Guh คลับรักสุขภาพ

23/03/2020
ภาวะ “มีโซโฟเนีย” รำคาญเสียงเคี้ยว หายใจ เดิน หรือแม้กระทั่งเข็มนาฬิกาภาวะมีโซโฟเนีย คืออาการเกลียดเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ รอ...
08/01/2020

ภาวะ “มีโซโฟเนีย” รำคาญเสียงเคี้ยว หายใจ เดิน หรือแม้กระทั่งเข็มนาฬิกา

ภาวะมีโซโฟเนีย คืออาการเกลียดเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว เมื่อได้ยินแล้วรู้สึกรำคาญ หงุดหงิด อยากปิดหู ปิดเสียง หรือหนีให้ห่างจากต้นเสียงนั้น บางครั้งอาจมีอารมณ์โมโหขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็นความผิดปกติของกลไกการทำงานของสมองส่วนหน้า หากรบกวนชีวิตมาก ๆ ควรพบแพทย์

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาไม่สามารถนอนหลับได้เลยถ้าห้องไม่เงียบสนิทจริง ๆ ถึงขั้นต้องถอดถ่านไฟฉายออกจากนาฬิกาเพราะรำคาญเสียงเข็มนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะเรียนที่สุดปลายห้อง ได้ยินแล้วก็ได้แต่อึ้ง แต่หากก่อนหน้านี้เราเข้าใจภาวะ มีโซโฟเนีย เราอาจเข้าใจเพื่อนมากขึ้น

ภาวะมีโซโฟเนีย คืออะไร ?
ภาวะมีโซโฟเนีย (Misophonia) เป็นภาวะอาการที่หงุดหงิด รำคาญ หรือเกลียดเสียงที่เกิดขึ้นรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เสียงเคี้ยวอาหารของคนข้าง ๆ เสียงช้องส้อมกระทบกัน เสียงเคี้ยวน้ำแข็ง กลืนน้ำกลืนอาหาร เสียงเท้ากระทบพื้น กดปากกา กดแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด เสียงคลิกเมาส์ ฯลฯ

แม้ว่าจะเป็นเสียงเบา ๆ ที่เกิดขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สามารถสร้างความรำคาญ และหงุดหงิดใจได้ โดยที่เสียงเหล่านี้กระตุ้นการตอบสนองที่เรียกว่า การตอบสนองโดยการเผชิญหน้า หรือหลบหนี ทำให้ผู้ที่มีอาการเกิดความรู้สึกด้านลบ มีอารมณ์ขุ่นเคือง รู้สึกหงุดหงิด จนถึงการแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยว หรืออยากหลีกหนีไปให้ไกลจากต้นเหตุของเสียง

ภาวะมีโซโฟเนีย เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
เว็บไซต์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ให้ข้อมูลว่า การศึกษาเกี่ยวกับภาวะมีโซโฟเนียยังคงมีจำกัด ทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษค้นพบว่า คนที่มีภาวะมีโซโฟเนียมีความผิดปกติเกี่ยวกับกลไกการทำงานของสมองในส่วนของสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) และสมองกลีบอินซูลาส่วนหน้า (Anterior insular cortex หรือ AIC) ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์นั้นส่งผลให้ผู้ป่วยมีความไวต่อการตอบสนองต่อเสียงที่เฉพาะเจาะจงหรือที่เรียกว่า “Trigger sound” เช่น เสียงลมหายใจ เคี้ยวอาหาร ซึ่งแตกต่างจากเสียงปกติ เช่น เสียงน้ำตก การจราจรบนถนน หรือเสียงเด็กร้องไห้

สมองส่วนกลีบอินซูลามีบทบาทสำคัญต่อการประมวลผลอารมณ์และควบคุมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่รับผิดชอบต่อความทรงจดระยะยาว ความกลัว และอารมณ์ต่าง ๆ คนที่มีภาวะมีโซโฟเนีย อาจมีความเป็นไปได้ว่าสมองส่วนนี้ทำงานมากกว่าคนอื่น

