคนที่ไม่ค่อยดูแลช่องปาก และไม่ค่อยตรวจสุขภาพฟันเลย เชื่อว่าจะมีคราบนี้เกาะอยู่สีเหลืองบ้าง น้ำตาลบ้าง ซึ่งก็ขึ้นกับว่าเชื้อที่อยู่ข้างในมันดุมั้ย

⚠️ ถ้าเชื้อที่อยู่ข้างในเริ่มลุกลาม คราวนี้เหงือกจะเริ่มอักเสบละ (Gingivitis) สัญญาณแรกๆ คือแปรงฟันแล้วมีเลือดออก, หนักขึ้นก็เหงือกบวม อักเสบได้

และถ้ายังไม่รักษาอีก แบคทีเรียสามารถเข้าไปลุกขึ้น กลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรัง (Chronic periodontitis) นี่แหละฮะ มันทำให้ ‘แนวกั้น’ ระหว่างปากกับกระแสเลือดอ่อนแอลง

เท่านี้ก็เตรียมการเสร็จแล้ว

————————————

[ บทที่ 3 - แบคทีเรียป่วนภูมิคุ้มกัน กับก้านชูที่เหมาะเจาะ ]

เมื่อเจ้า P. gingivalis ยึดครองถึงซอกลึกแล้ว มันจะมีสกิลพิเศษคือ ‘PAD’ นำโปรตีนบางชนิดมาเติมกรดอะมิโน ‘ซิทรูลีน’ เรียกโปรตีนเหล่านี้ว่า Citrullinated protein

ซึ่งมันเติมไปตามธรรมชาติของมัน เพราะโปรตีนกลุ่มนี้มันใช้ในชีวิตประจำวันของมัน แต่ไอ้แบคทีเรียตัวนี้มันเร็วกว่าชาวบ้านมากๆๆๆ

ซึ่ง Citrullinated protein ที่มีมากเกินไปนี้ เสี่ยงที่ภูมิคุ้มกันจะจดจำเป็นเชื้อโรคมากขึ้น เพราะร่างกายเราเองก็มีโปรตีนตัวนี้

👏 แต่ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดังค่ะ ไม่งั้นคนเป็นโรคเหงือก กลายเป็นรูมาตอยด์กันทุกคน

ถ้าคนนั้นดันมีพันธุกรรมที่ใช้สร้างโปรตีน ‘ก้านชู’ ชนิดที่มีโอกาส ‘ถือ Citrullinated protein’ ได้ เราเรียกรหัสพันธุกรรมนี้ว่า HLA-DRB1

🤔 งงมั้ย? คือแบบนี้ค่ะ เวลาเม็ดเลือดขาวไปกินเชื้อเนี่ย มันจะเอาตัวอย่างเชื้อโรค ใส่ก้านชู แล้วไปฟ้องนายพล T cell จากนั้น T cell ก็ไปช่วย B cell แล้วทั้งคู่ก็สร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อโรคแบบจำเพาะ

ทีนี้คุณดันมีก้านชูชนิดนี้ (HLA-DRB1) มีโอกาสสูงที่จะหยิบไอ้ Citrullinated protein ซึ่งเป็นโปรตีนของเราแท้ๆ ไปฟ้องนายพล

ซึ่งถ้าคุณไม่ได้เป็นปริทันต์ โอกาสโคตรรรต่ำ เพราะโปรตีนนี้มันเจอน้อยมาก และยากมากที่เม็ดเลือดขาวจะไปเก็บมาฟ้อง

😵 แต่ถ้าคุณเป็นปริทันต์เรื้อรัง ซวยยยย เพราะไอ้แบคทีเรีย P. gingivalis แมร่งปั้ม โปรตีนนี้ระดับส่งออกอะ แถมเม็ดเลือดขาวมีโอกาสเก็บไปสูงมาก เพราะเม็ดเลือดขาวมันต้องจับกิน แบคทีเรียตัวนี้อยู่แล้วไง

แต่แต่แต่ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ต่อให้คุณมีปริทันต์อักเสบจนมีโปรตีนนี้สูง ต่อให้คุณมี HLA-DRB1 จนเม็ดเลือดขาวไปฟ้องแล้ว ถ้า T cell, B cell ไม่เล่นด้วย ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น

————————————

[ บทที่ 4 - นายพล T cell, B cell ที่จำพวกเดียวกันเอง ดันรอดชีวิต ]

ปกติแล้วทั้ง T cell และ B cell จะเกิดมาพร้อมกับออกแบบเซนเซอร์ประจำตัว ใครก็ตามออกเซนเซอร์ที่ดันตรวจจับโปรตีนของเราเอง มันจะโดนฆ่ๅทิ้ง

แต่ถ้าคุณซวยระบบนี้พังพอดี แล้วดันทำให้ T cell และ B cell ตัวที่สร้างเซนเซอร์สวมได้กับ Citrullinated protein อีก

มันก็จะยิ่งซวยในซวยเลย ซึ่งโอกาสนี้เกิดค่อนข้างสุ่ม

————————————

[ บทที่ 5 - ทุกอย่างที่เหมาะเจาะ กำเนิดรูมาตอยด์ ]

ตอนนี้ทุกอย่างครบแล้วฮะ

• แบคทีเรียครองปากปล่อย Citrullinated protein รัวๆ

• เม็ดเลือดขาวที่มีก้านชู HLA-DRB1 กินเชื้อแล้วเอา Citrullinated protein มาใส่ก้านชู

• T cell ที่มีเซนเซอร์เข้าได้กับ Citrullinated protein ก็สวมพอดีกับคนที่มาชูให้ดู (ส่วน B cell ไปเจอตัวโปรตีนเอง)

• สุดท้าย T cell แปลงร่างเป็น Th cell (Th1, Th17) นำทัพเม็ดเลือดขาวลูกน้อง ตระเวนหาจุดที่มี Citrullinated protein เพราะมองเป็นศัตรูแล้ว

• B cell แปลงร่างเป็นโรงงานผลิตแอนติบอดี (Plasma cell) สร้างแอนติบอดีที่สวม Citrullinated protein ได้พอดี กระจายเข้าเลือด

• ซึ่งถ้าคุณสูบบุหรี่อีก บุหรี่ก็จะเร่ง PAD สร้าง Citrullinated protein เพิ่มอีก

🦵 สุดท้าย ‘ข้อ’ เป็นจุดที่มี Citrullinated protein เยอะ เพราะเซลล์เยื่อบุข้อใช้ และมักจะปล่อยออกมาตอนมีแรงเชิงกลถูไปมา (ตอนงอข้อเหยียดข้อ) นั่นเลยทำให้เหล่าภูมิคุ้มกัน รุมโจมตีข้ออย่างรุนแรง

เพราะคิดว่าไอนั่นคือแบคทีเรีย P. gingivalis

————————————

[ สรุป ]

1️⃣ ไม่ดูช่องปากเลยจะเกิดคราบหินปูนที่มีแบคทีเรียอยู่

2️⃣ แบคทีเรียลุกลามไปในเหงือก ผลิต Citrullinated protein รัวๆ

3️⃣ ดันมีพันธุกรรม HLA-DRB1 อีกที่ถือโปรตีนนี้ไปฟ้องนายพล T/B cell ได้

4️⃣ นายพลกบฏที่ออกแบบเซนเซอร์มาจับกับโปรตีนนี้ได้ ดันรอดจากการตรวจจับมาอีก

5️⃣ นายพลจึงเจอเม็ดเลือดขาวถือโปรตีนนี้มาฟ้อง จดจำ แล้วควบทัพ + ปล่อยแอนติบอดี ตระเวนทั่วร่าง ที่ใดมี Citrullinated protein ที่นั่นมีสงคราม


ดังนั้นใครที่ยังสุขภาพดี อย่าลืมดูแลช่องปาก

✅ แปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้ง พยายามให้ฟันเคลือบฟลูออไรด์เอาไว้ บ้วนน้ำนิดๆ ก็พอ ให้มันเคลือบๆ ไว้

✅ เป็นไปได้ใช้ไหมขัดฟันยิ่งดี เพราะบางจุดมีเศษอาหารติดจริง ลองใช้ดูสิ แล้วจะรู้ว่า ไอเศษนี้อยู่มานานเท่าใดแล้ว

✅ เวลาแปรงหมุนปัดขึ้นลง (ค้นภาพดูได้) อย่าตะบี้ตะบันถู

✅ ลดอาหารหวาน/น้ำอัดลมลงหน่อย หรือไม่ก็กินแล้วก็ดูแลสุขภาพในปากหน่อย เพราะแบคทีเรียหมักแล้วเกิดกรดได้ ตัวร้ายชอบ

✅ ตรวจสุขภาพฟันเสมอ เป็นไปได้ทุกๆ 6-12 เดือน อย่างน้อยก็แงะหินปูนออก


โรคทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนมีสิ่งนี้ แล้วจะเป็นเลย โรคคือชุมแห่งความซวยมารวมที่คนๆ หนึ่ง นั่นแปลว่าไม่ใช่ว่าติดแบคทีเรียตัวนี้แล้วจะเป็น แต่ใครจะรู้ว่าเรามีพันธุกรรมเสี่ยงรึเปล่า ระบบ QC นายพลจะพังรึเปล่า เนอะ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Manifia โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์