นอกจากความรู้สึกรำคาญ หงุดหงิด หรือโมโหแล้ว เสียงเหล่านี้ยังอาจทำให้เกิดการตอบสนองทางร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือเหงื่อออกมากขึ้น เป็นต้น

วิธีแก้ไขภาวะมีโซโฟเนีย
หากมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถลองทำตามวิธีเหล่านี้ได้เองที่บ้าน

ใส่หูฟัง แล้วฟังเพลงที่ตัวเองชอบกลบเสียงน่ารำคาญเหล่านั้น

หลบไปอยู่ในที่สงบ

ดึงสมาธิออกมาจากเสียงเหล่านั้น ด้วยเรื่องอื่น ๆ เช่น พูดคุยกับเพื่อน อ่านหนังสือ ฯลฯ
หากลองทำหลายวิธีแล้วยังไม่ได้ผล และรบกวนการดำรงชีวิตมาก ควรพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป

เตือนช่วงนี้ “น้ำประปาเค็ม” มี “โซเดียม” สูง ผู้ป่วยโรคไตควรเลี่ยงกรมอนามัย” แจงยังดื่มน้ำประปาได้ แม้มีรสกร่อย ไม่ก่อปั...
06/01/2020

เตือนช่วงนี้ “น้ำประปาเค็ม” มี “โซเดียม” สูง ผู้ป่วยโรคไตควรเลี่ยง

กรมอนามัย” แจงยังดื่มน้ำประปาได้ แม้มีรสกร่อย ไม่ก่อปัญหาโซเดียมเกิน ส่วนผู้ป่วยโรคไตไม่ควรรับโซเดียมเพิ่มเลย แนะอาจซื้อน้ำขวดดื่มแทนก่อน

น้ำเค็ม เพราะภัยแล้ง
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีภาวะแล้งน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้เกิดปัญหาน้ำประปาเค็ม จนมีข้อแนะนำให้ดื่มน้ำขวดแทนไปก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้เป็นโรคไต เพราะอาจรับโซเดียมมากเกินไป ว่า ผู้ที่บริโภคน้ำประปาเป็นประจำอาจจะรับรู้ถึงรสชาติที่เปลี่ยนไปจากปกติในบางครั้ง โดยความเค็มดังกล่าวมาจากเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงที่ใช้ปรุงอาหาร ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดค่าแนะนำเพื่อความน่าดื่มและการยอมรับของผู้บริโภคไว้

>> กปน.เร่งแก้ไข "น้ำประปา" รสชาติผิดปกติ แนะผู้ป่วยโรคไต-โรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยง

โซเดียมสูง ทำให้น้ำประปากร่อย
ในน้ำประปา ควรมีโซเดียมไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ถ้าเจือปนในน้ำมากเกินไปจะทำให้น้ำมีรสกร่อยถึงเค็มได้ ซึ่งทางโภชนาการและการแพทย์แนะนำว่า มนุษย์ควรรับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยปัจจุบันน้ำประปามีโซเดียมประมาณ 100-150 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนปกติจะดื่มน้ำประปาจนได้รับโซเดียมเกินกว่าที่กำหนด

น้ำประปาโซเดียมสูง อันตรายต่อสุขภาพผู้ป่วยโรคไต
ความเค็มจากน้ำประปาอาจเพิ่มโซเดียมเข้าสู่ร่างกายต่อวันในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่อาจจะส่งผลต่อกลุ่มเสี่ยงที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือกลุ่มผู้ป่วยโรคไต เพราะหากดื่มน้ำประปาที่มีความเค็มจะทำให้ได้รับโซเดียมเพิ่มขึ้นจากปกติได้ ดังนั้น ในช่วงน้ำประปาเค็ม กลุ่มผู้ป่วยโรคไตที่รับบริการฟอกไตที่โรงพยาบาลไม่ต้องกังวล เนื่องจากโรงพยาบาลทุกแห่งมีระบบการกรองแบบ Reverse Osmosis (RO) ที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

สำหรับคนปกติทั่วไป การดื่มน้ำกร่อยอาจได้รับโซเดียมเพิ่มเติมจากปกติ จึงควรลดปริมาณสารปรุงแต่งอาหารที่มีความเค็มลง เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส งดการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด หรือเปลี่ยนเป็นใช้น้ำดื่มบรรจุขวด ปิดสนิทแทนจะดีกว่า และยังส่งผลดีต่อสุขภาพด้วย

“คนปกติทั่วไปไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะไตทำงานปกติ สามารถขับของเสียออกมาได้ แต่ที่ต้องกังวลคือ ผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากไตทำงานได้น้อยลง การกำจัดเกลือก็จะน้อยตามไปด้วย และมีความเสี่ยงภาวะไตวายได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรรับเกลือเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว อย่างคนทั่วไปรับได้วันละไม่เกิน 1 ช้อนชา ผู้ป่วยไตต้องน้อยกว่านั้นมาก ๆ อย่างแพทย์จะแนะนำเลยว่า ไม่ควรกินของเค็ม แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพไตของแต่ละบุคคล” พญ.พรรณพิมล กล่าว

03/01/2020
โปรตีน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกๆ เซลล์ในร่างกาย ร่างกายของคนเราใช้โปรตีนในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ร่าง...
01/01/2020

โปรตีน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกๆ เซลล์ในร่างกาย ร่างกายของคนเราใช้โปรตีนในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ร่างกายยังใช้โปรตีนในการสร้างเอนไซม์ ฮอร์โมน และสาเดคมีต่างๆ ในร่างกาย โปรตีนเป็นส่วนที่สำคัญของกระดูก กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน ผิวหนัง และเลือด นอกจากโปรตีนแล้ว ร่างกายยังต้องการสารอาหารอื่นๆ อย่าง คาร์โบไฮเดรต แลไขมันอีกด้วย วิตามินและเกลือแร่ก็เป็นสารที่ร่างกายต้องการ แต่ก็ยังไม่เท่า โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน

โปรตีนมีความแตกต่างจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันตรงที่ ร่างกายไม่มีการสะสมโปรตีน ดังนั้นเมื่อร่างกายต้องการใช้โปรตีน จึงต้องใช้จากภายนอกหรือการบริโภคนั่นเอง ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อใช้สร้างและซ่อมแซมส่วนที่ร่างกายสึกหรอได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแหล่งของโปรตีนก็มีมากมาย ทั้งจากพืชและจากสัตว์อย่าง เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่ไก่ ถั่ว เต้าหู้ และธัญพืชต่างๆ

วัยทำงานที่กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ นอนไม่พอ โดนกดดันจากบริษัท ไม่มีเวลาพักผ่อน เสี่ยงภาวะ Karoshi Syndrome ภาวะที่มนุษย์ทำง...
25/12/2019

วัยทำงานที่กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ นอนไม่พอ โดนกดดันจากบริษัท ไม่มีเวลาพักผ่อน เสี่ยงภาวะ Karoshi Syndrome ภาวะที่มนุษย์ทำงานญี่ปุ่นประสบมาอย่างยาวนานหลายปี

เราอาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่า “งานหนักไม่เคยทำให้เราตาย” ในแง่ของความพยายาม อาจจะมีส่วนจริงส่วนหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น เรื่องของสุขภาพหลังการทำงานหนักมากเกินไปจนละเลยสุขภาพ สามารถฆ่าคนตายได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อม

Karoshi Syndrome ภาวะทำงานหนักจนตาย
ชื่อของ Karoshi (คาโรชิ) เริ่มเป็นที่พูดถึงกันในสังคมญี่ปุ่นหลังจากมีข่าว พนักงานหญิงอายุ 31 ปีของสถานีโทรทัศน์ชื่อดังเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวแม้ว่าจะมีอายุเพียง 31 ปี แล้วทราบภายหลังว่าก่อนหน้านี้เธอทำงานล่วงเวลาอย่างหนัก แล้วยังมีพนักงานบริษัทชายที่ฆ่าตัวตายอยากสภาวะตึงเครียดจากการทำงานให้กับเอเจนซี่ชื่อดังระดับประเทศเช่นกัน

ดังนั้น โรคคาโรชิ ภาวะทำงานหนักจนตาย หรือหลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “โรคบ้างาน” จึงไม่ได้ระบุว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง หากแต่เรียกภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลียอย่างหนักจากการทำงานมากเกินไป จนอาจนำไปสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในภายหลังได้นั่นเอง

มีให้แค่เท่านี้ มีเพียงแค่เท่าหนี้ .........(โดนใจ มนุดหลัว)
14/12/2019

มีให้แค่เท่านี้ มีเพียงแค่เท่าหนี้ .........(โดนใจ มนุดหลัว)

รายงานฉบับใหม่พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่ทั่วโลกไม่ได้ออกกำลังกายเพียงพอเป็นประจำทุกวันเพื่อให้มีสุขภาพดี และเพื่อให้เติบโตเป็น...
11/12/2019

รายงานฉบับใหม่พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่ทั่วโลกไม่ได้ออกกำลังกายเพียงพอเป็นประจำทุกวันเพื่อให้มีสุขภาพดี และเพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง
การศึกษาขององค์การอนามัยโลกได้แสดงผลการประเมินเรื่องการออกกำลังกายที่ไม่พอเพียงในหมู่วัยรุ่นอายุ 11 ปี ถึง 17 ปี ที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกทั่วโลก

ข้อมูลจากการศึกษานี้ถูกรวบรวมมาจากเยาวชน 1.6 ล้านคนใน 146 ประเทศ ซึ่งพบว่าเด็กผู้หญิงมีความกระฉับกระเฉงน้อยกว่าเด็กผู้ชายในทุกประเทศ ยกเว้น 4 ประเทศซึ่งได้แก่ ตองกา ซามัว อัฟกานิสถาน และแซมเบีย

รายงานยังระบุว่าช่องว่างระหว่างเพศที่ใหญ่ที่สุดพบในสหรัฐฯ และไอร์แลนด์ โดยมีเด็กผู้หญิงที่ไม่ออกกำลังกายเลยมากกว่าเด็กผู้ชายถึง 15%

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บรรดาวัยรุ่นออกกำลังกายในระดับปานกลางหรือระดับเข้มข้นวันละหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

Regina Guthold นักวิทยาศาสตร์แผนกสุขภาพมารดา ทารกแรกเกิด เด็ก และวัยรุ่นขององค์การอนามัยโลก และเป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า การออกกำลังกาย 60 นาทีสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนละ 20 นาทีในหนึ่งวัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ

และว่าการออกกำลังกายช่วยให้เยาวชนมีสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น มีระบบทางเดินหายใจดีขึ้น และมีฟังก์ชั่นการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ทำให้การเรียนหนังสือง่ายขึ้น นอกจากนี้ช่วยให้พวกเขามีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีขึ้นด้วย และอาจเป็นไปได้ว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะติดตามไปจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งหมายความว่าวัยรุ่นที่กระฉับกระเฉงมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่กระฉับกระเฉงด้วยเช่นเดียวกัน

Guthold กล่าวต่อไปอีกว่า การออกกำลังกายทุกรูปแบบล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน กีฬาแบบเป็นทีม การเต้น การทำงานบ้าน การเรียนวิชาพลศึกษาและการออกกำลังกายตามแผน

การศึกษาพบว่าคนหนุ่มสาวทุกหนทุกแห่งในโลกไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า 85% ของเด็กผู้หญิงและ 78% ของเด็กผู้ชาย ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกล่าสุด ว่าควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง

Leanne Riley ผู้ร่วมทำการศึกษา กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เยาวชนไม่ได้ออกกำลังกาย นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของยุคอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหวของวัยรุ่น ทำให้พวกเขานั่งมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง เดินน้อยลง เพราะหันมาเล่นเกมดิจิตัลกันมากขึ้น

ที่อยู่

Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Guhผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท